ss

ยินดีต้อนรับสู่สังคมจักรยาน มิตรภาพที่ไม่มีวันจางหาย

14 มี.ค. 2557

วิธีป้องกันการเป็นตะคริวระหว่างปั่นจักรยาน

|0 ความคิดเห็น

การป้องกันก่อนที่จะเป็นตะคริวครับ

1. มีการอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลัง
2. ถ้าออกกำลังกายหนักควรดื่มน้ำและเกลือแร่ทดแทนให้เพียงพอ
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะตะคริวมักเกิดในผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอหรือคนที่ขาดการออกกำลังกายที่ดีพอ
4. การฝึกการยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ อาจลดโอกาสการเกิดตะคริวได้ เช่น ที่น่องอาจทำได้โดยการกระดกเท้าขึ้นลง หรือเอามือแตะปลายเท้าขณะเหยียดเข่า ปั่นจักรยานอยู่กับ
ที่หรือยืนบนส้นเท้าห่างผนัง 1 ฟุตแล้วเอามือทาบผนังและค่อยๆ เหยียดแขนออกเพื่อยืดกล้ามเนื้อประมาณ 30 วินาทีแล้วทำใหม่ เป็นต้น
5. ระวังไม่ให้ร่างกายขาดเกลือแร่ โดยรับประทานผลไม้ที่มีเกลือแร่สูง เช่น กล้วย
6. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
7. ไม่ควรอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ
8. งดสูบบุหรี่
9. พักผ่อนให้เพียงพอ
10.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
11.สวมรองเท้าที่พอเหมาะและอาจใส่ถุงเท้าตอนนอนเพื่อป้องกันการเกร็งของเท้า
12.ผู้สูงอายุควรค่อยๆ ขยับแขนขาช้า ๆ และหลีกเลี่ยงอากาศเย็นมากๆ
13.ในรายที่เป็นบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแก้ไข

ไปหน้าแรก  การปั่นจักรยาน

Overtraining ผลเสียของการฝึกซ้อมจักรยานมากเกินไป

|0 ความคิดเห็น
การฝึกซ้อมจักรยานมากเกินไปมีผลร้ายกว่าที่คุณคิด



หลายท่านคงคิดว่าการฝึกซ้อมจักรยานมากๆ ซ้อมหนักๆ ซ้อมทุกวันถึงจะแข่งแกร่ง เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กเริ่มปั่นจักรยานใหม่ๆ ผมก็เคยคิดแบบนั้นครับ แต่พอผมโตขึ้น และได้ค้นหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งจากหนังสือ และ ทางอินเตอร์เน็ต จึงทำให้ผมได้รู้ว่าทำไม่เมื่อก่อนซ้อมทุกวันซ้อมหนักๆ มันไม่ทำให้ผมปั่นจักรยานได้ดีขึ้นเลย อาจจะดีขึ้นบ้างแต่น้อยมาก และการพัฒนาการทางด้านอื่นๆ ก็แย่ไปด้วยครับ เช่นการเรียน อารมณ์ และ ผลเสียทางด้านอื่นๆ อีกเยอะครับ

ไม่ใช่ว่าผมแบ่งเวลาได้ไม่ดีนะครับ แต่หลังจากที่ผมลองมาคิดๆดู และนึกถึงโปรแกรมการฝึกซ้อมในสมัยก่อนแล้วมันก็หนักจริงๆ ครับ คือ ซ้อม 6 วันพัก 1 วัน โดยแต่ละวันไม่ได้มีการกำหนดว่าจะออกไปขี่แบบไหน คว้าจักรยานสูบยางแล้วก็ออกไปขี่ให้เหนื่อยสุดๆ ก็จบการซ้อมสำหรับวันนั้น ถ้าหากเป็นตอนนี้ผมคงป่วยนอนโรงพยาบาลไปแล้ว แต่สาเหตุที่ผมไม่ป่วยในตอนนั้นคงเป็นเพราะผมยังเป็นวัยรุ่นการฟื้นตัวของระบบร่างกายจะทำได้เร็วกว่าคนที่อายุเยอะๆ ยิ่งอายุยิ่งเยอะการฟื้นตัวก็จะยิ่งช้าตามไปด้วย ดังนั้นเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราฝึกซ้อมมากเกินไป มีหลักในการสังเกตุดังนี้ครับ

1.อารมณ์ของคุณจะแปรปรวนได้ง่ายโดยไร้สาเหตุ หรือมีอาการหงุดหงิดได้ง่าย รู้สึกหดหู่และเบื่อการฝึกซ้อมจักรยาน ข้อนี้หลายๆ ท่านคงเคยเป็นนะครับ อยู่ดีๆ ก็เบื่อการขี่จักรยานขึ้นมาเฉยๆ โดยไม่รู้สาเหตุ

2.อัตราการเต้นของชีพจร เพิ่มขึ้นขณะท่านตื่นนอนใหม่ๆ ผมแนะนำให้ทุกท่านจับการเต้นของชีพจรตัวเองตอนตื่นใหม่ๆ วิธีคือ พอเราตื่นปุบยังไม่ต้องลุกจากเตียงครับ ทำการจับชีพจรของท่านก่อนเลยว่าเต้นกี่ครั้งต่อนาทีถ้าหากวัดแล้วอัตราการเต้นของชีพจรของท่านเพิ่มขึ้นเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ของอัตราการเต้นปรกติในแต่ละวันแล้วละก็แสดงว่าท่านเริ่มมีความเสี่ยงต่อการฝึกซ้อมหนักเกินไป หรือ "Overtraining"แล้วละครับ

3.เกิดอาการผิดปรกติทางด้านร่างกายของท่าน เช่นมีอาการท้องเสีย, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อย่างต่อเนื่องพักแล้วก็ยังไม่หายปวดเมื่อย อาการพวกนี้ก็เป็นส่วนที่จะบอกได้ว่าท่านเริ่มฝึกซ้อมหนักเกินไป
สรุปแล้วการฝึกซ้อมหนักเกินไปหรือ "Overtraining" หมายถึงความเหนื่อยล้าเป็นเวลานานและซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งของร่างกายลดลงแม้จะมีการฝึกซ้อมจักรยานเพิ่มขึ้น ผลของมันจะรวมถึงความเสียหายของกล้ามเนื้อการกระทำไซโตไคน์, การตอบสนองระยะเฉียบพลัน, โภชนาการที่ไม่เหมาะสมรบกวนอารมณ์ และผลการตอบสนองความหลากหลายของฮอร์โมนความเครียด และถ้าหากท่านตกอยู่ในอาการของการฝึกซ้อมหนักเกินไปแล้วละก็ท่านต้องใช้เวลาในการรักษาอาการนี้เป็นเวลานานเลยครับ โดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาประมาน 1-2 เดือนเลยละครับโดยในระหว่างการพักให้ร่างกายฟื้นกลับมาเหมือนเดิมนั้นท่านจะไม่สามารถออกไปขี่จักรยานซ้อมได้เลยครับ จะเห็นได้ว่าผลของมันนั้นร้ายแรงกว่าที่เราคิดไว้เยอะครับ ดังนั้นการรักษาที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดการฝึกซ้อมหนักเกินไปหรือ"Overtraining"นั่นเองครับ



ไปหน้าแรก  เทคนิคการปั่นจักรยาน




 
ขอบคุณบทความจาก: www.thbike.blogspot.com

6 ระดับความหนักของการฝึกซ้อมจักรยานเพื่อความเป็นเลิศ

|0 ความคิดเห็น
หลักการฝึกซ้อมจักรยาน : ระดับความหนักของการฝึกซ้อมจักรยาน (Intensity Training)

นักกีฬาจักรยานที่ฝึกซ้อมจักรยานจะต้องรู้เกี่ยวกับระดับความหนักของการฝึกซ้อมว่าเราควรจะฝึกอยู่ในระดับใดเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพทางร่างกาย และสมรรถภาพของตนเอง ก่อนฝึกต้องอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) ก่อนเสมอ และหลักฝึกต้องผ่อนคลาย (Cool Down) เพื่อปรับให้ร่างกายเย็นลง ในการฝึกซ้อมจักรยานจะแบ่งระดับการฝึกดังนี้

1. การฝึกในระดับที่หนักมากที่สุด (Maximun Effort)
เป็นระดับที่มีความเข้มข้นในการฝึกสูงที่สุด การฝึกในรูปแบบนี้ได้แก่การสปริ๊นท์ร่างกายจะทำงานที่ในระดับนี้ได้ระยะเวลา 10-25 วินาที หัวใจจะเต้นด้วยอัตราสูงสุด ร่างกายทำงานโดยไม่ใช้ออกซิเจน แหล่งพลังที่กล้ามเนื้อดึงมาใช้ได้แก่ ATP และ PC

2. การฝึกในระดับที่หนักใกล้สูงสุด (Submaximum Effort) เป็นการฝึกที่ร่างกายสามารถใช้เวลาได้นานขึ้น 25 วินาทีถึง 2 นาที การฝึกขี่จักรยานในระดับนี้ เช่นการขี่จับเวลาไทม์ไทรอัล (TT) ระยะทาง 1,000 เมตรในลู่ หัวใจจะเต้นด้วยอัตราเกือบเท่า 100 % ของอัตราการเต้นสูงสุด การฝึกซ้อมในระดับนี้จะแตกต่างกับระดับแรกที่ว่าร่างกายใช้ “แอนแอโรบิกไกลโคเจน” (Anaerobic Glycogen) เป็นแหล่งพลังงาน

3. การฝึกในระดับสูง (High Inensity) ร่างกายสามารถทำงานในระดับนี้ได้นาน 2-4 นาที การขี่จักรยานระดับนี้เช่นการขี่เปอร์ซูท 300-400 เมตร หัวใจจะเต้นถึงอัตราสูงสุดได้ในระดับความเข้มที่ร่างกายทำงานที่เขตติดต่อระหว่าง “แอโรบิก” (ใช้ออกซิเจน) และ “แอนแอโรบิก” (ไม่ใช้อากาศ) แต่ตอนปลาย ๆ ของการาทำงานร่างกายจะเข้าสู่สภาพการไม่ใช้ออกซิเจนพลังงานที่ใช้มาจากทั้ง แอโรบิกและแอนแอโรบิกไกลโคเจน บางคนเรียกวิธีการฝึกขี่นี้ระดับนี้ว่า “การฝึกอินเตอร์วอลแบบยาว” (Long Interval)

4. การฝึกในระดับความเข้มปานกลาง (Average Intensity) หรือที่เรารู้จักกันดีในการฝึกที่เรียกว่า Anaerobic Threshold (AT) ร่างกายของเราจะสามารถทำงานในระดับนี้ อาจเป็นการขี่ไทม์ไทรอัลระยะทาง 5-20 กิโลเมตร อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 90-100% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ร่างกายจะใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญทำให้เกิดพลังงานที่ระดับนี้ หมายเหตุนักจักรยานจะใช้เวลาส่วนมากฝึกซ้อมที่ระดับความเข้มในระดับนี้และที่ต่ำกว่านี้รวมทั้งการฝึก AT (Anaerobic Theershol Training)

5. การฝึกในระดับเบา (Light Intensity) ร่างกายจะสามารถทำงานในระดับนี้ตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไปการฝึกในระดับนี้คล้าย ๆ กับการขี่ไทม์ไทรอัลระยะทาง 40 กิโลเมตร หรือขี่หนักในระยะที่ใกล้กว่านั้น อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 80-90% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด การทำงานของร่างกายจะเป็นแบบแอโรบิก (ใช้ออกซิเจน)ตอนแรกจะใช้ไกลโคเจนและต่อมาจะใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงาน พอมาถึงจุดนี้ร่างกายก็จะหมดแรงหรือที่เรียกว่า “บ๊องส์” (Bonks) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ภาวะชนกำแพง” (Hitting the wall)

6. การฝึกในระดับต่ำ (Low Intensity) ร่างกายสามารถทำงานในระดับนี้ได้นานเท่าที่ต้องการเช่นการขี่จักรยานข้ามประเทศสหรัฐอเมริกา (การแข่ง RAMM) ที่ขี่แข่งขันกันในระดับความเข้มระดับนี้สามารถขี่จักรยานได้เก็บตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 65 – 87% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด แหล่งพลังงานที่ร่างกายนำมาใช้คือไขมัน (Fatty Acid)

หมายเหตุ: โปรแกรมการฝึกซ้อมจักรยานที่สมบูรณ์ควรจะต้องรวมเอาการฝึกซ้อมที่ทุก ๆ ระดับเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อที่จะทำให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ไปหน้าแรก  การปั่นจักรยาน


บทความโดย: อาจารย์ปราจิน รุ่งโรจน์

12 ม.ค. 2557

ประชาสัมพันธ์ งานประเพณีปั่นจักรยานพิชิตอินทนนท์ ประจำปี 2557

|0 ความคิดเห็น
ขอประชาสัมพันธ์กิจกรรม "ประเพณีปั่นจักรยานพิชิตอินทนนท์ ประจำปี 2557 ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 นี้ คณะกรรมการกำหนดเปิดรับสมัคร ตั้งแต่ วันที่ 2 มกราคม 2557 และสิ้นสุดการรับสมัคร ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 และที่สำคัญสำหรับท่านที่ยังไม่รู้ ต้องขอบอกมิตรรักนักปั่นกันก่อนว่า งานนี้ไม่มีการลงทะเบียนหน้างานนะครับ เพราะทางผู้จัดงานได้แจ้งไว้ในกระทู้ thaimtb แล้วส่วนท่านใดที่สนใจและยังไม่ได้สมัคร ก็ไปสมัครได้ตามลิ้งค์นี้เลย  http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=54&t=870759  ส่วนผู้เขียน ตอนนี้ก็กำลังฝึกซ้อมเพื่อไปงานนี้โดยเฉพาะ เพราะตั้งใจมาหลายปีแล้วว่าจะพิชิตอินทนนท์ให้สำเร็จ เพราะเคยไปเมื่อครั้งที่ 2 แต่ครั้งนั้นปั่นรุ่นท่องเที่ยว 16 กิโลเมตร จึงยังค้างคาใจมาจนทุกวันนี้ และปีนี้ได้โอกาสอันดีจะต้องพิชิตให้สำเร็จ สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ซ้อมก็เริ่มซ้อมได้แล้วนะครับ เพราะใกล้ถึงวันงานแล้ว แล้วเราไปพบกันที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เพื่อทำความฝันให้เป็นจริงครับ



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=54&t=870759

11 ม.ค. 2557

พบกับสุดยอดรถจักรยานพับได้ กับ 10 อันดับสุดฮิตโดนใจวัยโจ๋

|0 ความคิดเห็น
10 รถพับสุดเจ๋ง จากการจัดอันดับของ The Independent

สภาพการจราจรที่ดูไม่ผิดแผกไปจากการจราจลของเมืองใหญ่ไม่เพียงแต่ในกรุงเทพอย่างทุกวันนี้ ทำให้หลายคนหันมาพึ่งสองขาของตัวเองออกแรงถีบจักรยานสองล้อเลื่อนไหลไปตามซอกเล็กๆ สู่จุดหมายกันไม่น้อย โดยเฉพาะรถจักรยานพับ (folding bike) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก


ด้วยความสะดวกสบายหลายอย่าง ทั้งการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะต่างๆ รวมถึงการพกพาที่ง่ายดาย ไปได้ทุกหนแห่ง ทำให้เจ้าตัวเล็กสองล้อกำลังครองใจคนเมืองที่เบื่อหน่ายความวุ่นวายบนท้องถนน หันมาใส่ใจในชีวิตช้าๆ กันมากขึ้น สำหรับที่ต่างประเทศนั้น ต้องยอมรับว่าหลายประเทศให้ความสำคัญกับการเดินทางด้วยพาหนะสองล้อชนิดนี้กันมาเป็นเวลานาน กระทั่งหันมาใช้จักรยานกันในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นสิ่งปกติ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแก้ไขปัญหาการจราจรที่บ้านเราน่าลองนำมาปรับใช้กันอย่างจริงจัง หากทำได้คงดีไม่น้อย

สำหรับใครที่กำลังมองหาจักรยานพับไว้ใช้งานสักคัน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี โอกาสนี้เรารวบรวมข้อมูล 10 อันดับรถพับสุดเจ๋ง จากการจัดอันดับของ The Independent สื่อยักษ์ใหญ่แห่งประเทศอังกฤษ มาให้ได้ลองพิจารณากันตามอัธยาศัย ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น ติดตามกันได้เลย

1.RIDGEBACK ATTACHE


ด้วยโครงที่ทำจากอลูมิเนียม บนวงล้อขนาด 20 นิ้ว ทำให้ Attache มีน้ำหนักเพียง 11.9 kg.ส่วนตะแกรงวางของด้านหลังก็มีความสูงกำลังเหมาะ ทำให้เวลาขี่ เท้าของคุณจะไม่ไปกระทบกับกระเป๋าที่วางไว้อยู่ด้านหลัง ส่วนค่าตัวของเจ้า Attache ตกอยู่ราวๆ 27 k (£599.99)
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ : ridgeback.co.uk

2.DAHON SPEED D7

 

เจ้าตัวเล็กล้อ 20 นิ้ว คันนี้ คุณจะได้สนุกกับการปั่นและเปลี่ยนเกียร์ตามระดับความเร็วตามต้องการถึง 7 ระดับ แม้ว่า DAHON SPEED D7 จะไม่เบาเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่หนักเกินไปนัก (12.3 kg.) แต่จุดเด่นของจักรยานคันนี้ คือมีการป้องกันแบบ Kevlar บนพื้นผิวของล้อที่ช่วยทำให้การขี่ของคุณง่ายขึ้น ไม่ว่าจะขี่บนถนนหรือพื้นขรุขระ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งรถพับชื่อดังที่น่าสนใจซึ่งนักปั่นหลายคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว กับราคาเฉียดๆ 18k (£399.99) นับว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับคนเมือง
ข้อมูลเพิ่มเติม : halfords.com

3.MEZZO D10

จักรยานพับ D10 คันนี้ ช่วยประหยัดพื้นที่ในการเก็บได้มาก เพราะมีล้อขนาดเพียง 16″ เท่านั้น ซึ่งถือเป็นขนาดที่เล็กกว่ารุ่นทั่วไปที่ส่วนใหญ่จะเป็นล้อขนาด 20″ และยังมีเกียร์มากถึง 10 ระดับอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่จิ๋วและแจ๋วเลยทีเดียว แต่ก็ต้องแรกด้วยค่าตัวราว 43,000 บาท (£975)
ข้อมูลเพิ่มเติม : mezzobikes.com

4.RIDGEBACK RENDEZVOUS



ถือได้ว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นที่ดูคลาสสิก ด้วยโครงที่ทำจากเหล็กและล้อขนาด 20″ และหนักเพียง 12.5 kg.จึงเป็นจักรยานที่ขี่ได้สบายๆ รุ่นหนึ่ง สำหรับราคาค่าตัวตกอยู่ราว 12500 บาทเท่านั้น (£279.99)
ข้อมูลเพิ่มเติม : ridgeback.co.uk

5.DAHON MUSL MAGNESIUM



ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 8.3 kg. มาพร้อมกับเกียร์ 9 ระดับ และโครงสร้างจักรยานที่ถูกออกแบบมาอย่างดี จึงทำให้เกิดความสบายขณะปั่น นอกจาก MuSL ยังสามารถพับเก็บได้ง่ายและรวดเร็ว พกพาสะดวกและทนทานเป็นอย่างมากอีกด้วย ราคาโดยประมาณตกอยู่ราว 45,000 บาท (£999.99)
ข้อมูลเพิ่มเติม : dahon.com

6.CARRERA TRANSPORT


หากคุณเป็นมือปั่นสมัครเล่นหรือมีงบประมาณในจำนวนจำกัด จักรยานรุ่นนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณ เพราะด้วยราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ราว 13,500 บาท (£299.99) สำหรับจักรยานที่ถูกสร้างมาอย่างลงตัว พร้อมที่วางของด้านหลัง Carrera จึงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว
ข้อมูลเพิ่มเติม : halfords.com


7.BROMPTON S2L


ด้วยล้อที่มีขนาด 16 นิ้ว พับเก็บง่าย และกลไกของรถที่ถูกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม มีประสิทธิภาพ ถ้าได้ลองขี่ BROMPTON แล้ว รับรองว่าคุณจะไม่อยากขี่คันอื่นอีกเลย ราคาอยู่ที่ 34,000 (£759)
ข้อมูลเพิ่มเติม : evansscycles.com

8.BROMPTON P6R-X



“X” แค่ชื่อรุ่นก็บอกแล้วว่า BROMPTON P6R-X คันนี้มีตะเกียบล้อหน้า และโครงที่ทำจากวัสดุชั้นดีอย่างไทเทเนี่ยม ที่ทำให้น้ำหนักเบาและดูดี นอกจากนี้มี handgrips ที่ช่วยให้คุณก้มตัวขี่ต้านลมได้อย่างสนุกอีกด้วย แต่ก็ต้องแลกด้วยค่าตัวราว 62,500 บาท (£1,390)
ข้อมูลเพิ่มเติม : brompton.co.uk


9.GIANT HALFWAY 1


จักรยานลูกครึ่งระหว่างแบบพับและแบบ full-size ที่มีข้อต่อที่ช่วยทำให้กางออกง่าย และที่ล้อ ยังเป็นแบบตะเกียบเดี่ยว (monofork) จึงยิ่งทำให้ Giant Halfway กลายเป็นจักรยานพับขนาดกระทัดรัดและช่วยประหยัดพื้นที่ได้มากเลยทีเดียว ราคาโดยประมาณ 34,000 (£699)
ข้อมูลเพิ่มเติม : giant-bicycles.com

10.MOBIKY GENIUS



เป็นรุ่นที่มีล้อเล็กที่สุด เพียงแค่ 12 นิ้ว เท่านั้น และเมื่อพับเก็บแล้วก็ยิ่งเล็กลงอีก ถึงแม้ว่า MOBIKY GENIUS จะเป็นจักรยานไซส์เล็ก แต่คุณสมบัติของมันไม่เล็กตามขนาด เพราะนอกจากจะขี่สบายในระยะทางไกลแล้ว ก็ยังเป็นอีกช้อยส์หนึ่งที่น่าสนใจของคนที่ชอบขี่จักรยานไปทำงานอีกด้วย ราคาประมาณ 22,000 บาท (£499.99)
ข้อมูลเพิ่มเติม : foldingbikes.co.uk



ไปหน้าแรก  การปั่นจักรยาน





เรียบเรียงจาก http://www.independent.co.uk/

การฝึกขี่ขาเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด

|0 ความคิดเห็น
การฝึกขี่ขาเดียว  (Isolated leg training) เพื่อพัฒนาการปั่นให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

นักกีฬาทั่วไปสามารถที่จะพัฒนาการปั่นให้ขามีความแข็งแรงและมีอัตราเร่ง Sprint ที่ดีขึ้นได้ ข้อแตกต่างของมืออาชีพกับเราคือ เขาจะมีเวลาที่จะแก้ไขจุดที่บกพร่องในการขี่ของเขาได้มากกว่าเราแต่เราก็สามารถที่ จะใช้เวลาที่มีอยู่น้อยของเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เช่นกันเพราะสาระอยู่ที่ วิธีการที่ถูกต้องด้วยเวลาที่เหมาะสมต่างหาก การเพิ่มความแข็งแรง โดยทั่วไปก็คือการวิ่ง การปั่นจักรยาน การเล่นเวท การว่ายน้ำ แต่การที่เราต้องการให้พลังขาเราแข็งแรงและมีอัตราการเร่งความเร็วที่สั่งได้เราจะต้องฝึกให้การปั่นของเรา มีประสิทธิภาพการทำงานให้ราบรื่นหรือมีการส่งผ่านพลังการปั่นอย่างต่อเนื่องเป็นรอบวงกลม 


การปั่นหรือภาษานักแข่งบ้านเราเรียกการควงขานั้นเองแต่หลายๆคน ก็ยังสงสัยและงง ๆ ว่าจริงๆ แล้วการควงขาที่ ถูกต้องทำอย่างไร เป็นเวลาหลายปีที่ผ่านมานักแข่งได้ค้นพบ การปั่นขาเดียวหรือการปั่นอย่างโดดเดี่ยว มันสามารถที่จะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและการเร่งที่ฉับไวสั่งได้ดังใจนึก ดังนั้นเวลาที่เรามองดูการปั่นของนักปั่นมืออาชีพการปั่นของเขาจะราบรื่น และสามารถที่จะเพิ่มอัตราการเร่งของขาและเขาจะดูมีพลังที่เพียงพอจะผ่านภูเขาสูงชันหรือ เร่งอย่างฉับไวได้

นักแข่งมืออาชีพเขาจะไม่กระทืบกดลูกบันไดลงอย่างเดียวแต่เขาจะใช้การฝึกปั่นขาเดียวมาทำให้การปั่นสมบูรณ์เป็นวงรอบหรือ การควงขานั้นและครับ โดยทั่วไปในขณะที่เราปั่นสองขาอยู่นั้น
ขาข้างใดข้างหนึ่งของเรามักจะไม่สามารถที่จะส่งกำลังผ่านจุดตายของจังหวะปั่นด้านหลังได้หลังจากที่กดลูกบันไดลงไป ข้างหน้าแล้วเมื่อถึงจุดต่ำสุดของการปั่นให้ดึงเท้ากลับด้านหลังเป็นแนวเดียวกับพื้นถนน คือการดึงขากลับด้วยไม่ใช่ปล่อยขาทิ้งเป็นลักษณะกระทืบปั่นแล้ว ดึงหน้าขาขึ้นเหมือนตีเข่าให้ข้ามถึงจุดสูงสุดก่อนกดลงอีกครั้งทำลักษณะนี้ทั้งสองขา
 

เริ่มแรกให้ท่านเริ่มฝึกทดลองโดยที่ยังไม่ต้องพึ่ง magnetic trainer ก็ได้ถ้าไม่มี นะครับหาที่ปั่นจักรยานที่การจราจรไม่คับคั่ง ในสนามกีฬาหรือสนามโล่งหน่อยเพราะท่านต้อง ล็อคบันไดปั่นเพียงขาเดียวแล้ว เริ่มทดลองปั่นแล้วโดยขาอีกข้างไปเหยียบที่ดุมแกนปลดหลัง ข้างใดข้างหนึ่งไว้ ความรู้สึกเเรกที่คุณจะพบได้ก็คือเมื่อคุณกดลูกบันใดลงไปถึงจุดต่ำสุดของการปั่นการเรียนรู้ที่จะปั่นให้เป็นวงรอบควงขาก็จะเกิดขึ้นได้ต่อ เมื่อคุณต้องดึงเท้ามาข้างหลังและดึงขึ้นสู่จุดสูงสุดไม่ต้องรีบร้อนปั่นครับช่วงแรกคุณอาจจะแปลกๆ เหมือนเคยแปรงฟันด้วยมือที่ถนัดแล้ว ต้องเปลี่ยนอีกมือหนึ่งแปรง ปั่นไปสักประมาณ 10 วินาที แล้วเปลี่ยนเอาขาข้างที่ไม่ถนัดปั่นดูท่านจะปั่นไม่ค่อยถนัดใช่มั๊ยหล่ะครับ นั้นแหละครับครับพละกำลังที่หายไปส่วนหนึ่งจากขาที่ถนัด+กับขาด้านที่ไม่ถนัดเราเลยปั่นได้ไม่เร็วและสั่งไม่ได้ดังใจ เราเลยต้องมาเรียนรู้การปั่นให้เป็นวงรอบโดยจับความรู้สึกจากการปั่นทีละขาเพื่อพัฒนาความแข็งแรงขาที่ไม่ถนัดคู่กันไปด้วย

ก่อนการเริ่มฝึกควร warm up 10-15 นาที อย่าพึ่งสนใจการขี่แบบปกติของคุณ ในระหว่างการฝึกซ้อมคิดถึงแต่การขี่ให้ราบรื่น สอดประสานกันและมีพลัง ไม่เกี่ยวกับความเร็วของขาหรือระบบหลอดเลือดหัวใจ เพราะเราจะฝึก weight training เพิ่มเติมเอา
 

รูปแบบการปั่นความแข็งแรง การรักษาตวามเร็ว การเร่งอย่างฉับไว้จะค่อยๆดีขึ้นจะดีมากขึ้นเมื่อผ่านไป 1 อาทิตย์ 1 เดือน ในช่วงแรกๆจะยาก คูณจะรู้สึกว่าขา ไม่ทำงานประสานกันและกล้ามเนื้อจะอ่อนล้าเร็วเพราะว่าเราเริ่มใช้วิธีการที่ไม่คุ้นเคยแต่ผลตอบแทนมันจะค้มค่ามากหากคุณอดทนทำอย่างสม่ำเสมออาทิตย์ละ 1-2ครั้ง

โปรแกรมการฝึกแบบที่ 1


เกียร์ จำนวนรอบขาต่อนาที วิธีปั่นและเวลา
39x17 40-60 2 นาที ด้วยขาข้างซ้าย
39x17 40-60 2 นาที ด้วยขาข้างขวา
39x17 80-100 2 นาที ด้วยขาทั้งสองข้างปั่นสบายๆ
39x19 80-90 2 นาที ด้วยขาข้างซ้าย
39x19 80-90 2 นาที ด้วยขาข้างขวา
39x17 80-100 2 นาที ด้วยขาทั้งสองข้างปั่นสบายๆ
ทำ 2-3 เที่ยว

โปรแกรมการฝึกแบบที่ 2

เกียร์ จำนวนรอบขาต่อนาที วิธีปั่นและเวลา

39x17 80-100 3 นาที ด้วยขาข้างซ้าย
39x17 80-100 3 นาที ด้วยขาข้างขวา
53x13 40-60 3 นาที ด้วยขาทั้งสองข้างปั่นหนัก
39x19 80-100 3 นาที ด้วยขาทั้งสองข้างปั่นสบายๆ
ทำ 2- 3 เที่ยว

ค่าทีแสดงนี้เป็นค่าเกียร์เรโชของเสือหมอบถ้าท่านใช้เสือภูเขาท่านก็ใช้วิธีหาเรโชเปรียบเทียบ
โดยเอาค่าใบจานหน้าตั้งแล้วเอาค่าหลังหารจะออกมาเป็นค่าเรโชครับ


ไปหน้าแรก  การปั่นจักรยาน






ขอบคุณบทความจาก http://nikornbikes.com/index.php/topic,44.0.html

19 ธ.ค. 2556

รีวิว NEILPRYDE ALIZE เสือหมอบแอโรใหม่จากผู้เชี่ยวชาญด้านวินด์เซิร์ฟมายาวนาน

|0 ความคิดเห็น


NeilPryde มีประสบการณ์มากกว่า 40 ปี ในการเลือกสรรอุปกรณ์ให้ผู้เล่นวินด์เซิร์ฟ สามารถโลดแล่นผ่านคลื่นได้อย่างรวดเร็ว จักรยานรุ่นใหม่ชื่อ Alize มุ่นหมายที่จะลดแรงต้านลม เพิ่มประสิทธิภาพจากล้อลงพื้นให้สูงสุดโดยผลจากการใช้อุโมงค์ลมและการคำนวณด้านพลศาสตร์ของการไหล ซึ่งก็คือส่วนด้านหน้าที่ตัดตรงท่อขนาดใหญ่ และรูปทรงเฟรมท่อแบบ Kamm-tail เหมือนหยดน้ำถูกตัดตามหลักอากาศพลศาสตร์

รีวิว NEILPRYDE ALIZE
จากตำแหน่งอานนั่ง เป็นบทเรียนที่ดีว่าสิ่งที่เห็นกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจักรยานอาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เสือหมอบทรงแอโรมักจะมีขนาดท่อที่ลึก ส่วนหน้าที่แคบ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันการส่ายด้านข้าง บ่อยครั้งทำให้เฟรมหนักขึ้นและการขี่นุ่มนวลน้อยลง Alize UD เฟรมคาร์บอนมีน้ำหนักเบาทีเดียวคือ 960 กรัม กับขนาด L 56 เซนติเมตร พร้อมกับโครงสร้างเพิ่มความแข็งแรงด้านข้างในท่อบน ท่อล่างและท่อนั่งส่วนต่อของท่อล่างและท่อนั่งทำให้เกิดพื้นที่ร่วมด้านล่าง ขนาดใหญ่สำหรับติดตั้งกะโหลกแบบ Press-Fit ขนาด 30BB โดยมีตะเกียบโซ่แบบค่อย ๆ เรียวลง  ดรอปเอาต์และตะเกียบท่อนั่งประกอบอยู่ด้วยกัน การที่ท่อนั่งด้านหลังหรือตะเกียบท่อนั่งมีขนาดเท่ากับตะเกียบโซ่ด้านล่าง ดูเหมือนจะทำให้การขี่กระด้าง แต่การใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนที่ออกแบบอย่างชาญฉลาดในบริเวณสามเหลี่ยมด้านหลัง ทำให้ส่วนหลังของ Alize นั้นนุ่มสบายเป็นอย่างมากสำหรับจักรยานที่ดูดุดันแบบนี้
ท่ออานแบบแอโรมีให้เลือกแบบ 78 องศา สำหรับ TT หรือจักรยานสำหรับไตรกีฬา และแคลมป์รัดท่ออานถูกซ่อนอย่างประณีตด้วยปลอกยาง เพื่อทำให้ส่วนต่อดูเนียนและเพื่อนกันน้ำเข้า

รีวิว NEILPRYDE ALIZE
เมื่อยืนขึ้นปั่น Alize จะตอบสนองเหมือนโรดโบค์ตัวแรง การออกแบบทรงแอโรไม่ได้ทำให้การตอบสนอง หรือการบังคับควบคุมเปลี่ยนไปเพราะ Alize ยังคงนิ่งและมั่นคงเหมือนที่เราเคยขี่มา แต่ยังให้ความรู้สึกคล่องตัว ไม่กลัวโค้งและให้ความรู้สึกในการเข้าโค้งที่เฉียบคมจากส่วนหน้าที่แข็งแรง ความแข็งแกร่งต่อแรงด้านข้าง ตะเกียบโซ่แบบค่อย ๆ เรียวลงและล้อที่ดี ทำให้ไม่มีความเกรงกลัวต่อแรงโน้มถ่วง และไต่เขาอย่างคล่องแคล่ว

ระบบการทำงานของ Shimano Dura-Ace เป็นสิ่งดีอย่างหนึ่ง ด้วยการเข้าเกียร์ที่ว่องไว เบรกที่ยอดเยี่ยม และเฟรมที่สนับสนุน ระบบ Di2 ล้อ Mavic Ksyrium SLS นั้นเบา เร็ว และไว้ใจได้ในทุกเรื่อง แฮนด์แบบคาร์บอนเมตริกซ์มีส่วนโค้งมาด้านหลังด้วยความสวยงาม และยังดูดซับแรงกระแทกอย่างดี รุ่น XL ที่เราลองทดสอบนั้นยังเฉียดฉิวกับข้อกำหนดของ UCI 6.8 กิโลกรัม ซึ่งมาพร้อมกับความลงตัวด้านสมรรถนะความสะดวกสบาย และราคาที่แข่งขันได้ Alize สมควรจะไปได้ไกลเลยทีเดียว

SPECIFICATION : น้ำหนัก: 6.65 กิโลกรัม (ขนาด XL/58 เซนติเมตร) เฟรม:คาร์บอน เกียร์: Shimano Dura-Ace 9000 เบรก: Shimano Dura-Ace ล้อ: Mavic Ksyrium SLS อุปกรณ์อื่น ๆ สเต็ม: NeilPryde AL Matrix แฮนด์: NeilPryde CF Matrix หลักอาน: คาร์บอน NeilPryde Aeroblade อาน: Selle Italia SLR XP ยาง: Mavic Yksion Pro Powerlink 23 มิลลิเมตร  ราคาประมาณ 245,000 บาท



ที่มาบทความ นิตยสาร CYCLING PLUS THAILAND

รีวิว GIANT TCR SL2 ราคาโดนใจ เสือหมอบพร้อมแข่งเฟรมอะลูมิเนียม

|0 ความคิดเห็น

สำหรับ Giant TCR SL2 หนึ่งในจักรยานที่คืนชีพมาเนื่องในวาระฉลองปีที่ 18 ในปีนี้ จากต้นกำเนิดของ Giant “Total Compact Road” ซึ่งได้เปลี่ยนหน้าตาของการปั่นจักรยานตั้งแต่ ค.ศ. 1995 เมื่อเปิดตัวครั้งแรกโดยมีท่อบนหรือ Top tube ที่ค่อนข้างเอียงลงอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว

รีวิว GIANT TCR SL2
ที่ไม่เหมือนกับจักรยานเสือหมอบในระดับราคานี้ แต่ยังเหมือน TCR ตัวดั้งเดิม ก็คือเฟรมของ TCR SL2 ยังคงทำมาจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาและมีอายุในการพัฒนาเกือบสองทศวรรษ แสดงถึงความพยายามในกรสร้างจักรยานเพื่อการแข่งขันและเพื่อนักปั่นที่ให้ความสำคัญกับราคาของจักรยาน และ Giant ยังมีขนาดให้เลือกถึงห้าขนาด หลังจากที่เลิกใช้สามขนาดคลุมทุกไซส์ไปเมื่อหลายปี่ที่แล้ว แต่การเลิกใช้คาร์บอนแล้วเปลี่ยนมาเป็นความชอบพอกับอะลูมิเนียมจะทำได้สำเร็จหรือไม่

เฟรม Aluxx SL เป็นบทเรียนในการสร้างเฟรมอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา และการมีน้ำหนักเพียง 1,050 กรัมนั้นทำให้เบากว่าเฟรมคาร์บอนทั่วไปในระดับราคานี้และยังมีคุณสมบัติพิเศษของ Giant Overdrive หรือเฮดทูบเฟรมด้านหน้า ซึ่งมีขนาดท่อรีดลงจาก 11/8 นิ้ว เป็น 1 นิ้ว เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อการบิดในส่วนหน้า กะโหลก Press-Fit Powercore กว้าง 86 มิลลิเมตรหรือท่อเฟรมส่วนล่างขนาดใหญ่ยังช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของเฟรมให้คงอยู่ตลอดทั่วทั้งเฟรมอีกด้วย สับจานและตีนผีของ Shimano 105 ให้ความคล่องตัว และการเข้าเกียร์ที่มั่นใจได้ พร้อมกับ hood จับที่สบายมือ Giant ตัดชิ้นส่วนบางชิ้นเพื่อลดค่าใช้จ่ายลงโดยใช้ก้ามเบรก R561, ชุดจานหน้าแบบกะทัดรัด R565, และเฟืองหลัง Tiagra 12-28 ซึ่งน่าสนใจสำหรับนักปั่นทั่ว ๆ ไป ถึงแม้ว่านักปั่นที่ชอบการแข่งขันอาจคิดว่าไม่ค่อยแรงพอ
รีวิว GIANT TCR SL2

ล้อจักรยาน Giant P-R2 ออกแบบโดยร่วมกับวิศวกรจาก DT-Swiss เพื่อให้มีคุณสมบัติอันเยี่ยมยอดทั้งภายในและน้ำหนักขอบล้อ ผลลัพธ์ของชุดล้อซึ่งจับคู่กับยาง Giant P-SLR1 ทำให้สมดุลทั้งความแข็งแกร่งและความสบาย ยางมีโครงสร้างที่ค่อนข้างนุ่ม และส่วนผสมของยางหน้าที่นุ่มกว่าจะให้การเกาะถนนที่ดีเยี่ยมในทุกสถานการณ์

เมื่อถึงความเร็วที่ต้องการ TCR ควบคุมจังหวะได้อย่างดี ทำให้ไต่ลงเขาได้นิ่งและให้ความมั่นใจในการปั่นให้หนักขึ้นด้วย เมื่อลูกขึ้นปั่นสามารถเร่งขึ้นได้อย่างเฉียบคม โดยมีการบิดตัวอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากส่วนหน้าและถึงแม้จะมีขนาดเฟรมสามเหลี่ยมด้านหลังที่ ค่อนข้างแคบ บวกกับส่วนท่อนั่งที่ตัดเว้าเข้าไปตามล้อหลัง ก็ยังถือได้ว่าให้ความนุ่มนวลในการขี่ดีทีเดียว นี่คือข้อได้เปรียบอันยอดเยี่ยมของการทำขนาดเฟรมที่ย่อส่วนลง โดยส่วนท่ออานนั่งคาร์บอนที่ยื่นออกมาช่วยลดแรงกระแทกเมื่อเจอเข้ากับสภาพ ถนนที่ย่ำแย่ ผลลัพธ์ก็คือตัวเฟรมที่เหมาะสำหรับผู้ขี่ที่เข้ามาสู่กีฬาการแข่งจักรยานไม่ ว่าเพื่อความเร็ว หรือเพื่อระยะทาง หรือแม้แต่ผู้ขี่ที่ต้องการความสะดวกสบายพร้อม ๆ กับการทำระยะสะสมในการขี่

ถ้า จะคว้าเฟรมคาร์บอนที่ราคานี้อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ง่ายไป เพราะเฟรมอะลูมิเนียมที่คุณภาพนี้จะให้อะไรมากกว่าเฟรมคาร์บอนราคาระดับเท่า ๆ กันจะให้ได้ ด้วยเฟรมที่เบาออกแบบอย่างดี ใช้งานได้สะดวกสบาย แค่มีข้อติติงเพียงเล็กน้อยจากอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ เท่านั้น

SPECIFICATION: น้ำหนัก 8.35 กิโลกรัม (ขนาด L) เฟรมอะลูมิเนียม Giant Aluxx SL ตะเกียบ: คาร์บอนรีดจาก 11/8 เป็น 1 นิ้ว เกียร์: Shimano 105 พร้อมจาน Shimano 565 ขนาด 50/34T เบรก: Shimano R561 ล้อ: Giant P-R2 อุปกรณ์อื่น ๆ: แฮนด์และสเต็ม Giant Connect SL ฐานเบาะ: Giant Vector Composite อาน: Giant Performance Road ยาง: P-SL1 23 มิลลิเมตร แบบหน้าและหลังไม่เหมือนกัน  ราคาประมาณ 62,000 บาท

12 ต.ค. 2556

เทคนิคการเลือกเบาะจักรยานให้เหมาะสมกับสรีระร่ายกายของเรา

|0 ความคิดเห็น
ได้ไปอ่านเจอบทความการเลือกเบาะำสำหรับจักรยานเสือหมอบ จากเว็บ duckingtiger.com เห็นว่ามีประโยชน์ จึงขอนำเอามาเผยแพร่ต่อเพื่อแนะนำให้กับเพื่อน ๆ ได้ทราบกันครับ ขอบคุณเจ้าของบทความมานะที่นี้ด้วย
เบาะจักรยาน (Saddle) เป็นชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดบนจักรยานของเราก็ว่าได้ จุดสัมผัสหลักๆ ของคนกับจักรยานก็คือเบาะ ถ้ามันใช้ได้ดีคุณอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้ามันไม่เหมาะกับร่างกายก็ปั่นไม่สนุกแน่ๆ แล้วเราจะเลือกเบาะอย่างไรให้เข้ากับก้นของเรา? มาดูกันครับ

เบาะติดรถ


ถ้าคุณซื้อจักรยานแบบสำเร็จรูป แน่นอนว่ารถจักรยานที่เราซื้อมาจะมีเบาะแถมมาด้วย สำหรับคนทั่วไปเบาะจักรยานติดรถนั้นก็ใช้ได้ดีอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหรืออัปเกรด นั่นก็เพราะว่า โดยมากผู้ผลิตจะเลือกทรงเบาะที่เข้าได้กับก้นของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก เบาะมันก็เหมือนกางเกงจักรยานครับ ถ้ามันใช้ได้ดีเราก็จะไม่รู้สึกว่ามันกวนใจอะไรเลย แต่พอมันใช้ไม่ได้ เช่นทำให้เราเจ็บหว่างขา ดันน้องช้าย หรือมีอาการชา เมื่อนั้นหละมันจะกลายเป็นของที่คุณอยากเปลี่ยนให้ไวที่สุด
ลองถามเพื่อนที่ปั่นจักรยานด้วยกันก็ได้ ถ้าใครเจอเบาะที่ถูกใจสบายก้นแล้วแทบจะไม่อยากไปลองรุ่นอื่นอีกเลย เป็นธรรมดาที่นักปั่นมืออาชีพ นักปั่นสายทัวร์ริ่ง ไบค์เมสเซนเจอร์จะเลือกใช้เบาะเดิมๆ ที่เข้ากับสรีระที่สุด ถึงแม้จะต้องเปลี่ยนรถหรืออุปกรณ์อื่นๆ ก็ตาม อย่างไรก็ดี ของแพงก็ใช่ว่าจะเข้ากับสรีระเราเสมอไป เบาะมีหลายรูปทรงและระดับราคา ผู้ชนะ Tour de France ในอดีตยังเคยใช้เบาะใบละพันกว่าบาทมาแล้ว จะเลือกซื้อเบาะใหม่ทั้งที คุณต้องดูอะไรบ้าง? 

1. รูปทรง


Fizik Custom Saddles 7841 1024x682 700x466 เลือกเบาะจักรยานอย่างไรให้สบายก้น?
สิ่งสำคัญที่สุดในการซื้อเบาะใหม่ก็คือต้องดูว่ารูปทรงเบาะมันเข้ากับร่างกายและท่าปั่นของเราหรือเปล่า
- ถ้าคุณชอบนั่งปั่นแบบก้มต่ำและชอบปั่นไวๆ สักหน่อย (ไสตล์โปร / แข่งขัน) เบาะแคบๆ จะใช้ได้ดีกว่าเบาะกว้างงๆ
- ในทางกลับกัน ท่าชอบนั่งตัวตรงๆ ยืดๆ และปั่นช้าๆ (ไสตล์ทัวร์ริ่ง กินลมชมวิว จักรยานแม่บ้าน) เบาะกว้างๆ จะใช้ได้ดีกว่าเบาะแคบๆ
นั่นก็เพราะว่าถ้าเราชอบนั่งปั่นในท่าที่ aggressive เหมือนนักแข่ง น้ำหนักตัวเราจะไม่กดลงไปบนเบาะมากนัก ในขณะที่ท่าเรานั่งตัวยืดๆ ตรงๆ น้ำหนักเราจะกดลงบนเบาะค่อนข้างเยอะ เบาะไสตล์แข่งขันในตลาดเลยค่อนข้างเรียวแหลม ในขณะที่เบาะทัวร์ริ่งอย่างจะอ้วนๆ กลมๆ สักหน่อย
ผู้ผลิตเบาะต่างยี่ห้อก็มีวิธีการเลือกเบาะให้เข้ากับร่างกายลูกค้าได้ต่างๆ กันไปครับ บางยี่ห้ออาจจะแบ่งจากท่าทางการปั่น บางเจ้าก็แบ่งตามความยืดหยุ่นของร่างกาย หรือเจ้าไหนละเอียดหน่อยก็อาจจะมีระบบการวัดระยะห่างระหว่างกระดูกเชิงกราน (Sit bones) เพื่อหาเบาะที่เหมาะกับสรีระของลูกค้าที่สุด

- กว้างหรือแคบ?


เบาะที่ดีควรจะซัพพอร์ทกระดูกเชิงกราน ไม่ใช่ก้นทั้งลูก จุดสำคัญที่สุดคือ จุดที่กระดูกเชิงกรานเราสัมผัสกับเบาะครับ แต่ละคนมีระยะกระดูกเชิงกรานไม่เท่ากัน เป็นเหตุที่ทำให้เบาะมีความกว้างหลายขนาด บางคนตูดใหญ่ก็ไม่ได้หมายความว่ากระดูกเชิงกรานเขาจะใหญ่ตามไปด้วย
รูปทรงของเบาะก็มีหลายประเภท บ้างก็แบนราบทั้งเบาะเลย ในขณะที่บางเบาะอาจจะมีส่วนโค้ง เว้า และชันไม่เหมือนกัน เบาะที่กว้างเกินอาจจะทำให้เกิดอาการเสียดสีบริเวณหว่างขา แต่ถ้าแคบเกินไปจะรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนขอนไม้แข็งๆ

- เบาะนุ่มหรือเบาะแข็ง?


สำหรับบางคนโดยเฉพาะคนที่ขี่เสือหมอบไสตล์แข่งขันทำความเร็วนั้น เบาะที่แข็งที่สุด (ไม่มีบุฟองน้ำ) อาจจะเป็นเบาะที่สบายที่สุดก็เป็นได้ เคยเห็นพวกเบาะที่ทำจากคาร์บอนหรือพลาสติก (เบาะแมงมุม) เพียวๆ มั้ยครับ? จริงๆ มันนั่งสบายเลยนะ นั่นก็เพราะการนั่งปั่นเสือหมอบไสตล์แข่งขัน ก้มต่ำๆ จับดรอปนานๆ หลังขนานกับพื้นเนี่ย น้ำหนักตัวเราจะไม่ทิ้งลงบนเบาะทั้งหมด
กลับกันกับท่านั่งปั่นจักรยานทัวร์ริ่ง จักรยานแม่บ้าน จักรยานพับแฮนด์ตรง ที่น้ำหนักตัวเราจะกดลงบนเบาะตรงๆ ทำให้เบาะนิ่มๆ ที่มีเจลหรือฟองน้ำบุหนาจะนั่งสบายกว่า

- วัสดุ?


pict 1 เลือกเบาะจักรยานอย่างไรให้สบายก้น?
เบาะจักรยานทำจากวัสดุหลายแบบ เวลาพูดถึงเบาะจักรยานอย่าลืมว่ามันมีหลายส่วนทั้งรางเบาะ ตัวโครงเบาะและหนังหุ้มเบาะ ยิ่งเบาะราคาแพงเท่าไร น้ำวัสดุที่ใช้ก็จะน้ำหนักเบามากขึ้นเท่านั้น เบาะที่เบาะจะมีน้ำหนักต่ำกว่า 200 กรัม
วัสดุบนเบาะจักรยานมี 3 ส่วนที่ควรพิจารณาครับ
1. หุ้มเบาะ (Saddle Cover): มีหลายประเภททั้งทำจากหนังแท้ หนังสังเคราะห์ บ้างก็เจาะรูระบายเหงื่อ บ้างก็ใส่เคฟลาร์ (เส้นใยที่ใช้ทำเสื้อเกราะกันกระสุน) เพื่อความทนทาน เบาะ Time Trial มักจะมีส่วนที่เพิ่มความเหนียวเพื่อล๊อคไม่ให้ก้นเราเลื่อนไปมา
หุ้มเบาะแบบหนังแท้แบบยี่ห้อ Brooks จะใช้หนังสัตว์ผืนเดียวยึดขึงด้วยน๊อตหรือหมุดเข้ากับตังโครงเบาะ และเป็นวัสดุที่นั่งสบายเพราะมันสามารถให้ตัวได้มาก ยิ่งเวลาใช้จน break in แล้วก็จะนิ่มเข้ากับก้นเราเหมือนเวลาใส่รองเท้าหนังดีๆ นั่นหละครับ แต่ต้องดูแลมากกว่าเบาะประเภทอื่นๆ สักหน่อย ส่วนหุ้มเบาะประเภทหนังสังเคราะห์สมัยนี้ก็ค่อนข้างสบายเหมือนกันและทนทานไม่ขูดลอกง่ายๆ ถ้าดูแลดีๆ
2. รางเบาะ (Saddle Rail): รางเบาะแบบคาร์บอนซึ่งน้ำหนักเบาและราคาแพงนั้นจะแข็งกว่ารางเบาะที่ทำจากอลูมิเนียม / ไททาเนียมกลวงเพราะวัสดุประเภทหลังให้ตัวได้มากกว่า ช่วยดูดซับแรงกระเดือนได้ดีครับ น้ำหนักก็ไม่ได้แย่กว่ารางคาร์บอนสักเท่าไรด้วย1 แน่นอนว่าเบาะรุ่นที่ใช้รางคาร์บอนมักจะมีราคาสูงเพราะน้ำหนักเบาครับ
3. โครงเบาะ (Saddle base): โครงเบาะเป็นส่วนที่ผู้ผลิตใช้กำหนดรูปทรงของเบาะ ไม่ว่าจะเป็นส่วนเว้าส่วนโค้ง หรือส่วนนูน บางรุ่นก็อาจจะมีรูตรงกลาง โครงเบาะจะเป็นส่วนที่ผู้ผลิตสามารถกำหนดความยืดหยุ่น (flex) ของเบาะได้มากที่สุด

เบาะนุ่มนั่งสบายกว่าเบาะแข็งจริงหรือ?


17 เลือกเบาะจักรยานอย่างไรให้สบายก้น?
เบาะที่วางขายกันส่วนใหญ่ มักจะมีเจลหรือฟอง (padding) น้ำทำให้เบาะนุ่มไม่แข็งจนเกินไปอยู่ประมาณนึง จะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับประเภทของเบาะนั้นๆ เบาะไสตล์แข่งขันของเสือหมอบก็จะมีน้อยสักหน่อย ในขณะที่เบาะไสตล์ทัวรริ่งปั่นสบายจะมีบุฟองน้ำเยอะครับ แต่อย่าคิดว่าเบาะนุ่มๆ นั้นจะนั่งสบายกว่าเบาะแข็งๆ ทีเดียว อย่างที่กล่าวไว้ สำหรับสิงห์เสือหมอบ เบาะแข็งๆ บางทีอาจจะนั่งสบายที่สุดเลยก็ได้ เพราะน้ำหนักตัวเราไม่ได้กดลงบนเบาะทั้งหมด ท่าปั่นเสือหมอบส่วนใหญ่นั้น ผู้ปั่นจะเอนตัวไปข้างหน้า กระจายน้ำหนักระหว่างจุดสัมผัสที่แฮนด์ บันได และก้น เหมือนกับเรา “พิง”​ อยู่บนเบาะครับ
อย่างไรก็ดีเบาะที่มี padding น้อยๆ นั้นมีจะอายุการใช้งานต่ำสักหน่อย เพราะเจลหรือฟองน้ำบางๆ ที่เขาบุมาจะเริ่มไม่คืนตัวซึ่งเกิดจากการนั่งทับหลายร้อยหลายพันชั่วโมงของเรา มันก็จะแข็งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะนั่งไม่สบายในที่สุด ก็ต้องเปลี่ยนใหม่กันตามสมควร ยิ่งใช้เยอะก็ยิ่งยุบไวครับ อายุการใช้งานเบาะสมัยนี้น่าจะอยู่ที่ 2-3 ปีถ้าคุณปั่นเป็นประจำ

เรื่องของเบาะเซาะร่อง


DSCF0651 700x465 เลือกเบาะจักรยานอย่างไรให้สบายก้น?
ในปี 1997 Dr.Irwin Gold Stein อ้างว่าการปั่นจักรยานเป็นประจำจะทำให้นกเขาไม่ขันและมีลูกยากเพราะท่านั่งปั่นจักรยานมักจะกดทับน้องชายส่งผลให้เลือดไม่ไหลเวียนไปเลี้ยงองคชาติ… การวิจัยของ Dr.Irwin ทำให้เกิดกระแส “เบาะเซาะร่อง” แต่จากการทดสอบในปีถัดๆ มานั้น ปรากฏว่า Dr Irwin อาจจะมั่วครับ เพราผลวิจัยสมัยใหม่รายงานว่าอาการชา การกดทับอวัยวะเพศระหว่างการปั่นจักรยาน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการมีลูกยาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือก็คือโปรนักปั่นมืออาชีพ ซึ่งปั่นกันปีละหลายหมื่นกิโลเมตร แต่ก็มีลูกกันได้ไม่มีปัญหา อย่างเสือเฒ่า Jens Voigt วัย 41 ปีนั้นมีลูกถึงหกคนแล้ว!
เพราะฉะนั้นความต่างระหว่างเบาะเซาะร่องและเบาะแบบเต็มรูปนั้นอาจจะอยู่ที่ความเข้ากันได้ของเบาะกับสรีระร่างกายเรามากกว่าครับ บางคนก็ชอบเบาะเซาะร่อง บางคนก็ไม่ชอบเลย บางคนใช้เบาะเซาะร่องแล้วก็อาจจะช่วยลดอาการชา แต่ก็ไม่แน่เสมอไปว่ามันจะช่วยได้ ต้องทดลองกันดูเอง ที่แน่ๆ ไม่ต้องห่วงว่าจะทำให้มีลูกยากครับ

ฟิตติ้งก็สำคัญ

ปัญหาหลักของคนที่เปลี่ยนเบาะบ่อยๆ เพราะนั่งไม่สบาย มีอาการชา หรือเจ็บก้นนั้นอาจจะไม่ใช่เพราะเบาะไม่ดี แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเรายังไม่ได้ลองฟิตติ้ง ปรับชิ้นส่วนอื่นๆ ไม่ถูกขนาด เช่นระยะเสต็ม แฮนด์ ความสูงของหลักอาน หรือบางทีเบาะอยู่เยื้องหลังเกินไป หรือใกล้แฮนด์เกินไปก็เป็นได้เหมือนกัน ถ้ามีโอกาสแนะนำให้ช่างร้านประจำหรือเพื่อนที่มีความรู้ลองช่วยฟิตติ้งดูก่อน แล้วทดสอบปั่นดูว่าอาการนั่งไม่สบายหายไปหรือเปล่า ถ้าคิดว่าฟิตติ้งเหมาะสมแล้วยังเป็นอยู่ก็อาจจะถึงเวลาเปลี่ยนเบาะครับ เบาะที่ดีนั้นเวลาเรานั่งปั่นมันจะไม่กวนใจเลย จะปั่นยาว 6-7 ชั่วโมงก็น่าจะยังนั่งสบายอยู่ครับ

ลองก่อนซื้อ

ถ้าเป็นไปได้ให้ลองเบาะก่อนซื้อจะดีที่สุด ผู้ผลิตหลายๆ เจ้าเดี๋ยวนี้มีเบาะตัวเดโมให้เอาไปลองก่อนซื้อจริงครับ ซึ่งช่วยเราได้มากจะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อๆ ขายๆ จนกว่าจะได้ตัวที่ถูกใจ อีกทางเลือกหนึ่งก็คือยืมเพื่อนมาลอง! ใครมีเพื่อนมากก็ได้เปรียบหน่อย
เบาะเป็นอะไหล่ที่สำคัญมากๆ เพราะเป็นจุดที่ร่างกายเราสัมผัสกับจักรยานมากที่สุด เป็นตัวตัดสินหลักว่าเราจะปั่นได้สนุกหรือทุกข์ทรมาน ถ้าพึ่งซื้อเบาะใหม่มาแล้วคิดว่าแข็งเกินไปให้ใช้ไปสักหนึ่งอาทิตย์ ให้เวลาร่างกายเราปรับเข้ากับเบาะด้วยครับ ขอให้ได้เบาะที่ถูกใจกัน



ที่มาบทความ duckingtiger.com

8 ก.ค. 2556

กทพ.เตรียมเปิดทางจักรยานใต้ด่วนศรีรัช

|0 ความคิดเห็น
มีข่าวดีสำหรับชาวจักรยานมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม เตรียมดำเนินการสำรวจและศึกษาเส้นทางจักรยานใต้ทางพิเศษ เพื่่อเพิ่่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชนและช่วยลดปัญหาจราจร        
ทางจักรยาน

ตามนโยบายของ พลเอกพฤณท์  สุวรรณทัต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โดยจะเริ่มโครงการ   นำร่องจากถนนแจ้งวัฒนะถึงถนนงามวงศ์วาน ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ   ตามนโยบายอย่างเร็วภายใน 6 เดือน  
นายอัยยณัฐ  ถินอภัย ผู้ว่าการ กทพ. กล่าวว่า พลเอกพฤณท์     ได้มอบนโยบายให้ กทพ. พิจารณาสำรวจเส้นทางใต้ทางพิเศษทุกสาย เพื่อจัดทำเป็นเส้นทางเฉพาะจักรยาน (Bike Lane)  โดยหลักการให้ดำเนินการในพื้นที่เขตทางพิเศษทุกสายที่สามารถดำเนินการได้ และให้คำนึงถึงความเป็นไปได้และความปลอดภัยเป็นหลัก   
ซึ่งในเบื้องต้น กทพ. ได้พิจารณาเห็นว่าจะดำเนินโครงการนำร่องในเส้นทางใต้ทางพิเศษศรีรัชจากถนนแจ้งวัฒนะถึงถนนงามวงศ์วาน ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ภายใน 6 เดือน และจะดำเนินการในเขตทางพิเศษสายอื่นๆ ต่อไปในอนาคต   นอกจากนี้ ในเส้นทางจักรยานดังกล่าว   กทพ.จะ จัดหารถจักรยานไว้ให้บริการเช่าใช้ด้วย..   
ที่มา http://m.dailynews.co.th
ไปหน้าแรก  ข่าวจักรยาน

12 มี.ค. 2556

นักปั่นที่ดี ต้องหมั่นคอยดูแลและรักษาหัวใจ (จักรยาน)

|0 ความคิดเห็น

หมั่นคอยดูแลและรักษาหัวใจ (จักรยาน)

เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับจักรยานที่มีนักจักรยานทั้งมือเก๋าและมืออ่อนมองข้าม และคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีความสำคัญมากมายนัก จึงไม่ค่อยให้ความสนใจต่อปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งปัญหาต่าง ๆ ที่มักจะเกิดขึ้นนั้นบางครั้งครั้งมันก็ค่อย ๆ เกิดจากความเสียหายเล็ก ๆ น้อย ๆ จนในที่สุดก็นำไปสู่ปัญหาใหญ่ ซึ่งเราอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมมากขึ้น และเสียเวลาในการซ้อมอีกด้วย ดังปัญหาที่จะบอกเล่าต่อไปนี้เป็นต้น

ประการแรก เมื่อเราจับจักรยานจะออกไปปั่นหลายคนไม่ได้ตรวจสอบจักรยานของเราหลังจากกลับจากการขี่ หรือซ้อมเมื่อวานมาอย่างหนักว่ามีอะไรชำรุดหรือไม่ ?

ที่ถูกต้อง ทุกครั้งเมื่อขี่เสร็จแล้ว หรือซ้อมเสร็จแล้วระหว่างทางที่กำลังขี่กลับเข้าบ้าน ควรจะทดลองระบบกลไกของจักรยานบ้าง เช่น ลองเล่นเกียร์ทั้งหมด ทั้งจานหน้าและหลัง ทดสอบดูซิว่าเป็นไงบ้าง ความแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ใช้ได้หรือไม่ ? การทำงานของจุดหมุนต่าง ๆ ของกลไกมีเสียงอะไรบ้างที่ไม่พึงประสงค์ดังออกมาให้ได้ยินบ้างหรือไม่ ?? ระบบเบรคยังสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิมหรือไม่ ? ใช้สายตาจับจุดเซ็นเตอร์ตรงกลางของยางเส้นหน้า สังเกตุดูว่าการหมุนของวงล้อมีการบิดเบี้ยว หรือเกว่งหรือไม ?่ เมื่อตรวจสอบล้อหน้าแล้วต้องตรวจล้อหลังบ้างโดยก้มมองที่ช่องว่างระหว่างตะเกียบหากผิดปกติก็จะมองเห็นว่าล้อหลังหมุนไม่เป็นระเบียบ ตรวจสอบการทำงานของโช้คหน้า ถ้าเป็นฟูลซับ ก็ตรวจสอบโช้คหลังด้วยมีสิ่งใดผิดปกติบ้างหรือไม่ ? โดยใช้เวลาระหว่างเดินทางกลับบ้านให้เป็นประโยชน์ในการตรวจสภาพรถจักรยานของเราได้ครับ

เมื่อกลับถึงบ้าน หรือจุดพักก่อนแยกย้ายกันกลับ ควรใช้สายตาตรวจสอบอุปกรณ์ที่พอสามารถมองด้วยตาเปล่าได้ ว่ามีอุปกรณ์ตัวใดบ้างที่ชำรุดแต่ยังไม่แสดงอาการออกมา ตรวจดูซี่ลวดทั้งหน้าและหลังว่ายังอยู่ในสภาพปกติหรือไม่ หรือมีเส้นใดเส้นหนึ่งหย่อน หรือหักเพราะผ่านการขี่ในที่ทุรกันดาลมา หรือโดนกิ่งไม้ขัดขวางระหว่างฝึกซ้อมในทางซิงเกิ้ลแทรก ตรวจดูความเรียบร้อยของยางทั้งหน้าและหลัง ว่ามีสิ่งแปลกปลอมใดบ้างที่ไม่พึงประสงค์มาขออาศัยอยู่บ้าง เช่น เศษแก้ว เข็มหมุด ตะปูเล็ก ๆ เป็นต้น

เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว ประการแรกตรวจสอบโซ่ที่ผ่านการใช้งานสำหรับวันนี้ว่าเป็นไงบ้าง โดยนำแปรงสีฟันที่เลิกใช้มาแล้ว มาเช็ดให้ครบรอบ ทั้งส่วนด้านบนและด้านล่างของโซ่ เพื่อทำความสะอาดจากเศษดินหรือฝุ่นที่เกาะอยู่ที่โซ่ หลังจากใช้แปรงสีฟันปัดเศษดินหรือฝุ่นออกจนหมดแล้ว ก็ให้ใช้ผ้าแห้งที่สะอาดเช็ดโซ่อีกครั้ง ด้วยการใช้ผ้าจับที่โซ่แล้วหมุนให้ครบรอบสักสองรอบก็เพียงพอ หลังจากนั้นก็เอาน้ำมันหยอดโซ่ที่ใช้เป็นประจำ หยอดลงไปแล้วใช้ผ้าเช็ดอีกครั้งเพื่อเป็นการชะโลมให้ทั่ว เป็นอันว่าวันนี้เสร็จสิ้นภาระกิจเกี่ยวกับจักรยาน

ประการที่สอง ก่อนถึงเวลานัดหมายที่จะออกไปซ้อม อย่างน้อย 1 ชั่วโมง เราควรตรวจสอบจักรยานคู่ชีพของเราอีกครั้ง หลังจากเมื่อวานได้ตรวจสอบความเรียบร้อยมาแล้ว การตรวจสอบในครั้งนี้จะเน้นที่สภาพลมยาง เพราะเมื่อวานก่อนที่เราจะเก็บสภาพแรงดันลมยางยังเป็นปกติ แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะยืนยันได้ว่ารถจักรยานของเราจะไม่มีสิ่งใดเสียหายแล้ว เพราะยางจักรยานที่ผ่านการใช้งานมาเมื่อวานนี้จะมีสิ่งใดเกิดขึ้นหลังจากที่เราเก็บมาแล้ว เช่นเกิดรูรั่วเล็ก ๆ ทำให้ลมยางซึมออกมาช้า ๆ กว่าจะบอกอาการได้ว่ายางในที่ใช้อยู่นั้นโดนข้าศึกรุกรานเสียแล้ว หากตรวจพบอาการดังกล่าว เรายังมีเวลาเพียงพอที่จะแก้ไขก่อนออกซ้อมตามเวลาปกติ

นักกีฬาที่ดี ต้องหมั่นตรวจอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการฝึกซ้อมหรือแข่งขันให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อถึงเวลากำหนดก็จะได้ไม่มีปัญหา และสามารถใช้อุปกรณ์เหล่านั้นได้ทันท่วงที

ประการที่สาม ควรตรวจสอบระบบสายเบรค และสายเกียร์ ทุก ๆ อาทิตย์เป็นอย่างต่ำ หรือเมื่อรู้สึกว่ามีอาการฝืด เพราะสิ่งเหล่านี้จะบันทอนสมรรถนะของระบบกลไกต่าง ๆ ให้ทำงานผิดพลาด หรือบางครั้งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุกับผู้ขับขี่ได้เช่นกัน เช่นสายเบรคชำรุด หรือหลุดจากจุดยึด ทำให้เราไม่สามารถควบคุมรถได้เป็นต้น ควรจะถอดออกมาแล้วใช้น้ำมันที่ใช้ทำความสะอาดฉีดเข้าไปในปลอกสายไล่ความสกปรกออกไปบ้าง

ประการที่สี่ หากรถจักรยานที่ท่านใช้ตัวเฟรมผลิตจากวัสดุประเภทอลูมิเนียม หรือโครโมลี่ ทุกครั้งเมื่อกลับจากการขี่ประจำวัน ควรจะใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำแล้วเช็ดทำความสะอาดตัวถังรถทุก ๆ เพราะความเค็มของเหงื่อที่หยดลงมาถูกเฟรมจักรยานจะทำให้รถจักรยานของท่านเสียหายได้ในเวลาต่อมา

ประการที่ห้า ทุกครั้งเมื่อออกขี่จักรยานท่านควรจะเตรียมยางอะไหล่ติดตัวไปด้วย พร้อมกับสูบ เพื่อจะได้แก้ไขหากรถท่านยางแบนในระหว่างขี่ หรือฝึกซ้อม โดยเฉพาะเมื่อออกไปขี่ระยะทางไกล ๆ จากบ้าน เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ๆ และทุกครั้งเมื่อออกขี่จักรยานไม่ควรมองข้ามความปลอดภัย โดยให้สวมหมวกกันน๊อค ถุงมือ ควรสวมรองเท้าหุ้มส้น ไม่ควรสวมรองเท้าประเภทสาน เพราะหากเกิดอุบัติเหตุในระหว่างขี่จักรยานรองเท้าประเภทสานไม่สามารถป้องกันเท้าของเราได้

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง