ss
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Time Machine (ย้อนรอยประวัติศาสตร์) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Time Machine (ย้อนรอยประวัติศาสตร์) แสดงบทความทั้งหมด

20 มี.ค. 2555

วิวัฒนาการและเทคโนโลยีของจักรยาน

|0 ความคิดเห็น
หลายๆท่านคงยังไม่รู้ว่าจักรยานแบบไหนปั่นเร็วสุดแล้วจักรยานมีกี่แบบหละ แล้วมีต้นกำเนิดมายังไงอ่านบทความนี้จะหายสงสัยเลยครับ 


 
จักรยานมีจุดเริ่มต้นที่ไม่ชัดเจนนักครับ ว่าถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อใด แต่จักรยาน ที่เป็นต้นแบบของจักรยานในยุคปัจจุบัน ถูกสร้างขึ้นในปี 1817 ณ เมือง Mannheim ประเทศเยอรมัน นี่เอง โดย Karl Drais

แน่นอนครับว่า จักรยานคันแรกย่อมมีเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนมากนัก สมัยนั้น จักรยานประกอบด้วย...
   
ล้อจำนวนสองล้อ แฮนด์สำหรับบังคับทิศทาง และที่นั่งสำหรับคนปั่น (หรือจะเรียกให้ถูกคือ "คนถีบ" ) ซึ่งอยู่ระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง การขับเคลื่อนจักรยานไม่มีเครื่องช่วยใด ๆ ทั้งสิ้นนอกจากขาทั้งสองข้างของ "คนถีบ" ซึ่งวิธีการขับเคลื่อนดังกล่าว ก็คล้าย ๆ กับสเกตบอร์ดในยุคปัจจุบันนั่นเอง แต่ทำเป็นเล่นไปครับ ด้วยวิธีการขับเคลื่อนแบบพื้น ๆ ดังกล่าว จักรยานรุ่นแรกสามารถวิ่งด้วยความเร็วถึง 15 km/h ซึ่งเร็วกว่าเดินถึงสามเท่า

จักรยานรูปแบบต่อมาได้พัฒนาวิธีการขับเคลื่อนจากรูปแบบแรก ที่ใช้เท้าถีบพื้นเอา เป็นการปั่นล้อหน้าผ่านคันถีบ โดย Philipp Moritz Fischer ในปี 1864 ช่วยเพิ่มความเร็วและอำนวยความสดวกในการขับเคลื่อนไปอีกระดับ แต่ปัญหาในตอนแรกที่สร้างจักรยานคือ ไม่มีใครกล้าปั่นจักรยานดังกล่าวเพราะกลัวล้ม (ลองนึกภาพตอนที่เราหัดปั่นจักรยานดูครับ คนปั่นจักรยานไม่เป็นต้องกลัวการล้มเป็นธรรมดา)

ต่อมาในปี 1867 ในงานมหกรรมแสดงสินค้าโลกที่ Paris วิศวกรยานยนต์ที่มีนามว่า Pierre Michaux ได้นำผลงานของตน ซึ่งเป็นจักรยานใช้คันถีบที่มีล้อหน้าใหญ่เป็นพิเศษ  มาแสดงในงานดังกล่าว เนื่องจากในสมัยนั้นการทดแรงและความเร็วด้วยเกียร์ยังไม่เป็นที่รู้จัก ดังนั้น การเพิ่มขนาดของล้อหน้าจึงเป็นวิธีการเดียวที่สามารถช่วยเพิ่มความเร็วในการ ขับเคลื่อนรถจักรยานได้ (จักรยานหลายรุ่นมีความเร็วสูงสุดเกิน 40 km/h) จักรยานรูปแบบดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างสูง แต่ก็ถูกห้ามใช้งานในหลาย ๆ เมืองของยุโรป เนื่องจากอันตรายที่เกิดขึ้นได้ง่ายจากการตกจากอานรถที่ค่อนข้างสูง (ประมาณ 1.5 เมตร) นอกจากนี้การเลี้ยว การลดความเร็ว (เบรก) และการขับขี่ในที่ขรุขระ ยังมีผลลดเสถียรภาพการขับขี่อีกด้วย หลายคนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจากการปั่นจักรยานรูปแบบดังกล่าว ดังนั้นหากมองด้านเทคนิค และการออกแบบแล้ว จักรยานรูปแบบดังกล่าวถือว่าค่อนข้างล้มเหลว

เทคโนโลยีที่ปฏิวัติการขับเคลื่อนจักรยานคือ โซ่จักรยาน ซึ่งถูกใช้งานครั้งแรกในปี 1878 ข้อดีของการนำโซ่จักรยานมาใช้คือ ทำให้จักยานสามารถขับเคลื่อนล้อหลังได้ ทำให้ส่วนของการขับเคลื่อนและส่วนบังคับทิศทางแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ อำนวยความสดวกในการบังคับทิศทาง และสามารถนำหลักการของการทดแรงและทดความเร็วมาใช้ได้อีกด้วย การนำโซ่จักรยานจึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของจักรยานสมัยใหม่

ปัจจุบันรูปแบบของจักรยานมีมากมายนับไม่ถ้วน เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ในจักรยานสมัยใหม่นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ไม่เป็นรอง เทคโนโลยีใด ๆ ทั้งทางด้านเครื่องกลและวัศดุศาสตร์ (แม้ว่ามองเผิน ๆ แล้วจักรยานไม่มีอะไรก็ตาม) ยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างจักรยานและรถยนต์ หากไม่นับการเผาไหม้ในรถยนต์ และ การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อของมนุษย์ รถยนต์ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพในการทำงาน (efficientcy) ประมาณ 40-70% แต่จักรยานมีประสิทธิภาพในการทำงานถึง 80-99%

เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้จักรยานในปัจจุบันคือ วัศดุที่เบาและทนทาน บวกกับระบบเกียร์ที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพ ในหลาย ๆ ประเทศ (รวมถึงเยอรมันด้วย) มาตรฐานระบบเกียร์ของจักรยานที่ขายตามท้องตลาดจะอยู่ที่ 21 เกียร์ (เกียร์หน้า 3 x เกียร์หลัง 7) อีกทั้งสวิชต์ที่ใช้ในการเปลี่ยนเกียร์ยังช่วยอำนวยความสดวกในการเปลี่ยน เกียร์อีกด้วย

ประเภทของจักรยานที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบันคือ Mountainbike หรือจักรยานเสือภูเขา ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1973 รัฐ California สหรัฐอเมริกา วัตถุประสงค์เริ่มต้นในการสร้างครั้งแรกเพื่อการขับขี่แบบผ่อนคลาย แต่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแกร่งจึงมีคนนำรูปแบบจักรยานไปใช้ในการขับขี่ จักรยานผาดโผน หรือขับลุยในพื้นที่ป่าหรือภูเขา Specialized เป็นบริษัทแรกที่ผลิตจักรยาเสือภูเขาในรูปแบบอุตสาหกรรม (รุ่น Stumpjumper ในปี 1981) หลังจากนั้นความนิยมในตัวจักรยาเสือภูเขาก็มากขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันแทบทุกบริษัทที่ผลิตจักรยาน จะผลิตจักรยานเสือภูเขาออกสู่ตลาดด้วยเสมอ

จักรยานเสือภูเขามีลักษณะเฉพาะคือ ตัวถังที่ค่อนข้างสั้นและเตี้ย วัศดุที่ใช้เป็น อลูมิเนียม หรือคาบอนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่ ล้อเล็ก (เส้นผ่านศูนย์กลาง 26 นิ้ว) และยางหน้ากว้าง มีเกียร์ไม่ต่ำกว่า 21 เกียร์ (3x7) ส่วนมากจะมีโช้คอัพในส่วนของตะเกียบหน้า ส่วนโช้คอัพตรงตัวถังนั้นมีให้เห็นทั่วไป แต่ยังไม่ถือเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ด้วยลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้จักรยานเสือภูเขาเป็นจักรยานที่เสถียร แข็งแกร่ง แต่มีน้ำหนักเบา ความนิยมในตัวจักรยานเสือภูเขาจึงมากขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วคนที่ซื้อจักรยานเสือภูเขา ไม่ได้นำไปจักรยานเสือภูเขาไปขับขี่โลดโผน หรือลุยป่าลุยเขา ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ก็ตาม

จักรยานประเภทต่อมาถึงแม้จะไม่ค่อยมีคนนำมาขับขี่บนท้องถนนมากนักก็ตาม แต่ก็เป็นจักรยานที่มีความสำคัญไม่น้อย นั่นคือ จักรยานแข่งขัน หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่าจักรยานเสือหมอบ จักรยานเสือหมอบเป็นจักรยานที่มีโครงสร้างที่ค่อนข้างใหญ่ แต่บาง มีขนาดล้อที่ใหญ่ (28 นิ้ว) หน้ายางบาง เพื่อเพิ่มความเร็วในการขับขี่ มีน้ำหนักอยู่ที่ 6-11 กิโลกรัม แต่จักรยานที่ใช้แข่งขันต้องมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 6.8 กิโลกรัม (เบากว่ากระเป๋านักเรียนเด็กประถมบ้านเราอีก) อัตราการทดความเร็วด้วยเกียร์ในจักรยานเสือหมอบทั่วไปค่อนข้างสูง (4.4/1 ถึง 1.85/1) ดังจะเห็นได้จากเกียร์หน้ามีขนาดใหญ่และเกียร์หลังมีขนาดเล็ก

ประเภทจักรยานที่คนไทยเรารู้จักคุ้นเคยกันดีก็คงเป็นจักรยาน Citybike คือจักรยานที่ใช้ขับขี่โดยทั่วไปนั่นเอง จักรยานประเภทนี้ไม่มีลักษณะเฉพาะที่พิเศษกว่าจักรยานประเภทอื่น ๆ แต่เป็นจักรยานที่มีความสำคัญมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะคนส่วนมากใช้จักรยานประเภทนี้ในการเดินทางในระยะใกล้ และระยะกลาง เป็นการช่วยลดมลภาวะ และประหยัด หลายเมืองในยุโรปที่มีปัญหาจราจร กำลังให้การสนับสนุนการใช้จักรยานเป็นยานพาหนะทดแทนรถยนต์ โดยการสร้างถนนสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ (ขณะนี้แทบทุกเมืองในเยอรมันมีถนนสำหรับจักรยานให้ขับขี่แล้ว) การสร้างที่จอดรถจักรยานตามที่สาธารณะ การออกฏจราจรเพื่ออำนวยความสดวกผู้ขับขี่จักรยานเป็นต้น

นอกจากการเดินทางด้วยจักรยานเพียงอย่างเดียวแล้ว การใช้ระบบขนส่งมวลชนร่วมกับจักรยานก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยวิธีนี้มีชื่อเก๋ ๆ ว่า Bike and Ride วิธีการนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการขนส่งมวลชนในระดับหนึ่ง เพราะการนำรถจักรยานขึ้นรถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือรถเมล์เองก็ตาม หากยานพาหนะเหล่านี้ไม่ได้มีการเตรียมการ เตรียมพื่นที่สำหรับจักรยานไว้ Bike and Ride ก็เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้

ลองนึกดูครับว่า หากคนขับรถยนต์ในกรุงเทพฯ เพียง 10% หันมาปั่นจักรยาน เราจะลดภาระค่าน้ำมันของประเทศได้เพียงใด เราจะลดมลภาวะในกรุงเทพฯ ได้มากมายเพียงใด แต่ ใช่ว่าจู่ ๆ เราจะมารณรงค์ให้คนในกรุงเทพฯ หรือคนไทยหันมาใช้จักรยานได้โดยทันที เรื่องอย่างนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ เราต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อนโดยการรักความสบายให้น้อยลง หันมาปั่นจักรยานในระยะทางใกล้ ๆ จากนั้นจึงร้องขอให้รัฐสร้างทางจักรยานที่ดีพอ แล้วจึงรณรงค์ปลูกฝังค่านิยมให้คนเห็นความสำคัญของจักรยาน ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะนอกจากคนไทยจะรักสบายแล้ว รถยนต์ยังเป็นเครื่องชี้ฐานะทางสังคมของคนไทยอีกด้วย แต่เรื่องนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ (เพียงแค่เป็นไปได้ยากเท่านั้น) ปัญหาคือ พวกเราทุกคนยังขาดการเอาจริงเอาจังเท่านั้นครับ (เหมือนกับหลาย ๆ ปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ที่เมืองไทย)

หลายท่านอ่านไปแล้วอาจคิดว่าผมออกนอกเรื่อง อันที่จริงกำลังอยู่ใจกลางเรื่องเลยครับ เพราะว่าหลาย ๆ ประเทศเห็นความสำคัญของจักรยานทั้งเรื่องการประหยัดน้ำมัน และการลดมลภาวะ จึงทำให้เขาเหล่านั้นหันมาสนใจพัฒนาเทคโนโลยีด้านจักรยานกัน จนทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นก้าวไปไกลอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเทคโนโลยีจักรยานเท่านั้น ในทุกสาขาวิชาก็เหมือนกันครับ เราต้องเห็นความสำคัญของมันก่อน เราต้องมีใจรักมันก่อน เราถึงจะทำสิ่งนั้นได้ดี สิ่งเหล่านี้แหละครับที่เรายังขาดกันอยู่ เราจึงไปกันไม่ถึงไหนทั้งทางด้านการศึกษา เทคโนโลยี และ ฯลฯ เพราะส่วนมากแล้วเราจะทำกันเพื่อเงิน และความอยู่รอด (จะให้ดีทั้งสองอย่างต้องควบคู่กันครับ ส่งซิก ) ดังนั้น วันนี้ใครที่ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าเรียนสาขาที่ตัวเองเรียนเพราะอะไร (โดยเฉพาะเพื่อนนักศึกษา) ก็รีบหาคำตอบให้ตัวเองได้แล้วครับ เพราะไม่งั้นสิ่งที่คุณทำอยู่มันก็จะย่ำอยู่กับที่ไปเรื่อย ๆ ครับ

จักรยานที่พวกผมใช้ในการท่องเที่ยวปั่น (Biketour) คือจักรยานแบบ Trekkingbike ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างจักรยานเสือภูเขาและ Citybike จักรยานประเภทนี้จะมีอุปกรณ์เสริมค่อนข้างมาก รูปทรงจะคล้าย ๆ Citybike แต่จะนำเทคโนโลยีของจักรยานเสือภูเขามาใช้ เพื่อความแข็งแกร่งทนทานของตัวจักรยาน เพราะ Biketour ต้องใช้ความสามารถของจักรยานในระดับหนึ่ง ในการบันทุกสำภาระที่อาจมีน้ำหนักถึง 30-70 กิโลกรัม ต้องปั่นขึ้นเขาที่ค่อนข้างสูงชัน และในบางครั้งต้องปั่นผ่านทางจักรยานที่เข้าขั้นวิบาก ดังนั้นหากระบบเกียร์จักรยานไม่ดีพอ และตัวจักรยานไม่แข็งแกร่งพอ เจ้าของจักรยานอาจไปไม่ถึงจุดหมาย เพราะเหนื่อย หรือไม่ก็จักรยานพัง

หากใครที่อยากได้จักรยานที่มีความเร็วสูงเป็นพิเศษคงต้องนี่เลยครับ จักรยาน นอนปั่น เป็นจักรยานที่มีรูปแบบที่แปลกเป็นพิเศษ การนอนปั่นโดยยืดเท้าไปข้างหน้านั้น ได้รับการวิจัยมาแล้วว่าเป็นท่างทางที่ช่วยให้ปั่นจักรยานได้ความเร็วสูงสุด ดังนั้นจักรยานประเภทนี้อาจวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงถึง 130 km/h แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถครอบครองจักรยานแบบนี้ได้ครับ เพราะจักรยานประเภทนี้มีราคาที่สูงลิ่ว (ประมาณห้าหมื่นบาทขึ้นไป) บวกกับท่าปั่นที่คนทั่วไปไม่เคยชิน ทำให้เราไม่พบเห็นจักรยานประเภทนี้บ่อยนักตามท้องถนน

จักรยานประเภทสุดท้ายที่ผมนำเสนอ คือ BMX (Bicycle MotoCross) ซึ่งหลายคนอาจรู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะเคยใช้ขับขี่ในสมัยเด็ก ๆ BMX เป็นจักรยานที่มีขนาดเล็กแต่แข็งแกร่ง เพราะต้องใช้ในการขับขี่ผาดโผน ล้อที่มีขนาดเล็กเป็นพิเศษ และหน้ายางที่กว้างกว่าปกติ ทำให้จักรยาน BMX เป็นจักรยานที่มีการทรงตัวที่ดี แต่ไม่เหมาะสมกับการขับขี่โดยทั่วไป เพราะอัตราทดความเร็วที่ต่ำ และรูปทรงที่เตี้ย ทำให้คนปั่นเมื่อยหัวเข่า เวลาที่ต้องปั่นจักรยานในระยะทางไกล ๆ BMX เป็น X-Sport อย่างหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับ X-Sport อื่น ๆ อย่างเช่น Skateboard หรือ Inlineskate

สุดท้ายแม้เทคโนโลยีที่ใช้จะดีเพียงใด จักรยานจะสุดยอดแค่ไหน แต่หากขาดสองขาและใจรัก อย่างไรเสียก็ปั่นไปไม่ถึงจุดหมายครับ 

13 มี.ค. 2555

การเดินทางกว่า 30 ปี ของจักรยาน TREK ตอนที่ 3 (จบ)

|0 ความคิดเห็น
ช่วงทศวรรษที่ 80 – 90 นับเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมในสหรัฐฯ มีการแข่งขันสูงในทุก ๆ ด้านการเข้าครอบครองกิจการหรือการควบกิจการเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวถึงในแง่ของการลดบทบาทคู่แข่งหรือการทำลายคู่แข่งทางการค้าให้หมดไป โดยสิ้นเชิงแต่สำหรับ TREK การควบกิจการกลับเป็นการบ่งชี้ถึงการมีกระบวนทัศน์ที่ยาวไกลเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการดึง Gary Fisher ซึ่งถือเป็นบิดาของเมาเทนไบค์เข้าร่วมงานในปี 1993  หลังจากนั้นในปี 1995 ได้ถึง Gary Klein เจ้าของจักรยาน KLEIN ผู้ซึ่งมีความชำนาญเรื่องอลูมิเนียมมากที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐฯ ในขณะนั้นทั้งยังเป็นผู้ที่รังสรรค์ผลงานของเฟรมเมาเทนไบค์ระดับคลาสสิคซึ่งมีรุ่น Attitude เป็นเรือธงสำคัญและเป็นรุ่นที่อยู่ในความใฝ่ฝันของนักจักรยานทุกคนที่หวัดจะได้เป็นเจ้าของ เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในทีมงานในปีเดียวกัน ยังได้ดึง Greg Lemond ชาวอเมริกันคนแรกที่ได้แชมป์ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ 3 สมัย เข้ามามีบทบาทในการสร้างจักรยานเสือหมอบภายใต้ชื่อ Lemond ถือว่าเป็นการควบรวมกิจการที่สร้างสรรค์วงการจักรยานครั้งสำคัญเพราะเป็นการรวมเอาหัวกะทิระดับตำนานของจักรยานทุกประเภทเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาเดียวกันกับ TREK

นับว่าเป็นความคิดที่ชาญฉลาดอย่างยิ่งนอกจากการรวมเอาหัวกะทิของวงการเข้ามาอยู่ด้วยกันแล้ว TREK ยังได้เจรจาควบรวมผู้ผลิตอุปกรณ์อย่าง Bontrager Cycles ของ Keith Bontrager ตำนานเมาเท่นไบค์รุ่นแรก ๆ อีกคนหนึ่งเข้ามาเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์คุณภาพสูง เช่นชุดล้อ และแฮนด์น้ำหนักเบา เพื่อป้อนให้กับสายการผลิตจักรยานของ TREK นอกจากจะทำอุปกรณ์ชิ้นสำคัญ ๆ ป้อนให้กับสายการผลิตของ TREK แล้ว Bontrager ยังเป็นผู้จำหน่ายอุปกรณ์ดี ๆ คุณภาพพสูงเช่น แฮนด์คาร์บอน Race X Lite หรือชุดล้อทั้งเมาเทนไบค์และเสือหมอบที่เป็นที่ยอมรับกันทั้งในยุโรปและอเมริกา จนปัจจุบัน Bontrager ได้ขยายไลน์การผลิตอุปกรณ์ดี ๆ อีกหลายชนิด


นอกจากนี้ในปี 1995 TREK ยังได้เปิดตัวจักรยานแบบฟูลซัสเพนชั่น รุ่นที่มีเฟรมเป็นรูปตัว Y นับเป็นการฉีกตัวเองออกจากรูปแบบดั้งเดิม จนกลายเป็นจักรยานที่ขายดีและยังได้รับรางวัล Outstanding Design and Engineering Award จากนิตยสาร Popular Mechanics
ในปี 1997  TREK ได้เข้าให้การสนับสนุนทีมแข่ง United States Postal Service Pro Cycling Team ซึ่งในขณะนั้น Lance Armstrong ได้เข้ามาเป็นนักแข่งในสังกัดของทีมด้วย ต่อมาในปี 1998 Advanced Components Group (ACG) ก็ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทุ่มเทให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีโดยเฉพาะ โดยทีมงานประกอบไปด้วย วิศวกรและช่างเทคนิคระดับหัวกะทิ สร้างจักรยานต้นแบบขึ้นมาโดยมี Lance Armstrong เป็นผู้นำไปใช้ในการแข่งขันรายการ Tour de France จนกระทั่งปี 1999 ความสำเร็จก็มาถึง Lance Armstrong สามารถคว้าแชมป์รายการ Tour de France ได้ด้วยจักรยาน TREK 5500 ซึ่งถือเป็นต้นตระกูลของ Madone ในการแข่งขันจักรยานที่ใช้หลายคันเป็นรถต้นแบบรวมถึง TTX จักรยาน Time trial ที่เข้าใช้ในปี 2005 สำหรับ United States Postal Service Pro Cycling Team กลายเป็นทีมจักรยานจากอเมริกาทีมแรกและเป็นจักรยานสัญชาติอเมริกันคันแรกที่คว้าแชมป์ในรายการนี้ อะไรก็หยุด Lance Armstrong ได้ เขาสร้างสถิติที่คงหาคนมาทำลายได้ยากด้วยการคว้าแชมป์ในรายการนี้ถึง 7 สมัยติดต่อกันด้วยจักรยานของ TREK

เมื่อความนิยมจักรยานขยายวงกว้างมากขึ้น ในปี 2000 TREK จึงได้เพิ่มสายการผลิตเข้าไปอีกหนึ่งสายคือ จักรยานที่ออกแบบมาเพื่อนักปั่นที่เป็นผู้หญิงโดยเฉพาะ  Womens Specific Design ซึ่งจะเห็นติดที่เฟรมของจักรยานว่า WSD เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่ารถคันนี้คือจักรยานของผู้หญิง ถัดมาอีกในปี 2001 Project One ก็ถือกำเนิดขึ้นด้วยแนวคิดเพื่อความเป็นสุดยอดที่แตกต่าง นอกจากจะผลิตและจำหน่ายจักรยานแล้ว ในปี 2002 TREK ยังขยายธุรกิจออกไปแขนงอื่นบ้าง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งจักรยานนั่นคือ จักรยานทัวร์ริ่ง หลังจากที่เพิ่มฐานการผลิตไปยังหลายประเทศ ในปี 2005 จึงได้กลับมาขยายโรงงานเดิมที่ วอเทอร์ลู ซึ่งเป็นฐานหลักของตัวเอง สำหรับในปี 2010 TREK จับมือกับพันธมิตรผลิตจักรยานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยการใช้เหล็กมาผลิตเป็นจักรยานเนื่องจากเหล็กสามารถนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิลได้ดีกว่าโลหะชนิดอื่น

ปัจจุบันนี้ TREK เป็นแบรนด์จักรยานที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการพัฒนาวัสดุและกรรมวิธีในการผลิต คุณภาพที่ผ่านการพิสูจน์ด้วยผลงานจากสนามแข่ง คงเป็นเครื่องยืนยันได้ถึงสมรรถนะและคุณภาพของจักรยานแบรนด์นี้

การเดินทางกว่า 30 ปี ของจักรยาน TREK ตอนที่ 2

|0 ความคิดเห็น
TREK ได้เริ่มต้นหน้าสู่ความเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายจักรยานระดับโลกในปี 1989 ด้วยการเปิดบริษัทลูกแห่งแรกขึ้นในประเทศอังกฤษและตามด้วยประเทศเยอรมัน ด้วยก้าวกระโดดแต่ละขั้นที่มั่นคงส่งให้ TREK มีบริษัทลูกตั้งอยู่ทั่วโลก 10 แห่ง รวมทั้งที่ประเทศญี่ปุ่น และประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายที่มีคุณภาพทั่วโลกอีกไม่ต่ำกว่า 70 แห่ง ทำให้ TREK กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายจักรยานที่มีเครือข่ายทั่วโลกมากที่สุด

หลังจากส่ง TREK 2500 สู่ตลาดแล้ว TREK ไม่ได้หยุดการค้นคว้าด้านเทคโนโลยีของการผลิตเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ หลังจากความพยายามหลายครั้งที่จะผลิตเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์แบบโมโนค็อก แต่ก็ไม่ผ่านกระบวนการทดสอบตามมาตรฐานที่ตั้งไว้สูงได้ แทนที่ TREK จะท้อถอย กลับยิ่งทุ่มเทให้กับการค้นคว้าอย่างสุดกำลังจนกระทั่งปี 1992 ความมุ่งมั่นก็สำริดผลในที่สุด TREK ได้ส่งจักรยานเสือหมอบรุ่นใหม่ล่าสุด TREK 5200 และ TREK 5500 สู่ตลาด จักรยานทั้งสองรุ่นใช้เทคโนโลยีคาร์บอนที่ทันสมัย OCLV Carbon Technology (Optimum Compaction Low Void) ที่ทำให้น้ำหนักเบา กล่าวกันว่า เทคโนโลยีในการผลิตเฟรมรุ่นใหม่ของ TREK นี้มีมาตรฐานที่สูงกว่ามาตรฐานในการผลิตอากาศยานเสียด้วยซ้ำ จึงเป็นการยกระดับจักรยานที่ออกสายการผลิตของ TREK แท้ ๆ ซึ่งในเวลาอีกไม่กี่ปีต่อมาจักรยานจากสายการผลิตเดียวกันก็ได้รับการพัฒนาเป็นพาหนะให้กับ Lance Armstrong คว้าแชมป์ตูร์ เดอ ฟร็อง ได้เป็นผลสำเร็จ

นับจากปี 1992 ซึ่งเป็นปีแรกที่ TREK ได้นำ OCLV Carbon Technology เข้าสู่ตลาด TREK ก็ไม่ได้รั้งรอที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการผลิตเฟรมของเมาเทนไบค์ โดยนำเข้าสู่สายพานการผลิตในปี 1993 ด้วยความมั่นใจในเทคโนโลยี ซึ่งในสมัยนั้นเฟรมที่มีน้ำหนักเพียง 2.84 ปอนด์ หรือ 1.29 กิโลกรัม (เฟรมขนาด 18 นิ้ว) ถือว่าเป็นเฟรมเมาเทนไบค์ที่เบาที่สุดที่ออกจากสายการผลิตสำหรับขายในตลาดจักรยานทั่วไป

12 มี.ค. 2555

การเดินทางกว่า 30 ปี ของจักรยาน TREK ตอนที่ 1

|0 ความคิดเห็น
TREK กว่า 30 ปี กับการพัฒนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด

TREK จักรยานแบรนด์นี้แบรนด์นี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนที่ปั่นจักรยานก็ตาม เพราะจากความโด่งดังของนักปั่นระดับตำนานอย่าง Lance Armstrong เจ้าของตำแหน่งแชมป์จักรยานทางไกลรายการ Tour de France 7 สมัย ผู้ทำให้สายรัดข้อมือหรือ Wristband ได้รับความนิยมไปทุกวงการ TREK ถือกำเนิดขึ้นในปี 1976 โดย Richard (Dick) Burke and Bevel Hogg เริ่มต้นจากโรงงานขนาดเล็กที่เดิมทีเป็นโรงนาในวอเทอร์ลู เมืองแม็ดดิชั่น รัฐวิสคอนซิน ด้วยคนทำงานเพียง 5 คน ร่วมกันผลิตจักรยานแบบทัวร์ริ่งซึ่งเป็นตัวเฟรมใช้เหล็กกล้าในการทำออกจำหน่ายให้กับผู้ที่สั่งซื้อเข้ามา ใครจะคิดจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จะทำให้ TREK กลายเป็นแบรนด์จักรยานที่มีผู้คนรู้จักมากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก ปัจจุบัน TREK เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมจักรยานของโลกที่มีพนักงานรวมกันทั่วโลกมากกว่า 1,800 คน นอกจากนี้ยังมีบริษัทลูกและตัวแทนจำหน่ายในประเทศต่าง ๆ อีกกว่า 100 แห่งทั่วโลก

จากโรงนาเล็ก ๆ แปลงเป็นโรงงาน ด้วยการมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลบวกกับกระบวนทัศน์ที่มองถึงผลระยะยาว TREK ได้ขยับขยายย้ายเข้าสู่โรงงานที่เป็นโรงงานจริง ๆ ไม่ไกลจากโรงงานแห่งแรกในปี 1980 จากนั้นได้ขยายสายการผลิตจักรยานให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น จนกระทั่งปี 1982 TREK ได้เปิดตัวจักรยานเสือหมอบรุ่น 750 และ 950 โดยใช้ท่อโครโมลีของเรโนลด์ และโคลัมบัส ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างสูงในสมัยนั้น มาสร้างเป็นเฟรม ด้วยความพร้อมทั้งในเรื่องทักษะ และเทคโนโลยีการผลิต จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินที่จะคาดการณ์กันได้เลยว่า TREK จะเป็นหนึ่งในผู้ที่กระโดดเข้าร่วมวงในการผลิตจักรยานเมาเทนไบค์ยุคต้น ๆ โดยมีดีไซน์เนอร์อย่าง Tom Isaac เป็นผู้ออกแบบเมาเท่นไบค์รุ่นท็อปในยุคนั้นคือรุ่น 850 ที่นักจักรยานในรุ่นต้น ๆ รู้จักกันเป็นอย่างดี


จนย่างเข้าปี 1985 ซึ่งเป็นยุคที่อุตสาหกรรมอวกาศของสหรัฐฯ กำลังเฟื่องฟู TREK ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูง ของการยึดข้อต่อด้วยกาววิทยาศาสตร์มาพัฒนาและนำมาใช้กับเฟรมของจักรยานเสือหมอบที่ผลิตจากอลูมิเนียมรุ่นแรกคือ TREK 2000 ซึ่งมีน้ำหนักเบา หลังจากการเปิดตัวจักรยานเสือหมอบของ TREK รุ่นที่ผลิตเฟรมจากอลูมิเนียมซึ่งมีข้อต่อที่ยึดกันไว้ด้วยกาววิทยาศาสตร์ TREK เริ่มเข้าสู่ยุคคาร์บอนไฟเบอร์ โดยเพิ่มทางเลือกที่เบากว่าอลูมิเนียมและมีความนุ่มนวลในการขี่มากกว่าตัวเฟรม สร้างขึ้นด้วยการต่อเชื่อมชิ้นส่วนท่อคาร์บอนไฟเบอร์สามชิ้นหน้าคือท่อบน ท่อล่าง และท่อนั่งเข้าด้วยกับข้อต่ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา

ในปี 1987 และปี 1988 TREK ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัวจักรยานเสือหมอบรุ่น TREK 2500 ที่ใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มขึ้นอีก 4 ชิ้น ที่ส่วนหลังของเฟรม นับเป็นการก้าวสู่ยุคจักรยานเสือหมอบคุณภาพสูงโดยแท้จริง

21 ก.พ. 2555

เปิดตำนาน 125 ปี จักรยาน Bianchi ตอนที่ 4 (จบ)

|0 ความคิดเห็น

ปี 2002 ทีม Bianchi Coast Union โดย Alex Zulle  ได้แชมป์จากรายการแข่ง Tour of Switzerland

ปี 2003 Jan Ullrih ได้ตำแหน่งที่ 2 ในรายการ Tour de France แต่เขาได้สร้างประวัติศาสตร์ความมีสปิริตของนักกีฬาให้เป็นแบบอย่างด้วยการให้โอกาสคู่แข่งที่กำลังขับเคี่ยวกันเพื่อชิงความเป็นแชมป์เปี้ยน เขาหยุดรอ Lance Armstrong ที่ประสบอุบัติเหตุให้กลับเข้ามาแข่งขันกับเขาต่อทั้ง ๆ ที่เขาสามารถออกนำไปเข้าเส้นชัยได้อย่างง่ายดาย

ปี 2004 Bianchi ฉลองอายุครบรอบ 120 ปี นับเป็นผู้ผลิตจักรยานรายเดียวของโลกที่เก่าแก่ที่สุด และยังเปิดดำเนินการอยู่ ในปีนี้ Julien Absalon ควบ Bianchi กำชัยชนะในสองรายการใหญ่ คือ แชมป์เหรียญทอง MTB Cross Country จากกีฬาโอลิมปิคที่กรุงเอเธนท์ ประเทศกรีซและแชมป์ในรายการ World Championship ที่ประเทศฝรั่งเศส และ Thomas Dietsch ได้แชมป์จากรายการจักรยาน Marathon European Championship ที่ประเทศโปแลนด์ อีกชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของทีม Bianchi Alessio ในปีนี้ก็คือเมื่อ Magnus Backstedt ได้แชมป์ในรายการ Paris Roubaix และ Christian Cominelli จากทีม Bianchi Agos ได้แชมป์ในรายการ Cycle Cross Italian Championship


ปี 2005 โลกได้รู้จักกับแชมป์โลก UCI Pro Tour ของปีนี้ Danilo Di Luca แห่งทีม Liquigas Bianchi เขาชนะสองสเตจใน Giro d’Italia และได้แชมป์จากรายการ Amstel Gold race และ La Flence Wallonne และ Bianchi ได้เป็นสปอนเซอร์หลักให้กับทีม Liquigas จนถึงปี 2007

ปี 2008 จนถึงปี 2010 Bianchi ได้ทุ่มเทเงินทุนและงานวิจัยให้กับรถรุ่นใหม่ ๆ และนำไปทดลองใช้ทีมแข่ง Bianchi Barloword ltd และทีม Bianchi Flaminia และปี 2011 Bianchi ได้ส่ง Oltre รถแข่งสายพันธุ์ใหม่ที่ใช้เวลาในการพัฒนาและวิจัยมากว่า 3 ปีเต็ม ให้กับทีม Andoni ลงประเดิมคว้าชัยในสนามแรกของปี Tour de Langawi และส่งให้ Rujano แห่งทีม Andoni ชนะในสองสเตจใน Giro d’Italia จากความสำเร็นในครั้งนี้ในปี 2012 Bianchi Oltre ได้รับเลือกให้เป็นรถประจำทีม Vacancolie สำหรับการแข่งใน UCI Pro Tour ของปี 2012 และ 2013 และทีม Andoni Giocattoli ใช้เป็นรประจำทีมสำหรับปี 2012 อีกด้วย และล่าสุด Oltre จะเป็นรถสำหรับทีมแข่งใหม่ล่าสุดที่ได้ประเทศ Columbia เป็นสปอนเซอร์อีกด้วย

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง