ss

15 ก.พ. 2555

เปิดตำนาน 125 ปี จักรยาน Bianchi ตอนที่ 3

|0 ความคิดเห็น
ขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดีอุปสรรคครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อประเทศอิตาลี่ต้องเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง สงครามครั้งนี้เป็นเหตุให้โรงงานของ Bianchi ถูกทำลายจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตร โรงงานที่ใช้ในการผลิตจักรยานเสียหายโดยสิ้นเชิง แต่ในปี 1946 โรงงานของ Bianchi ได้กลับคืนฟื้นขึ้นมาใหม่อีกครั้งหลังมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่ Edoardo Bianchi ได้เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปีนี้เช่นกัน แต่กิจการของเขาก็ได้รับการดูแลและสืบทอดต่อมาโดยสมาชิกในครอบครัว

ปี 1949 ทีมแข่งจักรยาน Bianchi ที่นำโดย Fausto Coppi ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับโลกจักรยานด้วยการเป็นนักแข่งคนแรกของโลกที่ได้ครองแชมป์ในรายการแข่ง Tour de France และ Giro d’Italia ได้ในปีเดียวกัน และพ่วงด้วยการเป็นแชมป์ในรายการ World Championships อีกด้วย ในปี 1952 Coppi ตอกย้ำความยิ่งใหม่ให้ Biachi อีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ทั้ง Tour de France และ Giro d’Italia ได้ในปีเดียวกันเป็นครั้งที่สอง ได้รับการยกย่องให้เป็นทีมแข่งที่ดีที่สุดในเวลานั้น

ในปี 1965 โลกได้รู้จักกับ Felicia Gimondi แห่งทีม Bianchi ที่สามารถครองแชมป์ Tour de France ได้ในปีนี้ ในอีกสองปีต่อมา 1967 Gimondi ก็คว้าแชมป์ใน Giro d’Italia ได้เป็นผลสำเร็จ ปี 1973 Felicia Gimondi เป็นแชมป์อีกครั้งในรายการ World Championships ปี 1980 กิจการของ Bianchi ได้ร่วมเข้ากับบริษัทจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของอิตาลี่ Piaggio Grop

หลังจากที่ Bianchi ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในยุโรปก็เริ่มขยับขยายมาตั้งสาขาในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกในปี 1981 ปี 1982 Bianchi เปิดสายการผลิต จักรยาน BMX ออกจำหน่ายในยุโรปเป็นครั้งแรก และปี 1984 เริ่มสายการผลิตจักรยานเสือภูเขาออกจำหน่ายในอเมริกาและยุโรปเป็นครั้งแรก

ต่อมาในปี 1985  Bianchi ได้ผลิตรถที่ชื่อว่า Centernario เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปีของ Edoardo Bianchi เป็นรถที่นักสะสมต้องหามาประดับบารมีไว้อีกคัน ซึ่งรถทั้งคันใช้สีพิเศษ Black nickel-plate ผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเป็น Limited Edition

ปี  1986 ทีม Bianchi โดย Moreno Argentin คว้าแชมป์ในรายการ World Championships ปี 1987 Bianchi ได้เข้าชื้อกิจการของ Puch ซึ่งเป็นผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ของประเทศออสเตรีย

ปี 1991 นักแข่งเสือภูเขา Bruno Zenchi ใช้รถ Bianchi คว้าแชมป์ในรายการ MTB World Championships ในประเภทดาวน์ฮิลล์ได้เป็นครั้งแรก

ปี 1992 Gianni Bugno ของทีม Bianchi ก็ได้แชมป์ในรายการ World Championships ได้อีกครั้ง

ปี 1993 นักแข่งเสือภูเขา Dario Acquaroli สามารถกำชัยชนะในทีม Bianchi ด้วยการเป็นแชมป์ในรายการ MTB World Championships ประเภทครอสคันทรีได้เป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน 

ปี 1995 Bianchi ได้สร้างมิติใหม่ให้กับนักจักรยานโดยออกรถต้นแบบ City Project สำหรับใช้ในเมืองที่ชื่อว่า Spillo

ปี 1997 Bianchi ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทยักษ์ใหญ่ของยุโรป Cycle Europe A.B. Group ที่มี Mr.Salvatore Grimaldi เป็นเจ้าของ

ต่อมาในปี 1998 อีกครั้งที่โลกจักรยานต้องจารึกไว้เมื่อ Marco Pantani สามารถคว้า 2 แชมป์ได้ในปีเดียวกันทั้งในรายการ Tour de France และ Giro d’Iltalia และนักแข่งอีกคนของทีม Stefano Grazelli  คว้าแชมป์ในรายการ Tour of Switzerland และทีมเสือภูเขาของ Bianchi ที่มี Marco Velo ชนะในรายการ Italian Time Trial  พร้อม ๆ กับทีมเสือภูเขา Bianchi-Martini สามารคว้าแชมป์ในสนามย่อย ๆ มาได้อีกหลายสนาม

ปี 2000 ปีทองของทีมจักรยานเสือภูเขา Bianchi-Motorex เมื่อ Jose Hermida คว้า 3 แชมป์มครองในปีเดียวกัน ในปีนี้เอง Bianchi ได้มอบหมายให้ Felicia Gimondi อดีตแชมป์โลกจักรยานมาทำทีมแข่งจักรยานเสือภูเขาและเขาได้รับเด็กหนุ่มชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ Julien Absalon เข้าร่วมทีมต่อมาในปี 2001 ทีมแข่งจักรยานเสือภูเขาของ Bianchi สามารถคว้าแชมป์ในรายการ European Championships โดย Jose Hermida และ Julien Absalon ได้แชมป์ในรุ่น U23 ของรายการ MTB World Cup และรายการ France Cup

12 ก.พ. 2555

เปิดตำนาน 125 ปี จักรยาน Bianchi ตอนที่ 2

|0 ความคิดเห็น
ปี 1899 กับก้าวแรกของการแข่งขันจักรยาน ครั้งแรกของโลก Gran Prix of Paris World Championship นักแข่งคนแรกของ Bianchi คือ Giovanni Tommaselli ลงแข่งขันครั้งนี้ด้วยรถจักรยาน Bianchi เขาได้คว้าชัยชนะมาครองและการแข่งขันรายการนี้คือต้นกำเนิดของการแข่งจักรยานทางไกลที่โด่งดังในวันนี้อย่าง Tour de France ด้วยความโดดเด่นของนวัตกรรมที่นับว่าก้าวหน้ามากในยุคนั้น ทำให้รถจักรยาน Bianchi ได้รับรางวัลเหรียญทองจากงานแสดงสินค้าในเมืองมิลานในปี 1900


ต่อมาในปี 1901 ก็ได้รับรางวัลเหรียญทองจากงานแสดงสินค้าที่ Bologan Trade Fair และรางวัล Grand Prix Awarded จากงานแสดงสินค้าในกรุงโรม ด้วยรางวัลที่ได้รับมามากมายทำให้ธุรกิจจักรยานของ Bianchi ได้ก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว และเป็นจุดกำเนิดของกิจกรรมกีฬาแบบใหม่ในอิตาลี่ ที่ให้ทั้งความสนุกสนานในการเดินทางทั้งในเมืองและชนบท นอกจากนี้ยังเป็นการออกกำลังกายได้ในเวลาเดียวกัน ในปี 1911 รายการแข่ง Giro d’italia ได้กำเนิดขึ้น และ Carlo Galitti แห่งทีม Bianchi ก็กำชัยชนะในรายการนี้มาได้

ต่อมา Bianchi ได้ขยายธุรกิจไปสู่แขนงอื่นด้วยการผลิตรถสามล้อติดเครื่องยนต์ จักรยานยนต์และรถยนต์ตามกระแสของอุตสหกรรมยานยนต์ ที่กำลังก่อกระแสอย่างร้อนแรงในยุคเริ่มต้น แต่สายการผลิตจักรยานก็ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในปี 1905 กิจการของ Bianchi ได้เติบใหญ่และได้เปลี่ยนรูปแบบการบริหารมาเป็นบริษัทผู้ผลิตยานพาหนะทั้งจักรยานและรถยนต์อย่างเต็มรูปแบบภายใต้ชื่อ Edoardo Bianchi & Co มีคณะกรรมการบริหารทั้งหมด 7 คน โดยมี Edoardo Bianchi เป็นประธานผู้บริหาร กิจการได้ขยายและเติบโตไปได้ด้วยดีจนกระทั่งปี 1914 ประเทศอิตาลี่ได้เข้าสู่มหาสงครามโลกครั้งที่ 1 Bianchi ได้รับการว่าจ้างจากทางกองทัพให้ผลิตจักรยานสำหรับทหารราบกว่า 30,000 คันเพื่อใช้ในการรบและไม่นับรวมจักรยานที่ชื่อ Bersagliera สำหรับทหารที่มีช็อคหลังกันสะเทือน ทั้งยังสามารถพับเก็บติดตัวไปด้วยได้ และยังสามารถบรรทุกยุทโธปกรณ์ในการรบได้อีกด้วย นับเป็นจักรยานพับและจักรยานฟูลซัสรุ่นแรกของโลก ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1

ในปี 1915 Bianchi ได้เริ่มต้นหันมาทำจักรยานสำหรับแข่งขันอย่างเต็มตัว โดยผลิตจักรยานรุ่น M ออกมาให้นักแข่งชุดแรกของทีม Bianchi คือ Costante Girardengo และ Tano Belloni โดยมี Erminio Cavedini เป็นผู้จัดการทีม ลงแข่งในรายการ Milano-Sanremo ซึ่งการแข่งครั้งนี้ Bianchi ก็ได้รับชัยชนะ


หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงทวีปยุโรปก็ต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง ทำให้โรงงานประสบปัญหาชะงักงันในการผลิตแต่ Bianchi ก็ยังสามารถประคับประคองกิจการของเขาให้ผ่านพ้นมาได้ มาจนถึงปี 1935 Edoardo Bianchi ได้นำเอาระบบการเปลี่ยนเกียร์ของจักรยานแบบใช้ก้านโยกที่ประดิษฐ์คิดค้นโดย Tulio Campagnolo มาใช้เป็นคนแรก และระบบเกียร์นี้ได้เป็นต้นแบบของจักรยานเสือหมอบยุคใหม่ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Campagnolo และช่วยให้ Giuseppe Olmo นักแข่งชื่อดังสามารถทำลายสถิติเก่าและสร้างสถิติใหม่ของระยะทางในการปั่นในเวลา 1 ชั่วโมงได้เป็นผลสำเร็จในปีนี้อีกด้วย

ในช่วงปี 1939 ทีมแข่งจักรยานของ Bianchi ได้คว้าชัยชนะในหลายรายการในอิตาลี่ ปี 1940 เป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของ Bianchi ที่เขาสร้างชื่อเสียงด้วยชัยชนะ ในรายการแข่งครั้งสำคัญด้วยการเป็นแชมป์ของรายการแข่ง Giro d’italia ได้เป็นครั้งแรก และตอกย้ำด้วยการเป็นแชมป์ของรายการนี้ในปี 1942 อีกด้วย...

9 ก.พ. 2555

เปิดตำนาน 125 ปี จักรยาน Bianchi ตอนที่ 1

|0 ความคิดเห็น
จักรยาน Bianchi สุดยอดจักรยานของอิตาลี่

จักรยาน Bianchi
Bianchi จักรยานแบรนด์นี้เป็นที่รู้จักกันดีของนักปั่นทั่วโลก Edoardo Bianchi คือผู้ให้กำเนิดจักรยาน Bianchi ที่โด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ Edoardo Bianchi เกิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 1865 ในซอยแคบ ๆ ข้างโบสถ์ Duomo ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี่ ด้วยความที่ครอบครัวมีฐานะยากจนทำให้เขาถูกนำไปเลี้ยงดูในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในเมืองมิลานจนเติบใหญ่ ถึงกระนั้นในวิกฤติก็ยังมีโอกาส เพราะที่นี่เป็นที่ ๆ เขาได้รับการศึกษาขั้นต้นและวิชาช่าง เขาได้รับการฝึกฝนทางด้านงานช่างตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ นับได้ว่าเป็นก้าวแรกที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาตั้งแต่นั้นมา

พอย่างเข้าสู่วัยรุ่นเขาถูกส่งตัวไปทำงานในโรงงานด้วยค่าแรงที่ถูกแสนถูก แต่โรงงานนั้นก็เป็นที่ที่เขาได้ฝึกฝนทักษะและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากงานช่างที่เขาถนัด จวบจนอายุได้ 20 ปี ในปี 1885 หนุ่ม Bianchi ได้ตัดสินใจเดินออกมาจากชีวิตหนุ่มโรงงานออกมาทำร้านรับซ่อมลูกปืนสำหรับรถลาก กระดิ่งประตู โดยเปิดร้านอยู่ที่บ้านเลขที่ 7 ถนน Via Nirone ในเมืองมิลานด้วยความเป็นคนพิถีพิถันบวกกับฝีมือด้านงานช่างที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่วันเด็ก เขาจึงเลือกแต่วัสดุดี ๆ มาทำให้ลูกค้าที่นำของมาซ่อมจนทำให้เลื่องลือกันไปปากต่อปากถึงร้านของเด็กหนุ่ม Bianchi ในเวลานั้นรถจักรยานที่ทำโดย Ernest Michaux นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส แบบที่มีล้อไม่เท่ากันล้อหน้าใหญ่ล้อหลังเล็ก ได้ถูกนำมาใช้ในเมืองมิลาน ซึ่งรถจักรยานรุ่นแรก ๆ ล้อจะทำจากไม้และที่นั่งก็อยู่สูงทำให้ใช้งานได้ค่อนข้างลำบาก ทำให้เขามีความคิดว่าน่าจะปรับปรุงแบบให้ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น ดังนั้นเขาจึงออกแบบรถคันแรกของเขาเองโดยการลดขนาดของล้อหน้าให้เล็กลงเท่ากันกับล้อหลัง พร้อมกับใส่ชุดโซ่และบันไดขับล้อหลังที่ออกแบบใหม่โดย Vincent นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสอีกคน และนี่คือจุดกำเนิดของจักรยานยุคใหม่ที่ต่อมากลายเป็นต้นแบบให้กับคนอื่นนำไปทำตามแบบของเขา
Edoardo Bianchi
ความคิดสร้างสรรค์ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น เขาได้ดัดแปลงใส่ชุดลูกปืนเข้าไปที่คอทำให้รถจักรยานสามารถบังคับเลี้ยวได้ง่ายขึ้นและใช้เฟรมแบบใหม่ รูปสามเหลี่ยมอันเป็นต้นกำเนิดของเฟรมรูปเหลี่ยมเพชรของจักรยานในยุคปัจจุบันนี้ ต่อมาในปี 1888 Bianchi ได้ปรับปรุงจักรยานของเขา ให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นด้วยการนำเอายางที่พองลมได้มาหุ้มล้อของจักรยาน (Air Filled Rubber Tires) ซึ่งคิดค้นโดยนักประดิษฐ์ชาวสกอตแลนด์ชื่อ John Boyd Dunlop (ผู้ให้กำเนิดยาง Dunlop ในปัจจุบัน) ด้วยความคิดนี้ทำให้รถจักรยานของเขาสามารถวิ่งได้เร็วขึ้น นุ่มขึ้นและไม่มีเสียงดังให้เป็นที่รำคาญอีกต่อไป และพร้อม ๆ กันกับที่เขาตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ใหม่ที่ถนน Via Bertani เพื่อขยายสายการผลิตจักรยานและส่งออกขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันด้วยความแปลกใหม่และความทันสมัยในเวลานั้นทำให้จักรยานของ Bianchi ได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างท่วมท้น ทำให้ตัดสินใจขยายโรงงานเพิ่มขึ้นอีกในเวลา 5 ปี ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่ถนน Via Borgetto ความนิยมในจักรยาน Bianchi ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนทำให้รถ Bianchi ได้รับรางวัลเหรียญทองจากงานแสดงสินค้า Milan’ Esposizioni Riunite และรางวัล Testimonial of Merit จากงาน Expositional International du Salon de Cycles ที่กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส

จักรยาน Bianchi
ในปีต่อมาเขาได้รับเชิญจากสมเด็จพระราชินี Margherita ได้ทรงขอให้ Bianchi เปิดสอนการปั่นจักรยานขึ้นในพระราชวัง Monza โดยเขาได้ทำจักรยานขึ้นถวายต่อสมเด็กพระราชินี ซึ่งพระองค์ท่านได้พระราชทางสีเขียวให้เป็นสีของจักรยาน Bianchi เป็นครั้งแรกโดยใช้สีเขียวของพระเนตรของพระธิดาเจ้าหญิง Celeste (ซีเลสเต้) และเขาได้ใช้สีเขียวนี้เป็นสีประจำตัวของจักรยาน Bianchi มาตั้งแต่บัดนั้นจวบจนถึงทุกวันนี้ด้วย ความสำเร็จในครั้งนี้ทำให้เจ้านายพระองค์อื่น ๆ ได้หันมาสนใจการปั่นจักรยานตามอย่างพระราชินีเช่นกัน ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้ทำให้ในปี 1895 กษัตริย์ อัลเบอร์โต้ ได้พระราชทางเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในลำดับที่ 969 นอกจากนี้ยังแต่งตั้งให้ Edoardo Bianchi เป็นผู้ผลิตจักรยานประจำพระราชวังอย่างเป็นทางการ และพระราชทางพระบรมราชานุญาตให้ใช้สัญลักษณ์ของราชวงศ์ คือตรานกฟีนิกซ์กับมงกุฎเพชรเป็นเครื่องหมายประทับบนรถของ Bianchi ทุกคันจนถึงทุกวันนี้

ที่มา: นิตยสาร RACE BICYCLE

4 ก.พ. 2555

จักรยาน FUJI OUTLAND 1.0

|0 ความคิดเห็น
จักรยาน FUJI OUTLAND 1.0

Fuji แบรนด์จักรยานที่สร้างชื่อและตำนานไว้กับจักรยานประเภทเสือหมอบไว้มากมาย ล่าสุดก็ยังคว้าแชมป์รายการ Giro de talia 2011 ถึงจะมีผลงานโดดเด่นกับจักรยานเสือหมอบทางเรียบ ก็ไม่ได้ทิ้งทางฝุ่น ยังคงให้ความสำคัญและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นล้อ 29er หรือแม้แต่จักรยานแบบ Full Suspension เนื่องด้วยแนวโม้มของกระแสความนิยมและการใช้งานที่ครอบคลุมได้มากกว่า

Fuji Outland 1.0 เป็นจักรยานแบบ Full suspension ที่ใช้ระบบกระเดื่องแบบ 3D ที่มาพร้อมกับช่วงยุบ 120 มม. ซึ่งลดลงจากปี 2011 ที่เป็น 125 มม. เพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จับคู่กับช็อคหน้าที่มีช่วงยุบ 120 มม. สำหรับการปั่นแบบครอสคันทรี่ ที่ต้องการความสบายมากกว่าความเบา ตัวถังอลูมิเนียม A6-SL ท่อคอแบบ 2 ขนาด เพื่อความแข็งแรงและการควบคุมที่แม่นยำ ชุดขับเคลื่อนรุ่นคุ้มค่าทั้งราคาและประสิทธิภาพ รถจักรยานใน Series นี้มีทั้งล้อ 26 นิ้วและ 29 นิ้ว ในแบบล้อ 29 นิ้ว มีอยู่ด้วยกัน 3 รุ่นคือ OUTLAND 1.0 ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด, รุ่น 2.0 และ รุ่น 3.0 ความต่างของทั้ง 3 รุ่นนี้อยู่ที่อะไหล่ที่นำมาประกอบและสีเท่านั้น

จักรยาน Ellsworth Truth SST.2

|0 ความคิดเห็น
จักรยาน Ellsworth Truth SST.2

Ellsworth Truth SST.2 เป็นจักรยานแบบ Full Suspension ที่มีช่วงยุบ 4 นิ้ว Ellssworth ระบบ ICT ออกแบบโดย Tony Ellsworth และลิขสิทธิ์ของ Ellsworth ได้ชื่อว่าเป็นระบบที่ช่วยในการประหยัดแรงได้มาก ระบบสามารถลดการสูญเสียแรงที่ถ่ายทอดจากแรงกดลูกบันไดได้สูงสุดโดยมีค่าการสูญเสียโดยเฉลี่ยเพียง 1.5% เท่านั้น ผ่านการทดสอบทั้งในห้องปฏิบัติการและแบบจำลองออกมาทดสอบในสนามทดสอบจริง ๆ เพื่อที่จะให้คำมั่นได้อย่างเต็มร้อยว่าท่าจะได้ขี่จักรยานที่สมบูรณ์พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุด

พร้อมด้วยงานฝีมีที่ทรงคุณค่าจัดได้ว่าเป็นที่สุดของจักรยานบนโลกใบนี้ที่เงินสามารถซื้อได้ ตัวเฟรมทำจากอลูมิเนียมเกรดสูงสุดเท่าที่มีในโลกนี้ ใช้เครื่องกลึง CNC ที่ทันสมัยที่สุดแบบ 5 แกน ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ที่ให้ความแม่นยำในการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้ผลิตชิ้นส่วนยานอวกาศ และใช้ช่างฝีมือที่มีมาตรฐานในการทำงานสูงที่สุดเท่าที่มีในปัจจุบัน เชื่อมเฟรมทีละเฟรมอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ผลงานออกมาปราณีตที่สุด

Ellsworth บรรจงทำสีจักรยานแบบสีอโนไดซ์และทำ Laser-etched grapihics อย่างประณีตบรรจงด้วยมือ แม้ว่าจะทำให้เกิดต้นทุนที่แพงขึ้นอย่างมหาศาล แต่ก็ทำเพื่อที่จะต้องการให้ Ellsworth เป็นรถจักรยานที่สมบูรณ์แบบที่ทำให้ผู้ครอบครองภาคภูมิใจไปจนชั่วชีวิต เราตั้งใจที่จะทำเฟรมด้วยงานฝีมือที่สุดปราณีต ในจำนวนจำกัด สำหรับผู้ที่แสวงหาจักรยานที่ดีที่สุดเท่าที่อำนาจของเงินสามารถหาซื้อได้

31 ม.ค. 2555

ชุดเกียร์ Sram XO 2012

|0 ความคิดเห็น
ชุดเกียร์ Sram XO 2012

Sram ถือกำเนิดขึ้นจาก สก็อตต์, รีย์ และแซม ปี 1987 ที่ชิคาโก, อิลลินอยน์ สหรัฐอเมริกา ชุดเกียร์ Sram เป็นที่รู้จักและสร้างชื่อเสียงในปี 1991 โดยกล้าที่จะต่าง เปิดตัวชุดเกียร์ที่เรียกกันว่า Grip Shift ซึ่งมีหน้าตาคล้าย ๆ กับคันเร่งมอเตอร์ไซค์ ด้วยการบิดข้อมือ ขึ้นลงเบา ๆ อัตราทด 1:1 ตีนผี จะตอบสนองได้รวมเร็วทันใจ เป็นที่ฮือฮาว่านี่แหละคือสิ่งที่ใช่ และเป็นการใช้งานร่วมกับเมาเท่นไบค์ได้อย่างสมเหตุสมผล โดยเฉพาะทีมแข่งในยุคปี 1997 อย่างทีม Sunn-Nike ทีม Volvo-Cannondale มั่นใจเลือกชุดเกียร์ Sram ลงแข่งขันสนาม UCI Mountain bike World cup ทำให้ภาพลักษณ์ Sram กับรถ Cannondale โดยมี คาเดล อีแวนส์ ไล่ล่าคว้าแชมป์ระหว่างการแข่งขัน ทุกจังหวะสับเกียร์นั้นช่างเร้าใจกองเชียร์

ชุดเกียร์ Sram XO 2012
Sram XO 2012

ระบบ Twister ของ Sram ยังคงมีแค่ 9 เกียร์ ทำให้ระบบ Trigger เข้ามาแทนที่ แต่ยังคงอัตราส่วน 1:1 ไว้เหมือนเดิม สามารถตอบสนองความรวดเร็วทันใจเพียงแค่ใช้นิ้วโป้ง กดขึ้นลง ว่ากันว่าระบบนี้เวิร์ค เนื่องจากนิ้วที่เหลืออีก 4 นิ้วกำแฮนด์ได้ถนัดมือ ทำให้การบังคับรถระหว่าเปลี่ยนเกียร์ ขึ้นเนินลงเนินมีประสิทธิภาพดีกกว่า นอกจาก Sram จะมุ่งมั่นทำชุดขับเคลื่อนให้ขึ้นลงได้รวดเร็วและแม่นยำ หัวใจสำคัญที่ไม่เคยละเลยก็คือ เรื่องน้ำหนัก ต้องเบากว่าคู่แข่ง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องไม่เป็นรอง เมื่อมองดูความจริงแล้ว บางชิ้นส่วนอาจจะไม่เบากว่าคู่แข่งไปทั้งหมด เรามาวิเคราะห์เจาะลึกกันดูหน่อยครับว่า ปี 2012 Sram XO ปล่อยหมัดเด็ดอะไรออกมา

Fly your colors คอนเซ็ปต์ปีนี้ มีสีให้เลือก 2 สี คือสีดำ กับสีเงิน แต่ดูเหมือนการเปิดตัวเจ้า XO จัดว่าเป็นชุดขับเคลื่อนระดับรองท็อปของ Sram ประกอบไปด้วย มือเกียร์ ตีนผี ชุดจาน สับจาน เฟือง ดิสเบรก โซ่ คือรุ่น 1091 R เชนไกค์


29 ม.ค. 2555

จักรยาน TREK Madone 6.9 ssl

|0 ความคิดเห็น
จักรยาน TREK Madone 6.9 ssl

Trek แลนซ์อาร์สตรอง ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก เขาเป็นเจ้าของแชมป์การแข่งขัน Tour de Fance ติดต่อกัน 7 สมัย โดยเขาได้ใช้จักรยานจากแบรนด์ Trek นี้เอง Trek ได้เป็นสปอนเซอร์ให้กับ  Team Leopard-Trek และ Team Radio Shack ลงสู้ศึก Tour de France 2011 ที่ผ่านพ้นไปโดยจักรยานที่ใช้คือ Trek madone 6.9 ssl ซึ่งเป็นตัวท็อปสุดของสายการผลิต

จุดเด่นของ Madone 6.9 ssl คือการออกแบบในด้านของสมรรถนะ ที่ให้ความสมดุลของน้ำหนัก ความแกร่งของตัวเฟรม ท่านั่งที่ให้ความสบายในขณะปั่น และการบังคับควบคุมจักรยานโดยตัวเฟรมใช้เทคโนโลยี OCLV2 คือระบบการบีบอัดคาร์บอนที่มีคุณภาพสูงกว่า OCLV Stepjoint ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ Trek กะโหลกแบบ BB90 ตะเกียบรุ่นใหม่ที่โคนซางของตะเกียบเป็นทรงรี สามารถซับแรงจากพื้นถนนโดยไม่เสียการบังคับควบคุม เซนเซอร์รับสัญญานความเร็วและรอบขา แบบ Duo Trap ที่ติดมากับเฟรมโดยไม่ทำให้ความแข็งแกร่งของโครงสร้างด้อยลง

ที่น่าสนใจคือ Duo Trap sensor ตัวนี้สามารถใช้งานเข้าได้กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่ใช้เทคโนโลยี ANT+wireless technology ต่อด้วยเทคโนโลยี E3 ที่ช่วยรับแรงสะเทือนจากตะเกียบหน้าได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเฟรมได้ 3 แบบด้วยกันคือ

     1. Pro Fit คือแบบที่ผู้ปั่นมีความยืดหยุ่นช่วงสะโพก หรือกระดูกสันหลังที่ดีเพื่อต้องการตำแหน่งที่ลู่ลม
     2. Performance Fit องศาเดียวกับ Pro Fit แต่ปรับท่อคอให้สูงขึ้น 30 mm เพื่อให้เหมาะกับนักจักรยานที่มีความยืดหยุ่นในการเคลื่อนไหวของข้อสะโพกและแนวแกนกระดูกสันหลังน้อยกว่า
     3. WSD Fit ถูกออกแบบมาสำหรับสุภาพสตรีโดยเฉพาะ แต่ยังคงบังคับรถได้เหมือนกับองศาของ Pro Fit

จักรยาน Specialized Venge

|0 ความคิดเห็น

Specialized เป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากแบรนด์หนึ่งในบ้านเรา จาก SL3 ที่เคยเป็นรุ่นสูงสุดของค่ายนี้ ปัจจุบันมีการขยับจากที่มีรุ่นสูงสุดเพียงตัวเดียว Specialized ได้แตกออกเป็น 2 สาย เน้นความเฉพาะทางมากขึ้น เพื่อให้การนำไปใช้งานได้รับสมรรถนะอย่างเต็มเปี่ยม ด้วยการแยกออกเป็น 2 รุ่น 2 ประเภท เน้นผลที่ต่างกัน ทางขึ้นเขายกให้ SL4 ส่วนทางราบเน้นความเร็วเป็นของ Venge ซึ่งออกสู่ท้องตลาดแล้ว  ด้วยรูปทรงที่แตกต่างออกไปจาก SL3 อย่างสิ้นเชิง Venge ได้รับอิทธิพลมาจากจักรยานไทม์ไทรอัลอย่าง Shiv มีรูปทรงที่ลู่ลมอย่างเห็นได้ชัด ด้วยท่อที่แบนลง ซ่อนสายเข้าในตัวถัง

Venge ถูกนำไปลงแข่งในรายการ Tour de France ครั้งล่าสุด ผ่านการทดสอบจากสนามแล้วก็พร้อมลุยตลาดทันที่ นับว่ามาไวจริง ๆ สำหรับนักปั่นที่ต้องการอินเทรนด์ถึงแม้ลวดลายจะไม่เหมือนกับคันที่ Mark Cavendish ทีม HTC-Highroad ใช้แต่ตัวเฟรมไม่ได้มีอะไรที่ต่างกันแม้แต่น้อย มีการทำสีมาแบบไม่ทั่วทั้งคัน โชว์เนื้องานคาร์บอน ทำให้ช่วยลดน้ำหนักลงไปได้อีกเล็กน้อย เฟรมเปล่ามีน้ำหนักน้อยกว่า  950 กรัม จัดว่าเป็นเฟรมที่เบาเอาเรื่องเลยทีเดียว ทางตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราได้นำเข้ามาเป็นแบบเฟรมเซ็ต มี 3 ขนาดคือ 49,52,54 มี 2 สี คือ carbon/red และ white/red

27 ม.ค. 2555

จะเลือกใช้ล้อคาร์บอน เสือหมอบอย่างไรดี ?

|0 ความคิดเห็น

คำถามชวนปวดหัวเริ่มต้นขึ้นใช่มั้ยละครับ เมื่อคุณคิดจะเปลี่ยนล้อเสือหมอบเดิม ๆ ที่ติดรถมาให้ดีขึ้น บ้างก็หาข้อมูลในเว็บไซต์ทั้งไทยและเทศ บ้างก็ไปถามเพื่อน ๆ ในกลุ่มว่า เราจะเลือกใช้ล้อสูงเท่าไรดี ซี่ลวดอะไรดี ดุมอะไรดี รายละเอียดมันดูเยอะไปหมดใช่มั้ยครับ

ผมขออธิบายเป็นข้อ ๆ เพื่อใช้ในการเลือกล้อเสือหมอบสำหรับท่านก็แล้วกันครับ

เลือกขอบล้อ ขอบยางฮาล์ฟ (Tubular) หรือยางงัด (Clincher)

ล้อขอบยางฮาล์ฟ (Tubular)

ข้อได้เปรียบ
ประสิทธิภาพการขี่ที่สูงสุด เพราะน้ำหนักเบาอัดลมได้สูงกว่าขอบยางงัด  เวลาเบรกลงเขาต่อเนื่องนาน ๆ ยางจะไม่ร้อนเนื่องจากขอกันยางแบกออกจากกันจึงปลอดภัยเรื่องยางระเบิดเพราะความร้อนได้ยางฮาล์ฟจึงเหมาะแก่การใช้ในการแข่งขันหรือท่านที่ต้องการความเร็วสูงและความเบาของน้ำหนักรถเพื่อการปืนเขา
ข้อเสียเปรียบ
การเปลี่ยนยางเมื่อยางแตกกลางทางลำบากกว่ายางงัด หากผู้ขี่ไม่มีประสบการณ์ในการเปลี่ยน และยางมีราคาสูง ยางบางยี่ห้อปะไม่ได บางยี่ห้อปะได้ แต่อาจจะยุ่งยากในการปะ ถ้าแตกแผลใหญ่ ไม่สามารถใช้น้ำยะปะได้ ก็ต้องเปลี่ยนทั้งเส้น เส้นละประมาณ 1,000-3,000 บาท ในปัจจุบันมีน้ำยาปะยางฮาล์ฟ หยอดเข้าไปเมื่อยางแตกสามารถใช้อุดรูรั่วเล็ก ๆ ได้ เพื่อความสะดวกได้มากทีเดียว

ล้อขอบยางงัด (Clincher)

ข้อได้เปรียบ
ใช้สะดวกไปได้ทุกที่ เปลี่ยนยางในกลางทางได้ง่าย ถ้ายางแตกก็เปลี่ยนยางในเส้นละ 100 กว่าบาท ใคร ๆ ก็เปลี่ยนได้งบประมารไม่สูง
ข้อเสียเปรียบ
น้ำหนักมากกว่าล้อขอบฮาล์ฟพอสมควร อัดลมได้น้อยกว่าทำให้แรงต้านผิวถนนมีมากกว่า ที่สำคัญเวลาลงเขาต้องเบรกต่อเนื่องนาน ๆ ขอบจะร้อน ทำให้ยางร้อนตามไปด้วย

เลือกขอบล้อสูงเท่าไรดี
ความสูงของขอบล้อมีผลเชิงฟิสิกส์ในหลาย ๆ ปัจจัย แต่ผมจะขออธิบายเป็นภาษาพื้นบ้านให้พี่ ๆ น้อง ๆ เข้าใจกันได้ง่ายขึ้นครับ
ยิ่งขอบสูงยิ่งทำความเร็วสูงได้ดีเพราะมีมวลอยู่ใกล้จุดการหมุนทำให้ขอบล้อหมุนไปได้เร็วขึ้นและมากขึ้นและอากาศที่ผ่านเมาในล้อก็น้อยขึ้นแต่ก็ต้องแลกด้วยน้ำหนักล้อที่มกขึ้นด้วยเช่นกัน
ดังนั้นขอบยิ่งสูงก็เหมาะสำหรับการใช้ในทางราบ ทำความเร็วต่อเนื่องได้ดีและขอบยิ่งต่ำก็ยิ่งเบาเหมาะกับการใช้ในทางเนินหรือขึ้นเขาที่เน้นเรื่องความเบามากกว่า ดังนั้นขอบกลาง ๆ ที่สูง 50-60 มม.จึงได้รับความนิยมในการขี่ทั่ว ๆ ไปมากที่สุดครับ

เลือกซี่ลวดแบบไหนดี
น้ำหนักของผู้ขี่มีผลในการเลือกซี่ลวดอย่างมากครับ เพราะซี่ลวดแต่ละแบบมีความหนาความทนทานแรงกระทำไม่เท่ากัน ดังนั้นคนที่น้ำหนักมากก็ควรจะใช้ซี่ที่มีขนาดหนา แข็งแรง และจำนวนซี่ที่ใช้มากกว่า ซึ่งจุดนี้คนน้ำหนักตัวไม่มากจะได้เปรียบในการเลือกซี่ที่หลากหลายกว่าการขี่รถประเภทเสือหมอบที่ต้องการความเร็ว ผมแนะนำให้ใช้ซี่แบนหรือซี่แอโร่เพื่อการตัดอากาศที่ดีกว่าซี่กลมที่ใช้ในเสือภูเขาทั่วไปและซี่แบนสามารถตั้งซี่ได้มั่นคงกว่าเมื่อขี่ไปแล้วไม่จำเป็น ต้องตั้งซี่บ่อยเท่ากับซี่ประเภทกลมครับ

แล้วการเลือกดุมละ

ดุมมีหลายยี่ห้อจากหลายผู้ผลิตให้เลือกขึ้นอยู่กับงบประมาณของคุณครับ ซึ่งส่วนใหญ่จะน้ำหนักยิ่งเบายิ่งแพง และอีกปัจจัยคือเป็นแบริ่งหรือลูกปืนเซรามิคก็จะยิ่งแพงครับ

สรุป คิดว่าบทความสั้น ๆ นี้คงเป็นประโยชน์แก่นักขี่ที่กำลังเลือกล้อคาร์บอนไม่มากก็น้อยครับ 

ตีนผี ข้าสั้น ขายาว ต่างกันอย่างไร

|1 ความคิดเห็น

Shimano ทำตีนผีขาสั้นยาวแตกต่างกัน 3 รหัสคือ

1.        SS ซึ่งจะสั้นที่สุด และใช้กับเสือหมอบที่มีจานหน้า 2 จานเท่านั้น
2.        GS สำหรับเสือหมอบจะเป็นตีนผีขายาวซึ่งจะใช้กับจานหน้า 3 จาน (52-42-30) แต่ถ้าเป็นของเสือภูเขาจะถูกเรียกเป็นตีนผีขาสั้น
3.        SGS เป็นตีนผีที่ขายาวที่สุด
ก่อนที่จะพูดเรื่องความแตกต่างของขาสั้น ขายาวนั้น สิ่งหนึ่งที่อยากจะเน้นก็คือ อย่าเพิ่งละเลยเรื่องพื้นฐาน มาดูตารางแสดงคุณสมบัติของตีนผีรุ่นต่าง ๆ กันก่อนดีกว่าครับ

ตีนผีทุก ๆ รุ่นจะมีสปริงอยู่ด้วยกัน 3 ชุด

   1. B-tension spring หรือสปริงที่อยู่ใน Hanger bracket หรือที่ที่เราขันยึดตัวตีนผีเข้ากับ drop out สปริงตัวนี้จะทำหน้าที่ดึงให้ hanger bracket ถอยไปด้านหลังตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เฟืองจ็อคกี้กระแทกกับชุดเฟืองท้าย โดยเฉพาะช่วงที่ใช้เฟืองท้ายใบใหญ่ที่สุด

  2.  Parallelogram link spring จะอยู่ระหว่าง inner link และ outer link ของขาบน
-   สำหรับตีนผีธรรมดา สปริงตัวนี้ทำหน้าที่ดึงให้ขาของตีนผีขยับกลับออกไปด้านนอก โดยจะเกี่ยวจาก link pin ตัวหลังของ outer plate ไปยัง link pin ตัวหน้าของ inner plate พูดง่าย ๆ คือเป็นตัวถึงให้ตีนผีขยับเพื่อเปลี่ยนเกียร์จากเฟืองใหญ่ลงมายังเฟืองเล็ก
-    ส่วนในตีนผี reverse หรือ Rapid rise สปริงตัวนี้จะเกี่ยวจาก link pin ตัวหลังของ inner plate ไปยัง link pin ตัวหน้าของ outer plate สปริงตัวนี้จึงทำหน้าดึงในทิศทางตรงกันข้ามแบบปกติ คือ จะดึงให้ขาของตีนผีขยับเข้าด้านในแทน หรือเป็นตัวดึงให้ตีนผีขยับเพื่อเปลี่ยนเกียร์จากเฟืองเล็กขึ้นไปยังเฟืองใหญ่

3.   สปริงใน pulley cage bracket สปริงตัวนี้จะทำหน้าที่ดึงให้ขาล่างหรือ pulley cage งอเข้าหาขาบนตลอดเวลา โดยสปริงตัวนี้จะทำหน้าที่ร่วมกับ B-tension spring ในการดึงให้โซ่ตึงตลอดเวลา ที่ต้องกล่าวให้เข้าใจแบบนี้ก่อนเพราะว่าจะได้หลับตานึกภาพการทำงานไปด้วยกันได้ไงครับ

24 ม.ค. 2555

จักรยานเสือหมอบ MERIDA REACTO 907 COM

|0 ความคิดเห็น
 MERIDA REACTO 907 COM

ถ้าเอ่ยถึงจักรยาน Merida คงคุ้นเคยกันดีกับจักรยานประเภทเสือภูเขา เพราะเป็นจักรยานที่ได้รับความนิยมในบ้านเรามานาน ยิ่งเมื่อปี 2010 Jos Antonio Hermida Ramos จากทีม MULTIVAN MERIDA BIKING TEAM คว้าแชมป์รายการ UCI WORLD CHAMP ทำให้แบรนด์นี้ถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น แต่เรากลับไม่ค่อยได้เห็นจักรยานประเภทถนนของค่ายนี้อาจเป็นเพราะไม่ได้ลงแข่งในรายการใหญ่ที่ทุกคนสนใจ ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า MERIDA ไม่สนใจจักรยานประเภทนี้ MERIDA ยังมีการพัฒนาจักรยานประเภทนถนนอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุที่ถูกนำมาใช้ รูปทรงของรถที่พัฒนาเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของนักปั่น  มาปีนี้กระแสการแยกรถออกมาตามประเภทเส้นทาง สำหรับ Scultura EVO Target six เป็นแนวทางภูเขา ส่วนแนวทางราบก็เป็น REACTO ที่มีอยู่ 3 รุ่น ย่อยต่างกันที่อะไหล่และอุปกรณ์ที่ประกอบมา

สำหรับรุ่นที่ทางตัวแทนจำหน่ายในบ้านเรานำเข้ามาเป็นตัวน้องสุดของรุ่นคือ REACTO 907 COM  2012 ถึงจะใช่รุ่นสูงสุดแต่ก็ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน ตัวเฟรมขึ้นรูปชิ้นเดียวไร้รอยต่อ หางหลังสั้น ท่อนบนแบบขนานเห็นแล้วได้อารมณ์จริง ๆ สำหรับราคานั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด ต้องลองสอบถามกับทางผู้นำเข้าดูอีกที 

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง