ss

24 ก.ค. 2557

เชิญร่วมการแข่งขันจักรยานเสือภูเขารายการ "เขาอีโต้ เสือภูเขา คลาสสิค 2014"

|0 ความคิดเห็น
สวัสดีครับทุกท่าน ไม่ค่อยได้มาอัพเดทข้อมูลและบทความซักเท่าไหร่ วันนี้โอกาสดีก็เลยขอมาประชาสัมพันธ์ ข่าวแข่งจักรยานให้กับเพื่อน ๆ ทุกท่านกันครับ

ไซเคิลบูติค ร่วมกับชมรมจักรยานปราจีนบุรี โดย อ.นิพนธ์ สุขประสาท, องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี,  สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปราจีนบุรี

ขอเชิญและร่วมการแข่งขันจักรยานเสือภูเขา รายการ "เขาอีโต้ เสือภูเขา คลาสสิค 2014" จังหวัดปราจีนบุรี ประจำปี 2557 ในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2557 ณ สนามจักรยานเขาอีโต้ (อ่างเก็บน้ำจักรพงษ์) ตำบลบ้านพระ อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี




























ใกล้ถึงวันแข่งแล้ว สำหรับท่านใดที่สนใจก็ลองไปทดสอบฝีเท้ากันได้ครับ ส่วนใครยังไม่ได้ฟิตซ้อม หรือยังฟิตไม่พอ ก็ยังพอมีเวลาให้ฟิตร่างกายอีก 1 เดือนกว่า ๆ สำหรับเตรียมความพร้อมเพื่อชัยชนะครับ ถึงแม้ไม่ชนะในเกม ก็ชนะใจตนเองแน่นอน

ดูข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=54&t=1016134




16 ก.ค. 2557

เทคนิคง่าย ๆ สำหรับการปั่นจักรยานลดน้ำหนัก

|0 ความคิดเห็น
สวัสดีครับ เพื่อน ๆ ชาวจักรยานที่รักทุกท่าน การปั่นจักรยานมักจะเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีคนนิยมปั่นกันมาก ทั้งปั่นเพื่อสุขภาพและบางท่านปั่นจริงจังกับการแข่งขัน และก็มีบางท่านใช้วิธีการปั่นจักรยานเพื่อลดน้ำหนัก หรือลดความอ้วน บางครั้งบางท่านอาจจะยังไม่รู้วิธีและขั้นตอนในการปั่นจักรยานเพื่อลดความอ้วน ซึ่งก็มีวิธีการที่ไม่ยากเลย วันนี้จึงขอเอาแนวทางและวิธีการปั่นจักรยานเพื่อลดความอ้วนอย่างถูกวิธีมากฝากกันครับ


เทคนิคง่าย ๆ สำหรับการปั่นจักรยานลดน้ำหนัก

การปั่นจักรยานเป็นทางเลือกที่ดีที่จะได้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านเพื่อได้รับอากาศที่สดชื่น เเถมยังได้ท่องเที่ยวชมทัศนียภาพรอบข้างไปพร้อมกัน และยังถือว่าเป็นการเผาผลาญพลังงานและลดไขมันที่ดีทางนึง นอกจากนี้ จักรยานถือว่าเป็นพาหนะที่เหมาะในยุคนี้ เพราะมีคุณสมบัติ 3 ส. คือ สะดวก สิ้นเปลืองน้อย และ สุขภาพดี ทำให้เราผ่อนคลายและยังช่วยให้ระบบหายใจแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนเพื่อนำไปสร้างเม็ดเลือดขาวใน กระแสเลือดได้ดีขึ้น และส่งผลให้เราอารมณ์ดีจากการเพิ่มของระดับฮอร์โมนแอนเดอร์ฟินอีกด้วย

การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ช่วยอย่างมากต่อการไหลเวียนของเลือด ซึ่งนั่นก็เท่ากับช่วยให้หัวใจของเราแข็งแรงไปด้วย ที่สำคัญคือตะกรันไขมันที่จับอยู่ตามเส้นเลือดของเราก็พลอยจะถูกกำจัดออกไป จึงสามารถป้องกันภาวะเส้นเลือดตีบตันได้อีกทางหนึ่ง ส่วนอวัยวะอื่นๆ ก็ไม่ต้องพูดถึง ย่อมส่งผลดีไปด้วยโดยเฉพาะปอด นอกจากนี้ยังสามารถช่วยพัฒนาระบบการทำงานต่างๆของร่างกาย สำหรับการปั่นจักรยานนั้นโดยปรกติจะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 400-500 kcal ต่อหนึ่งชั่วโมง ทั้งนี้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและความหนักของการปั่นด้วย

ด้านกล้ามเนื้อ การปั่นจักรยานมีประโยชน์ทำให้กล้ามเนื้อขา โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขาหน้าและหลังมีความแข็งแรง เป็นการยืดเส้นยืดสาย โดย เฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอว สะโพก ทำให้ป้องกันปัญหาปวดกล้ามเนื้อขาได้ นอกจากนี้ ยังช่วยในการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้ลดอัตราการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี และหากเราออก กำลังกายด้วยการปั่นจักรยานอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้หัวใจแข็งแรง กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดีขึ้น

ปั่นจักรยานลดความอ้วน

การปั่นจักรยานให้ผลลัพธ์ที่ดีมากเพราะเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก หากทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต่อเนื่องจะช่วยเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อช่วงขาเท่านั้นแต่ยังรวมถึงหน้าท้อง ก้น และหากใช้อุปกรณ์บางอย่างเพิ่มจะช่วยบริหารแขนได้ด้วยเพียงแค่มีแท่งยกน้ำ หนัก 1 คู่ ที่หนักไม่มากก็เพียงพอแล้ว

การปั่นจักรยานนั้นดีกว่าการวิ่งเพราะจะไม่ส่งผลกระทบกับข้อเท้า หัวเข่า และหลัง คุณอาจเริ่มจากการปั่นแบบช้า ๆ โดยไม่มีแรงเสียดทานหรือเรียกว่าขั้นพื้นฐาน แล้วค่อยเพิ่มความเร็วในการปั่นและน้ำหนักที่แป้นถีบมากขึ้นเหมือนปั่นขึ้น เขาและเช่นเดียวกับการออกกำลังกายทุกประเภท เคล็ดลับที่จะบริหารร่างกายให้ได้ผลก็คือ ทำทุกวันบ่อย ๆ แม้จะใช้เวลาไม่มากก็ตาม

วิธีการปั่นจักรยานลดความอ้วน

อบอุ่นร่างกาย - ปรับที่นั่งให้สูงพอที่จะเหยียดขาเวลาปั่นได้ เมื่อวางเท้าบนแป้นขนานกับพื้นหัวเข่าจะต้องทำมุม 10-15 องศา ถ้าที่นั่งอยู่ต่ำเกินไปจะทำให้รู้สึกเหนื่อยมากขึ้นและทำให้หัวเข่าต้อง ออกแรงมากกว่าปกติ ถ้าอยู่สูงเกินไปทำให้ต้องเคลื่อนไหวส่วนอุ้งเชิงกราน ทำให้หลังส่วนล่างต้องรับน้ำหนักมากที่จับสามารถปรับระดับได้ ขั้นแรกเริ่มจากระดับ “สูง” ก่อนวางมือทั้งสองข้างขนานกันบนที่จับจากนั้นค่อยลดระดับลงเพื่อเพิ่มความโค้งให้แผ่นหลัง

ความเร็วและแรง - ถ้าคุณ ยังไม่ชินเริ่มจากการปั่นแบบธรรมดาที่ความเร็ว 60 รอบต่อนาที (1 รอบต่อวินาที) นาน 10 นาที จากนั้นเริ่มปรับให้ชันมากขึ้น ปั่น 10 นาที สลับกลับไปที่แบบธรรมดาอีก 10 นาที ทำแบบนี้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง 3 วัน เป็นเวลา 3 อาทิตย์ ก่อนที่จะเริ่มโปรแกรมถัดไป
เมื่อเริ่มชำนาญมาก ขึ้นแนะนำให้เริ่มปั่น 80-90 รอบต่อนาที สลับกับแบบธรรมดา 15 นาที และแบบชัน 15 นาที และแบบธรรมดา 15 นาที ทำ 3-4 ครั้งต่ออาทิตย์ อย่างน้อย 3 อาทิตย์ก่อนที่จะเข้าโปรแกรมที่สูงขึ้นต่อไป หลังจากชินกับระดับ ต่าง ๆ แล้ว ลองเปิดเพลงเพื่อกำหนดความเร็วสำหรับการปั่นแบบธรรมดาและแบบชัน ในขั้นนี้อาจสลับด้วยการเดินได้และเพิ่มเวลาขึ้นอีก 2 อาทิตย์
ขี่จักรยานแค่ไหนดี

ถ้าขี่จักรยานบนทางราบด้วยความเร็วน้อยกว่า 20 กม./ชม. อย่างนี้เราถือว่าช้าไป จะไม่เกิดสภาพแอโรบิคที่ต้องการ อย่าลืมว่าการขี่จักรยานเป็นการออกกำลังที่ตัวจักรยานมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมาก ถ้าขี่ช้าๆ ตัวจักรยานจักเป็นตัวช่วยเสียส่วนใหญ่ ประโยชน์ต่อหัวใจก็ไม่มี หรือมีก็น้อย

แต่ผู้รู้กล่าวได้ว่า ถ้าขี่จักรยานด้วยขนาดความเร็วกว่า 30-32 กม./ชม. ก็จะเทียบได้เท่ากับการวิ่งความเร็วประมาณ 3 นาทีเศษต่อกิโลเมตร (อันนี้เป็นการวิ่งที่เร็วมากสำหรับนักวิ่งส่วนใหญ่ในบ้านเรา) ซึ่งน้อยคนนักที่จะทำได้

โดยสรุป เราจึงควรถีบจักรยานอยู่ในช่วงความเร็วประมาณ 25 ถึง 28 กม./ชม. จึงจะได้ออกแรงสมกับที่ตั้งใจมาออกกำลังกันความเร็วที่พูดถึงในตอนนี้ เป็นความเร็วเฉลี่ยที่ฝรั่งเขาทำได้กัน แต่คนไทยเราโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ออกกำลังมานาน ก็อย่าได้เผลอไผลยึดข้อมูลนี้เป็นบรรทัดฐานในการฝึกเป็นอันขาด ทางที่ดีควรจะลองขี่ไปลองจับชีพจรไป ก็จะรู้ได้ว่าแค่ไหนจึงจะได้ 75-80% ของอัตราหัวใจเต้นสูงสุดของตัวเอง ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นๆ

วิธีการปั่นจักรยานให้ถูกต้อง

พวกขี่จักรยานใหม่ๆมักเข้าใจผิดและพยายามใช้เกียร์สูงสำหรับการขี่โดยส่วนใหญ่ ไม่พิจารณาว่าทางจะเป็นอย่างไร ทางที่ถูกแล้วควรเลือกเกียร์ต่ำไว้ก่อน และถีบให้วิ่งไปเรื่อยๆอย่างราบเรียบ โดยถีบซอยขาด้วยความถี่ประมาณ 70 รอบต่อนาที พยายามถีบให้ขาซอยคงที่ขนาดนี้ ถ้ามีทางขึ้นเนินลงเนินหรือมีลมต้าน ก็ค่อยสับเกียร์ต่ำเกียร์สูงตามไปอีกที คือพยายามปรับการซอยให้คงที่อย่างที่ว่าไว้
ไอ้รอบซอยขาคงที่ขนาดนี้ นักจักรยานฝรั่งเขาเรียกว่า ‘เคเดนซ์’ หรือ cadence แปลตรงตัวว่า จังหวะเคาะตอนเล่นดนตรี ในที่นี้คงหมายถึงการทำอะไรให้เป็นจังหวะคงที่สำหรับพวกเราๆ เอาเป็นว่าพยายามซอยขาให้คงที่ด้วยความถี่ประมาณ 70 รอบต่อนาทีที่ว่านี้ก็แล้วกัน

ตอนเริ่มใหม่ๆ ถีบไปสัก 20 นาทีก็พอ แล้วพักจนชีพจรกลับมาเป็นปกติ แล้วก็เริ่มซอยขาใหม่ต่ออีกจนคุณรู้สึกเหนื่อยแบบสบายๆ คือเหนื่อย แต่ไม่ใช่เหนื่อยจนเดินไม่ได้ หัวใจแทบจะเต้นออกมานอกอกหล่นไปกองกับพื้น จนเกือบถูกจักรยานที่ขี่อยู่ทับเอา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ มันเหนื่อยเกินไป เอาแค่เหนื่อยไม่มากก็เป็นพอ

ระยะเวลาในการปั่นจักรยาน

พยายามให้เหมือนกับการคารร์ดิโอทั่วไป อยู่ที่ ครั้งไม่ต่ำกว่า 40 นาที 3 – 4 วันต่อสัปดาห์ค่ะ การขี่จักรยานโดยเฉลี่ยจะใช้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี/ชม. ซึ่งการใช้พลังงานขนาดนี้ถ้าทำสม่ำเสมอก็จะสามารถลดความอ้วนได้อีกด้วย

ไปหน้าแรก  จักรยานเพื่อสุขภาพ





Credit: thailandbiketrip.com, หมอชาวบ้าน, hibalanz.com, answer.com

วิธีการเลือกซื้อจักรยานให้ถูกใจและตรงกับการใช้งาน

|1 ความคิดเห็น
สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้มีโอกาสดี ก็ขอมาอัพเดทบทความ และข่าวสารในวงการจักรยานบ้านเรา และที่สำคัญผมมีบทความดี ๆ เกี่ยวกับการเลือกซื้อจักรยานมาฝากทุกท่านกันครับ


จักรยานใช่สักแต่ว่าปั่นๆ ไปก็จบเรื่อง เพราะจักรยานนั้นมีหลายแบบ และคุณลักษณะของจักรยานแต่ละประเภทก็แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกซื้อจักรยาน ควรจะรู้ความต้องการของตนเองก่อนว่า จะซื้อจักรยานมาเพื่ออะไร
       
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักจักรยานแต่ละประเภทก่อน ซื้อเมื่อแบ่งตามลักษณะและการใช้งานแล้ว แบ่งจักรยานออกได้เป็น 5 ประเภทคือ
       
       1. จักรยานทั่วไป หรือจักรยานแม่บ้าน จักรยานจ่ายกับข้าว แล้วแต่จะเรียก จักรยานประเภทนี้ส่วนมากไม่มีเกียร์ แต่ในทางช่างถือว่ามี 2 เกียร์ คือ เฟืองหน้า 1 ชิ้น และเฟืองหลัง 1 ชิ้น แต่มีสปีดเดียว ซึ่งปัจจุบันมีการพัมนาไปมาก จนมี 3-6 เกียร์ จะขายสำเร็จรูปพร้อมอุปกรณ์ประกอบ เช่น บังโคลน ไฟหน้า ขาตั้ง บังโซ่ อานซ้อนท้าย รวมไปถึงตะแกรงหน้า จักรยานแบบนี้มีน้ำหนักค่อนข้างมาก จึงต้องใช้แรงมาก แต่มีข้อดีคือ ราคาถูก ประมาณ 1,500-3,000 บาท และหาซื้อได้ทั่วไป รวมทั้งเมื่อชำรุดก็มีร้านรับซ่อมทั่วไปด้วย
       
       2. จักรยานพับได้ จักรยานแบบนี้แม้จะของที่ผลิตในประเทศ แต่มักนิยมของที่ส่งมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจักรยานมือสองของญี่ปุ่น แต่ที่เป็นของนอกราคาแพงขนาด 3-5 หมื่นบาทต่อคันก็เป็นที่นิยมของคนบางกลุ่ม ล้อมีขนาดตั้งแต่ 16-20 นิ้ว เพราะหากล้อมีขนาดใหญ่มาก เวลาพับแล้วจะไม่กะทัดรัด จึงไม่เป็นที่นิยม

       3. จักรยานออกกำลังกายและท่องเที่ยว จักรยานประเภทนี้คือจักรยานที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละกิจกรรม และให้ถีบเบาแรง โดยมีระบบเกียร์และลดน้ำหนักรถลง ราคาสูงกว่าจักรยานจ่ายกับข้าว แบ่งตามลักษณะเฉพาะ ดังนี้
       
       - จักรยานเสือหมอบ รูปแบบคล้ายจักรยานแข่ง แต่คุณภาพของอุปกรณ์จะด้อยกว่า ขึ้นอยู่กับราคา ใช้เป็นจักรยานออกกำลังกายได้ดี หรือใช้เป็นจักรยานสำหรับขี่ท่องเที่ยวก็ได้ แต่เหมาะสำหรับขี่ทางเรียบเท่านั้น หาซื้อได้ในราคา 3,000-5,000 บาท
       
       - จักรยานท่องเที่ยว จักรยานแบบนี้ออกแบบสำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ แต่ก็ใช้ขี่ออกกำลังหรือขี่ไปทำงานหรือใช้งานอเนกประสงค์ได้ มักมีตะแกรงท้ายสำหรับวางสัมภาระ ปกติจะมีชุดบังโคลนและขาตั้งติดมากับรถ ระบบเกียร์มีให้เลือกตั้งแต่ 10-27 สปีด
       
       - จักรยานเสือภูเขา เป็นจักรยานที่ออกแบบสำหรับขี่ขึ้นลงเขาโดยเฉพาะ มีโครงสร้างแข็งแรง ยางล้อใหญ่หรืออ้วน ดอกยางใหญ่และหนา ทำให้เกาะพื้นถนนได้ดีเวลาขี่ขึ้นเนินชันๆ ใช้งานได้ในทุกพื้นผิวถนน บางครั้งเรียกจักรยาน ATB (All-Terrain Bike) ระบบเกียร์มีให้เลือกตั้งแต่ 10-27 สปีด จักรยานเสือภูเขานอกจากจะใช้งานขี่สมบุกสมบันแล้ว ยังใช้เป็นจักรยานท่องเที่ยว หรือใช้เป็นจักรยานอเนกประสงค์ได้ จึงเป็นลูกผสมระหว่างจักรยานท่องเที่ยวและจักรยานเสือภูเขาคือ ออกแบบให้ใช้งานสมบุกสมบันได้ แต่เมื่อขี่บนถนนธรรมดาก็สามารถไปได้เร็วด้วย จักรยานลูกผสมจึงมีลักษณะเหมือนเสือภูเขา แต่ยางล้อจะเล็กหรือผอมกว่า ดอกยางไม่ลึก เมื่อขี่ในเมืองจึงเปลืองแรงน้อยกว่า บางครั้งเรียกจักรยานแบบนี้ว่า ซิตี้ไบค์ หรือจักรยานเมือง ราคาตั้งแต่ 4,000-20,000 บาท
       
       4. จักรยานแข่ง คือจักรยานแบบเสือหมอบที่เห็นนักกีฬาฝช้แข่งทั่วไป มีน้ำหนักเบามาก มีเกียร์ตั้งแต่ 1-27 สปีด กรณีมีเกียร์เดียวมักใช้แข่งในลู่หรือเวโลโดรมในระยะทางสั้นๆ ตัวถังเล็ก เพรียวลม ยางรถจะผอมและทนแรงดันได้สูง คือสูบยางได้แข็งมาก และเพื่อให้มีน้ำหนักเบา จึงตัดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น เช่น ขาตั้ง บังโคลน ออกทั้งหมด จักรยานชนิดนี้มีราคาแพงมาก ถึงระดับหลายแสนบาท ถ้าระดับแข่งขันภายในประเทศส่วนใหญ่ราคาคันละประมาณ 30,000-50,000 บาท
       
       5. จักรยานฟิกซ์เกียร์ จักรยานประเภทนี้มีสปีดเดียว และเฟืองหลังเป็นแบบตายหรือฟิกซ์ คือปล่อยฟรี หรือปั่นขาทวนกลับไม่ได้ การขี่จึงต้องหมุนขาไปตลอดเวลา เพราะหากไม่หมุนขาเฟืองก็จะไม่หมุน ซึ่งก็คือการเบรกนั่นเอง และถ้าต้องเบรกเร็วๆ แรงๆ ก็กระทืบขาย้อนกลับหลัง เฟืองก็จะหยุดหมุนทันทีและรถก็จะหยุดทันทีเช่นกัน
       

ส่วนการเลือกซื้อจักรยานนั้นจะเน้นประเภทออกกำลังกายและท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจักรยานที่คนกลุ่มใหญ่เลือกใช้ ซึ่งจำเป็นต้องมีเทคนิคในการเลือกซื้อมากกว่าจักรยานทั่วไป โดยมีข้อพิจารณาเบื้องต้นง่ายๆ ดังนี้
       
       1. ขนาด ต้องเลือกให้ขนาดจักรยานเหมาะสมกับขนาดตัวผู้ขี่ จักรยานมีขนาดตั้งแต่ 16-25 นิ้ว เบอร์นี้บอกความยาวของท่อนั่ง (ท่อที่ต่อจากหลังอานลงไปถึงหัวกะโหลก) วิธีเลือกขนาดอย่างง่ายคือให้วัดความสูงเป็นนิ้ว จากพื้นถึงปุ่มสะโพกผู้ขี่ เอาค่าที่ได้ลบออกด้วย 9 จะเป็นขนาดตัวถังจักรยานท่องเที่ยวหรือเสือหมอบ แต่ถ้าจะเลือกซื้อเสือภูเขาให้ลบด้วย 11
       
       2. ตัวถัง (โครง) ให้ดูที่น้ำหนัก ยิ่งเบายิ่งดี (แต่มักราคาแพง)
       
       3. เบรก มีอยู่ 5 แบบ คือแบบดึงข้าง ดึงกลาง แบบคานกระดก แบบวีเบรก และแบบเบรกจาน แบบหลังจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า จกรยานท่องเที่ยวหรือเสือภูเขาควรใช้เบรกแบบนี้
       
       4. เกียร์ ชุดเกียร์ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกใช้ชุดเกียร์ยี่ห้อที่เชื่อถือได้ (สอบถามจากผู้รู้) ถ้างบประมาณน้อย ควรเลือกซื้อยี่ห้อที่เชื่อถือได้แต่เป็นรุ่นเก่า ดีกว่ารุ่นใหม่ล่าสุดแต่ยี่ห้อไม่น่าเชื่อถือ
       
      5. อาน อานแบบเรียวเหมาะสำหรับเสือหมอบ เสือภูเขา และจักรยานท่องเที่ยว ส่วนจักรยานทั่วไปควรเป็นแบบอานป้าน

ไปหน้าแรก  การปั่นจักรยาน

       
 ขอบคุณข้อมูลจากชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพประเทศไทย

13 มิ.ย. 2557

มาดูว่าจักรยานเสือภูเขาล้อ 26 นิ้ว, 27.5 นิ้ว และ 29 นิ้ว แตกต่างกันอย่างไร

|0 ความคิดเห็น

สำหรับคุณๆ ที่เป็นมือใหม่และยังใหม่กับวงการจักรยานเสืออาจจะรู้สับสนและงงกับข้อมูลมากมายเพราะตัวเลือกที่มีมันช่างแตกต่างกันให้เลือกสรรซึ่งอันไหนล่ะ?ที่จะเป็นจักรยานที่ดีที่สุดสำหรับคุณ เพราะมันมีทั้งแบบ โช้คหน้าอย่างเดียว(Hardtail), Full suspension, ขนาดล้อที่มีตั้งแต่ 26 นิ้ว, 27.5 นิ้ว และ 29 นิ้ว แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเลือกได้อย่างถูกต้องแล้วจากตัวเลือกที่หลากหลายนี้ และนี้เป็นเหตุผลที่ผมอยากจะเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นข้อมูลไว้ประกอบการเลือกซื้อจักรยานเสือภูเขาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ..


(ปล.บทความนี้ไม่ได้เขียนเองนะครับ และขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก http://mountainbikedetail.blogspot.com/2013/11/26-275-29.html)


ก่อนอื่นผมจะต้องพูดความจริงและอยากจะให้คุณๆ ผู้อ่านยอมรับความจริงเหล่านี้ว่า “มันไม่มีจักรยานเสือภูเขารุ่นไหนที่ดีที่สุดสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับทุกๆคน” เสือภูเขาแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อที่มีการออกแบบและผลิตมานั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สิ่งแรกที่ควรจะพิจารณาก็คือ คุณจะปั่นจักรยานเพื่ออะไร? (ออกกำลังกายเฉยๆ หรือแข่งขัน) ต่อมาก็คือสถานที่ที่คุณจะปั่น (คุณจะปั่นในเมืองหรือที่ๆ ขรุขระ เป็นเขา) สุดท้ายก็คือหาจักรยานเสือภูเขาที่คุณคิดว่า มันใช่สำหรับคุณ

จักรยานเสือภูเขาขนาดล้อเท่าใดที่จะเหมาะสำหรับคุณ


จักรยานเสือภูเขาล้อ 26 นิ้ว

แต่เดิม เสือภูเขาขนาดล้อ 26 นิ้วเป็นจักรยานขนาดมาตรฐานที่สุดสำหรับเสือภูเขา มาจนถึงปี 2012 ที่เสือภูเขาขนาดล้อ 29 นิ้วได้เข้ามามีส่วนในตลาด และเริ่มปลายปี 2012- ปัจจุบันที่เสือภูเขาขนาดล้อ 27.5 นิ้วได้กลายมาเป็นรุ่นที่นิยมกันเป็นส่วนใหญ่ โดยทั่วไปแล้ว ล้อขนาด 26 นิ้ว เป็นจักรยานที่มีความเร็วมากซึ่งนักปั่นจะต้องตอบสนองต่อความเร็วนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เสือภูเขาล้อ 26 นิ้วนี้มักจะช้าลงเมื่อใช้สปิดที่สูงขึ้น(ความเร็วปลาย), และด้วยความที่มีล้อเล็กจึงมีผลกระทบกับการกระโดด การไถล, ก้อนกรวด ซึ่งทำให้ต้องการการดูดซับแรงกระแทกที่เพิ่มมามากนี้ด้วย(ต้องใช้โช้คที่ดี) ซึ่งถ้าไม่ได้มีการออกแบบทีดีและถูกต้องก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการปั่นลดลงไป หากคุณคิดจะอัพเกรดเจ้าล้อ 26 นิ้วของคุณ คุณก็จะรู้สึกว่ามันสบายมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนที่จะคิดอัพเกรดผมก็อยากให้คุณพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย ของล้อ 27.5 นิ้ว กับ 29 นิ้วด้วยเช่นกัน

ข้อดีของ เสือภูเขา 26 นิ้ว

• น้ำหนักเบากว่าล้อขนาดอื่นๆ เนื่องจากมีขนาดล้อและโช้คที่เล็กจึงทำให้น้ำหนักลดลง
• ล้อขนาดเล็กจึงทำให้มีประสิทธิภาพทางเทคนิคในการปั่นที่ดีที่ต้องใช้เวลาการตอบสนองที่รวดเร็ว(สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักปั่นมีการตัดสินใจที่หรือรีดเอาประสิทธิภาพของนักปั่นออกมา) เช่นพวกเส้นทางขรุขระ
• ใช้ได้กับนักปั่นทุกขนาดทุกรูปร่าง ในขณะที่จักรยานล้อ 29 มักจะเหมาะกับคนรูปร่างใหญ่
• ให้อัตราเร่งสูง ออกตัวได้เร็ว
• เพิ่มความเข้มแข็งหรือประสบการณ์ให้กับนักปั่นที่ต้องการขยับไปเล่นพวก Downhill หรือ Freeride (พวกผาดโผน แต่ไม่ใช้ BMX)

ข้อเสียของเสือภูเขาล้อ 26 นิ้ว

• การกระโดดได้สูง, การปีนไปตามโขดหิน หรือ รากไม้ อาจจะทำได้ไม่ดี
• ให้ความเร็วที่ช้าลงในเกียร์สูงๆ เมื่อเทียบกับจักรยานล้อใหญ่กว่า (ความเร็วปลาย)
• ต้องการการออกแบบที่ดี ในการดูดซับแรงกระแทก หรือต้องมีระบบดูดซับแรงกระแทกที่ดี เพราะไม่งั้นจะนำไปสู่การสูญเสียประสิทธิภาพในการทำความเร็วหรือเทคนิคในการปั่นจักรยาน
• ด้วยขนาดล้อที่เล็กจึงมีแรงฉุดที่ดี
• ต้องใช้แรงดันลมยางสูงกว่าล้อใหญ่


จักรยานเสือภูเขาล้อขนาด 27.5 นิ้ว

ถึงแม้ว่าในปี 2010 จักรยานเสือภูเขาขนาดล้อ 29 นิ้วจะมาแรงและความได้เปรียบเรื่องล้อที่ใหญ่ก็สร้างความได้เปรียบให้แก่นักปั่นได้ดีกว่าเสือภูเขาขนาดล้อ 26 นิ้ว อย่างไรก็ตามไม่ใช่นักปั่นทั้งหมดที่เล็งเห็นข้อดีของล้อขนาด 29 นิ้ว เพราะมันก็ยังมีข้อเสียอยู่ ถึงแม้ว่าในตลาดส่วนใหญ่จะต้องการจักรยานเสือภูเขาล้อ 29 นิ้วอยู่มาก แต่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็ยังคงตระหนักว่า มีนักปั่นจำนวนไม่น้อยที่ยังคงรับไม่ได้รับกับข้อเสียของเสือภูเขาล้อ 29 นิ้วนี้

ดังนั้นตั้งแต่ปลายปี 2012 จนถึงปัจจุบัน จักรยานเสือภูเขาขนาดล้อ 27.5 นิ้วจึงได้ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้น หรือที่เราๆรู้จักกันดีในนามของ จักรยานเสือภูเขา 650b ซึ่งเป็นการพยายามนำเอาข้อดีและข้อเสียของล้อ 26 นิ้วและ 29 นิ้ว มาปรับปรุงและนำเสนอให้แก่นักปั่นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าจะพูดโดยรวมก็คือ มันสามารถทำความเร็วได้ดี และปีนป่ายได้ดีเช่นกัน แต่ว่าในทางขรุขระที่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วนั้น สำหรับล้อ 27.5 นิ้วยังคงทำได้ดีในระดับปานกลาง (ยังคงเป็นรองล้อ 26 นิ้ว)

ข้อดีของเสือภูเขาล้อ 27.5 นิ้ว

• ให้ความเร็วสูงกว่า 26 นิ้ว และให้การตอบสนองได้รวดเร็วกว่าล้อ 29 นิ้ว
• ให้ความเร็วต้นได้เร็วกว่า 29 นิ้ว
• ให้แรงฉุดได้ดีกว่าล้อ 26 นิ้ว
• เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักปั่นร่างเล็กที่ต้องการรถใหญ่ และไม่ใหญ่เท่าล้อ 29 นิ้ว

ข้อเสียของเสือภูเขาล้อ 27.5 นิ้ว

• ให้ความเร็วปลายได้ไม่ดีไปกว่าล้อขนาด 29 นิ้ว แต่ก็เร็วกว่าขนาดล้อ 26 นิ้ว
• ในส่วนของความเร็วต้น หรืออัตราเร่ง จะช้ากว่า 26 นิ้ว
• ถึงแม้จะมีแรงฉุดที่ดีกว่าล้อ 26 นิ้ว แต่ก็ไม่ดีเท่ากับล้อ 29 นิ้ว

หากใครที่ยังงุนงงอยู่ว่าจะเลือกซื้อจักรยานเสือภูเขาล้อขนาดไหนดี? อ่านบทความนี้แล้วลองเปรียบเทียบดูนะครับว่าคุณต้องการจักรยานล้อขนาดไหน เพราะมันมีข้อดี และข้อเสียเหมือนๆกัน ถ้าชอบแบบไม่ผาดโผนมากก็ล้อ 26 ก็พอ มันอาจจะเร็วปรูดปร้าดแค่แรงต้น แต่แรงปลายอาจจะไม่ค่อยดีเพราะล้อเล็ก แต่เราไม่ได้เอาไปปั่นรอบโลก เอาแบบฉิวๆ อันนี้ไม่ต้องซีเรียสเรื่องล้อเลยครับสบายๆ 
แต่ถ้าขยับขึ้นมาหน่อย วันดีคืนดีนึกอยากจะลุยยกจักรยานใส่รถขับไปอุทยาน ไปรีสอร์ท หรือร่วมทริปกับพรรคพวก ต้องการแรงต้นดีและแรงปลายด้วย ก็นี่เลย ล้อ 27.5 นิ้ว เพราะมันเป็นแบบผสมผสานอยู่ระหว่างล้อเล็กสุดกับใหญ่สุด



จักรยานเสือภูเขาขนาดล้อ 29 นิ้ว

เริ่มจากปี 2010 ที่เจ้าเสือภูเขา ล้อ 29 นิ้วนี้ได้กลายเป็นทางเลือกหนึ่งที่นำเสนอข้อได้เปรียบที่ดีกว่าล้อมาตรฐาน 26 นิ้วทั่วไป ด้วยล้อขนาดใหญ่กว่าจึงสามารถทำความเร็วได้มากกว่าในระดับเกียร์สูงๆ และมันยังสามารถไปได้ทุกสภาพแวดล้อมที่ล้อ 26 นิ้วยังทำได้ไม่ดีนัก เช่น ก้อนหิน รากไม้ หรือ แม้แต่ตอไม้ จึงเรียกว่าเป็นการผสมผสานข้อดีและข้อเสียของล้อขนาดเล็กอย่าง 26 นิ้วได้เป็นอย่างดี และอย่างนักปั่นทั่วไปทราบกันดีว่า เสือภูเขาล้อ 29 นิ้ว กับโช้คขนาด 100-120 มม. ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกันกับล้อ 26 นิ้ว กับโช้คขนาด 140 มม. เลยทีเดียว

ข้อดีของเสือภูเขาล้อขนาด 29 นิ้ว

• ทำความเร็วปลายได้ดี
• ด้วยความที่เป็นล้อใหญ่ จึงไปได้ทุกสภาพพื้นที่ที่ล้อ 26 นิ้วไปไม่ค่อยได้ดีนัก (นึกภาพรถ 4x4 ที่ลุยไปได้ทุกที่กับรถเก๋งที่ไปได้เฉพาะทางเรียบ และไม่ขรุขระนัก)
• ไม่ต้องการระบบดูดซับแรงกระแทกมากนัก (เมื่อเทียบจากข้างต้น โช้คขนาด 100-120 มม.กับล้อ 29 นิ้ว ประสิทธิภาพจะเทียบเท่ากับรถเล็กที่ใช้โช้คขนาด 140 มม) จึงทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน
• ใช้ได้ดีกับนักปั่นที่มีรูปร่างสูง
• มีประสิทธิภาพสำหรับการปั่นระยะไกล และให้การขับเคลื่อนที่ราบรื่นกว่า ควบคุมได้ง่ายกว่า

ข้อเสียของเสือภูเขาล้อขนาด 29 นิ้ว

• ล้อใหญ่จึงสูญเสียการควบคุมในสภาพพื้นที่ขรุขระหรือทางขรุขระที่ต้องใช้ความเร็ว (นึกภาพเราปั่นรถเล็กลงเนินที่ขรุขระเราจะสามารถควบคุมได้ดี มันจะเร็วเราก็สามารถตอบมันได้ดี แต่ถ้าเป็นรถใหญ่เราอาจจะต้องเบรกหรือทำให้รถช้าลงกว่าที่ควรจะเป็นเพื่อควบคุมมัน หรือสภาพที่เป็นมุมหักศอกหรือโค้ง ถ้ารถเล็กก็สามารถซิ่งไปได้ แต่รถใหญ่มุมเลี้ยวหรือองศามันก็ต้องมากกว่า ซึ่งรถเล็กจะได้เปรียบตรงนี้)
• ไม่เหมาะกับคนตัวเตี้ย
• มีน้ำหนักรวมที่เพิ่มขึ้น
• จะช้าในขณะที่ออกตัว
• ไม่เหมาะกับการใช้แบบ Downhill หรือ Freeride ถ้าพูดตรงๆ มันเหมาะกับ XC เป็นอย่างมากครับ

ล้อใหญ่ ก็ต้องนี้เหมาะกับนักผจญภัย แอดแวนเจอร์ ลุยไปกับเส้นทางหฤโหด มันจะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลย แล้วบางท่านอ่านแล้วอาจจะมีคำถามว่า แล้วจะเลือกแบบไหนอีกดีระหว่างมีโช้คหน้าอย่างเดียว กับโช้คหน้า-หลัง ผมไม่ค่อยสัมผัสกับแบบ Full sus ครับ แต่เห็นฝรั่งเค้าให้ความเห็นว่า แบบฟูลซัส มันนุ่มนิ่ม ไหลลื่นได้ดี แต่มันขาดอรรถรสในการลุย คือความขาดความดิบ ไม่มันส์เท่ากับโช้คหน้าเพียงข้างเดียว สรุปว่าอันนี้ก็แล้วแต่ความชอบครับและงบประมาณในกระเป๋าของคุณ




ที่มาบทความจาก http://mountainbikedetail.blogspot.com/2013/11/26-275-29.html

11 มิ.ย. 2557

VDO UCI MTB WORLD CUP 2014: สนาม 1

|1 ความคิดเห็น
VDO การแข่งจักรยานเสือภูเขา UCI MTB WORLD CUP 2014: PIETERMARITZBURG, SOUTH AFRICA สนามแรกของปี 2014 ท่านใดยังไม่ได้ดูก็กดดูได้ที่รูปหรือที่ลิ้งค์ด้านล่างได้เลยครับ รับรองความมันส์ซะใจแน่นอนครับ 

UCI MTB WORLD CUP 2014: PIETERMARITZBURG, SOUTH AFRICA สนาม 1



หรือคลิ๊กที่นี่ http://live.redbull.tv/events/346/uci-mtb-world-cup-2014-pietermaritzburg-xco-men/


สนามที่ 2,3,4  ดูที่นี่ >> VDO UCI MTB WORLD CUP 2014 สนาม 2,3,4

VDO UCI MTB WORLD CUP 2014:สนาม 2,3,4

|0 ความคิดเห็น
สวัสดีครับ ทุกท่าน  วันนี้เอาลิ้งค์ VDO การแข่งขัน UCI MTB WORLD CUP 2014: CAIRNS, AUSTRALIA มาให้ทุกท่านดูกันครับ สำหรับท่านใดที่ยังไม่ได้ดูก็กดดูได้ตรงรูปหรือลิ้งค์ด้านล่างนี้เลยครับ 

UCI MTB WORLD CUP 2014:CAIRNS, AUSTRALIA สนาม 2

หรือคลิกที่นี่>>  http://live.redbull.tv/events/349/uci-mtb-world-cup-2014-cairns-xco-men/



UCI MTB WORLD CUP 2014:NOVE MESTO, CZECH REPUBLIC สนาม 3

 หรือคลิ๊กที่นี่ http://live.redbull.tv/events/352/uci-mtb-world-cup-2014-nove-mesto-xco-men/


UCI MTB WORLD CUP 2014: ALBSTADT, GERMANY สนาม 4

หรือคลิ๊กที่นี่  http://live.redbull.tv/events/355/2014-uci-mtb-world-cup-4-albstadt-xco-men/



หวังว่าทุกท่านคงชอบกันนะครับ 

เปิดตัวทีมจักรยานอาชีพสายพันธ์ไทย "SINGHA INFINITE" ทีมจักรยานอาชีพของไทย สานฝันสู่เส้นทางระดับโลก

|0 ความคิดเห็น
ทีมจักรยานอาชีพไทย SINGHA INFINITE


สวัสดีครับ คุณเพื่อน ๆ นักปั่นทุกท่าน  วันนี้ผมมีข่าวคราวเกี่ยวกับวงการจักรยานบ้านเรามาฝาก ให้กับทุกท่านครับ

และในที่สุด บ้านเราก็มีทีมจักรยานเสือหมอบอาชีพเกิดขึ้นแล้ว หลังจากที่เคยมีทีมจักรยานอาชีพสยามพารา และได้เลิกไปในที่สุด และมีการแถลงเปิดตัวทีมจักรยานอาชีพทีมนี้ขึ้น มีชื่อว่า  "SINGHA INFINITE" ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ คือบริษัท สิงห์คอเปเรชั่น กับ  บริษัท แอลเอ ไบซิเคิ้ล ( LA Bicycle ) ส่วนเราชาวจักรยานก็คอยเป็นกำลังใจให้กับทีมจักรยานอาชีพสายพันธ์ไทย เพื่อสานฝันสู่เส้นทางโปรระดับโลกกันครับ

ความเป็นมาเป็นอย่างไร ?

ทางบ.สิงห์/บ.บุญรอด ต้องถือว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สนับสนุนด้านการกีฬาหลายๆอย่างมาโดยตลอดอยู่แล้ว กีฬาจักรยานก็ถือเป็นกีฬาหนึ่งที่ทางสิงห์อยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงก็ชื่นชอบการขี่จักรยานเช่นกัน ส่วนทางบริษัท LA Bicycle ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าเป็นแค่จักรยานทั่วไประดับราคากลางถึงล่าง แต่จริงๆแล้วทางบริษัท LA ถึอว่าเป็นโรงงานจักรยานยักษ์ใหญ่ของไทย ที่อยู่เบื้องหลังรับจ้างผลิตจักรยานคุณภาพสูงๆ OEM ให้กับจักรยานยี่ห้อดังๆมากมาย ซึ่งตอนนี้ทางบริษัท LA ได้หันมาผลิตจักรยาน Hi-end ในแบรนด์ของตัวเองในชื่อใหม่ว่า "INFINITE" เพื่อผลักดันให้เป็นแบรนด์ไฮเอนระดับโลก 

ต่างจากทีมจักรยานอาชีพเดิมอย่างไร?

ในอดีตสิบกว่าปีก่อนก็เคยมีการทำทีมสยามพาราฯ ซึ่งถือว่าเป็นการทำทีมอาชีพโดยผู้บริหารบ.พาราวินเซอร์ที่มีใจรักจักรยาน แต่ไม่สามารถจดทีมเป็นทีม continental ได้จึงไม่ได้ทำทีมต่อ แต่ทีม SINGHA INFINITE จะเปลี่ยนแนวทางใหม่ เป็นการสร้างความร่วมมือกับสมาคมฯและทั้งยังร่วมสนับสนุนทีมชาติไทย โดยจะเน้นไปที่เป้าหมายการทำทีมในต่างประเทศให้สำเร็จในระดับโลกให้จงได้ ซึ่งเมื่อประกอบกับทางบริษัท LA ที่มุ่งมั่นทำจักรยานแบรน Hi-end INFINITE จึงต้องการสนับสนุนนักกีฬามืออาชีพซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

นี่จึงเป็นความร่วมมือกันสร้างทีมจักรยานอาชีพ ระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยสองราย ที่มีศักษภาพและกำลังทรัพย์ที่จะผลักดันให้เกิด ทีมโปรจักรยานของไทย เพื่อให้เราได้มีโอกาสไปปักธงไทยในแวดวงโปรทัวส์ได้มากที่สุดแล้วครับ

อ่านข่าวการแถลงเปิดตัวทีมจักรยานอาชีพไทย SINGHA INFINITE ฉบับเต็มได้ที่  thaimtb.com 


14 มี.ค. 2557

วิธีป้องกันการเป็นตะคริวระหว่างปั่นจักรยาน

|0 ความคิดเห็น

การป้องกันก่อนที่จะเป็นตะคริวครับ

1. มีการอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลัง
2. ถ้าออกกำลังกายหนักควรดื่มน้ำและเกลือแร่ทดแทนให้เพียงพอ
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะตะคริวมักเกิดในผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอหรือคนที่ขาดการออกกำลังกายที่ดีพอ
4. การฝึกการยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ อาจลดโอกาสการเกิดตะคริวได้ เช่น ที่น่องอาจทำได้โดยการกระดกเท้าขึ้นลง หรือเอามือแตะปลายเท้าขณะเหยียดเข่า ปั่นจักรยานอยู่กับ
ที่หรือยืนบนส้นเท้าห่างผนัง 1 ฟุตแล้วเอามือทาบผนังและค่อยๆ เหยียดแขนออกเพื่อยืดกล้ามเนื้อประมาณ 30 วินาทีแล้วทำใหม่ เป็นต้น
5. ระวังไม่ให้ร่างกายขาดเกลือแร่ โดยรับประทานผลไม้ที่มีเกลือแร่สูง เช่น กล้วย
6. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
7. ไม่ควรอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ
8. งดสูบบุหรี่
9. พักผ่อนให้เพียงพอ
10.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
11.สวมรองเท้าที่พอเหมาะและอาจใส่ถุงเท้าตอนนอนเพื่อป้องกันการเกร็งของเท้า
12.ผู้สูงอายุควรค่อยๆ ขยับแขนขาช้า ๆ และหลีกเลี่ยงอากาศเย็นมากๆ
13.ในรายที่เป็นบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแก้ไข

ไปหน้าแรก  การปั่นจักรยาน

Overtraining ผลเสียของการฝึกซ้อมจักรยานมากเกินไป

|1 ความคิดเห็น
การฝึกซ้อมจักรยานมากเกินไปมีผลร้ายกว่าที่คุณคิด



หลายท่านคงคิดว่าการฝึกซ้อมจักรยานมากๆ ซ้อมหนักๆ ซ้อมทุกวันถึงจะแข่งแกร่ง เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กเริ่มปั่นจักรยานใหม่ๆ ผมก็เคยคิดแบบนั้นครับ แต่พอผมโตขึ้น และได้ค้นหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งจากหนังสือ และ ทางอินเตอร์เน็ต จึงทำให้ผมได้รู้ว่าทำไม่เมื่อก่อนซ้อมทุกวันซ้อมหนักๆ มันไม่ทำให้ผมปั่นจักรยานได้ดีขึ้นเลย อาจจะดีขึ้นบ้างแต่น้อยมาก และการพัฒนาการทางด้านอื่นๆ ก็แย่ไปด้วยครับ เช่นการเรียน อารมณ์ และ ผลเสียทางด้านอื่นๆ อีกเยอะครับ

ไม่ใช่ว่าผมแบ่งเวลาได้ไม่ดีนะครับ แต่หลังจากที่ผมลองมาคิดๆดู และนึกถึงโปรแกรมการฝึกซ้อมในสมัยก่อนแล้วมันก็หนักจริงๆ ครับ คือ ซ้อม 6 วันพัก 1 วัน โดยแต่ละวันไม่ได้มีการกำหนดว่าจะออกไปขี่แบบไหน คว้าจักรยานสูบยางแล้วก็ออกไปขี่ให้เหนื่อยสุดๆ ก็จบการซ้อมสำหรับวันนั้น ถ้าหากเป็นตอนนี้ผมคงป่วยนอนโรงพยาบาลไปแล้ว แต่สาเหตุที่ผมไม่ป่วยในตอนนั้นคงเป็นเพราะผมยังเป็นวัยรุ่นการฟื้นตัวของระบบร่างกายจะทำได้เร็วกว่าคนที่อายุเยอะๆ ยิ่งอายุยิ่งเยอะการฟื้นตัวก็จะยิ่งช้าตามไปด้วย ดังนั้นเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราฝึกซ้อมมากเกินไป มีหลักในการสังเกตุดังนี้ครับ

1.อารมณ์ของคุณจะแปรปรวนได้ง่ายโดยไร้สาเหตุ หรือมีอาการหงุดหงิดได้ง่าย รู้สึกหดหู่และเบื่อการฝึกซ้อมจักรยาน ข้อนี้หลายๆ ท่านคงเคยเป็นนะครับ อยู่ดีๆ ก็เบื่อการขี่จักรยานขึ้นมาเฉยๆ โดยไม่รู้สาเหตุ

2.อัตราการเต้นของชีพจร เพิ่มขึ้นขณะท่านตื่นนอนใหม่ๆ ผมแนะนำให้ทุกท่านจับการเต้นของชีพจรตัวเองตอนตื่นใหม่ๆ วิธีคือ พอเราตื่นปุบยังไม่ต้องลุกจากเตียงครับ ทำการจับชีพจรของท่านก่อนเลยว่าเต้นกี่ครั้งต่อนาทีถ้าหากวัดแล้วอัตราการเต้นของชีพจรของท่านเพิ่มขึ้นเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ของอัตราการเต้นปรกติในแต่ละวันแล้วละก็แสดงว่าท่านเริ่มมีความเสี่ยงต่อการฝึกซ้อมหนักเกินไป หรือ "Overtraining"แล้วละครับ

3.เกิดอาการผิดปรกติทางด้านร่างกายของท่าน เช่นมีอาการท้องเสีย, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อย่างต่อเนื่องพักแล้วก็ยังไม่หายปวดเมื่อย อาการพวกนี้ก็เป็นส่วนที่จะบอกได้ว่าท่านเริ่มฝึกซ้อมหนักเกินไป
สรุปแล้วการฝึกซ้อมหนักเกินไปหรือ "Overtraining" หมายถึงความเหนื่อยล้าเป็นเวลานานและซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งของร่างกายลดลงแม้จะมีการฝึกซ้อมจักรยานเพิ่มขึ้น ผลของมันจะรวมถึงความเสียหายของกล้ามเนื้อการกระทำไซโตไคน์, การตอบสนองระยะเฉียบพลัน, โภชนาการที่ไม่เหมาะสมรบกวนอารมณ์ และผลการตอบสนองความหลากหลายของฮอร์โมนความเครียด และถ้าหากท่านตกอยู่ในอาการของการฝึกซ้อมหนักเกินไปแล้วละก็ท่านต้องใช้เวลาในการรักษาอาการนี้เป็นเวลานานเลยครับ โดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาประมาน 1-2 เดือนเลยละครับโดยในระหว่างการพักให้ร่างกายฟื้นกลับมาเหมือนเดิมนั้นท่านจะไม่สามารถออกไปขี่จักรยานซ้อมได้เลยครับ จะเห็นได้ว่าผลของมันนั้นร้ายแรงกว่าที่เราคิดไว้เยอะครับ ดังนั้นการรักษาที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดการฝึกซ้อมหนักเกินไปหรือ"Overtraining"นั่นเองครับ



ไปหน้าแรก  เทคนิคการปั่นจักรยาน




 
ขอบคุณบทความจาก: www.thbike.blogspot.com

6 ระดับความหนักของการฝึกซ้อมจักรยานเพื่อความเป็นเลิศ

|0 ความคิดเห็น
หลักการฝึกซ้อมจักรยาน : ระดับความหนักของการฝึกซ้อมจักรยาน (Intensity Training)

นักกีฬาจักรยานที่ฝึกซ้อมจักรยานจะต้องรู้เกี่ยวกับระดับความหนักของการฝึกซ้อมว่าเราควรจะฝึกอยู่ในระดับใดเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพทางร่างกาย และสมรรถภาพของตนเอง ก่อนฝึกต้องอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) ก่อนเสมอ และหลักฝึกต้องผ่อนคลาย (Cool Down) เพื่อปรับให้ร่างกายเย็นลง ในการฝึกซ้อมจักรยานจะแบ่งระดับการฝึกดังนี้

1. การฝึกในระดับที่หนักมากที่สุด (Maximun Effort)
เป็นระดับที่มีความเข้มข้นในการฝึกสูงที่สุด การฝึกในรูปแบบนี้ได้แก่การสปริ๊นท์ร่างกายจะทำงานที่ในระดับนี้ได้ระยะเวลา 10-25 วินาที หัวใจจะเต้นด้วยอัตราสูงสุด ร่างกายทำงานโดยไม่ใช้ออกซิเจน แหล่งพลังที่กล้ามเนื้อดึงมาใช้ได้แก่ ATP และ PC

2. การฝึกในระดับที่หนักใกล้สูงสุด (Submaximum Effort) เป็นการฝึกที่ร่างกายสามารถใช้เวลาได้นานขึ้น 25 วินาทีถึง 2 นาที การฝึกขี่จักรยานในระดับนี้ เช่นการขี่จับเวลาไทม์ไทรอัล (TT) ระยะทาง 1,000 เมตรในลู่ หัวใจจะเต้นด้วยอัตราเกือบเท่า 100 % ของอัตราการเต้นสูงสุด การฝึกซ้อมในระดับนี้จะแตกต่างกับระดับแรกที่ว่าร่างกายใช้ “แอนแอโรบิกไกลโคเจน” (Anaerobic Glycogen) เป็นแหล่งพลังงาน

3. การฝึกในระดับสูง (High Inensity) ร่างกายสามารถทำงานในระดับนี้ได้นาน 2-4 นาที การขี่จักรยานระดับนี้เช่นการขี่เปอร์ซูท 300-400 เมตร หัวใจจะเต้นถึงอัตราสูงสุดได้ในระดับความเข้มที่ร่างกายทำงานที่เขตติดต่อระหว่าง “แอโรบิก” (ใช้ออกซิเจน) และ “แอนแอโรบิก” (ไม่ใช้อากาศ) แต่ตอนปลาย ๆ ของการาทำงานร่างกายจะเข้าสู่สภาพการไม่ใช้ออกซิเจนพลังงานที่ใช้มาจากทั้ง แอโรบิกและแอนแอโรบิกไกลโคเจน บางคนเรียกวิธีการฝึกขี่นี้ระดับนี้ว่า “การฝึกอินเตอร์วอลแบบยาว” (Long Interval)

4. การฝึกในระดับความเข้มปานกลาง (Average Intensity) หรือที่เรารู้จักกันดีในการฝึกที่เรียกว่า Anaerobic Threshold (AT) ร่างกายของเราจะสามารถทำงานในระดับนี้ อาจเป็นการขี่ไทม์ไทรอัลระยะทาง 5-20 กิโลเมตร อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 90-100% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ร่างกายจะใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญทำให้เกิดพลังงานที่ระดับนี้ หมายเหตุนักจักรยานจะใช้เวลาส่วนมากฝึกซ้อมที่ระดับความเข้มในระดับนี้และที่ต่ำกว่านี้รวมทั้งการฝึก AT (Anaerobic Theershol Training)

5. การฝึกในระดับเบา (Light Intensity) ร่างกายจะสามารถทำงานในระดับนี้ตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไปการฝึกในระดับนี้คล้าย ๆ กับการขี่ไทม์ไทรอัลระยะทาง 40 กิโลเมตร หรือขี่หนักในระยะที่ใกล้กว่านั้น อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 80-90% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด การทำงานของร่างกายจะเป็นแบบแอโรบิก (ใช้ออกซิเจน)ตอนแรกจะใช้ไกลโคเจนและต่อมาจะใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงาน พอมาถึงจุดนี้ร่างกายก็จะหมดแรงหรือที่เรียกว่า “บ๊องส์” (Bonks) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ภาวะชนกำแพง” (Hitting the wall)

6. การฝึกในระดับต่ำ (Low Intensity) ร่างกายสามารถทำงานในระดับนี้ได้นานเท่าที่ต้องการเช่นการขี่จักรยานข้ามประเทศสหรัฐอเมริกา (การแข่ง RAMM) ที่ขี่แข่งขันกันในระดับความเข้มระดับนี้สามารถขี่จักรยานได้เก็บตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 65 – 87% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด แหล่งพลังงานที่ร่างกายนำมาใช้คือไขมัน (Fatty Acid)

หมายเหตุ: โปรแกรมการฝึกซ้อมจักรยานที่สมบูรณ์ควรจะต้องรวมเอาการฝึกซ้อมที่ทุก ๆ ระดับเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อที่จะทำให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ไปหน้าแรก  การปั่นจักรยาน


บทความโดย: อาจารย์ปราจิน รุ่งโรจน์

12 ม.ค. 2557

ประชาสัมพันธ์ งานประเพณีปั่นจักรยานพิชิตอินทนนท์ ประจำปี 2557

|0 ความคิดเห็น
ขอประชาสัมพันธ์กิจกรรม "ประเพณีปั่นจักรยานพิชิตอินทนนท์ ประจำปี 2557 ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 นี้ คณะกรรมการกำหนดเปิดรับสมัคร ตั้งแต่ วันที่ 2 มกราคม 2557 และสิ้นสุดการรับสมัคร ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 และที่สำคัญสำหรับท่านที่ยังไม่รู้ ต้องขอบอกมิตรรักนักปั่นกันก่อนว่า งานนี้ไม่มีการลงทะเบียนหน้างานนะครับ เพราะทางผู้จัดงานได้แจ้งไว้ในกระทู้ thaimtb แล้วส่วนท่านใดที่สนใจและยังไม่ได้สมัคร ก็ไปสมัครได้ตามลิ้งค์นี้เลย  http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=54&t=870759  ส่วนผู้เขียน ตอนนี้ก็กำลังฝึกซ้อมเพื่อไปงานนี้โดยเฉพาะ เพราะตั้งใจมาหลายปีแล้วว่าจะพิชิตอินทนนท์ให้สำเร็จ เพราะเคยไปเมื่อครั้งที่ 2 แต่ครั้งนั้นปั่นรุ่นท่องเที่ยว 16 กิโลเมตร จึงยังค้างคาใจมาจนทุกวันนี้ และปีนี้ได้โอกาสอันดีจะต้องพิชิตให้สำเร็จ สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ซ้อมก็เริ่มซ้อมได้แล้วนะครับ เพราะใกล้ถึงวันงานแล้ว แล้วเราไปพบกันที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เพื่อทำความฝันให้เป็นจริงครับ



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=54&t=870759

11 ม.ค. 2557

พบกับสุดยอดรถจักรยานพับได้ กับ 10 อันดับสุดฮิตโดนใจวัยโจ๋

|0 ความคิดเห็น
10 รถพับสุดเจ๋ง จากการจัดอันดับของ The Independent

สภาพการจราจรที่ดูไม่ผิดแผกไปจากการจราจลของเมืองใหญ่ไม่เพียงแต่ในกรุงเทพอย่างทุกวันนี้ ทำให้หลายคนหันมาพึ่งสองขาของตัวเองออกแรงถีบจักรยานสองล้อเลื่อนไหลไปตามซอกเล็กๆ สู่จุดหมายกันไม่น้อย โดยเฉพาะรถจักรยานพับ (folding bike) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก


ด้วยความสะดวกสบายหลายอย่าง ทั้งการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะต่างๆ รวมถึงการพกพาที่ง่ายดาย ไปได้ทุกหนแห่ง ทำให้เจ้าตัวเล็กสองล้อกำลังครองใจคนเมืองที่เบื่อหน่ายความวุ่นวายบนท้องถนน หันมาใส่ใจในชีวิตช้าๆ กันมากขึ้น สำหรับที่ต่างประเทศนั้น ต้องยอมรับว่าหลายประเทศให้ความสำคัญกับการเดินทางด้วยพาหนะสองล้อชนิดนี้กันมาเป็นเวลานาน กระทั่งหันมาใช้จักรยานกันในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นสิ่งปกติ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแก้ไขปัญหาการจราจรที่บ้านเราน่าลองนำมาปรับใช้กันอย่างจริงจัง หากทำได้คงดีไม่น้อย

สำหรับใครที่กำลังมองหาจักรยานพับไว้ใช้งานสักคัน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี โอกาสนี้เรารวบรวมข้อมูล 10 อันดับรถพับสุดเจ๋ง จากการจัดอันดับของ The Independent สื่อยักษ์ใหญ่แห่งประเทศอังกฤษ มาให้ได้ลองพิจารณากันตามอัธยาศัย ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น ติดตามกันได้เลย

1.RIDGEBACK ATTACHE


ด้วยโครงที่ทำจากอลูมิเนียม บนวงล้อขนาด 20 นิ้ว ทำให้ Attache มีน้ำหนักเพียง 11.9 kg.ส่วนตะแกรงวางของด้านหลังก็มีความสูงกำลังเหมาะ ทำให้เวลาขี่ เท้าของคุณจะไม่ไปกระทบกับกระเป๋าที่วางไว้อยู่ด้านหลัง ส่วนค่าตัวของเจ้า Attache ตกอยู่ราวๆ 27 k (£599.99)
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ : ridgeback.co.uk

2.DAHON SPEED D7

 

เจ้าตัวเล็กล้อ 20 นิ้ว คันนี้ คุณจะได้สนุกกับการปั่นและเปลี่ยนเกียร์ตามระดับความเร็วตามต้องการถึง 7 ระดับ แม้ว่า DAHON SPEED D7 จะไม่เบาเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่หนักเกินไปนัก (12.3 kg.) แต่จุดเด่นของจักรยานคันนี้ คือมีการป้องกันแบบ Kevlar บนพื้นผิวของล้อที่ช่วยทำให้การขี่ของคุณง่ายขึ้น ไม่ว่าจะขี่บนถนนหรือพื้นขรุขระ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งรถพับชื่อดังที่น่าสนใจซึ่งนักปั่นหลายคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว กับราคาเฉียดๆ 18k (£399.99) นับว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับคนเมือง
ข้อมูลเพิ่มเติม : halfords.com

3.MEZZO D10

จักรยานพับ D10 คันนี้ ช่วยประหยัดพื้นที่ในการเก็บได้มาก เพราะมีล้อขนาดเพียง 16″ เท่านั้น ซึ่งถือเป็นขนาดที่เล็กกว่ารุ่นทั่วไปที่ส่วนใหญ่จะเป็นล้อขนาด 20″ และยังมีเกียร์มากถึง 10 ระดับอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่จิ๋วและแจ๋วเลยทีเดียว แต่ก็ต้องแรกด้วยค่าตัวราว 43,000 บาท (£975)
ข้อมูลเพิ่มเติม : mezzobikes.com

4.RIDGEBACK RENDEZVOUS



ถือได้ว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นที่ดูคลาสสิก ด้วยโครงที่ทำจากเหล็กและล้อขนาด 20″ และหนักเพียง 12.5 kg.จึงเป็นจักรยานที่ขี่ได้สบายๆ รุ่นหนึ่ง สำหรับราคาค่าตัวตกอยู่ราว 12500 บาทเท่านั้น (£279.99)
ข้อมูลเพิ่มเติม : ridgeback.co.uk

5.DAHON MUSL MAGNESIUM



ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 8.3 kg. มาพร้อมกับเกียร์ 9 ระดับ และโครงสร้างจักรยานที่ถูกออกแบบมาอย่างดี จึงทำให้เกิดความสบายขณะปั่น นอกจาก MuSL ยังสามารถพับเก็บได้ง่ายและรวดเร็ว พกพาสะดวกและทนทานเป็นอย่างมากอีกด้วย ราคาโดยประมาณตกอยู่ราว 45,000 บาท (£999.99)
ข้อมูลเพิ่มเติม : dahon.com

6.CARRERA TRANSPORT


หากคุณเป็นมือปั่นสมัครเล่นหรือมีงบประมาณในจำนวนจำกัด จักรยานรุ่นนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณ เพราะด้วยราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ราว 13,500 บาท (£299.99) สำหรับจักรยานที่ถูกสร้างมาอย่างลงตัว พร้อมที่วางของด้านหลัง Carrera จึงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว
ข้อมูลเพิ่มเติม : halfords.com


7.BROMPTON S2L


ด้วยล้อที่มีขนาด 16 นิ้ว พับเก็บง่าย และกลไกของรถที่ถูกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม มีประสิทธิภาพ ถ้าได้ลองขี่ BROMPTON แล้ว รับรองว่าคุณจะไม่อยากขี่คันอื่นอีกเลย ราคาอยู่ที่ 34,000 (£759)
ข้อมูลเพิ่มเติม : evansscycles.com

8.BROMPTON P6R-X



“X” แค่ชื่อรุ่นก็บอกแล้วว่า BROMPTON P6R-X คันนี้มีตะเกียบล้อหน้า และโครงที่ทำจากวัสดุชั้นดีอย่างไทเทเนี่ยม ที่ทำให้น้ำหนักเบาและดูดี นอกจากนี้มี handgrips ที่ช่วยให้คุณก้มตัวขี่ต้านลมได้อย่างสนุกอีกด้วย แต่ก็ต้องแลกด้วยค่าตัวราว 62,500 บาท (£1,390)
ข้อมูลเพิ่มเติม : brompton.co.uk


9.GIANT HALFWAY 1


จักรยานลูกครึ่งระหว่างแบบพับและแบบ full-size ที่มีข้อต่อที่ช่วยทำให้กางออกง่าย และที่ล้อ ยังเป็นแบบตะเกียบเดี่ยว (monofork) จึงยิ่งทำให้ Giant Halfway กลายเป็นจักรยานพับขนาดกระทัดรัดและช่วยประหยัดพื้นที่ได้มากเลยทีเดียว ราคาโดยประมาณ 34,000 (£699)
ข้อมูลเพิ่มเติม : giant-bicycles.com

10.MOBIKY GENIUS



เป็นรุ่นที่มีล้อเล็กที่สุด เพียงแค่ 12 นิ้ว เท่านั้น และเมื่อพับเก็บแล้วก็ยิ่งเล็กลงอีก ถึงแม้ว่า MOBIKY GENIUS จะเป็นจักรยานไซส์เล็ก แต่คุณสมบัติของมันไม่เล็กตามขนาด เพราะนอกจากจะขี่สบายในระยะทางไกลแล้ว ก็ยังเป็นอีกช้อยส์หนึ่งที่น่าสนใจของคนที่ชอบขี่จักรยานไปทำงานอีกด้วย ราคาประมาณ 22,000 บาท (£499.99)
ข้อมูลเพิ่มเติม : foldingbikes.co.uk



ไปหน้าแรก  การปั่นจักรยาน





เรียบเรียงจาก http://www.independent.co.uk/

การฝึกขี่ขาเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด

|0 ความคิดเห็น
การฝึกขี่ขาเดียว  (Isolated leg training) เพื่อพัฒนาการปั่นให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

นักกีฬาทั่วไปสามารถที่จะพัฒนาการปั่นให้ขามีความแข็งแรงและมีอัตราเร่ง Sprint ที่ดีขึ้นได้ ข้อแตกต่างของมืออาชีพกับเราคือ เขาจะมีเวลาที่จะแก้ไขจุดที่บกพร่องในการขี่ของเขาได้มากกว่าเราแต่เราก็สามารถที่ จะใช้เวลาที่มีอยู่น้อยของเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เช่นกันเพราะสาระอยู่ที่ วิธีการที่ถูกต้องด้วยเวลาที่เหมาะสมต่างหาก การเพิ่มความแข็งแรง โดยทั่วไปก็คือการวิ่ง การปั่นจักรยาน การเล่นเวท การว่ายน้ำ แต่การที่เราต้องการให้พลังขาเราแข็งแรงและมีอัตราการเร่งความเร็วที่สั่งได้เราจะต้องฝึกให้การปั่นของเรา มีประสิทธิภาพการทำงานให้ราบรื่นหรือมีการส่งผ่านพลังการปั่นอย่างต่อเนื่องเป็นรอบวงกลม 


การปั่นหรือภาษานักแข่งบ้านเราเรียกการควงขานั้นเองแต่หลายๆคน ก็ยังสงสัยและงง ๆ ว่าจริงๆ แล้วการควงขาที่ ถูกต้องทำอย่างไร เป็นเวลาหลายปีที่ผ่านมานักแข่งได้ค้นพบ การปั่นขาเดียวหรือการปั่นอย่างโดดเดี่ยว มันสามารถที่จะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและการเร่งที่ฉับไวสั่งได้ดังใจนึก ดังนั้นเวลาที่เรามองดูการปั่นของนักปั่นมืออาชีพการปั่นของเขาจะราบรื่น และสามารถที่จะเพิ่มอัตราการเร่งของขาและเขาจะดูมีพลังที่เพียงพอจะผ่านภูเขาสูงชันหรือ เร่งอย่างฉับไวได้

นักแข่งมืออาชีพเขาจะไม่กระทืบกดลูกบันไดลงอย่างเดียวแต่เขาจะใช้การฝึกปั่นขาเดียวมาทำให้การปั่นสมบูรณ์เป็นวงรอบหรือ การควงขานั้นและครับ โดยทั่วไปในขณะที่เราปั่นสองขาอยู่นั้น
ขาข้างใดข้างหนึ่งของเรามักจะไม่สามารถที่จะส่งกำลังผ่านจุดตายของจังหวะปั่นด้านหลังได้หลังจากที่กดลูกบันไดลงไป ข้างหน้าแล้วเมื่อถึงจุดต่ำสุดของการปั่นให้ดึงเท้ากลับด้านหลังเป็นแนวเดียวกับพื้นถนน คือการดึงขากลับด้วยไม่ใช่ปล่อยขาทิ้งเป็นลักษณะกระทืบปั่นแล้ว ดึงหน้าขาขึ้นเหมือนตีเข่าให้ข้ามถึงจุดสูงสุดก่อนกดลงอีกครั้งทำลักษณะนี้ทั้งสองขา
 

เริ่มแรกให้ท่านเริ่มฝึกทดลองโดยที่ยังไม่ต้องพึ่ง magnetic trainer ก็ได้ถ้าไม่มี นะครับหาที่ปั่นจักรยานที่การจราจรไม่คับคั่ง ในสนามกีฬาหรือสนามโล่งหน่อยเพราะท่านต้อง ล็อคบันไดปั่นเพียงขาเดียวแล้ว เริ่มทดลองปั่นแล้วโดยขาอีกข้างไปเหยียบที่ดุมแกนปลดหลัง ข้างใดข้างหนึ่งไว้ ความรู้สึกเเรกที่คุณจะพบได้ก็คือเมื่อคุณกดลูกบันใดลงไปถึงจุดต่ำสุดของการปั่นการเรียนรู้ที่จะปั่นให้เป็นวงรอบควงขาก็จะเกิดขึ้นได้ต่อ เมื่อคุณต้องดึงเท้ามาข้างหลังและดึงขึ้นสู่จุดสูงสุดไม่ต้องรีบร้อนปั่นครับช่วงแรกคุณอาจจะแปลกๆ เหมือนเคยแปรงฟันด้วยมือที่ถนัดแล้ว ต้องเปลี่ยนอีกมือหนึ่งแปรง ปั่นไปสักประมาณ 10 วินาที แล้วเปลี่ยนเอาขาข้างที่ไม่ถนัดปั่นดูท่านจะปั่นไม่ค่อยถนัดใช่มั๊ยหล่ะครับ นั้นแหละครับครับพละกำลังที่หายไปส่วนหนึ่งจากขาที่ถนัด+กับขาด้านที่ไม่ถนัดเราเลยปั่นได้ไม่เร็วและสั่งไม่ได้ดังใจ เราเลยต้องมาเรียนรู้การปั่นให้เป็นวงรอบโดยจับความรู้สึกจากการปั่นทีละขาเพื่อพัฒนาความแข็งแรงขาที่ไม่ถนัดคู่กันไปด้วย

ก่อนการเริ่มฝึกควร warm up 10-15 นาที อย่าพึ่งสนใจการขี่แบบปกติของคุณ ในระหว่างการฝึกซ้อมคิดถึงแต่การขี่ให้ราบรื่น สอดประสานกันและมีพลัง ไม่เกี่ยวกับความเร็วของขาหรือระบบหลอดเลือดหัวใจ เพราะเราจะฝึก weight training เพิ่มเติมเอา
 

รูปแบบการปั่นความแข็งแรง การรักษาตวามเร็ว การเร่งอย่างฉับไว้จะค่อยๆดีขึ้นจะดีมากขึ้นเมื่อผ่านไป 1 อาทิตย์ 1 เดือน ในช่วงแรกๆจะยาก คูณจะรู้สึกว่าขา ไม่ทำงานประสานกันและกล้ามเนื้อจะอ่อนล้าเร็วเพราะว่าเราเริ่มใช้วิธีการที่ไม่คุ้นเคยแต่ผลตอบแทนมันจะค้มค่ามากหากคุณอดทนทำอย่างสม่ำเสมออาทิตย์ละ 1-2ครั้ง

โปรแกรมการฝึกแบบที่ 1


เกียร์ จำนวนรอบขาต่อนาที วิธีปั่นและเวลา
39x17 40-60 2 นาที ด้วยขาข้างซ้าย
39x17 40-60 2 นาที ด้วยขาข้างขวา
39x17 80-100 2 นาที ด้วยขาทั้งสองข้างปั่นสบายๆ
39x19 80-90 2 นาที ด้วยขาข้างซ้าย
39x19 80-90 2 นาที ด้วยขาข้างขวา
39x17 80-100 2 นาที ด้วยขาทั้งสองข้างปั่นสบายๆ
ทำ 2-3 เที่ยว

โปรแกรมการฝึกแบบที่ 2

เกียร์ จำนวนรอบขาต่อนาที วิธีปั่นและเวลา

39x17 80-100 3 นาที ด้วยขาข้างซ้าย
39x17 80-100 3 นาที ด้วยขาข้างขวา
53x13 40-60 3 นาที ด้วยขาทั้งสองข้างปั่นหนัก
39x19 80-100 3 นาที ด้วยขาทั้งสองข้างปั่นสบายๆ
ทำ 2- 3 เที่ยว

ค่าทีแสดงนี้เป็นค่าเกียร์เรโชของเสือหมอบถ้าท่านใช้เสือภูเขาท่านก็ใช้วิธีหาเรโชเปรียบเทียบ
โดยเอาค่าใบจานหน้าตั้งแล้วเอาค่าหลังหารจะออกมาเป็นค่าเรโชครับ


ไปหน้าแรก  การปั่นจักรยาน






ขอบคุณบทความจาก http://nikornbikes.com/index.php/topic,44.0.html

19 ธ.ค. 2556

รีวิว NEILPRYDE ALIZE เสือหมอบแอโรใหม่จากผู้เชี่ยวชาญด้านวินด์เซิร์ฟมายาวนาน

|0 ความคิดเห็น


NeilPryde มีประสบการณ์มากกว่า 40 ปี ในการเลือกสรรอุปกรณ์ให้ผู้เล่นวินด์เซิร์ฟ สามารถโลดแล่นผ่านคลื่นได้อย่างรวดเร็ว จักรยานรุ่นใหม่ชื่อ Alize มุ่นหมายที่จะลดแรงต้านลม เพิ่มประสิทธิภาพจากล้อลงพื้นให้สูงสุดโดยผลจากการใช้อุโมงค์ลมและการคำนวณด้านพลศาสตร์ของการไหล ซึ่งก็คือส่วนด้านหน้าที่ตัดตรงท่อขนาดใหญ่ และรูปทรงเฟรมท่อแบบ Kamm-tail เหมือนหยดน้ำถูกตัดตามหลักอากาศพลศาสตร์

รีวิว NEILPRYDE ALIZE
จากตำแหน่งอานนั่ง เป็นบทเรียนที่ดีว่าสิ่งที่เห็นกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจักรยานอาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เสือหมอบทรงแอโรมักจะมีขนาดท่อที่ลึก ส่วนหน้าที่แคบ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันการส่ายด้านข้าง บ่อยครั้งทำให้เฟรมหนักขึ้นและการขี่นุ่มนวลน้อยลง Alize UD เฟรมคาร์บอนมีน้ำหนักเบาทีเดียวคือ 960 กรัม กับขนาด L 56 เซนติเมตร พร้อมกับโครงสร้างเพิ่มความแข็งแรงด้านข้างในท่อบน ท่อล่างและท่อนั่งส่วนต่อของท่อล่างและท่อนั่งทำให้เกิดพื้นที่ร่วมด้านล่าง ขนาดใหญ่สำหรับติดตั้งกะโหลกแบบ Press-Fit ขนาด 30BB โดยมีตะเกียบโซ่แบบค่อย ๆ เรียวลง  ดรอปเอาต์และตะเกียบท่อนั่งประกอบอยู่ด้วยกัน การที่ท่อนั่งด้านหลังหรือตะเกียบท่อนั่งมีขนาดเท่ากับตะเกียบโซ่ด้านล่าง ดูเหมือนจะทำให้การขี่กระด้าง แต่การใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนที่ออกแบบอย่างชาญฉลาดในบริเวณสามเหลี่ยมด้านหลัง ทำให้ส่วนหลังของ Alize นั้นนุ่มสบายเป็นอย่างมากสำหรับจักรยานที่ดูดุดันแบบนี้
ท่ออานแบบแอโรมีให้เลือกแบบ 78 องศา สำหรับ TT หรือจักรยานสำหรับไตรกีฬา และแคลมป์รัดท่ออานถูกซ่อนอย่างประณีตด้วยปลอกยาง เพื่อทำให้ส่วนต่อดูเนียนและเพื่อนกันน้ำเข้า

รีวิว NEILPRYDE ALIZE
เมื่อยืนขึ้นปั่น Alize จะตอบสนองเหมือนโรดโบค์ตัวแรง การออกแบบทรงแอโรไม่ได้ทำให้การตอบสนอง หรือการบังคับควบคุมเปลี่ยนไปเพราะ Alize ยังคงนิ่งและมั่นคงเหมือนที่เราเคยขี่มา แต่ยังให้ความรู้สึกคล่องตัว ไม่กลัวโค้งและให้ความรู้สึกในการเข้าโค้งที่เฉียบคมจากส่วนหน้าที่แข็งแรง ความแข็งแกร่งต่อแรงด้านข้าง ตะเกียบโซ่แบบค่อย ๆ เรียวลงและล้อที่ดี ทำให้ไม่มีความเกรงกลัวต่อแรงโน้มถ่วง และไต่เขาอย่างคล่องแคล่ว

ระบบการทำงานของ Shimano Dura-Ace เป็นสิ่งดีอย่างหนึ่ง ด้วยการเข้าเกียร์ที่ว่องไว เบรกที่ยอดเยี่ยม และเฟรมที่สนับสนุน ระบบ Di2 ล้อ Mavic Ksyrium SLS นั้นเบา เร็ว และไว้ใจได้ในทุกเรื่อง แฮนด์แบบคาร์บอนเมตริกซ์มีส่วนโค้งมาด้านหลังด้วยความสวยงาม และยังดูดซับแรงกระแทกอย่างดี รุ่น XL ที่เราลองทดสอบนั้นยังเฉียดฉิวกับข้อกำหนดของ UCI 6.8 กิโลกรัม ซึ่งมาพร้อมกับความลงตัวด้านสมรรถนะความสะดวกสบาย และราคาที่แข่งขันได้ Alize สมควรจะไปได้ไกลเลยทีเดียว

SPECIFICATION : น้ำหนัก: 6.65 กิโลกรัม (ขนาด XL/58 เซนติเมตร) เฟรม:คาร์บอน เกียร์: Shimano Dura-Ace 9000 เบรก: Shimano Dura-Ace ล้อ: Mavic Ksyrium SLS อุปกรณ์อื่น ๆ สเต็ม: NeilPryde AL Matrix แฮนด์: NeilPryde CF Matrix หลักอาน: คาร์บอน NeilPryde Aeroblade อาน: Selle Italia SLR XP ยาง: Mavic Yksion Pro Powerlink 23 มิลลิเมตร  ราคาประมาณ 245,000 บาท



ที่มาบทความ นิตยสาร CYCLING PLUS THAILAND

รีวิว GIANT TCR SL2 ราคาโดนใจ เสือหมอบพร้อมแข่งเฟรมอะลูมิเนียม

|0 ความคิดเห็น

สำหรับ Giant TCR SL2 หนึ่งในจักรยานที่คืนชีพมาเนื่องในวาระฉลองปีที่ 18 ในปีนี้ จากต้นกำเนิดของ Giant “Total Compact Road” ซึ่งได้เปลี่ยนหน้าตาของการปั่นจักรยานตั้งแต่ ค.ศ. 1995 เมื่อเปิดตัวครั้งแรกโดยมีท่อบนหรือ Top tube ที่ค่อนข้างเอียงลงอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว

รีวิว GIANT TCR SL2
ที่ไม่เหมือนกับจักรยานเสือหมอบในระดับราคานี้ แต่ยังเหมือน TCR ตัวดั้งเดิม ก็คือเฟรมของ TCR SL2 ยังคงทำมาจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาและมีอายุในการพัฒนาเกือบสองทศวรรษ แสดงถึงความพยายามในกรสร้างจักรยานเพื่อการแข่งขันและเพื่อนักปั่นที่ให้ความสำคัญกับราคาของจักรยาน และ Giant ยังมีขนาดให้เลือกถึงห้าขนาด หลังจากที่เลิกใช้สามขนาดคลุมทุกไซส์ไปเมื่อหลายปี่ที่แล้ว แต่การเลิกใช้คาร์บอนแล้วเปลี่ยนมาเป็นความชอบพอกับอะลูมิเนียมจะทำได้สำเร็จหรือไม่

เฟรม Aluxx SL เป็นบทเรียนในการสร้างเฟรมอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา และการมีน้ำหนักเพียง 1,050 กรัมนั้นทำให้เบากว่าเฟรมคาร์บอนทั่วไปในระดับราคานี้และยังมีคุณสมบัติพิเศษของ Giant Overdrive หรือเฮดทูบเฟรมด้านหน้า ซึ่งมีขนาดท่อรีดลงจาก 11/8 นิ้ว เป็น 1 นิ้ว เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อการบิดในส่วนหน้า กะโหลก Press-Fit Powercore กว้าง 86 มิลลิเมตรหรือท่อเฟรมส่วนล่างขนาดใหญ่ยังช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของเฟรมให้คงอยู่ตลอดทั่วทั้งเฟรมอีกด้วย สับจานและตีนผีของ Shimano 105 ให้ความคล่องตัว และการเข้าเกียร์ที่มั่นใจได้ พร้อมกับ hood จับที่สบายมือ Giant ตัดชิ้นส่วนบางชิ้นเพื่อลดค่าใช้จ่ายลงโดยใช้ก้ามเบรก R561, ชุดจานหน้าแบบกะทัดรัด R565, และเฟืองหลัง Tiagra 12-28 ซึ่งน่าสนใจสำหรับนักปั่นทั่ว ๆ ไป ถึงแม้ว่านักปั่นที่ชอบการแข่งขันอาจคิดว่าไม่ค่อยแรงพอ
รีวิว GIANT TCR SL2

ล้อจักรยาน Giant P-R2 ออกแบบโดยร่วมกับวิศวกรจาก DT-Swiss เพื่อให้มีคุณสมบัติอันเยี่ยมยอดทั้งภายในและน้ำหนักขอบล้อ ผลลัพธ์ของชุดล้อซึ่งจับคู่กับยาง Giant P-SLR1 ทำให้สมดุลทั้งความแข็งแกร่งและความสบาย ยางมีโครงสร้างที่ค่อนข้างนุ่ม และส่วนผสมของยางหน้าที่นุ่มกว่าจะให้การเกาะถนนที่ดีเยี่ยมในทุกสถานการณ์

เมื่อถึงความเร็วที่ต้องการ TCR ควบคุมจังหวะได้อย่างดี ทำให้ไต่ลงเขาได้นิ่งและให้ความมั่นใจในการปั่นให้หนักขึ้นด้วย เมื่อลูกขึ้นปั่นสามารถเร่งขึ้นได้อย่างเฉียบคม โดยมีการบิดตัวอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากส่วนหน้าและถึงแม้จะมีขนาดเฟรมสามเหลี่ยมด้านหลังที่ ค่อนข้างแคบ บวกกับส่วนท่อนั่งที่ตัดเว้าเข้าไปตามล้อหลัง ก็ยังถือได้ว่าให้ความนุ่มนวลในการขี่ดีทีเดียว นี่คือข้อได้เปรียบอันยอดเยี่ยมของการทำขนาดเฟรมที่ย่อส่วนลง โดยส่วนท่ออานนั่งคาร์บอนที่ยื่นออกมาช่วยลดแรงกระแทกเมื่อเจอเข้ากับสภาพ ถนนที่ย่ำแย่ ผลลัพธ์ก็คือตัวเฟรมที่เหมาะสำหรับผู้ขี่ที่เข้ามาสู่กีฬาการแข่งจักรยานไม่ ว่าเพื่อความเร็ว หรือเพื่อระยะทาง หรือแม้แต่ผู้ขี่ที่ต้องการความสะดวกสบายพร้อม ๆ กับการทำระยะสะสมในการขี่

ถ้า จะคว้าเฟรมคาร์บอนที่ราคานี้อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ง่ายไป เพราะเฟรมอะลูมิเนียมที่คุณภาพนี้จะให้อะไรมากกว่าเฟรมคาร์บอนราคาระดับเท่า ๆ กันจะให้ได้ ด้วยเฟรมที่เบาออกแบบอย่างดี ใช้งานได้สะดวกสบาย แค่มีข้อติติงเพียงเล็กน้อยจากอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ เท่านั้น

SPECIFICATION: น้ำหนัก 8.35 กิโลกรัม (ขนาด L) เฟรมอะลูมิเนียม Giant Aluxx SL ตะเกียบ: คาร์บอนรีดจาก 11/8 เป็น 1 นิ้ว เกียร์: Shimano 105 พร้อมจาน Shimano 565 ขนาด 50/34T เบรก: Shimano R561 ล้อ: Giant P-R2 อุปกรณ์อื่น ๆ: แฮนด์และสเต็ม Giant Connect SL ฐานเบาะ: Giant Vector Composite อาน: Giant Performance Road ยาง: P-SL1 23 มิลลิเมตร แบบหน้าและหลังไม่เหมือนกัน  ราคาประมาณ 62,000 บาท

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง