ss
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Trainer จักรยาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Trainer จักรยาน แสดงบทความทั้งหมด

29 ธ.ค. 2555

วิธีการเลือกจักรยานทัวร์ริ่งให้เหมาะสมกับตัวเรา

|1 ความคิดเห็น
จักรยานทัวร์ริ่งหากจะเลือกซื้อต้องถามตัวเองก่อนว่า เราจะนำไปใช้ในรูปแบบใด หากเราจะนำไปใช้ในการขี่ท่องเที่ยวจริงๆ เช่นใช้เดินทางท่องเที่ยวเหมือนฟรั่งที่เขาปั่นจักรยานกันแบบข้ามประเทศ หรือหากเป็นเราๆ ท่านๆ อาจจะแค่เดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว ระยะทางอาจจะไม่ไกลมากอาจจะแค่ขี่ข้ามอำเภอ หรือข้ามจังหวัดไปหาที่ตั้งแคมป์เพื่อสัมผัสธรรมชาติอะไรทำนองนี้

จักรยานทัวร์ริ่ง

สิ่งที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อจักรยานทัวร์ริ่งมีดังนี้ครับ

    ขี่จักรยานทัวร์ริ่งเที่ยว
    ตะเกียบจักรยานท่องเที่ยว
  1. งบประมาณในการเลือกซื้อจักรยาน ซึ่งมันเป็นตัวกำหนดเลยครับว่าเราจะได้รถตามแบบที่เราต้องการหรือเปล่า เช่น ถ้าเราต้องการจักรยานทัวร์ริ่ง ยี่ห้อดังๆ อะไหล่ระดับ Shimano Dura Ace แต่เรามีงบ 20,000 บาท อันนี้คงเป็นไปไม่ได้แน่นอนครับ แต่เดี๋ยวก่อน!! ใช่ว่าหากคุณมีงบประมาณตามนี้แล้วคุณจะหารถดีๆ มาขี่ไม่ได้นะครับ รถดีๆ แต่ราคาไม่แพงก็มีครับอยู่ที่เราจะเลือกเป็นหรือเปล่าครับ

  2. จักรยานประเภทนี้ต้องขี่สบายไม่ปวดเมื่อยง่ายๆ เพราะเราต้องใช้เวลาอยู่บน จักรยานนานมากๆ ครับ ไม่มีจักรยานคันไหน ที่จะมี Size พอดีกับเราเปะหลอกครับ คือเราต้องปรับตัวเข้ากับจักรยานให้ได้ครับ แต่จักรยานที่ดี ควรทำให้ผู้ขี่มีการปรับตัวให้เข้ากับจักรยานน้อยที่สุดครับ เช่น ปรับแฮนด์, ปรับ Stem หรือ อาจจะปรับเบาะนั่งแค่นิดหน่อย ก็ขี่สบายแล้วครับ

  3. จักรยานทัวร์ริ่งยี่ห้อ bruc gordon
     จักรยานประเภทนี้ต้องเป็นจักรยานที่ทำให้เราเสียพลังงานน้อยที่สุดใน การกดบรรไดจักรยานแต่ละครั้ง เพราะเราต้องขี่มันเป็นระยะทางไกลๆ หลายร้อยกิโลเมตรดังนั้นจักรยานประเภทนี้ต้องมีความลื่นไหล ของอุปกรณ์ต่างๆ เช่นดุมล้อ, โซ่ และกระโหลกจานเป็นต้น แต่ไม่จำเป็นต้องหาอะไหล่ที่ราคาแพงมากๆ มาใส่ก็ได้ครับอะไหล่ราคาปานกลางก็ไหลลื่นได้ครับหากเลือกซื้อเป็น ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ เมื่อก่อนผมประกอบจักรยานเสือหมอบคันแรกของผม กระโหลกจักรยานผมต้องเรียงเม็ดลูกปืนเอง แต่ยอมรับเลยครับว่ามันลื่นมากๆ ผมว่ามันลื่นกว่าแบบแบริ่งอีกนะครับแถมทน และบำรุงรักษาง่ายกว่าอีกด้วย ดุมล้อก็เช่นกันครับ อีกประการหนึ่งหากต้องการความสบายในการจับแฮนด์ก็ควรหาที่รองผ้าพันแฮนด์มารองก่อนพัน ผ้าพันแฮนด์ สรุปคือ เอาแบบเราขี่แล้วสบายที่สุดครับ

  4. ในส่วนของเฟรมจักรยานทัวร์ริ่ง โดยส่วนตัวแล้วผมชอบแบบโครโมลี่ (ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างเหล็กและโมลิบดีนั่ม) ครับเพราะขี่ได้นุ่มนวลกว่า แต่มันจะออกตัวช้าบ้างก็ไม่เป็นไรครับ แต่เมื่อทำความเร็วได้คงที่แล้ว ผู้ขี่จะออกแรงในการปั่นน้อยกว่า เฟรมแบบอลูมิเนียมครับ ซึ่งตรงกับจุดประสงค์ของเรา คือปั่นระยะทางไกลๆ แต่ใช้แรงอย่างประหยัดครับ แต่ข้อเสียของเฟรมแบบโครโมลี่ก็มีนะครับ เช่นดูแลยากเพราะมันขึ้นสนิมได้ครับ และอีกอย่างครับ เวลาขึ้นเนินเขาเราต้องออกแรงเยอะกว่าเฟรมแบบอลูมิเนียมครับ แต่โดยรวมในความคิดของผมก็ยังชอบเฟรมแบบโครโมลี่ มากกว่าอลูมิเนียมครับ แต่ยังไงแล้วก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะซื้อด้วยครับ ว่าชอบแบบไหน ชอบขี่ทางเรียบเยอะๆ ก็โครโมลี่ แต่หากชอบทางที่เป็นเนินเขาเยอะๆ ก็เลือกอลูมิเนียมครับ

  5. ในส่วนของแร็คและบังโคลน ผมถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับจักรยานทัวร์ริ่งครับ เจ้าแร็คนี้จะช่วยให้เราบรรทุกของที่จำเป็นในการเดินทาง และอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ ในการดำรงชีวิต เช่นถุงนอน หรือเต้น ส่วนบังโคลนประโยชน์ของมันคือเวลาเราปั่นไปเจอทางเปียก หรือฝนตกมันจะกันสิ่งสกปรกดีดขึ้นมาใส่เสื้อผ้าเราได้ และยังทำให้รถของเราไม่สกปรกมากเวลาเจอทางที่เป็นโคลนเยอะๆ ครับ
    แร็คหลังจักรยานทัวร์ริ่ง

    กันโคลนจักรยาน

  6. แฮนด์จักรยานทัวร์ริ่ง ที่ผมเห็นส่วนใหญ่จะมีสองแบบ คือแบบตรงคล้ายๆ ของจักรยานเสือภูเขา และแบบ Drop ก็แบบเสือหมอบครับ หากคุณจะใช้เพื่อการเดินทางท่องเที่ยวจริงๆ ผมแนะนำ แบบ Drop ครับเพราะเราสามารถเปลี่ยนการจับแฮนด์ได้หลายแบบ เช่น จับบน, จับล่าง, จับข้าง หรือ จะจับตรงส่วนเบรค มันจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดีครับ
    Stem สำหรับจักรยานทัวร์ริ่ง

  7. ทางด้านล้อจักรยานประเภทนี้ที่นิยนกันก็จะมี 2 Size ครับคือ ขนาด 26 นิ้ว และ ขนาด 700c ซึ่งขนาด 26 นิ้วเวลาเราขี่จะมีความนิ่ง และไม่วอกแวก เพราะวงล้อมันเล็กกว่าขนาด 700c ครับ

  8. เฟืองหลังจักรยาน
     ในส่วนของ ระบบเกียร์จักรยาน ในปัจจุบันจำนวนเกียร์ในรถจักรยานจะเยอะมากครับ จากเมื่อก่อนตอนผมปั่นจักรยานใหม่ๆ รถผมมีแค่ 12 Speed เองครับ คือจานหน้า 2 ใบ เฟืองหลังแค่ 6 ใบ เรื่องความทนทานไม่ต้องพูดถึงครับ เพราะโซ่จักรยานเสือหมอบตอนนั้น ใหญ่พอๆ กับโซ่จักรยาน BMX  เลยละครับ ปัญหาโซ่ขาดหรือหมดสภาพเร็ว แทบจะไม่เจอเลยครับ แต่ในปัจจุบัน เฟืองหลังของผมใช้อยู่ 10 ใบผมยังใช้ไม่ครบเลยครับ รุ่นใหม่ๆ ยังจะออกมา 11 ใบอีก ผมบอกเลยครับ ไม่ได้กินเงินผมหลอกครับ ผมว่ามันไร้สาระครับ อีกทั้งความทนทานก็แย่ ปรับแต่งเกียร์ก็ยาก ผมว่าปัญหามันมากกว่าประโยชน์ครับ ในความคิดของผมไม่คุ้มครับหากใครที่หลวมตัวซื้อมาใช้แล้วจะรู้ครับ ในความคิดของผมนะครับ เฟืองหลัง 7 ใบกำลังดีครับ เพราะขนาดโซ่ที่ใช้จะไม่เล็กมากครับ ซึ่งมันจะทนทานกว่าหากเรานำมาใส่กับจักรยานประเภททัวร์ริ่ง

จักรยานทัวร์ริ่ง ของ TREK
ซึ่งจากการที่ผมได้ไปหาข้อมูลทางด้านราคาของจักรยานประเภทนี้มาแล้วนั้น ส่วนใหญ่ร้านจำหน่ายจักรยานในบ้านเราจะไม่ค่อยสต็อคสินค้าใว้ครับ อาจจะด้วยเหตุที่ว่าจักรยานทัวร์ริ่งในบ้านเรายังไม่ค่อยเป็นที่นิยมกันมาก เหมือนเมืองนอก หากมีสต็อคไว้ก็จะไม่มากแค่ 1 - 2 คันหากเราไปหาซื้ออาจจะไม่ได้ตาม Size ที่เราต้องการ ในบ้านเรายี่ห้อดังๆ ราคาก็จะตกอยู่ประมาณ 40,000 บาท ขึ้นไปครับ ยกตัวอย่างเช่น TREK 520 2011 ราคาอยู่ที่ประมาณ 49,000 บาท หากใครที่พอมีกำลังซื้อก็จัดไปครับ แต่หากเป็นผม ผมจะซื้อแบบ ไม่คำนึงถึงยี่ห้อครับ ขอให้คุณภาพดีก็พอครับ (สำหรับผู้ที่พอมีความรู้ในการเลือกอะไหล่ นะครับ) สำหรับรถที่ราคาไม่แพงมากก็เช่น ยี่ห้อ MASI ตัวถังเป็นโครโมลี่ ล้อ 700C ราคา 19,000 - 22,000 บาท หากมือสองจากญี่ปุ่นยี่ห้อไม่เคยได้ยินมาก่อนราคา ก็จะอยู่ประมาณ 6,000 - 10,000 บาท หากเกินนี้ผมคิดว่าซื้อใหม่ดีกว่าครับ ลองหาดูตามเว็บประกาศ ต่างๆ ดูครับ แต่ถ้าให้ผมแนะนำ ควรซื้อใหม่ดีกว่าครับหากจะเล่นมือสองควรเป็นคนที่มีความรู้ และศึกษามาพอสมควรมิเช่นนั้นอาจถูกหลอกได้ครับ เพราะเดี๋ยวนี้พวก มิจฉาชีพ หากกินตามบอร์ดประกาศเยอะมากครับ ทั้งหลอกให้โอนเงิน เอาสินค้าของคนอื่นมาโพสแล้วบอกว่าของเป็นของตัวเองแล้วเอาราคาถูกมาล่อใจ อะไรแบบนี้ครับ หากไม่มั่นใจอย่าโอนเงินเด็ดขาดครับ จักรยานไม่ใช่ราคาหลักร้อย ทางที่ดีไปซื้อที่ร้านที่เราไว้ใจได้เลยครับปลอดภัยสุดๆ ครับ
เสือภูเขาดัดแปลงเป็นจักรยานทัวร์ริ่ง
ผมแนะนำอีกอย่างนะครับ สำหรับผู้ที่ต้องการ จักรยานทัวร์ริ่ง หากจะนำมาใช้จริงๆ และออกทริปเป็นประจำ ควรดูอะไหล่ด้วยว่าสามารถซ่อมบำรุงได้ง่ายหรือเปล่า คือสามารถถอดออกมาซ่อมบำรุงโดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือ พิเศษ พิสดาร อะไรมากมาย ครับ แค่เครื่องมือซ่อมบำรุงพื่นฐานก็ซ่อมได้ยิ่งดีครับ เหตุผลเพราะเวลาเราออกทริปไกลๆ เช่น กรุงเทพ - เชียงใหม่ คงไม่มีใครอยากแบกเครื่องมือซ่อมบำรุงจักรยานชุดใหญ่ไปนะครับ เพราะหากปั่นทางเรียบก็ไม่เท่าไหร่หลอกครับ แต่หากไปถึงเส้นทาง ระหว่าง เถิน ถึงเชียงใหม่แล้วคุณแทบอยากจะทิ้งสัมภาระ ที่บรรทุกมาหมดเลยครับ เพราะจะมีทางขึ้นเขาเยอะมากครับ

สิ่งที่ผมได้เขียนบรรยายมาข้างบนนั้นก็เพื่อประกอบการตัดสินใจสำหรับใครที่ กำลังมองหาจักรยานทัวร์ริ่ง สักคันแต่ประเด็นหลักแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราด้วยว่าต้องการจะนำไปใช้ใน การเดินทางไกลจริงๆ หรือเปล่าหากต้องการแค่ ใช้ปั่นเล่นเฉยๆ อันนี้ไม่ต้องลงรายละเอียดมากนักครับ หากเรามีตังก็ซื้อมาใช้ได้เลยครับ แต่หากเราจะนำไปใช้เพื่อเดินทางท่องเที่ยวจริงๆ อันนี้ต้องละเอียดในการเลือกซื้อหน่อยก็ดีครับ ขอบคุณครับ


ขอบคุณบทความจาก www.thbike.blogspot.com

12 ส.ค. 2554

เทคนิคการฝึกซ้อมจักรยานด้วย Trainer

|1 ความคิดเห็น
ทำความเข้าใจกับการฝึกด้วย Trainer

เทรนเนอร์(Trainer) คืออุปกรณ์ช่วยในการฝึกซ้อมจักรยาน เดิมถูกเรียกว่าอุปกรณ์สำหรับฝึกซ้อมจักรยานภายในอาคาร แต่ความจริงสามารถใช้ที่ไหนก็ได้ แม้แต่ในคอนโยที่พักอาศัย ระเบียงบ้าน ริมสวน หรือแม้กระทั่งสำนักงานที่ยังพอมีที่ว่างและมีความเป็นส่วนตัว เทรนเนอร์เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นโดยเฉพาะประเทศที่หน้าหนาวมีหิมะตกจนออกซ้อม ไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าในบ้านเราไม่ควรใช้เทรนเนอร์ บ้านเรามาโอกาสที่จะต้องใช้เทรนเนอร์มากมายหรืออาจจะมากกว่าสำหรับผู้ที่ อาศัยอยู่ในเมืองที่มีรถราติดขัด ออกซ้อมต่อเนื่องไม่ได้ไม่ว่าเวลาไหน หากเป็นหน้าฝนยิ่งอันตราย ไม่ใช่อันตรายจากถนนลื่นอย่างเดียว ยังอันตรายจากรถที่เสียการควบคุมซึ่งอาจเกิดขึ้นได้
เทรนเนอร์ เป็นอุปกรณ์การซ้อมจักรยานที่มีคุณประโยชน์อย่างคาดไม่ถึง สามารถใช้ได้สำหรับทำให้เกิดการซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อการขี่จักรยานอย่าง สนุก ตามพรรคพวกได้ทันในวันหยุดสุดสัปดาห์ ในต่างประเทศนิยมใช้ประกอบการซ้อมทั่วไปเพื่อเพิ่มความแข็งแรงเฉพาะทาง เช่นการซ้อมขึ้นเขาซึ่งหลายแห่งหาเขาแทบจะไม่ได้ การซ้อมสำหรับไทม์ไทรอัล (Time Trial) หรือแม้กระทั่งการซ้อมเพื่อพัฒนาความสามารถทางแอโรบิคของร่างกาย

ผู้ที่ต้องทนอยู่ในกรุงเทพหรือต้องอยู่กับบ้านทำอะไรไม่ได้ในช่วงที่ฝนตก อาจนึกถึงการฝึกซ้อมกับเทรนเนอร์พร้อมๆกับความคิดที่ว่า”มันน่าเบื่อ” แต่ใครจะรู้ว่าตอนที่เรานั่งจิบกาแฟหรือนอนหลับอุตุ เพื่อนของเราบางคนอาจกำลังฝึกซ้อมอยู่กับบ้าน รอเวลที่จะร่วมกลุ่มกับเราในวันหยุดกับพัฒนาการที่ดีขึ้นจนเราตามไม่ทันก็ เป็นไปได้ เทรนเนอร์สามารถให้สิ่งที่ดีกว่าที่คนอื่นพูดเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านพละกำลัง ความทนทานของกล้ามเนื้อ และทักษะของการใช้กำลังที่ดีขึ้น ไม่เพียงแต่มีประโยชน์กับจอมยุทธสุดสัปดาห์เท่านั้น จอมยุทธตัวจริงระดับมืออาชีพที่ติดอยู่ในเมืองใหญ่ หรือติดกับอยู่กับบ้านช่วงหน้าฝนก็สามารถ ฝึกฝนทักษะของการสปริ๊นท์ หรือการฝึกซ้อมแบบอินเทอวัล (Interval) ซึ่งค่อนข้างจะอันตรายหากทำกันบนถนนที่มีรถราแล่นอยู่

ในอดีตนักจักรยานระดับทีมชาติจะใช้เทรนเนอร์ที่เรียกกันว่าลูกกลิ้ง 3 ลูกช่วยในการฝึกซ้อม จนทุกวันนี้นักจักรยานจำนวนหนึ่งก็ยังพิสมัยที่จะใช้ลูกกลิ้งแบบนี้ นัยว่าให้ความรู้สึกที่คล้ายจริงมากที่สุด เพียงแต่ได้ทักษะของเรื่องรอบขากับสมาธิเท่านั้น หากเป็นการฝึกซ้อมชนิดอื่นอาจเกิดอันตรายได้เพราะ ล้อจักรยานที่ตั้งอยู่บนลูกกลิ้งโดยไม่มีอะไรจับยึด ค่อนข้างจะอันตราย เพียงแค่หันหน้าหรือเสียสมาธิเพียงวินาทีเดียวก็มีสิทธิ์กลิ้งได้ ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านผู้ผลิตหลายรายจึงพยายามพัฒนาอุปกรณ์ที่จะมาแทนที่ลูก กลิ้ง ทำให้คนทั่วไปสามารถฝึกซ้อมจักรยานได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นมืออาชีพที่มีความชำนาญ แม้แต่ผู้ที่ต้องการออกกำลังกายอยู่กับบ้านก็สามารถฝึกซ้อมเองได้
ผู้ ผลิตเทรนเนอร์รายใหญ่คือ Minoura ได้แนะนำเทรนเอร์หลายรุ่นหลายแบบ แบบที่นิยมมากที่สุดมี 2 แบบคือแบบที่สร้างแรงต้านด้วยแรงเหนี่ยวนำแม่เหล็ก (Magnetic) และแบบสร้างแรงต้านด้วยของเหลว (Fluid)

• แบบแรงต้านเหนี่ยวนำแม่เหล็ก (Magnetic)
มีจุดเด่นที่สามารถปรับความหนืดเป็นขั้นๆได้ ทำให้เทรนเนอร์ชนิดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการฝึกการขึ้นเขา ฝึกซอยรอบขาสูง ฝึกสปริ๊นท์ หรือแม้กระทั่งฝึกไทม์ไทรอัล สามารถปรับความหนืดได้ตามความต้องการหรือเหมาะสมกับความแข็งแรง การปรับความหนืดของเทรนเนอร์ Minoura จะใช้วิธีปรับมุมของแม่เหล็กเพื่อให้เปลี่ยนแปลงความเข้มของสนามแม่เหล็ก เป็นระบบแบบง่ายๆ หากใช้กับยางหน้าเรียบแล้วเสียงจะค่อยมาก ค่ายยุโรปมีการพัฒนาเทรนเนอร์แบบแรงต้านเหนี่ยวนำโดยใช้กระแสไฟฟ้า ด้วยการปรับค่ากระแสไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความเข้มของสนามแม่เหล็ก เทรนเนอร์เหล่านี้มักจะมีอุปกรณ์ช่วยวัดที่สามารถบอกความเร็ว รอบขา กำลังที่ใช้ (watt) รวมถึงการจับเวลา ในขณะที่บ้างแบรนด์สามารถตั้งโปรแกรมการซ้อมเองได้
• แบบแรงต้านจากของเหลว (Fluid)
เป็นเทรนเนอร์ที่โปรค่อนข้างจะนิยมกันมาก มีความเงียบมาก เป็นเทรนเนอร์ที่เงียบมากเพราะแรงต้านได้จากชุดใบพัดที่อยู่ในกระเปาะที่ บรรจุด้วยของเหลวประเภทน้ำมันความหนืดสูง ทำให้แรงต้านของเทรนเนอร์ชนิดนี้เพิ่มขึ้นตามอัตราความเร็วรอบขาที่เราปั่น ยิ่งรอบสูงความหนืดยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เทรนเนอร์ชนิดนี้จึงเหมาะที่จะใช้กับตารางการฝึกซ้อมอินเทอวัลที่ค่อนข้าง หนักเพื่อรักษาระดับอัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างสูง
เทรนเนอร์ชนิดต่างๆ

1. Minoura Rim Drive trainer RDA-850D-LW เป็นเทรนเนอร์ที่เหมาะสำหรับใช้กับเมาเทนไบค์ สามารถติดตั้งเมาเทนไบค์กับเทรนเนอร์โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนยางให้เป็นแบบ หน้าเรียบ ปรับความหนืดได้ 7 ระดับตามชนิดของการฝึกซ้อม หรือตามตารางฝึกซ้อม ปรับใช้ได้ทั้งกับล้อเมาเทนไบค์ 26” หรือล้อที่ใหญ่กว่า ผู้ใช้ยังสามารถปรับเกียร์ของจักรยานเพื่อเพิ่มความหลากหลายของความหนืดได้

2. Minoura Variable Fluid trainer VFS และ VFS-G เทรนเนอร์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีประสพการณ์แล้ว หรือผู้ที่ต้องการขึ้นชั้นไปสู่ระดับการขี่ที่มีคุณภาพมากขึ้น Minoura ได้ออกแบบเทรนเนอร์รุ่น VFS-G ให้มีความรู้สึกเสมือนจริงมากขึ้น โดยล้อหลังของจักรยานจะถูกกดทับลงบนลูกกลิ้งด้วยน้ำหนักของนักจักรยานเอง และได้ติดตั้งฟลายวิลล์น้ำหนัก 1.5 กก. เพื่อเพิ่มสร้างแรงเฉื่อย ทำให้การฝึกซ้อมกับเทรนเนอร์รุ่นนี้เป็นไปอย่างนุ่มนวลเสมือนกับขี่อยู่บน ถนน ระบบแรงต้านของเหลวจะสร้างแรงต้านหรือความหนืดมากขึ้นเมื่อเพิ่มรอบขา ทำให้เหมาะกับการซ้อมเพาเวอร์ที่อัตราการเต้นของหัวใจค่อนข้างสูง

Elite Trainer (จาก Italy) อิตาลีที่ได้ชื่อว่ามีวัฒนธรรมจักรยานไม่แพ้ชาติอื่นๆในยุโรป แต่ละปีหลังสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขันนักจักรยานจะออกพักผ่อนจนย่างเข้าช่วงหน้า ต้นหน้าหนาวซึ่งหลายพื้นที่หิมะตกจนไม่สามารถซ้อมจักรยานต่อได้ เทรนเนอร์เป็นทางออกที่ดีที่สุดที่นักจักรยานยุโรปมีความคุ้นเคยเป็นที่สุด ฤดูกาลแข่งขันใหม่มักจะเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม การแข่งขันทั้งภายในทีมและในเปโลตองจะสูงขึ้นทุกปี Elite ได้พัฒนาเทรนเนอร์เพื่อให้เหมาะกับความเป็นอยู่ของคนยุโรปที่ค่อนข้างจะ แออัด จึงเป็นที่มาของ ElastroGel ลูกกลิ้งที่เคลือบด้วยเจลความหนาแน่นสูง ทนทั้งความร้อน ความชื้น และการสึกหรอจากการซ้อม และเก็บเสียงได้เกือบหมดยกเว้นเสียงหายใจหอบของนักจักรยาน

3. Elite Crono E-Mag In and Out เป็นเทรนเนอร์ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ใช้ไฟฟ้า 220 โวลท์แปลงเป็นกระแสตรงผ่านอะแดพเตอร์ ควบคุมความหนืดด้วยการกดปุ่มปรับจากหน้าปัดที่สามารถถอดออกไปใส่กับจักรยาน คันอื่นได้เพื่อเก็บสถิติการซ้อมไม่ให้ขาดตอน จอแสดงผลแสดงตัวเลขทั้งกำลัง (watt) ความเร็ว รอบขา อัตราความชันเป็น% รวมถึงค่าเฉลี่ยและค่าสูงสุดต่างๆ เหมาะกับการซ้อมทุกรูปแบบ Elite ถือเป็นเจ้าแห่งระบบยึดจักรยานกับเทรนเนอร์แบบ Gravity force คือใช้น้ำหนักของนักจักรยานกดทับล้อลงบนลูกกลิ้งที่เคลือบด้วย ElastroGelโดยตรง ทำให้ไม่จำเป็นต้องตั้งน้ำหนักใดๆ
4. Elite Crono Fluid Wireless เทอนเนอร์แบบแรงต้านระบบของเหลว ซึ่งใช้ลูกกลิ้งแบบ ElastroGel ที่ให้แรงต้านตามรอบขา จุดเด่นก็คือมีจอแสดงผลที่แสดงข้อมูลเช่นกำลัง (watt) รอบขา ความเร็ว ค่าเฉลี่ยและค่าสูงสุด ของการฝึกซ้อมอย่างพร้อมมูลแบบไร้สาย มีเพียงรอบขาเท่านั้นที่ต้องเดินสายจากก้านบันไดสู่ตัวแสดงผล เทรนเนอร์รุ่นนี้ใช้ระบบยึดจักรยานแบบ Gravity force ทำให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการขี่บนถนนมากที่สุดและไม่จำเป็นต้องปรับแต่ง เรื่องน้ำหนักกดใดๆอีก

ผู้ผลิตเทรนเนอร์แต่ละรายจะมีรายละเอียดวิธีการใช้งานและการฝึกซ้อมเป็น ตัวอย่างให้นักจักรยานหรือผู้ที่สนใจการออกกำลังกายได้ทดสอบใช้งาน นักจักรยานยังสามารถที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามเวบไซท์ต่างๆเช่น www.spinervals.com หรือ www.trainright.com หรือเวบไซท์ของบริษัทฯโปรไบค์ที่ www.probike.co.th เพื่อสอบถามข้อมูลการฝึกด้วยเทรนเนอร์เพิ่มเติม
ผลดีจากการฝึกซ้อมด้วยเทรนเนอร์

• ใช้เพื่อซ้อมได้ทุกเวลา ไม่เลือกสภาพอากาศ กินเนื้อที่น้อย จะใช้ในอาคารติดแอร์หรือในที่ร่มนอกอาคารเพื่อรับอากาศดีๆก็ได้ หากเป็นที่อากาศอับไม่มีลมอาจใช้พัดลมช่วยให้อากาศมีการเคลื่อนไหวบ้าง
• สร้างความหลากหลายในการฝึกซ้อมได้ ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมความแข็งแรงเพื่อขึ้นเขาโดยเฉพาะ ซ้อมรอบขาเพื่อให้หัวใจทำงานในระดับที่ต้องการ ซ้อมแบบเพาเวอร์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ
• หากมีตารางซ้อมหรือดีวีดีที่ช่วยการซ้อม จะทำให้สมาธิค่อนข้างดี เพราะต้องวางแผนล่วงหน้าและจัดการกับตนเองเพื่อให้บรรลุตารางซ้อมแต่ละครั้ง ได้
• เหมาะสำหรับผู้มีเวลาขี่จักรยานจริงน้อยหรืออาศัยในเมืองใหญ่ มีโอกาสเอาจักรยานจริงไปขี่นอกเมืองน้อย แม้ในสภาพที่อากาศไม่เป็นใจเช่นฝนตก ไม่เสียโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งตลอดเวลา
• เผาผลาญแคลอรี่ได้ดีไม่แพ้การขี่จักรยานกลางแจ้ง แต่ไม่เสี่ยงอันตราย
• หากมีกระจกบานใหญ่พอสมควร ผู้ฝึกซ้อมสามารถมองตำแหน่งและลักษณะการขี่ของตนเอง เพื่อจะได้แก้ไขได้กรณีที่ร่างกายส่วนบนส่าย หรือขาโก่งงอ เท้าทิ่มเกินไป เป็นต้น
• หากจัดตารางซ้อมที่สม่ำเสมอ นักจักรยานจะสามารถวัดขีดความสามารถได้เมื่อต้องซ้อมด้วยตารางซ้อมเดียวกันในครั้งต่อๆไป
แนะนำเทรนเนอร์สำหรับฝึกซ้อม
อุปกรณ์แนะนำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเทรนเนอร์
Hart Rate Moniter เครื่องวัดหัวใจ บอกค่าชีพจรทั้งโซนต่ำและสูง พร้อมสัญญาณเตือน ช่วยให้การฝึกซ้อมของงคุณเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น
Gel Block อุปกรณ์หนุนล้อให้ได้ระดับราบ เมื่อประกอบกับเทรนเนอร์ให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังขี่บนถนน
Mat แผ่น รองเทรนเนอร์ ช่วยลดเสียงให้คุณขี่เทรนเนอร์ได้เงียบและป้องกันพื้นจากรอยขูดขีดและเบื้อ นเหงื่อที่หยดขณะออกกำลังเพิ่มความปลอดภัยในการฝึกซ้อม
Sweat net ผ้าซับเหงื่อ แผ่นรองไม่ให้โดนเฟรมระหว่างซ้อม

6 ส.ค. 2554

Trainer : ทดสอบเทรนเนอร์ CycleOps Power

|0 ความคิดเห็น

เราได้นำเทรนเนอร์ CycleOps Power Trainer มาทดสอบจำนวน 2 รุ่น 2 แบบ ว่าจะตอบโจทย์ความต้องการของเรา ๆ ท่าน ๆ ได้หรือไม่อย่างไร มาติดตามกันเลยครับ...


JetFluid Pro
วัสดุทำจากอลูมิเนียมที่แข็งแรง การเชื่อมต่อที่แน่นหนา เมื่อกางขาเทรนเนอร์ออกแล้วมั่นคงดีครับ การติดตั้งเข้ากับรถจักรยานทำได้ง่านดายเพียงแค่วางตำแหน่งล้อให้ตรงกับลูกกลิ้งแล้วหมุนล็อค ซ้าย/ขวา พับตัวล็อคสีเหลืองด้านหลังขึ้นลูกกลิ้งก็เข้าไปสัมผัสกับตัวยางเป็นอันว่าพร้อมแล้วสำหรับการทดสอบในครั้งนี้ เพื่อความแม่นยำและจับความรู้สึกของเทรนเนอร์ว่ามีประสิทธิภาพการทำงานแตกต่างจากพื้นถนนหรือไม่ เพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจนผู้ทดสอบใช้ชุดล้อ Power Tap ควบคู่เพื่อจับค่าพลังงานการออกแรง เจ้าตัว JetFluid Pro เป็นระบบน้ำมันที่ไม่หนืด ไม่หน่วง และไม่มีเสียงดังให้รำคาญหากต้องปั่นอยู่ในบ้านพักหรือในคอนโด

การทดสอบด้วยการนั่งปั่น  “สมูท” การออกแรงและควบคุมรอบขาทำได้ง่าย การเพิ่มโหลด (ความหนักหน่วง) สามารถใช้อัตราทดเกียร์ของรถได้เลยไม่มีอาการกระตุก ผู้ทดสอบเปิด Power Tap ทดสอบความเร็วกับแรงเสียดทาน ซึ่งได้ผลแตกต่างจากพื้นถนน ค่อนข้างน้อยมาก ความเร็วและวัตต์ ที่ได้สามารถนำไปเทียบเคียงกับพื้นถนนจริงได้เลยครับ

การทดสอบด้วยการยื่นปั่น  “มั่นคง”  นอกจากข้อมูลที่ได้ไม่แตกต่างจากการนั่งปั่นแล้ว เจ้า JetFluid Pro สามารถตอบสนองความต้องการของนักปั่นที่ต้องการปั่นเทรนเนอร์ที่มากกว่าการออกกำลังกายในแบบทั่ว ๆ ไป สามารถรองรบการกระแทกและสปริ๊นท์ได้แบบสบาย ๆ จะยืน จะโยกจะขย่ม ไม่โยกเยกให้หวาดระแวงอีกด้วยครับ ฟิลลิ่งระบบน้ำมัน รุ่นเก่า ๆ ส่วนใหญ่พอปั่นไปนาน ๆ แล้วมันจะหนืด จนปั่นไม่ออก แต่สำหรับรุ่นใหม่ ๆ แล้วพัฒนาเรื่องนี้ให้ดีขึ้นเรียกว่ายิ่งปั่นยิ่งสนุกเลยทีเดียว

Super Magneto Pro
เป็นอีกหนึ่งตัวที่เราได้ทำการทดสอบ วัสดุและสีสันไม่แตกต่างจากตัว JetFluid Pro ความแข็งแรงก็ไม่ต่างกัน ต่างกันตรงที่เจ้ารุ่นนี้ ระบบการทำงานคล้าย ๆ แม่เหล็ก ซึ่งสังคมในเมืองยุคปัจจุบัน ถนนหนทางที่จะออกไปปั่นซ้อมลำบากจริง ๆ แต่เมื่อทดสอบเจ้าตัวนี้ ที่มีระบบการปรับการทำงานได้เป็น 4 แบบ 

การทดสอบด้วยการนั่งปั่น ผู้ทดสอบยังคงใช้ระบบวัตต์ มาทดสอบ ที่ภาพถนน แปลกแต่จริง ๆ ครับ นี่เรากำลังปั่นเทรนเนอร์อยู่จริง ๆ หรือเปล่าเนี่ย มันแปลกตรงที่เราใช้เกียร์ยังไงลูกล้อก็หมุนไปตามแรงเหวี่ยงของกำลังเหยียบของเรา ที่สุดไปกว่านั้นก็คือ ปกติปั่นเทรนเนอร์หากเราหยุดขา ล้อก็จะหยุดตาม แต่เจ้าตัวนี้มันไม่หยุดครับ มันค่อย ๆ ชะลอความเร็วลงเหมือนกับเราปั่นบนเส้นทางจริง ๆ ยังไงอย่างนั้นเลย ล้อมันฟรีได้ และเมื่อออกแรงปั่นอีกครั้ง มันก็เหมือนกับเรากำลังออกแรงพารถจักรยานพุ่งไปข้างหน้า ผู้ทดสอบขอให้คำว่า “Super สมูท” เลยแล้วกัน เป็นครั้งแรกที่ทดสอบเทรนเนอร์แล้วรู้สึกว่าเหมือนอยู่บนท้องถนนจริง ๆ

การทดสอบด้วยการยืนปั่น  ไม่รอช้าครับ เปลี่ยนภาพเป็นรูปภูเขาโดยด่วน ความหนักหน่วงเทียบเท่าความชันระดับ 10-20% ขึ้นอยู่กับการใช้เกียร์ ผู้ทดสอบใช้อัตราทดที่แรงเหยียบที่ 250 – 300 watt เราเช็คอัตราการเต้นของหัวใจควบคู่ไปด้วย ความรู้สึก ความเหนื่อย เหมือนเรากำลังยืนโยกขึ้นเขาไม่ผิดเพี้ยน ต่างกันแค่ตำแหน่งท่ายืนและมุมองศา ความลาดชัน ที่อาจจำลองกันได้ยาก

สรุป : เป็นเทรนเนอร์ที่น่าครอบครองมากเลยทีเดียว จะเลือกแบบ JetFluid Pro หรือว่า Super Magneto Pro คงแล้วแต่ความชอบใจ เรื่องราคาเท่าที่ทราบก็ไม่แพงซะด้วย ที่สำคัญจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการจากตัวแทนนำเข้า คงได้ลุ้นกันว่าราคาเปิดตัวจะอยู่ที่เท่าไหร่ครับ

ทดสอบโดย นิตยสาร RACE BICYCLE

25 มี.ค. 2554

Trainer คืออะไร?

|0 ความคิดเห็น

Trainer คืออะไร?

Trainer คือ อุปกรณ์ในการช่วยฝึกซ้อมจักรยานใช้เพื่อซ้อมได้ทุกเวลา กินเนื้อที่น้อย ให้ความหลากหลายในการฝึกซ้อมได้ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมความแข็งแกร่งเพื่อขึ้น เขาโดยเฉพาะ ซ้อมรอบขาเพื่อให้หัวใจทำงานได้ในระดับที่ต้องการ ซ้อมแบบพาวเวอร์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเหมาะสำหรับผู้มีเวลา ขี่จักรยานจริงน้อย ทำให้ไม่เสียโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งตลอดเวลา หากจัดตารางซ้อมที่สม่ำเสมอ นักจักรยานจะสามารถวัดขีดความสามารถได้ เมื่อต้องซ้อมด้วยตารางซ้อมเดียวกันในครั้งต่อๆไป

การฝึกซ้อมด้วยเทรนเนอร์ทัศนคติ ของการฝึกซ้อมจักรยานด้วยเทรนเนอร์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนจากความน่าเบื่อกลายเป็นสิ่งที่ท้าทายและตื่นตัวกับตารางซ้อมใหม่ๆ ที่น่าสนใจ อีกทั้งซีดีแนะนำการฝึกซ้อมของต่างประเทศที่มีให้ตั้งแต่ผู้ที่ต้องการออก กำลังกายให้แข็งแรง จนถึงระดับสูง โดยเน้นทักษะเฉพาะอย่างให้เลือกตามความต้องการ ลองศึกษาเหตุผลต่างๆที่ต้องใช้เทรนเนอร์ และลองสอบถามผู้ที่ใช้เทรนเนอร์อย่างได้ผล แล้วค่อยไปศึกษาชนิดของเทรนเนอร์ที่เหมาะกับการฝึกซ้อมของแต่ละคน

เหตุผลที่ต้องใช้เทรนเนอร์• อยู่ กทม. ถนนอันตรายเกินกว่าจะซ้อมได้เต็มที่โดยไม่ต้องระวังอะไร
• มีจุดอ่อน เช่น ขึ้นเขาไม่ดี หรือไม่สามารถรักษาระดับการขี่ได้นานๆ ขี่ไม่คงเส้นคงวา
• ใช้เวลาน้อยแต่มีประสิทธิภาพในการฝึกซ้อมสูง
• เลือกเวลาซ้อมได้ตามความจำเป็น ไม่เกี่ยวกับการเดินทางหรือเส้นทางที่ฝึกซ้อม
• จัดตารางซ้อมได้ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น จนถึงระดับสูง
• ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล ได้อยู่ใกล้ครอบครัว เพียงแค่ไม่กี่ก้าวก็ซ้อมได้เต็มที่
• ไม่ต้องง้อเพื่อนที่มักจะเล่นตัวเพราะเราขี่ช้าไม่ทันใจ
• ฝนตก(อีกแล้ว) ฟ้ามืดเร็วหรือสว่างช้าในช่วงฤดูหนาว
• การฝึกซ้อมด้วยเทรนเนอร์คนเดียว ทำให้มีสมาธิ มีความอดทนสูง ทนต่อความกดดันได้ดี

ใครบ้างที่ควรใช้เทรนเนอร์เอาล่ะ คราวนี้คุณลองถามตัวเองซิว่า กำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ใช่หรือไม่ ?
• ชอบขี่จักรยานช่วงสุดสัปดาห์แต่มีเวลาจำกัดสำหรับการซ้อมระหว่างสัปดาห์
• เป็นคนติดบ้าน หรืองานยุ่งจนไม่มีโอกาสออกไปซ้อมขี่จักรยานนอกเมืองได้บ่อยๆ
• มักจะขี่ตามเพื่อนไม่ทันแม้จะขี่ด้วยกันทุกสัปดาห์
• เป็นผู้ที่มีนิวาสสถานอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่ต้องพูดถึงสถานที่ๆจะขี่จักรยานได้ตามใจชอบ(คือไม่มี นั่นเอง)
• นอกจากจะมีเวลาน้อยแล้ว ยังหาเวลาออกนอกเมืองบ่อยๆไม่ได้ (คนที่บ้านถามทุกที เวลาจะออกไปขี่ข้างนอก)
• มักเจออุปสรรคไม่คาดฝัน เช่น ฝนตก รถติด รถเมล์ไม่เป็นมิตร พ่นควันใส่หน้าเรา ตกท่อกทม.
• ผู้ที่มีความกระตือรือล้นอยากขี่จักรยานได้ดีขึ้น ไล่ตามเพื่อนๆทัน และช่วยเพื่อนๆได้บ้าง
• เป็นคนที่ชอบเซอร์ไพรส์ให้เพื่อนๆประหลาดใจ (ไปทำอะไรมา ทำไมเก่งขึ้นผิดหูผิดตา)
• อยู่ต่างจังหวัดในพื้นที่ ที่ไม่มีภูเขา หรืออยู่ชานเมืองที่มีแต่ทางเรียบ อยากเปลี่ยนแนวทางการซ้อมบ้าง
• อยากซ้อมใจจะขาด แต่แถวบ้านไม่มีใครปั่นจักรยานพาซ้อมได้เลย
ไม่ ว่าคุณจะตอบใช่ข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อก็ตาม หากคุณปลงใจที่จะให้เทรนเนอร์เป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหาเหล่านี้แล้วล่ะก็ คราวหน้าเราจะมาดูกันว่า เทรนเนอร์มีกี่ประเภท และแบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณกันค่ะ


ประเภทของ Trainer

Fluid Trainer (แบบแรงต้านจากของเหลว)เป็น เทรนเนอร์ที่โปรค่อนข้างจะนิยมกันมาก เป็นเทรนเนอร์ที่เงียบมาก เพราะแรงต้านได้จากชุดใบพัดที่อยู่ในกระเปาะที่บรรจุด้วยของเหลวประเภท น้ำมันความหนืดสูง ทำให้แรงต้านของเทรนเนอร์ชนิดนี้เพิ่มขึ้นตามอัตราความเร็วรอบขาที่เราปั่น ยิ่งริบสูงความหนืดยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เทรนเนอร์ชนิดนี้จึงเหมาะที่จะใช้กับตารางการฝึกซ้อมอินเทอวัลที่ค่อนข้าง หนัก เพื่อรักษาระดับอัตราการเต้นของหัวใจที่ค่อนข้างสูง

Magnetic Trainer (แบบแรงต้านเหนี่ยวนำแม่เหล็ก)
มี จุดเด่นที่สามารถปรับความหนืดเป็นขั้นๆได้ ทำให้เทรนเนอร์ชนิดนี้เหมาะอย่างยิ่งกับการฝึกขึ้นเขา ฝึกซอยรอบขาสูง ฝึกสปริ๊นท์ หรือแม้กระทั่งฝึกไทม์ไทรอัล สามารถปรับความหนืดได้ตามต้องการหรือความแข็งแรง การปรับความหนือของเทรนเนอร์ Minoura จะใช้วิธีปรับมุมของแม่เหล็กเพื่อให้เปลี่ยนแปลงความเข้มของสนามแม่เหล็ก เป็นระบบแบบง่ายๆหากใช้กับยางหน้าแล้วเสียงจะค่อยมาก ค่ายยุโรปมีการพัฒนาเทรนเนอร์แบบแรงต้านเหนี่ยวนำโดยใช้กระแสไฟฟ้า ด้วยการปรับค่ากระแสไฟฟ้าเพื่อเพิ่มความเข้มของสนามแม่เหล็ก เทรนเนอร์เหล่านี้มักจะมีอุปกรณ์ช่วยวัดที่สามารถบอกความเร็ว รอบขา กำลังที่ใช้ (watt) รวมถึงการจับเวลา ในขณะที่บางแบรนด์สามารถตั้งโปรแกรมการซ้อมเองได้


Roller Trainer (แบบลูกกลิ้ง)
เทรนเนอร์ แบบลูกกลิ้งสำหรับนักจักรยานที่มีประสบการณ์ใช้งานได้ทั้งเสือหมอบ และเมาเท่าไบค์ ติดตั้งและเก็บง่ายไม่เปลืองที่ ทราบความเร็วด้วยเพราะล้อหน้าหมุนจากแรงสายพาน น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับใช้ในร่ม โดยเฉพาะบริเวณมีที่ยึดจับ เพื่อป้องกันล้ม ใช้ฝึกอินเทอวัลและปั่นเพื่อความฟิตได้เช่นเทรนเนอร์ทั่วไป


อุปกรณ์แนะนำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ Trainer

Sweat Net ผ้าซับเหงื่อ แผ่นรองเหงื่อ ช่วยซับเหงื่อไม่ให้โดนเฟรมระหว่างซ้อม





Mat แผ่นรองเทรนเนอร์ช่วยลดเสียง ให้คุณขี่เทรนเนอร์ได้เงียบและป้องกันพื้นจากรอยขูดขีดและเปื้อนเหงื่อที่ หยดขณะออกกำลังเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการฝึกซ้อม
Gel Block อุปกรณ์หนุนล้อจักรยานเพื่อให้ได้ระดับราบ เมื่อประกอบกับเทรนเนอร์ให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังขี่บนถนน

Heart Rate Monitors เครื่องวัดหัวใจ วัดความเร็วและระยะทาง บอกค่าชีพจรทั้งโซนต่ำและสูงพร้อมสัญญาณเตือน ช่วยให้การฝึกซ้อมของคุณเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น
ขอขอบคุณ: http://www.thaipixstories.com/

19 ก.ย. 2553

Tacx Fortius Multi Trainer ขี่หลอก ๆ แต่ได้ผลจริง ๆ [เทรนเนอร์จักรยาน]

|0 ความคิดเห็น

          เห็นชื่อว่าเป็นเทรนเนอร์ก็คงทำให้เข้าใจได้ล่ะ ว่านี่ต้องเป็นเทรนเนอร์ให้เอาจักรยานตั้งแล้วขี่อยู่ในบ้าน แต่ Tacx Fortius ไม่ได้เป็นแค่นั้นเพราะมันเชื่อมโยงคุณเข้ากับเพื่อน ๆ นักจักรยานที่ใช้ผลิตภัณฑ์เดียวกันทั่วโลก ผ่านการออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตในเว็บไซด์ www. tacxaddicx.com
          ดังตัวอย่างของ โจ บาร์ตัน หนุ่มใหญ่อายุด 40 ปี ที่น้ำหนักพุ่งพรวดหลังจากมีลูกชาย ถิ่นพำนักของเขาคือ ฮัตสัน แวลลี่ย์ นิวยอร์ก มีตำแหน่งหน้าที่เป็นผู้อำนวยการบริษัทไอทีแห่งหนึ่ง ได้ซื้อ Tacx Fortius มาใช้ประกอบจักรยานด้วยเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ เขาทำได้จริง ๆ ในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมาเขาสามารถลดน้ำหนักได้ 16 ก.ก. ซึ่งนับว่าไม่น้อย จากการขี่เทรนเนอร์ไปพร้อมกับเพื่อน ๆ ที่พบกันในเว็บไซต์ “tacxaddicx” เป็นการขี่หลอก ๆ แต่จำลองสภาพภูมิประเทศจริง ๆ มาใส่ไว้ในจอคอมพิวเตอร์ ให้บาร์ตัน ได้ขี่ไปพร้อมกับเพื่อน ๆ ออนไลน์ที่อยู่กันคนละทิศคนละทาง เช่น โทนี่อยู่ในอลาสกา, แคธลีนกับสามีของเธอในแคนซัส ซิตี้ สตีฟในเมืองแมนเชสเตอร์กับนาวาเอก ดอน ผู้กำลังออกเรืออยู่ในทะเลเปิดห่างฝั่งเป็นพันไมล์ [เทรนเนอร์จักรยาน]
          บาร์ตันบอกว่า “ผมรีดน้ำหนักได้ เพราะเมื่อใดที่นัดกับเพื่อน ๆ ไว้ ถึงเวลาขี่ก็ต้องขี่จะมาทำอิดออดไม่ได้” และต่อไปนี้คือวิธีเพื่อทำให้การขี่เทรนเนอร์อยู่ในบ้านเป็นประสบการณ์อันน่าประทับใจด้วย Tacx Fortius เล่นในโหมดหลายคนเปรียบเทียบได้กับวิดีโอเกมซึ่งคนเล่นนั่งอยู่หน้าจอภาพความละเอียดสูง หรือเป็นภาพเสมือนการ์ตูนภูมิประเทศแบบขี่ขึ้นเขา ภาพบนจอแอลซีดีของคุณจะเคลื่อนที่ไปเร็วเท่าที่คุณต้องการ หมายความว่าขี่เร็ววัตถุตรงหน้าก็เคลื่อนเข้าหาตัวเร็ว ทั้งจอแอลซีดีและเทรนเนอร์ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ที่มีตัวเซ็นเซอร์ตรวจวัดความเร็วในการปั่น
          มีเว็บไซต์ให้คุณได้ขี่ร่วมกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ไกลกันแม้คนละมุมโลก ซอรฟต์แวร์ของ Tacx จำลองสภาพการ “หมก” ให้คุณเมื่อใดที่คุณซุกตัวเองอยู่กลางกลุ่มเพื่อน เมื่อคุณ “หมก” คามต้านทางบนเทรนเนอร์จะน้อยลงหรือจะให้ล้มก็ยังได้ (อันนี้คุณต้องล้มเองหน้าจอ) เมื่อคุณพลาดไปเกี่ยวกับเพื่อนข้าง ๆ เข้าหรือแหกโค้ง ตรงพื้นที่แสดงข้อมูลมีตัวเลยให้ดูให้ชัดเจนทั้งกำลังงานเป็นวัตต์ อาร์เรท ความเร็ว ความเร็วเฉลี่ย เวลาในการปั่นแต่ละครั้ง ความชัน (ตรงนี้เครื่องเพิ่มแรงต้านทานให้เหมือนกับปั่นขึ้นเขาจริง ๆ) [เทรนเนอร์จักรยาน]
          นอกจาก Tacx แล้วยังมีเทรนเนอร์ Elite CT Internet ที่ให้คุณตรวจสอบเส้นทางที่อยากขี่ได้จากกูเกิล เอิร์ธ จะเอาข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์ GPS มาดาวน์โหลดลงคอมพิวเตอร์ก็ได้ ทั้งความคด เคี้ยว และความชันมีให้หมด เครื่องจะปรับแรงต้านให้หนักขั้นเมื่อขื้นเขาหรือเบาลงได้เมื่อหมกกลุ่ม ลงเขา มีลมดันหลัง ด้วยราคา 2,044 ดอลลาร์สำหรับ Tacx Furtius และราคา 1,950 ดอลลาร์สำหรับ Elite Ct ถ้าคุณอยากรู้ว่าทั้งสองเทรนเนอร์นี้ทำงานอย่างไรหรือต้องการรู้รายละเอียดอื่น ๆ ค้นหาข้อมูลได้ใน www.tacx.com สำหรับแบรนด์ Tacx และ www. Pronecycling.com สำหรับ Elite
         ส่วนเทรนเนอร์ที่ไม่ต้องต่ออินเตอร์เน็ตและจอแอลซีดี Super Magnito Pro จาก Cycle Ops กำลังมาแรง เทรนเนอร์ตัวนี้เป็นเทรนเนอร์ระบบแม่เหล็ก มีตัวจับที่ประกอบล้อได้ง่าน ฐานปรับได้เพื่อให้ตัวเครื่องมือเสถียรตลอดการใช้งานไม่โยกเยกไปมา ปรับความหนืดได้สี่ระดับให้คุณเลือกได้ตามความต้องการ ราคาของเทรนเนอร์แบบนี้คือ 399 ดอลลาร์หารายละเอียดอ่านได้ใน cycleops.com [เทรนเนอร์จักรยาน]

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง