ss
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนะนำจักรยานใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนะนำจักรยานใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

29 ธ.ค. 2555

วิธีการเลือกจักรยานทัวร์ริ่งให้เหมาะสมกับตัวเรา

|1 ความคิดเห็น
จักรยานทัวร์ริ่งหากจะเลือกซื้อต้องถามตัวเองก่อนว่า เราจะนำไปใช้ในรูปแบบใด หากเราจะนำไปใช้ในการขี่ท่องเที่ยวจริงๆ เช่นใช้เดินทางท่องเที่ยวเหมือนฟรั่งที่เขาปั่นจักรยานกันแบบข้ามประเทศ หรือหากเป็นเราๆ ท่านๆ อาจจะแค่เดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว ระยะทางอาจจะไม่ไกลมากอาจจะแค่ขี่ข้ามอำเภอ หรือข้ามจังหวัดไปหาที่ตั้งแคมป์เพื่อสัมผัสธรรมชาติอะไรทำนองนี้

จักรยานทัวร์ริ่ง

สิ่งที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อจักรยานทัวร์ริ่งมีดังนี้ครับ

    ขี่จักรยานทัวร์ริ่งเที่ยว
    ตะเกียบจักรยานท่องเที่ยว
  1. งบประมาณในการเลือกซื้อจักรยาน ซึ่งมันเป็นตัวกำหนดเลยครับว่าเราจะได้รถตามแบบที่เราต้องการหรือเปล่า เช่น ถ้าเราต้องการจักรยานทัวร์ริ่ง ยี่ห้อดังๆ อะไหล่ระดับ Shimano Dura Ace แต่เรามีงบ 20,000 บาท อันนี้คงเป็นไปไม่ได้แน่นอนครับ แต่เดี๋ยวก่อน!! ใช่ว่าหากคุณมีงบประมาณตามนี้แล้วคุณจะหารถดีๆ มาขี่ไม่ได้นะครับ รถดีๆ แต่ราคาไม่แพงก็มีครับอยู่ที่เราจะเลือกเป็นหรือเปล่าครับ

  2. จักรยานประเภทนี้ต้องขี่สบายไม่ปวดเมื่อยง่ายๆ เพราะเราต้องใช้เวลาอยู่บน จักรยานนานมากๆ ครับ ไม่มีจักรยานคันไหน ที่จะมี Size พอดีกับเราเปะหลอกครับ คือเราต้องปรับตัวเข้ากับจักรยานให้ได้ครับ แต่จักรยานที่ดี ควรทำให้ผู้ขี่มีการปรับตัวให้เข้ากับจักรยานน้อยที่สุดครับ เช่น ปรับแฮนด์, ปรับ Stem หรือ อาจจะปรับเบาะนั่งแค่นิดหน่อย ก็ขี่สบายแล้วครับ

  3. จักรยานทัวร์ริ่งยี่ห้อ bruc gordon
     จักรยานประเภทนี้ต้องเป็นจักรยานที่ทำให้เราเสียพลังงานน้อยที่สุดใน การกดบรรไดจักรยานแต่ละครั้ง เพราะเราต้องขี่มันเป็นระยะทางไกลๆ หลายร้อยกิโลเมตรดังนั้นจักรยานประเภทนี้ต้องมีความลื่นไหล ของอุปกรณ์ต่างๆ เช่นดุมล้อ, โซ่ และกระโหลกจานเป็นต้น แต่ไม่จำเป็นต้องหาอะไหล่ที่ราคาแพงมากๆ มาใส่ก็ได้ครับอะไหล่ราคาปานกลางก็ไหลลื่นได้ครับหากเลือกซื้อเป็น ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ เมื่อก่อนผมประกอบจักรยานเสือหมอบคันแรกของผม กระโหลกจักรยานผมต้องเรียงเม็ดลูกปืนเอง แต่ยอมรับเลยครับว่ามันลื่นมากๆ ผมว่ามันลื่นกว่าแบบแบริ่งอีกนะครับแถมทน และบำรุงรักษาง่ายกว่าอีกด้วย ดุมล้อก็เช่นกันครับ อีกประการหนึ่งหากต้องการความสบายในการจับแฮนด์ก็ควรหาที่รองผ้าพันแฮนด์มารองก่อนพัน ผ้าพันแฮนด์ สรุปคือ เอาแบบเราขี่แล้วสบายที่สุดครับ

  4. ในส่วนของเฟรมจักรยานทัวร์ริ่ง โดยส่วนตัวแล้วผมชอบแบบโครโมลี่ (ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างเหล็กและโมลิบดีนั่ม) ครับเพราะขี่ได้นุ่มนวลกว่า แต่มันจะออกตัวช้าบ้างก็ไม่เป็นไรครับ แต่เมื่อทำความเร็วได้คงที่แล้ว ผู้ขี่จะออกแรงในการปั่นน้อยกว่า เฟรมแบบอลูมิเนียมครับ ซึ่งตรงกับจุดประสงค์ของเรา คือปั่นระยะทางไกลๆ แต่ใช้แรงอย่างประหยัดครับ แต่ข้อเสียของเฟรมแบบโครโมลี่ก็มีนะครับ เช่นดูแลยากเพราะมันขึ้นสนิมได้ครับ และอีกอย่างครับ เวลาขึ้นเนินเขาเราต้องออกแรงเยอะกว่าเฟรมแบบอลูมิเนียมครับ แต่โดยรวมในความคิดของผมก็ยังชอบเฟรมแบบโครโมลี่ มากกว่าอลูมิเนียมครับ แต่ยังไงแล้วก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะซื้อด้วยครับ ว่าชอบแบบไหน ชอบขี่ทางเรียบเยอะๆ ก็โครโมลี่ แต่หากชอบทางที่เป็นเนินเขาเยอะๆ ก็เลือกอลูมิเนียมครับ

  5. ในส่วนของแร็คและบังโคลน ผมถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับจักรยานทัวร์ริ่งครับ เจ้าแร็คนี้จะช่วยให้เราบรรทุกของที่จำเป็นในการเดินทาง และอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ ในการดำรงชีวิต เช่นถุงนอน หรือเต้น ส่วนบังโคลนประโยชน์ของมันคือเวลาเราปั่นไปเจอทางเปียก หรือฝนตกมันจะกันสิ่งสกปรกดีดขึ้นมาใส่เสื้อผ้าเราได้ และยังทำให้รถของเราไม่สกปรกมากเวลาเจอทางที่เป็นโคลนเยอะๆ ครับ
    แร็คหลังจักรยานทัวร์ริ่ง

    กันโคลนจักรยาน

  6. แฮนด์จักรยานทัวร์ริ่ง ที่ผมเห็นส่วนใหญ่จะมีสองแบบ คือแบบตรงคล้ายๆ ของจักรยานเสือภูเขา และแบบ Drop ก็แบบเสือหมอบครับ หากคุณจะใช้เพื่อการเดินทางท่องเที่ยวจริงๆ ผมแนะนำ แบบ Drop ครับเพราะเราสามารถเปลี่ยนการจับแฮนด์ได้หลายแบบ เช่น จับบน, จับล่าง, จับข้าง หรือ จะจับตรงส่วนเบรค มันจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดีครับ
    Stem สำหรับจักรยานทัวร์ริ่ง

  7. ทางด้านล้อจักรยานประเภทนี้ที่นิยนกันก็จะมี 2 Size ครับคือ ขนาด 26 นิ้ว และ ขนาด 700c ซึ่งขนาด 26 นิ้วเวลาเราขี่จะมีความนิ่ง และไม่วอกแวก เพราะวงล้อมันเล็กกว่าขนาด 700c ครับ

  8. เฟืองหลังจักรยาน
     ในส่วนของ ระบบเกียร์จักรยาน ในปัจจุบันจำนวนเกียร์ในรถจักรยานจะเยอะมากครับ จากเมื่อก่อนตอนผมปั่นจักรยานใหม่ๆ รถผมมีแค่ 12 Speed เองครับ คือจานหน้า 2 ใบ เฟืองหลังแค่ 6 ใบ เรื่องความทนทานไม่ต้องพูดถึงครับ เพราะโซ่จักรยานเสือหมอบตอนนั้น ใหญ่พอๆ กับโซ่จักรยาน BMX  เลยละครับ ปัญหาโซ่ขาดหรือหมดสภาพเร็ว แทบจะไม่เจอเลยครับ แต่ในปัจจุบัน เฟืองหลังของผมใช้อยู่ 10 ใบผมยังใช้ไม่ครบเลยครับ รุ่นใหม่ๆ ยังจะออกมา 11 ใบอีก ผมบอกเลยครับ ไม่ได้กินเงินผมหลอกครับ ผมว่ามันไร้สาระครับ อีกทั้งความทนทานก็แย่ ปรับแต่งเกียร์ก็ยาก ผมว่าปัญหามันมากกว่าประโยชน์ครับ ในความคิดของผมไม่คุ้มครับหากใครที่หลวมตัวซื้อมาใช้แล้วจะรู้ครับ ในความคิดของผมนะครับ เฟืองหลัง 7 ใบกำลังดีครับ เพราะขนาดโซ่ที่ใช้จะไม่เล็กมากครับ ซึ่งมันจะทนทานกว่าหากเรานำมาใส่กับจักรยานประเภททัวร์ริ่ง

จักรยานทัวร์ริ่ง ของ TREK
ซึ่งจากการที่ผมได้ไปหาข้อมูลทางด้านราคาของจักรยานประเภทนี้มาแล้วนั้น ส่วนใหญ่ร้านจำหน่ายจักรยานในบ้านเราจะไม่ค่อยสต็อคสินค้าใว้ครับ อาจจะด้วยเหตุที่ว่าจักรยานทัวร์ริ่งในบ้านเรายังไม่ค่อยเป็นที่นิยมกันมาก เหมือนเมืองนอก หากมีสต็อคไว้ก็จะไม่มากแค่ 1 - 2 คันหากเราไปหาซื้ออาจจะไม่ได้ตาม Size ที่เราต้องการ ในบ้านเรายี่ห้อดังๆ ราคาก็จะตกอยู่ประมาณ 40,000 บาท ขึ้นไปครับ ยกตัวอย่างเช่น TREK 520 2011 ราคาอยู่ที่ประมาณ 49,000 บาท หากใครที่พอมีกำลังซื้อก็จัดไปครับ แต่หากเป็นผม ผมจะซื้อแบบ ไม่คำนึงถึงยี่ห้อครับ ขอให้คุณภาพดีก็พอครับ (สำหรับผู้ที่พอมีความรู้ในการเลือกอะไหล่ นะครับ) สำหรับรถที่ราคาไม่แพงมากก็เช่น ยี่ห้อ MASI ตัวถังเป็นโครโมลี่ ล้อ 700C ราคา 19,000 - 22,000 บาท หากมือสองจากญี่ปุ่นยี่ห้อไม่เคยได้ยินมาก่อนราคา ก็จะอยู่ประมาณ 6,000 - 10,000 บาท หากเกินนี้ผมคิดว่าซื้อใหม่ดีกว่าครับ ลองหาดูตามเว็บประกาศ ต่างๆ ดูครับ แต่ถ้าให้ผมแนะนำ ควรซื้อใหม่ดีกว่าครับหากจะเล่นมือสองควรเป็นคนที่มีความรู้ และศึกษามาพอสมควรมิเช่นนั้นอาจถูกหลอกได้ครับ เพราะเดี๋ยวนี้พวก มิจฉาชีพ หากกินตามบอร์ดประกาศเยอะมากครับ ทั้งหลอกให้โอนเงิน เอาสินค้าของคนอื่นมาโพสแล้วบอกว่าของเป็นของตัวเองแล้วเอาราคาถูกมาล่อใจ อะไรแบบนี้ครับ หากไม่มั่นใจอย่าโอนเงินเด็ดขาดครับ จักรยานไม่ใช่ราคาหลักร้อย ทางที่ดีไปซื้อที่ร้านที่เราไว้ใจได้เลยครับปลอดภัยสุดๆ ครับ
เสือภูเขาดัดแปลงเป็นจักรยานทัวร์ริ่ง
ผมแนะนำอีกอย่างนะครับ สำหรับผู้ที่ต้องการ จักรยานทัวร์ริ่ง หากจะนำมาใช้จริงๆ และออกทริปเป็นประจำ ควรดูอะไหล่ด้วยว่าสามารถซ่อมบำรุงได้ง่ายหรือเปล่า คือสามารถถอดออกมาซ่อมบำรุงโดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือ พิเศษ พิสดาร อะไรมากมาย ครับ แค่เครื่องมือซ่อมบำรุงพื่นฐานก็ซ่อมได้ยิ่งดีครับ เหตุผลเพราะเวลาเราออกทริปไกลๆ เช่น กรุงเทพ - เชียงใหม่ คงไม่มีใครอยากแบกเครื่องมือซ่อมบำรุงจักรยานชุดใหญ่ไปนะครับ เพราะหากปั่นทางเรียบก็ไม่เท่าไหร่หลอกครับ แต่หากไปถึงเส้นทาง ระหว่าง เถิน ถึงเชียงใหม่แล้วคุณแทบอยากจะทิ้งสัมภาระ ที่บรรทุกมาหมดเลยครับ เพราะจะมีทางขึ้นเขาเยอะมากครับ

สิ่งที่ผมได้เขียนบรรยายมาข้างบนนั้นก็เพื่อประกอบการตัดสินใจสำหรับใครที่ กำลังมองหาจักรยานทัวร์ริ่ง สักคันแต่ประเด็นหลักแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราด้วยว่าต้องการจะนำไปใช้ใน การเดินทางไกลจริงๆ หรือเปล่าหากต้องการแค่ ใช้ปั่นเล่นเฉยๆ อันนี้ไม่ต้องลงรายละเอียดมากนักครับ หากเรามีตังก็ซื้อมาใช้ได้เลยครับ แต่หากเราจะนำไปใช้เพื่อเดินทางท่องเที่ยวจริงๆ อันนี้ต้องละเอียดในการเลือกซื้อหน่อยก็ดีครับ ขอบคุณครับ


ขอบคุณบทความจาก www.thbike.blogspot.com

24 พ.ย. 2555

เรามาดูจักรยานสุดหรูจาก 10 แบรนด์อันโด่งดัง

|0 ความคิดเห็น

รวมรวมสิบจักรยานสุดหรูที่เหล่าดีไซเนอร์จากแบรนด์ชื่อดังร่วมกันสร้างสรรค์เพื่อให้เข้ากับกระแสของการรักษ์โลก

1.Urban Outfitters bikes
จักรยานสีสันสดใสจากแบรนด์ดังโดดเด่นที่โครงจักรยานที่มีสีสันสดใส สวยงาม


2.Missoni bikes
จักรยานลายสวยที่ใช้รูปแบบของลายซิกแซกหลายๆ สีมาทับซ้อนกัน


3.Kate Spade bike
อีกหนึ่งจักรยานจาก Kate Spadeที่ใช้โครงของจักรยานวินเทจมาสร้างสรรค์ และใช้สีพาสเทลกับส่วนต่างๆของจักยาน


4.Ralph Lauren bike
จักรยานสุดเท่สำหรับชายหนุ่มที่ Ralph Lauren เลือกสร้างสรรค์โดยมีความโดดเด่นที่แฮนด์จักรยานที่มีความคล้ายคลึงกับจักรยานในยุคเก่าและด้วยสีสันที่สวยงามคลาสสิค


5.Fendi bike
จักรยานสุดเท่จาก Fendi ที่แถมของแต่งมาให้เพียบ อย่างกระเป๋าใส่ของและตระกร้าที่มีลักษณะคล้ายหีบเก็บของ


6.Chanel bike
จักรยานสีดำสุดคลาสสิค สมกับที่ได้แบรนด์หรูอย่าง Chanel มาเป็นผู้ออกแบบให้




7.Gucci 8-8-2008 bike
แบรนด์หรูอย่าง Gucci ก็ลงมาร่วมวงออกแบบจักรยาน มีหรือที่จะเป็นจักยานธรรมดา จึงทำให้ได้จักรยานสีแดงสด ที่มาผสมกับโครงของจักยานที่มีสีแดงสวยงาม


8.Hermès bike
อีกหนึ่งแบรนด์หรูอย่าง Hermès ก็สร้างสรรค์จักรยานที่ทั้งหรูหราและคลาสสิค


9.Trussardi city bike
จักรยานสำหรับขี่ในเมืองที่ใช้โครงจักรยานแบบวินเทจ และเน้นประโยชน์ใช้สอยและใช้วัสดุที่แข็งแรง ทนทาน


10.Chrome Hearts x Cervelo bike
จักรยานที่เกิดจากการร่วมมือกันสร้างสรรค์ระหว่างแบรนด์ดังจากอเมริกาอย่าง Chrome Hearts และแบรนด์จักรยาน Cervelo bike จึงได้เป็นจักรยานมีมีรูปแบบของสรีทสไตล์ที่เต็มไปด้วยความหรูหราโดดเด่นที่ล้อหลังที่เป็นโลโก้ของแบรนด์ Chrome Hearts

SOURCE : AFP Relax News

13 ส.ค. 2555

จักรยาน LITESPEED C3 2012

|0 ความคิดเห็น

จักรยาน LITESPEED C3 2012

LITESPEED C3 2012
สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาแนะนำจักรยาน Litespeed ที่ผลิตจากวัสดุที่ทำจาก Carbon Fiber กันครับ ศาสตร์แห่งการทำจักรยานโดยใช้วัสดุที่เรียกว่า Titanium มีไม่กี่แบรนด์หรอกครับ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นที่สุดแห่งความแข็งแกร่งและทรงคุณค่า หนึ่งในแถวหน้าของผู้ผลิตไททาเนียม ปฏิเสธไม่ได้ว่า Litespeed คือหนึ่งในนั้น มีถิ่นกำเนินจากประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 1986 โดย David Lynskey เขาเริ่มจากโรงกลึงเล็ก ๆ Southeast Machine ในเมือง Ooltewah รัฐแทนเนสซี่ ธุรกิจเล็ก ๆ เกิดจากงาน Custom Bike และงาน  Hand made จนได้รับความไว้วางใจจากทีมแข่งหลาย ๆ ทีม ต่อมา Litespeed ค่อย ๆ โตขึ้นขยับขยายจากรถที่ผลิตแค่ Titanium ก็มีรถที่ผลิตจากอลูมิเนียม ไปจนถึงคาร์บอนไฟเบอร์ Litespeed เคยเป็นรถที่ Lance Armstrong เลือกใช้ให้เป็นรถ Time trials ในการคว้าแชมป์ Tour de France ครั้งแรกของเขาในปี 1999 และ Robbie McEwen ในยุคปี 2002 สังกัดทีม Lotto Adecco ก็ใช้รถ Litespeed Vortex เป็นเจ้าความเร็ว คว้าเสื้อเขียวในการแข่งขั้น Tour de France หลังจากนั้น Litespeed ไม่ใช่รถที่รู้จักเฉพาะวงการเสือภูเขาเพียงอย่างเดียว รถเสือหมอบก็ได้รับการยกย่องและไว้วางใจ Litespeed พัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างรวดเร็ว

LITESPEED C3 2012
ปัจจุบัน Litespeed เป็นหนึ่งในเครือบริษัท American Cycle Group ที่ผลิตรถ Merlin/ Quintana Roo/ อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตเฟรมไทเทเนียมหั้กบแบรนด์จักรยานดัง ๆ หลายแบรนด์ และเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมแข่งต่าง  ๆ ผลงานที่โดดเด่นคือ การได้รับชัยชนะ The World Cup ITU Triathlon Champion นออกจากจะผลิตจักรยาน Litespeed ยังเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับยานอวกาศให้องค์การ NASA อีกด้วย

ด้วยชื่อเสียงที่การันตีมีดีในเรื่อง ไททาเนียม แต่ในยุค 2012 คาร์บอนไฟเบอร์คือเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด Litespeed จึงตอบสนองความต้องการนี้ตั้งแต่ปี 2010 และ Litespeed ไม่ได้โดดเด่นเฉพาะวัสดุที่ผลิตจาก Ti แต่เพียงอย่างเดียว Carbon Fiber Litespeed ก็ไม่เป็นรองผู้ผลิตระดับชั้นนำแต่อย่างใด ถึงเวลาแล้วที่เราจะไปรู้จักกับเจ้า Litespeed C3 Ultegra ตัวจริงเสียงจริงกันเสียที

Litespeed เพิ่มขีดความสามารถให้กับคาร์บอน

Series C เป็นการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักปั่นที่หลงใหล และชื่นชอบความเร็วแบบราบเรียบโดยเฉพาะรูปทรงเจ้า Series C ออกแนวแอร์โรไดนามิก Aero Logic Windproof คือ เทคโนโลยีที่เป็นผลงานวิจัยของ Litespeed  แล้วนำมาออกแบบเฟรมทรงลู่ลม รวมถึงหลักอานและตะเกียบหน้าที่สามารถลดแรงต้านทานจากลมได้ถึง 20 วัตต์ หรือได้มากกว่าเฟรมทั่ว ๆ ไปถึง 16% โดยทำการทดสอบในอุโมงค์ลมที่  Charlotte’s A2 wind tunnel และได้รับการยืนยันจากนิตยสาร Triathlete Magazine ที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมการทดสอบรถอีกด้วย

Reactive Pressure Molding หรือ RPM

คือเทคโนโลยีในการผลิตเฟรมคาร์บอนของ Litespeed ที่นำมาใช้กับรถใน C Series เป็นกรรมวิธีในการหล่อเฟรมคาร์บอนด้วยแรงดัน โดยใช้กระเปาะลมดันรูปทรงจากภายใน ช่วยให้เฟรมมีความหนาที่สม่ำเสมอกัน ให้ความแข็งแรงและน้ำหนักเบา
ไม่ธรรมดาเลยครับกับสรรพคุณของเจ้า C Series คันนี้ เมื่อดูภายนอกเจ้า C3 ดูดุดันสะอาดตา สีเทาด้านผสมลวดลายกราฟฟิกที่ลงตัว ขนาดเฟรม Size M ท่อบน Top tube  54cm ท่อนั่ง Seat tube 50cm ใช้ Carbon Super Modulus (30t) Full Aero Suite ถ้วยคอขนาด 1/1/2” 1/1/8” กะโหลก BB 30 หลักอานแอร์โรออกแบบพิเศษ เฟรมรองรับการติดตั้งระบบเกียร์ไฟฟ้า Di2 ตัวถังยังรับประกันตลอดอายุการใช้งานอีกด้วย

ชื่อก็บอกแล้วครับว่า C3 Ultegra ชุดขับเคลื่อนส่วนใหญ่จะเป็น Shimano Ultegra ตั้งแต่ชุดซิปเตอร์ / เบรก / ตีนผี / โซ่ / เฟือง 12-25 /ยกเว้นขาจานเป็น PSA BB30 Energy Cranks ชุดคอมโพเน้นท์ ยังคงเป็นของ FSA ชุดแฮนด์ FSA Wing Compact ขนาด 40cm สเตม FSA OS-150 ความยาว 100 mm เบาะเลือกติดตั้ง Fizik Arione เข้ากับชุดผ้าพันแฮนด์ของ Fizik เช่นกัน ชุดล้อไว้วางใจ Fulcrum Racing 5 Litespeed C5 Ultegra

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับสเปคเจ้า Litespeed C2 Ultegra 2012 ตัวนี้ เห็นแล้วสวยงามและน่าจับจองไม่เบาเลย สำหรับในบ้านเรามีตัวแทนนำเข้ามาจำหน่ายกันแล้ว หากเพื่อน ๆ สนใจหรืออยากทดลองตัวเป็น ๆ ลองติดต่อไปทาง บ. TCA ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายกันได้ครับ ..โชคดีมีความสุขกันทุกท่านครับ

ขอบคุณบทความบางส่วนจาก นิตยสาร RACE BICYCLE


8 ส.ค. 2555

TREK Domane 6.2 นวัตกรรมสำหรับคนพิเศษ

|0 ความคิดเห็น
TREK Domane 6.2 นวัตกรรมสำหรับคนพิเศษ

TREK Domane 6.2
การพัฒนาเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดไม่หยุดแค่ปัจจุบัน แต่มันคืออนาคต คือคติของผู้ผลิตที่ไม่ยึดติดกับอดีตและเพิ่มขีดความสามารถกับผู้ปั่น เรากำกลังพูดถึงผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง Trek และสิบปี ที่ Trek สร้างความแปลกใหม่ให้แก่วงการและยกระดับมาตรฐานของผู้ผลิตจักรยานให้มากกว่าแค่คำว่าดี แต่ต้องดีกว่า การพัฒนารถเพื่อนักแข่งชั้นยอดเกิดขึ้นพร้อมกับเมื่อโลกได้สร้างคนที่ชื่อ Lance Arm Strong การคว้าแชมป์ Tour de France 7 สมัย บนจักรยาน Trek เพียงแบรนด์เดียวเท่านั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนารถเพื่อบรรลุเป้าหมายของการแข่งขันโดยนำมาตรฐานรถที่ใช้ในการแข่งขัน มาเป็นรถที่ขายทั่วไปในท้องตลาด สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่นิยมชมชอบรถ Trek มาก ยิ่งขั้นฮีโร่ไม่ได้มีเพียงแค่ Lance Arm Strong เพียงคนเดียว หลายนักกีฬาดาวเด่นผู้ที่มีส่วนช่วยผลักดันให้ Trek ต้องพัฒนารถของตนเป็นเลิศ ภายใต้ชื่อ Trek Madone แต่นักกีฬาที่ทำให้ Trek ต้องยอมออกรถมาเพื่อเค้าซึ่งมากกว่าการทำสีพิเศษ มันไม่ง่ายเลยที่ Trek จะยอมคิดค้นรถมาเพื่อตอบสนองการทำงานในแบบที่เหมาะสมกับเส้นทางการแข่งขัน หากผู้นั้นไม่ได้มีชื่อว่า Fabian Cancellara

ใช่แล้วครับรถที่เกิดมาเพื่อ Fabian Cancellara ต้องไม่ธรรมดา ถือเป็นการพลิกโฉมหน้าของวงการรถถนนเลยทีเดียว ด้วยผลงานการแข่งขับแบบ One Day Race ที่โดดเด่น เรียกว่า The Classic อย่างเช่น Paris Roubaix/ Tour of Flander/ Strade Bianche เป็นต้น Fabian Cancellara ได้รับฉายาว่า นักรบสปาตัน ซึ่งก่อนหน้าที่ Trek ก็ได้ออกแบบลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของเค้าบน Madoe 6.0 ssl Project One Spartacus เท่านั้นยังไม่พอ Trek ได้สร้างรถที่เกิดมาเพื่อนักรบในตำนานที่เกิดมาเพื่อรับบทโหดในทุก ๆ เส้นทางของ The Classic มันถูกเรียกว่า Domane
TREK Domane 6.2


เจ้า Domane ถูกจับคู่กับ Fabian Cancellara ลงสนามแข่งขันรายการ Strade Bianche เส้นทางที่เต็มไปด้วยหิน Pave หรือหิน Cobble คือเส้นทางโบราณที่ใช้สัญจรในสมัยอดีต Trek ปิดเป็นความลัยเงียบสนิทสื่อต่าง ๆ แทบไม่รู้เรื่องนี้กันมาก่อน ความมาแตกตอนที่ Fabian Cancellara คว้าแชมป์รายการนี้อย่างขาดลอย ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่แน่ชัดทิ้งไว้กับความประหลาดใจทั่วทั้งวงการ หลังจบการแข่งขั้น Strade Bianche ทุกสื่อต่างขุดคุ้ยตามล่าหาความจริงว่าเจ้ารถคันดำ ๆ ที่ Fabian Cancellara คว้าแชมป์มันมีชื่อว่าอะไร ทำจากคาร์บอนเกรดไหน มันทำงานยังไง เพื่อให้หายสงสัยหลังจากนั้นไม่นานการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของเจ้า Domain ก็จัดขึ้นที่ประเทศเบลเยี่ยมสร้างความประหลาดใจให้กับทุกสื่อ เมื่อได้รู้ว่าหัวใจของเจ้า Domane คือระบบ ISO Speed

ISO Speed: Trek ใช้เวลาค้นคว้าตลอดระยะเวลา 2 ปีเต็ม เพื่อสู้กับเจ้าหิน Pave หรือหิน Cobble คำตอบอยู่แค่ต้องทำระบบกันสะเทือนหรือระบบซับแรงกระแทก ที่สามารถเอาชนะอุปสรรค์ที่มากกว่ารถถนนทั่ว ๆ ไป แนวคิดที่แตกต่างเริ่มจากการแยกท่อนั่งออกจากตัวถัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ บังเอิญวิศวกร Trek คิดได้และก็ทำได้ด้วย การแยกชิ้นระหว่างท่อนั่ง กับท่อนอน แยกกันเป็นอิสระ โดยมีวงแหวนที่เปรียบเสมือนบูช ยึดทั้งสองจุดนี้ไว้ด้วยกัน โดยมีแผ่นยางกันกระแทกอยู่ด้านหน้า เมื่อทั้งสองส่วนถูกผนวกเข้าด้วยกัน ระบบ ISO ก็จะพร้อมทำงาน ทุก ๆ ครั้งที่มีการกระแทกจากด้านล่าง โดยผู้ปั่นจะต้องนั่งอยู่บนอานแนวท่อนั่งที่ส่งตรงจากหลักอานไปจนถึงท่อล่างของเฟรม มันสามารถรับแรงกระแทกด้วยการให้ตัวไปด้านหลังถึง 43.66%

ระบบ ISO Speed ไม่ได้มีแค่ระบบท่อนั่งกับหลักอ่านแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังมีระบบรับแรงกระแทกที่ตะเกียบหน้า ออกแบบมาพิเศษแนวโค้งซึ่งมุมองศาต่างจาก Trek Madone 1 cm เพื่อซับแรงกระแทกและรักษาสมดุลในขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็วสูง บนพื้นถนนที่ไม่ราบเรียบ ตามติดด้วยระบบ Power Transfer Construction= E2;Down Tube ;BB90 ; Rear Whell connection: คอ E2 มุมองศา Endurance Fit เพิ่มความชันจากมุมอาศา H2 เล็กน้อย และลดขนาดคามยาวที่ Chain Stay เมื่อเทียบกับรถ Madone ซึ่งยังคงใช้กะโหลกแบบ BB90 ที่ Seat Stay and Chain Stay เพิ่มความแข็งแรงให้กับท่อที่ใหญ่กว่าและกว้างรองรับความแข็งแรงได้มากกว่า ด้วยเหตุผลเรื่องความแข็งแกร่งเจ้า Domane เลือกใช้คาร์บอน OCLV 600 ที่ออกแบบมาพร้อมกับระบบ 3S Integrated Chain Keeper คือตัวกันโซ่ตก ที่เน้นความสำคัญเมื่อต้องเจอการกระแทกแบบหนักหน่วง ลดปัญหาโซ่ติดได้เป็นอย่างดี Trek Domane ได้ออกแบบระบบเดินสายที่ท่อใหม่หมด และยังคงติดตั้งระบบ Duo Trap ไว้ที่ Chain Stay เหมือนเดิม

นอกเหนือจากนี้ Trek Domane ยังมาพร้อมกับชุดแฮนด์ Bontrager Carbon Iso Zonebar ที่เซาะร่องสำหรับใส่เจลหรือใยผ้าที่นุ่มกระซับเมื่อสัมผัสกับแฮนด์ ล่าสุด Trek Domane คว้าแชมป์ในรายการ Paris Roubaix รุ่น U23 จากหนุ่มน้อยวัน 19 ปี Bob Jungels ซึ่งถึงแม้รุ่นใหญ่อย่าง Fabian Cancellara จะไม่ได้ลงแข่งเพราะเกิดอุบัติเหตุในการแข่งขัน Tour of Flander ไปก่อนหน้านี้

เอาละครับนี่เป็นประวัติที่มาของเจ้า TREK Domane 6.2 แบบคร่าว ๆ ให้พอรับรู้กันไว้ ส่วนบททดสอบตัวรถ เราจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป โชคดีมีความสุขในการปั่นจักรยานครับ...

ขอบคุณบทความบางส่วนจาก นิตยสาร RACE BICYCLE

30 พ.ค. 2555

รีวิว Trek SuperFly 100 Elite

|0 ความคิดเห็น
รีวิว Trek SuperFly 100 Elite

Trek Super Fly 100 Elite
เราทราบดีว่าผู้ริเริ่มวงล้อจักรยานเสือภูเขาขนาด 29 นิ้ว หรือ 29er ที่มีเส้นรอบวง 622 mm. ซึ่งเป็นขนาดเดียวกันกับวงล้อ 700c ของจักรยานเสือหมอบ เขาเปรียบเสมือนบิดาแห่งวงการจักรยานเสือภูเขา ใช่แล้วครับเรากำลังหมายถึง Gary Fisher ผู้บุกเบิกวงการเสือภูเขาและยังเป็นผู้บุกเบิกขนาดล้อ 29 นิ้วอีกด้วย ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา Gary Fisher ได้ร่วมงานกับ Trek พัฒนารถ 29er มาถึงจุดที่เรียกว่าหมดข้อสงสัย

Super Fly 100 Elite

OCLV Mountain Carbon Main Frame & Swingarm, Carbon Armor, ABP Convert Flow Mold Carbon Swing link G2 Geometry E2 Tapered head tube สรรพคุณยาวจริง ๆ สรุปสั้น ๆ จับใจความได้ว่า ท่อหลัก ๆ รวมถึงหางหลังทำจากคาร์บอน OCLV เอกสิทธิ์ของ Trek เองที่พัฒนาในแบบฉบับสำหรับ Mountain โดยเฉพาะ ABP (Active Braking Pivot) ระบบจุดหมุนที่พัฒนาจาก Four Bar ไปอีกระดับ รอยต่อที่ฉีกกฎช่วยลดปัญหาในขณะได้รับแรงกระแทก และเพิ่มความแข็งแรงให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย กะโหลกแบบ BB 95 ก้าวหน้าขึ้นมาเต็มระดับ สามารถทดแรงบิและแรงกระชากได้ดียิ่งขึ้น

ระบบ G2 เป็นการออกแบบที่เรียกชื่อเฉพาะให้เหมาะสำหรับองศา Geometry ของรถ 29er ดังนั้น G2 สำหรับ 29er จึงได้ถูกพัฒนาให้มีระยะออฟเซทของช็อคอัพหน้าที่ 51 มม. เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการเลี้ยงในมุมแคบทำได้ดีจนแทบจะให้ความรู้สึกเหมือนกับการขี่จักรยานขนาดล้อ 26 นิ้วเลยทีเดียว
E2 คือการพัฒนาอีกขึ้นจากท่อหน้าที่รองรับถ้วยคอขนาด 1-1/8” แบบดั้งเดิม ให้เป็นแบบ Tapered ซึ่งมีขนาดของชุดลูกปืนบนและล่างที่มีขนาดต่างกันรวมไปถึงซางช็อคอัพหน้าและชุดถ้วยคอด้วยชุดท่อคอแบบ E2 จะมีขนาดของลูกปืนคอชุดล่างขนาด 1.5” เพื่อให้มีความแข็งแรงรองรับแรงกระแทกและการบิดตัว ทำให้เลี้ยวและเข้าโค้งได้อย่างมั่นคง ในขณะที่ลูกปืนคอชุดบนยังคงขนาดเดิมไว้คือ 1-1.8”
Trek Super Fly 100 Elite
ช็อคอัพหน้า

ในเมื่อคอและระบบเป็น G2/E2 ช็อคที่ใช้ก็ต้องเป็นระบบเดียวกัน Fox 32 Float 29 FIT RLC ช่วงยุบ 100 mm แกนปลด 15 mm สีสันและกราฟฟิกถูกออกแบบมาให้เข้ากันได้ดี ช็อคอันหลัง Fox Float RP-23 ปรับได้ 3 ระดับ ชุดขับเคลื่อน Shimano XT 10 Speed จานหน้า 2 ใบ ขนาด 38/26 ระบบติดตั้งสับจานหน้ามากับเฟรมถูกพัฒนาเรียกว่า Direct-mount ช่วยให้การปรับตั้งเกียร์ได้ง่ายขึ้นและแม่นยำโดยเฉพาะรถ Full Suspention ที่มีการขยับตัวของสวิงอาร์มขึ้นลงตลอดเวลา

10 เกียร์ เคลียร์ตลอดเส้นทางด้วยอัตราทด 11-36 T ระบบเบรกจัดชุด Shimano XT เข้าคู่กับชุดล้อ Bontrager Race lite TLR Disc 29er Tubeless ระบบดุมล้อหน้า 15mm ระบบดุมล้อ Fcc แบริ่งขนาด Oversized ปีกดุมกว้าง เพิ่มความแข็งแรงและความมั่นคงให้กับคอลโทรล ส่วนดุมล้อหลังขนาด 12 mm. 142x12 mm ลูกปืนแบริ่ง ยาง Bontrager XL 31.8 mm. แฮนด์ Bontrager RXL Carbon Big Seep หลักอาน Bontrager RXL 31.9 5mm offset เบาะ Bontrager Evoke 3 Titanium

ขนาด Size 15.5 ของเจ้า Super Fly 100 Elite ออกแบบมาได้อย่างลงตัวสำหรับคนเอเชีย ถึงแม้จะเป็นวงล้อขนาด 29 นิ้ว แต่ก็ไม่เพิ่มระยะความสูงของรถไปมากมายเท่าไหร่นัก...

ที่มา นิตยสาร Race Bicycle

ในตอนต่อไปจะเป็นบทการทดสอบการใช้งานจริง ในสภาพเส้นทางจริงกันครับ โปรดติดตาม...

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง