ss
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bike Test แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bike Test แสดงบทความทั้งหมด

19 ก.ย. 2554

Bike Test: SPECIALIZED VENGE S-WORKS

|0 ความคิดเห็น
หลังจากจบการแข่งขัน Tour de Fracne ปุ๊ปเราก็ได้เห็นเจ้า Venge ตัวเป็น ๆ ถึงแม้จะไม่ใช่รุ่นเดียวกับที่ Mark Cavendish ในทีม HTC-Highrode แต่ก็คือโมเดลเดียวกันเลยครับ Venge ได้แรงบันดาลใจในหลักอากาศพลศาสตร์จากรุ่นใหญ่อย่าง Shiv นอกจากนั้นการปรับตำแหน่งท่อบนให้ยาวขึ้นและกะโหลกใหญ่อันทรงพลัง ในขณะที่น้ำหนักเฟรมเปล่าไม่ถึง 950 g เนื่องจากเฟรมผลิตจากคาร์บอน S-work Fact is 11r ข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตบอกว่า Measured 22 watt of Free at 40km/h during closed tack when compared to Tarmac SI3 เห็นได้ชัดว่ารถจักรยานคันนี้มีขุมพลังที่ซ่อนไว้อย่างน่าเหลือเชื่อเลยที่เดียว ส่วนตะเกียบหน้า S-work Fact Carbon Full-moncoque OS race ที่มีขนาด 1-3/8” ฐานล่างมั่นคง รองรับการกระชากที่รุนแรง ระบบถ้วยคอฝัง Integrated Top cap ขนาด 1-1/8”, 1-3/8” หลักอาน 3:1 Bladed carbon รูปทรงแอร์โรไดนามิก นอกจากสมรรถนะที่มองจากรูปร่างแล้ว การเก็บรายละเอียดของเฟรมก็ไม่เบาเลย ระบบสายเบรกและสายเกียร์ถูกเก็บเข้าไปในเฟรมอย่างเรียบร้อย รองรับการใช้งานในระบบ Di2 ของ Shimano สีสันของเฟรม แดง ดำ ขาว เอกลักษณ์เฉพาะของ Specialized ที่สามารถมองครั้งเดียวก็รู้เลยว่าเป็นยี่ห้ออะไร 

เจ้า Specialized Venge คันนี้เป็น Size 52 ซึ่งมี Top tube 53.7 จะสังเกตเห็นได้ว่ารถในยุคปี 2011-2012 จะค่อย ๆ ขยับความยาวของท่อบนออกไป โดยเฉพาะรถที่เด่นในทางราบ คันนี้ถูก set ไว้ลงตัวสำหรับผู้ทดสอบ เราพาเจ้า Specialized Venge ไปหาสถานที่เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบของรถและแนวทางในการทดสอบ จังหวัดชลบุรี มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย และมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม เขาชีโอน/เขาชีจรรย์/ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค  คือสถานที่ทดสอบในครั้งนี้ เมื่อทุกอย่างลงตัว แบบทดสอบแรกก็เริ่มขึ้น


ทางราบเรียบ

เจ้า Venge เปรียบเทียบรถ F1 หรือ Formula 1 ทำให้สัมผัสแรกที่ขึ้นไปยืนคร่อม เหมือนกับว่ารถมันพร้อมที่จะทะยานไปข้างหน้า ท่อบนยาว หน้าต่ำ ทำให้มุมจับที่ชิปเตอร์ยืดแขนตึงมือได้พอดี เบาะ Specialized tope 143 ปรับตำแหน่งนั่ง แล้วให้ความรู้สึกไม่แข็งกระด้างมากนัก ทดสอบการทำงานและ Rotor กับ Di2 กันต่อเมื่อรถวิ่งออกไปด้านหน้าผู้ทดสอบกดเกียร์ขึ้นใบจานใหญ่ 53x39 การขึ้นเกียร์เรียบเนียน อย่างน่าแปลกใจ อีกทั้งตัวสับจานมีการปรับระยะห่างของใบจานให้อัตโนมัติ ในเกียร์ที่ใกล้กับใบจานมากที่สุด ไม่ว่าจะสับลงใบเล็ก หรือขึ้นจานใหญ่ก็สมูทดีครับ “จับบาร์บน” ให้ความรู้สึกถึงองศาความชันของรถทิ้งมาด้านหน้า และเมื่อจับ “บาร์ล่าง” การก้มลงไปจับก็ทำได้กระชับมือ ไม่เอื้อม หรือเหนี่ยวรั้งเป้า แต่กับทำมุมท่านั่งในทรงแอร์โร่ ได้เป็นอย่างดี ผู้ทดสอบค่อย ๆ เร่งความเร็วในลักษณะการจับทั้ง 2 รูปแบบ รถคันนี้ไม่จี๊ดจ๊าดในความเร็วรอบต่ำครับ ซึ่งทาง Specialized ก็บอกอยู่แล้วว่าเจ้า Venge มีแนวคิดและถอดแบบมาจากเจ้า Shiv แบบฉบับของรถ Time Trials แต่เมื่อเราเร่งความเร็วมาอยู่ที่ย่านความเร็ว 35-40 เจ้า Venge ก็แสดงอารมณ์คึกคักเหมือนกำลังจะบอกกับเราว่า พร้อมแล้วสำหรับการเร่งความเร็วที่มากกว่านี้ ไม่รอช้าผู้ทดสอบเพิ่มความเร็วไปอยู่ในย่าน 40-45 แต่ดูม้าศึกตัวนี้ยังไม่หยุดที่จะคึกคักเอาซะแล้ว เห็นได้ชัดว่าขนาดเราเลือกใช้ล้อขอบต่ำในการทดสอบในแบบทางราบ รถก็สามารถวิ่งไดดีเยี่ยมเหมือนรอการพิสูจน์ในตอนท้ายสุดของการทดสอบครั้งนี้
ทางราบเรียบ/ขึ้นเขา/ลงเขา

การตอบโจทย์ยังไม่จบครับ การพิสูจน์ Venge ยังคงดำเนินต่อ เรารู้แล้วว่ารถคันนี้ปั่นทางราบได้ดี และดีมาก ๆ ซะด้วย แล้วถ้าเป็นทางขึ้นเขาลงเขาล่ะ รถคันนี้จะเป็นอย่างไร?

เราเลือกใช้ความชันระดับ 5-10% ในการทดสอบครั้งนี้ อัตราเร่งในความชันระดับนี้ไม่ได้ทำให้เจ้า Venge สูญเสียกำลังปั่นเลย จะนั่งหรือจะยืนปั่นก็ยังสามารถทำความเร็วได้ติดเท้า สำหรับการลงเขานั้น ผู้ทดสอบใช้ความเร็วในการทดสอบลงเขาเกินกว่า 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง แม้จะอันตรายสำหรับการบังคับเลี้ยวแต่เราก็ได้เห็นประสิทธิภาพรถคันนี้อย่างแท้จริง รถที่ถูกออกแบบมาเพื่อการสปริ้นท์อย่าง Venge ไม่มีข้อกังขาหรือข้องสงสัยหลังจากทดสอบเสร็จสิ้น การทำความเร็วสูงสุดสามารถทำได้อย่างไร้ขีดจำกัด ขึ้นอยู่กับตัวผู้ปั่นเองว่าจะสามารถออกแรงระเบิดเจ้า Venge ทะยานไปสู่จุดหมายได้เพียงใด

สรุป

Specialized Venge สามารตอบโจทย์กับผู้ที่ต้องการความเร็วแบบถึงใจ และสามารถไปได้ทุกเส้นทาง โดยอาศัยหลักอากาศพลศาสตร์เป็นจุดเด่น ที่มีอยู่ในรถคันนี้ รวมไปถึงตัวแทนนำเข้าที่มั่นใจได้ในคุณภาพของสินค้า การลงทุนที่คุ้มค่ากับประสิทธิภาพที่คุ้มเงิน รอการพิสูจน์จากท่านผู้อ่านทุกท่านครับ...

ที่มา: ทดสอบจักรยานโดยนิตยสาร RACE BICYCLE

12 ก.ค. 2554

ทดสอบจักรยานเสือภูเขา FUJI Tahoe 1.0

|0 ความคิดเห็น
ทดสอบจักรยานเสือภูเขา FUJI Tahoe 1.0

รถจักรยานเสือภูเขาครอสคันทรีแบบฮาร์ดเทล จากค่าย Fuji รุ่น Tahoe 1.0 เป็นรถประกอบสำเร็จรุ่นสูงสุดของทาง Fujj ที่มีตัวถังเป็นอลูมิเนียมถือได้ว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจตัวหนึ่งในท้องตลาดบ้านเรา ณ เวลานี้ เมื่อมองที่ความครบเครื่องในเรื่องของอุปกรณ์ที่ติดมากับรถแล้วถ้าไม่ซีเรียสเรื่องน้ำหนักก็คงไม่ต้องมานั่งอัปเกรดอะไหล่กันให้บานปลาย เพราน้ำหนักที่ชั่งจริงแบบไม่ถอดของที่ติดมากับรถคันนี้ออกเลนในตัวถังขนาด XS หรือ 15 นิ้ว ซึ่งเป็นคันที่เราได้นำมาทดสอบ น้ำหนักอยู่ที่ 12.7 กิโลกรัม (รวมบันใดที่หนักมากกว่าครึ่งกิโลกรัม) ถือได้ว่ามีน้ำหนักไม่มากแต่ถ้ายังไม่พอใจก็ลดน้ำหนักลงมาได้อีกไม่ยาก สามารถเอาไปปั่นออกกำลัง ออกทริปได้แบบไม่น้อยหน้าใคร

ด้วยการออกแบบ Power Curve down tube ทำให้ท่อรัดหลักอานสูงแต่ได้ท่อบนที่ต่ำลง ซึ่งหมายความว่าคุณจะได้ช่วงห่างระหว่างเป้า กับท่อบนเพิ่มขึ้น รูปทรงที่โค้งมนดูแล้วเนียนตา หางปลา CNC การให้สีเป็นขาว/ดำ/แดง ที่ดูอย่างไรก็ยังสวยไม่ตกเทรนด์ จุดเด่นที่สุดของตัวถังคือการมีท่อคอที่เป็นแบบ 2 ขนาด นับว่าเป็นก้าวล้ำนำแบรนด์อื่นไปได้ระดับหนึ่ง ช็อคหน้า ROCK SHOX Recon Silver TK ที่มาพร้อมรีโมตล็อคเอาท์ทำให้การใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น แฮนด์แบบยกน้อย สเตมและหลักอานเยื้องหลังของ Oval เบาะ FUJI สีขาวรางเหล็ก ดุมล้อแบบดิสก์ 6 รูติดโลโก้ FUJI ขอบล้อ Alex CP17 ดิสก์เบรก Tektro Aurigo Pro Hydraulic หน้า 180 mm. หลัง 160 mm. ยาง Schwalbe Rocket Ron แบบบขอบลวดขนาด 26x2.25 นิ้ว ทั้งหน้าและหลังแล้วก็มาถึงหัวใจสำคัญของจักรยานคันนี้ นั่นคือชุดขับเคลื่อนแบบ 3x10 ไล่มาตั้งแต่มือเกียร์ SLX  สับจาน SLX แบบจับล่างดึงบน จานหน้า SLX Hollow Tech II 24/32/42 ฟัน เฟืองหลัง SLX 11-36 ฟัน ตีนผี XT Shadow และโซ่ HG-74 เรียกได้ว่า SLX เกือบยกชุดเลยทีเดียว แถมท้ายด้วยบันใดตะกร้อของ Wellgo ที่สามารถถอดตะกร้อออกได้ สายเกียร์และสายเบรก ถูกเดินอยู่ด้านตัวถังตามแบบฉบับของเสือภูเขาที่อาจต้องแบกต้องเข็น นับว่าเป็นการจัดชุดอะไหล่ได้อย่างลงตัวจริง ๆ

ดูตัวรถและอะไหล่จนครบถ้วนแล้ว คราวนี้ก็มาถึงเวลาทดสอบ ก่อนที่จะทำการทดสอบต้องตรวจความเรียบร้อยของชุดขับเคลื่อน ระบบเบรก ลมยาง เช็ตระยะแซ็กและรีบาวน์ของช็อค ปรับระยะเบาะความสูงของหลักอาน มุมของมือเกียร์และมือเบรกให้เข้ากับตัวผู้ทดสอบ เพื่อให้การทดสอบเห็นผลอย่างสูงสุดเท่าที่จะทำได้

เริ่มทำการทดลองด้วยการปั่นไปมาตามเส้นทางแทร็กในพุทธมณฑล ปั่นขึ้นลงไปตามเนินเตี้ย ๆ หลักเลี้ยวซ้ายขวา เพื่อดูอาการตอบสนองในการควบคุมบังคับรถปั่นรูดรากไม้ที่ขวางทางอยู่ทั้งแบบเร็วและช้า เพื่อดูการตอบบสนองของช็อคหน้า และหางหลัง เนื่องจากในช่วงทดสอบมีใบไม้ร่วงเยอะ เลยได้ลองเลี้ยวแรง ๆ แบบให้รถเสียอาการบนใบไม้เพื่อดูว่าจะควบคุมรถได้ดีแค่ไหน ประเมินสถานการณ์แล้วว่าหากวัดพื้นก็คงไม่เจ็บมากและรถก็ไม่น่าจะเสียหาย ด้วยลองแบบเบรกแบบเต็มแรงให้ล้อล็อคเพื่อทดสอบแรงเบรก เสร็จจากทางนี้ออกไปทดสอบบนทางเรียบดูบ้างล็อคช็อคหน้าแล้วยืนโยกด้วยเกียร์หนัก เพื่อดูความพุ่งความไหลของรถ

ผลที่ได้จากการทดสอบรถ Fuji Tahoe 1.0 คันนี้ถือว่าเป็นที่น่าพอใจเกินคาดกับรถในระดับนี้ ตัวเฟรมค่อนข้างกระด้างเมื่อปั่นในทางวิบากต้องยกก้นขึ้นจากเบาะ งอเข่าช่วย ตรงนี้ถือเป็นเรื่องปกติของรถแบบฮาร์ดเทล ไต่ขึ้นทางชันได้แบบเนิบ ๆ ล้อหลังกดพื้นได้ดี ทางลงชันแบบหัวปักก็ยังไปได้สบายแบบไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมาก การควบคุมทำได้ดี ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากแฮนด์ที่ค่อนข้างกว้างเมื่อต้องการเลี้ยงวงแคบต้องเอนตัวมาด้านหน้า เพื่อให้แขนขยับได้มากขึ้นทำให้น้ำหนักกดที่ล้อหลังน้อยแต่รถก็ยังไม่เป๋จนเอาไม่อยู่จุดนี้ถือว่าผ่าน แรง ๆ บนใบไม้ให้ล้อไถลก็ยังเอาอยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ค่อยถนัดนักเนื่องจากผู้ทดสอบตัวเล็กช่วงไหล่ไม่กว้างถ้าตัดออกไปอีกสักนิดน่าจะคุมรถเลี้ยวได้ดีกว่านี้ ช็อคหน้าทำหน้าที่ได้ได้เป็นอย่างดี ในทางขรุขระซับแรงกระแทกต่อเนื่องได้ดีหน้าไม่กระดอนขึ้น ตรงนี้ต้องเซ็ตลมและรีบาวน์ให้ถูกด้วยนะครับ ยางรุ่นนี้มีหน้ายางค่อนข้างใหญ่ดอกยางตั้ง เป็นร่องห่างทำให้ไม่ค่อยเกาะในทางที่มีผิวแข็งแต่ถ้าเป็นทางที่นิ่มหรือร่วนจะไปได้ดีทีเดียว เรื่องระบบขับเคลื่อนแทบไม่ต้องพูดถึงเพราะเหมาะมากกับจักรยานแบบครอสคันทรี ระบบเบรกถือว่าทำงานได้ดีเกินคาดมือเบรกปรับระยะได้เลียเบรกได้ง่ายกำให้ล็อคจะไปเป็นแบบกำปุ๊บล็อคปั๊ม เบรกได้นิ่มมือดี ให้อารมณ์แบบ Shimano พอมาดูอีกทีถึงได้เข้าใจ เบรกตัวนี้ใช้น้ำมัน Mineral oil การออกตัวทำได้ดีจัดว่าพุ่ง ไม่รู้สึกถึงการให้ตัว ของหางหลัง เร่งความเร็วในช่วงสั้น ๆ ได้ดีไม่ว่าจะเป็นทางราบหรือทางขรุขระ ยืนโยกง่ายหน้าไม่สะบัด หน้า 3 หลัง 8 ระยะประมาณ 30-50 เมตรนี้อัดเห็นความเร็ว 40 แต่ต้องใช้รอบขาสูงหน่อย ได้เลย แต่ถ้าไปแบบยาว ๆ ต้องหมั่นเติม ก็ยางมีขนาด 2.25

โดยรวมแล้วรถคันนี้ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนครับ ตัวเฟรมออกแบบมาได้ดีทั้งคุณสมบัติและสีสัน อุปกรณ์เข้าชุดกันดี มี Stand Ovver ที่ต่ำทำให้ขี่ง่าย แม้เป็นคนที่ขาสั้น ได้ชุดขับเคลื่อน 3x10 ยังไงก็ยังไม่ตกรุ่นอีกนาน ระบบดิสก์เบรกน้ำมัน Tekro Aurigo Pro Hydraulic ตัวนี้ใช้งานได้ดีเกินคาดครับ น่าจะดีกว่ายี่ห้อคุ้ยเคยรุ่นกลางด้วยซ้ำ ช็อคหน้าเพียงพอแล้วกับการใช้งาน ข้อเสียอย่างเดียวน่าจะเป็นน้ำหนัก ชุดล้อให้ความลื่นไหลและแข็งแรงได้อีกนานถ้าไม่เอาไปอัดกับอะไรเข้า ถ้าอยากจะแต่งเบาก็ไม่น่าจะหมดเยอะ เพราะน้ำหนักตั้งต้นไม่มาก

ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ทดสอบเท่านั้นนะครับ ถ้าอยากได้ความเห็นของตัวเองก็ต้องลองไปถอยมาปั่นดูครับว่าจะเป็นอย่างไร... สวัสดีครับ

ทดสอบโดย : นิตยสาร RACE BICYCLE

7 ต.ค. 2553

Bike Test : SPECIALIZED S-Works Stumpjumper Carbon HT

|0 ความคิดเห็น
 S-Works Stumpjumper Carbon HT เป็นรถฮาร์ดเทรลครอสคันทรี่รุ่นสูงสุดของ Specialized ที่ได้รับการพิสูจน์จากชัยชนะจากการแข่งขันระดับคอรสคันทรีระดับโลกหลาย ๆ สนามซึ่ง Specialized มีการส่งรถลงแข่งขัรรายการระดับโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่นักแข่งของทีมอย่าง Ned Overend, Filip Meirhaeghe จนมาถึง Christoph Sauser ในปัจจุบัน Specialized เองก็เช่นเดียวกันมีการพัฒนาวัสดุในการทำเฟรมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อลูมินั่มรหัส M4,M5 จนมาถึงคาร์บอน FACT (Functional Advanced Carbon Technology) อันเป็นเทคโนโลยีอันสูงสุดในการผลิตเฟรมด้วยคาร์บอนของ Specialized

          เฟรมตัวนี้เป็นเฟรมคาร์บอนที่ใช้ท่อคอแบบลูกผสมด้านล่างใช้ท่อขนาด 1.5 นิ้ว ส่วนด้านบนใช้ท่อขนาด 1.125 นิ้ว ทำให้สามารถใช้กับโช้คซางแบบ 1.125 นิ้ว หรือโช้คซางแบบ 1.5-1.125 นิ้วได้ สำหรับคันที่นำมาทดสอบนี้ใช้โช๊คหน้าของ Specialized รุ่น Future Shock S90 ซึ่งโช้ครุ่นนี้จะเป็นซางแบบ 1.5-1.125 นิ้ว ซึ่งจะให้ความแข็งแรงมากกว่าโช้คแบบซาง 1.125 นิ้ว เพราะว่าด้วยโครงสร้างของคราวน์โช้คที่ใหญ่กว่า ทำให้เวลาเลี้ยวโค้งด้วยความเร็วสูง รถมีความนิ่งกว่าโช้ครุ่นนี้เป็นโช้ครุ่นพิเศษที่ทาง Specialized ได้ทำการติดตั้งระบบล็อคโช้คอัตโนมัติ Brain-Fade ผู้ใช้สามารถปรับโช้คได้สามอย่างได้แก่แรงดันอากาศที่บรรจุเข้าไปในโช้ค รีบาล์ว และความไว้ในการล็อคตัวของโช้คส่วนตัวท่อบนของเฟรมมีความลาดมากเป็นพิเศษทำให้เวลาขึ้นคร่อม หรือลงจากรถทำได้สะดวก
          นอกจากเฟรมรุ่นนี้จะใช้ท่อคอขนาดใหญ่แล้วบริเวณท่อกะโหลกยังมีการเสริมโครงสร้างคาร์บอนซึ่งดูแล้วมีความแน่นหนาแข็งแรงสูงมาก เพื่อที่จะให้ตัวเฟรมไม่บิดไปมาเวลารับแรงกดจากบันได เฟรมรุ่นนี้ใช้ท่อกะโหลกไร้เกลียวแบบ BB-91 สามารถใส่ลูกปืนกะโหลกได้ทั้งแบบลูกปืนอยู่ในเฟรม และนอกเฟรม เนื่องจากท่อบริเวณกะโหลกมีขนาดใหญ่มากจึงทำให้เฟรมรุ่นนี้ไม่สามารถใช้สับจานแบบจับล่างได้ใช้ได้กับสับจานแบบจับบนเพียงอย่างเดียว เฟรมรุ่นนี้ใช้ท่อหลักอานขนาด 30.9 มม. ตามมาตรฐานของ Specialized ท่อ Seat Stay ของเฟรมรุ่นนี้จะเป็นแบบ A-Type ขนาดใหญ่จนทำให้ช่องระหว่างเฟรมกับยางนอกเหลือช่องน้อยมาก
          ชุดอะไหล่ที่ประกอบบนรถคันนี้ล้วนเป็นอะไหล่รุ่นสูงของแต่ละยี่ห้อไม่ว่าจะเป็นชุดขับเคลื่อน Shimano XTR ทั้งชุดไม่ว่าจะเป็นชุดขาจาน,เฟืองหลัง,สับจาน,ตีนผี,มือเกียร์ และโซ่เพื่อให้การทำงานประสานเข้าชุดกันอย่างเต็มระบบ ส่วนเบรกนั้นเจ้าของรถเลือกใช้ดีสเบรก Shimano รุ่น XTR ความพิเศษของดีสเบรกชุดนี้อยู่ที่การใช้คาลิเปอร์แบบ ISO ด้านหน้า ไปติดตั้งที่ด้านหลังทำให้สามารถใช้ใบดีสเบรกขนาด 140 มม. ได้ ชุดล้อที่ประกอบกับรถเป็นชุดล้อ Mavic รุ่น SLR


ผลการทดสอบ :
          ก่อนเริ่มทำการทดสอบได้ทำการเซ็ทรถก่อนเพื่อให้การขี่เป็นไปอย่างสมบูรณ์เริ่มตั้งแต่การเซ็ทตัวรถให้เหมาะสมกับผู้ขี่ การเช็ทโช้คหน้าทั้งการสูบลมวัด ระยะ Sag โช้ค การปรับรีบาวนด์ และการปรับตั้งความไวในการล็อคของโช้ค หลังจากนั้นจึงเริ่มทำการทดสอบ
           ต้องยอมรับจริง ๆ เลยว่าเฟรมตัวนี้เป็นเฟรมฮาร์ดเทลที่เหมาะสมกับการใช้แข่งขันมากกว่าขี่ท่องเที่ยวทั่วไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างของเฟรมทั้งท่อคอ และท่อกระโหลกที่มีขนาดใหญ่ทำให้เฟรมมีความแข็งแรงมาก การออกแรงปั่นรถพุ่งตอบสนองการเร่งปั่นเป็นอย่างดี จนทำให้การควบคุมรถต้องใช้ทักษะมากเป็นพิเศษ เพราะว่ารถที่เฟรมมีความแข็งแรงสูงแต่มีน้ำหนักเบา ย่อมไม่ต่างอะไรจากม้าที่พยศ น้ำหนักรถที่เบาทำให้การเข้าโค้งต้องใช้ทักษะในการควบคุมรถมากกว่ารถที่มีน้ำหนักมากกว่าประกอบกับโช้คหน้าที่มีระบบล็อคอัตโนมัติอาจจะทำให้ผู้ขี่สั่นสะท้านไปทั้งตัว หากตั้งค่าความไวในการล็อคอัตโนมัติที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรจะตั้งความไวในการล็อคอัตโนมัติให้มากหน่อยและไปใช้การเซ็ทระยะ Sag น้อย ๆ แทนก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ จุดเด่นของโช้ครุ่นนี้ที่เห็นได้ชัดคือการขี่ขั้นทางชัน ตัวโช้คล็อคตัวทำให้การขี่ขึ้นเนินไม่เสียแรงหากเป็นโช้คแบบทั่วไปต้องใช้นิ้วไปดันรีโมทสั่งให้โช้คล็อก ส่วนเวลารูดลงเนินตัวโช้คก็ยุบตัวทำงานเหมือนปกติโดยไม่ต้องปลดล็อคโช้คเหมือนโช้คทั่ว ๆ ไปซึ่งก็นับว่าเป็นข้อดีของโช้ครุ่นนี้
          ต้องบอกว่า S-Works Stumpjumper Carbon HT ไม่ทำให้เราผิดหวังในการทดสอบจริง ๆ สมกับเป็นฮาร์ดเทลรุ่นแข่งขันของ Specialized ซึ่งได้การขับขี่ที่ดุดันจากโครงสร้างของรถที่แข็งแรงและมีน้ำหนักเบายิ่งมาได้โช้คหน้าของ Specialized ด้วยแล้วยิ่งทำให้มันเป็นรถที่ดุดันยิ่งขึ้นไปอีกซึ่งก็แน่นอนว่านักแข่งที่หวัดผลในการแข่งขันก็ย่อมต้องการรถที่ดุดันเช่นนี้


Spec Modify
ขนาดเฟรมทดสอบ : S 15.5 นิ้ว
ความยาวเซนสเตย์ : 424 มม.
ความยาวท่อบน : 531 มม.
องศาท่อคอ : 71 องศา
องศาท่อนั่ง : 73 องศา
ความสูงท่อบนจากพื้น : 761 มม.
ช่วงยุบหน้า : 90 มม.
วัสดุผลิตเฟรม : คาร์บอน FACT
โช้คหน้า : Fork Soecialized Future Shock S90
ขอบล้อ : Mavic SLR
ยาง : GEAX GATO
ดุมล้อ : Mavic SLR
เบรก : Shimano XTR
ขาจาน : Shimano XTR
มือเกียร์ : Shimano XTR
แฮนด์ : Ritchye WCS Carbon
คอแฮนด์ : Ritchey WCS
น้ำหนัก : 9.8 ก.ก.

6 ต.ค. 2553

Bike Test : MARIN MOUNT VISION 5.7

|0 ความคิดเห็น
          Marin เป็นจักรยานยี่ห้อหนึ่งที่ผลิตจักรยานออกมาจำหน่ายนานแล้วในยุคแรก ๆ รถฟูลซัสเพนชั่นของ Marin จะใช้ระบบกันสะเทือนหลัง จนกระทั่งในยุคปัจจุบันได้มีการใช้ระบบกันสะเทือนหลังแบบ Quad Link ที่ซื้อลิขสิทธิ์ระบบนี้มาจาก WHYTE DESIGNS
         Mount Vision 5.7 เป็นจักรยานเสือภูเขาฟูลซัสเพ็นชั่นแบบเทรล มีช่วงยุบล้อหลัง 120 มม.โดยใช้โช๊คหลังของ FOX รุ่น RP2 ที่มีการใช้เทคโนโลยี ProPadal ในการช่วยลดอาการรถยุบยวบยาบให้น้อยลง รถรุ่นนี้ให้โช๊คหน้าของ Fox F120 R ซึ่งเป็นโช้คน้ำหนักเบามีช่วงยุบกลาง ๆ โช๊ครุ่นนี้ใช้การยึดล้อหน้าแบบแกนสอด 100X15 มม. ทำให้มีความแข็งแรงกว่าแกนปลดปกติ โดยที่มีน้ำหนักมากกว่าแกนปลดปกตินิดหน่อย เฟรมรุ่นนี้ผลิตมาจากอลูมินั่ม 6066 โดยใช้เทคโนโลยี Hydroformed (การใช้แรงดันของเหลวช่วยอัดขึ้นรูปวัสดุ) ในการขึ้นรูปเฟรมและสวิงอาร์มท่อบนมีความโค้ง อ่อนช้อยสวยงามและลดระดับลงที่จุดเชื่อมต่อกับท่อนั่ง ท่อล่างมีการเสริมความหนาของวัสดุตรงบริเวณจุดยึดลิ้ง รถรุ่นนี้ใช้ถ้วยคอแบบ Internal (ดูจากการอัดเบ้าลูกปืนถ้วยคอเข้าไปในท่อคอ)
          ระบบกันสะเทือนหลัง Quad-Link ที่ใช้ในรถรุ่นนี้อาจจะดูแปลกตาไปบ้าง แต่ก็ทำให้สวิงอาร์มด้านหลังดูโล่งตามาก สวิงอาร์มด้านหลังถูกยึดกับเฟรมส่วนหน้าด้วยลิ้งเชื่อมขนาดใหญ่สองอัน โดยมีการยึดโช๊คด้านหนึ่งไว้ที่สวิงอาร์มและอีกด้านที่เฟรมส่วนหน้า ข้อดีของการใช้สวิงอาร์มแบบนี้อย่างหนึ่งก็คือ ที่ช่องใส่ล้อหลังจะมีความโล่งมาก ช่วยลดปัญหาโคลนติดรถได้มากกว่ารถรุ่นนี้ใช้สวิงอาร์มแบบที่แคบกว่า ส่วนหูยึดล้อหลังของเฟรมรุ่นนี้ใช้น็อตยึดด้านหลังข้างละสองตัวทำให้สามารถเปลี่ยนติ่งยึดตีนผี (Drop out) ได้ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจนติ่งยึดตีนผีหัก
          เนื่องจากรถเป็นรถแบบเทรล ยางที่ให้มาจึงมีขนาดใหญ่พอประมาณ โดยใช้ยางหน้าหลังขนาด 2.24 ดิสก์เบรกที่ติดมากับรถคือดิสก์เบรก Hayes รุ่น Stroker Trail โดยใช้ใบดิสก์รุ่น V-Cut ขนาด 180 ม. ทั้งหน้า-หลังซึ่งเพียงพอกับการใช้งานแบบนี้ สำหรับชุดขับเคลื่อนที่ติดมากับรถใช้ชุดขับเคลื่อนลูกผสมของ Shimano โดยใช้ตีนผีแบบ Shadow รุ่น XT มือเกียร์รุ่น SLX ที่สามารถถอดหน้าจอแสดงผลออกได้ในกรณีที่ต้องการปรับตำแหน่งเบรกไปใช้แบบเบรกด้วยนิ้วเดียว
การทดสอบ :
         สิ่งแรกที่ทำคือการปรับรถให้เข้ากับร่างกายของผู้ทดสอบโดยการปรับความสูงของเบาะ ความสูงของคอแฮนด์และปรับมุมมือเบรค หลังจากนั้นจึงทำการเซ็ทระยะ SAG ของโช้คทั้งโช้คหน้าและหลัง เนื่องจากเป็นรถแบบเทรล (ช่วงยุบหน้า-หลัง 120 มม.) เราเลือกเซ็ทระยะ SAG ประมาณ 5-8 มม.) หลังจากนั้นก็ทดลองขี่และทำการตั้งรีบาวด์ของโช้คทั้งหน้าและหลัง จากนั้นจึงทำการขี่ทดสอบ
          ระบบกันสะเทือนของ Mount Vision 5.7 ทำงานได้ดีในทางขุรขระ มันเก็บแรงกระแทกได้ดีหรือแม้แต่การกระโจนลงจากทางต่างระดับที่ไม่สูงมาก โช้คหลังซับแรงได้ดีมาก รถไม่มีอาการดีดดิ้นหรือสวิงอาร์มหลังย้วยให้เห็น ส่วนการยืนเร่งปั่น (Sprint) ในทางตรงนั้นรถทำได้ในระดับที่พอใจ ทั้งนี้คงเพราะช่วงยุบที่เยอะในระดับ 120 มม.และองศาของโช้คหน้าที่ลาด (68.5 องศา) แต่ถ้าเป็นการขี่ในทางขรุขระแล้วรถคันนี้ทำได้ดีมาก การขี่รูดผ่านรากไม้รถซับแรงกระแทกได้ดี ดิสก์เบรก Hayes Stoker Trail ที่ติดตั้งมากับรถนั้นให้พลังการเบรกที่สูงไปนิด การตั้งมือเบรกให้เข้าใกล้แฮนด์จะช่วยให้สามารถทำการเบรกได้ดีขึ้น ซึ่งเบรกรุ่นนี้ก็สามารถปรับระยะกำเบรกได้ง่ายโดยใช้มือหมุนตั้งที่ก้านเบรกได้ทันที
          สรุป : Marin Mount Vision 5.7 เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการรถที่ใช้ขี่ลุย ๆ ท่องเที่ยวในเส้นทางแบบเทรลอย่างแท้จริง ซึ่งอะไหล่ที่ติดตั้งมากับรถเพียงพอกับการใช้งาน เรียกได้ว่าซื้อไปแล้วไม่ต้องอัพเกรดใช้งานได้ทันที ระบบกันสะเทือนหลัง Quad-Link ที่ใช้หลักการทำงานง่าย ๆ แต่ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีในระดับที่น่าพอใจ รวมถึงการบำรุงรักษาในระยะยาวที่สามารถทำได้ง่ายแค่เปลี่ยนลูกปืน 4 ตลับ ไม่มีอะไรซับซ้อน ย่อมทำให้รถรุ่นนี้น่าสนใจ หากคุณต้องการรถที่ขี่แบบเทรล Marin Vision 5.7 รุ่นนี้สามารถตอบสนองความต้องการของคุณได้อย่างลงตัว
Specification :
Fram :
6066 Aluminum,Fully Hydroformed Mainframe and Swingarm,Quad-Link 2.0 120 mm. Suspension System, With Modular Dropouts
Front Suspension :
Fox 30 F120R, 120 mm with Rebound Adjustment And Air Spring Preload With 15 mm. Through Axle
Rear Suspension :
Fox Float RP2 with rebound Adjustment,Dual Position ProPedal Lever
Shift Lever : Shimano SLX, 2 way Release, 9 speed
Derailleur Front : Shimano Deore
Derailleur Rear : Shimano Shadow XT
Brakes Front : Hayes Stroker Trail Hydraulic Disc with V7 Rotor
Brakes Rear : Hayes Stroke Trail Hydarlic Disc with V6 Rotor
Brakes Levers : Hayes Hydraulic Disc
Pedals : Shimano M520 Clipless
Crankset : Shimano HollowTech ll Arms, 44/32/22
Bottom Bracker : Shimano with Hollowtech ll Arms Big Pipe Billet Integrated with Crankset
Chain : Shimano HG58
Cassette : Shimano, 11-34 ,9 speed
Hub Rear : Shimano XT, 32 Hole Disc
Hub Front : Alloy Cartridge Sealed, 32 Hole Disc with 15 mm. Through Axle
Rims : Mavic XM-317, 32 Hole Disc
Spokes : Nipples DT 15 Gauge Black Stainless
Tires : WTB MotoTaptor Race, 26X2.24 (52/54) with DNA Compound Tread and Kevla Bead
Saddle : WTB Vigo Comp with Love Channel and Comfort Zone
Stem : FSA OS150LX Threadless With Alloy Face Plate and 31.8 mm.
Bar : Clamp Handlebar Double Butted 6061 Alloy, OS-31.8 mm., 25.4 mm. Rise
Grips : Marin Locking with Drop Guard End Cap
Headset : FSA Orbit ZS-4 Cartridege, 1 1/8” , threadless Internal
Total Weight : 13 Kg.

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง