ss

3 เม.ย. 2554

Preview! FOCUS Marathon/XC FSL 2011

|0 ความคิดเห็น
Focus first 2011

Preview!  Focus First  2011 full carbon Made in Germanyทั้งคันถูกประกอบขึ้นโดยการเน้นใช้ Carbon เป็นหลัก ทั้งตัวโช๊ค หรือชุดคอแฮน และที่อย่างแน่นอน คือ Frame Carbon ทั้งตัว ราคาทั้งคัน 175,000 บาท ลดเหลือ 155,000 บาท น้ำหนักรวมทั้งคัน 11.4 kg ถ้าคุณต้องการเป็น เจ้าของรถจักรยาน Full-suspension  ประสิทธิภาพสูงสุด จาก Germany ต้อง Focus First  เราตามไปดู รายละเอียดเพิ่มกันเลยดีกว่าครับ

Focus first 2011

เฟรมเปล่า ราคา 85,000 บาท ครับ ชุดขับ เป็น Shimano xt 10sp dyna-sys
พร้อม โซ่พิเศษ kmc titanium

Focus first 2011

หลักอาน Carbon newultimate เบาที่สุด และอาน Fi.zi.k antares

Focus first 2011

ชุดคอแฮน Carbon newultimate แม้แต่มือเบรคดิสยัง Shimano xt พร้อม remote ปรับโช๊ค

Focus first 2011

โช๊ค Carbon Dt-swiss

Focus first 2011

ชุดล้อ Mavic crossmax St

Focus first 2011
Focus first 2011

2 เม.ย. 2554

แนะนำจักรยานใหม่เปิดตัว Orbea Alma Hydro 2011

|0 ความคิดเห็น
Orbea Alma Hydro H50
Orbea Alma Hydro H30
Orbea Alma Hydro H10

Orbea เปิดตัว New! Orbea Alma Hydro 2011
  ตัวเฟรมทำจากอลูมิเนียม Aluminum  Made in Spain
  มาคุณเลือกด้วยกันถึง  3  สี  3 รุ่น  หรือ เฟรมเปล่า
โดยตัวรถทั้งคัน ประกอบที่ spain มีด้วยกัน 2 รุ่นคือ

1.  Orbea Alma Hydro H10
2.  Orbea Alma Hydro H30
3.  Orbea Alma Hydro H50
แต่ล่ะรุ่นท่านสามารถเลือกสีได้

รุ่นที่ 1 Orbea Alma Hydro H10
Orbea Alma Hydro H10
อุปกรณ์ทั้งหมดจะเป็นดังนี้
Frame       orbea alma hydro
Fork           fox 32 RL 100
Crankset    shimano xt
Handlebar  orbea oc-II flat
Stem        orbea oc-II
Shifters    shimano  slx
Brakes     formula  rx disc
Rear derailleur   shimano xt shadow 10 sp
Front derailleur   shimano xt
Chain   shimano  hg74
Wheels   shimano  wh-mt65
Tyres   Hutchinson python tl light
Saddle  selle royal seta
น้ำหนักรวมทั้งคัน  ประมาณ 10 kg

รุ่นที่ 2 Orbea Alma Hydro H30
Orbea Alma Hydro H30
อุปกรณ์ทั้งหมดจะเป็นดังนี้
Frame       orbea alma hydro
Fork           rock shox reba rl 100
Crankset    shimano slx
Handlebar  orbea oc-II raised
Stem        orbea oc-II
Shifters    shimano  slx
Brakes     formula  rx disc
Rear derailleur   shimano xt shadow 10 sp
Front derailleur   shimano slx
Chain   shimano  hg74
Wheels   mavic crossride black
Tyres   Hutchinson python airlight
Saddle  selle royal seta

รุ่นที่ 3 Orbea Alma Hydro H50
Orbea Alma Hydro H50
อุปกรณ์ทั้งหมดจะเป็นดังนี้
Frame       orbea alma hydro
Fork           rock shox recon 100
Crankset    shimano m554
Handlebar  orbea oc-II flat
Stem        orbea oc-II
Shifters    shimano  slx
Brakes     formula  rx disc
Rear derailleur   shimano xt shadow 10 sp
Front derailleur   shimano slx
Chain   shimano  hg74
Wheels   mavic crossride black
Tyres   Hutchinson python tl light
Saddle  selle royal seta
น้ำหนักรวมทั้งคัน  ประมาณ 10.8 kg

ประวัติความเป็นมาของจักรยาน มาริน

|0 ความคิดเห็น
ประวัติความเป็นมาของจักรยานมาริน


จักรยานมารินถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2529 ที่เมือง San Anselmo รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และเพิ่งฉลองครบรอบ 24 ปี เมื่อปี 2553 นี้เอง ออฟฟิศของมารินอยู่เชิงเขา Tamalpais (MT.Tam) ซึ่งถือกันว่าเป็นถิ่นกำเนิดของจักรยานเสือภูเขา และก็ยังเป็นศูนย์กลางของกีฬาประเภทนี้มาจนปัจจุบัน
Robert Buckley ผู้ก่อตั้งมาริน ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ขี่จักรยาน เพื่อบำบัดอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า แต่ปรากฏว่าเขาเกิดอาการหลงใหลในกีฬาชนิดนี้เข้าเต็มเปา เขาก็เลยตั้งโรงงานผลิตจักรยานเสือภูเขามารินขึ้นมา และก็ยังทุ่มเทกับการมุ่งมั่น เพื่อสร้างประสบการณ์สุดยอดจากการปั่นจักรยานมาริน แม้เวลาจะผ่านมาถึง 24 ปีแล้ว มิสเตอร์บัคลี่ย์ก็ยังดูแลการผลิต และผลักดันความคิดสร้างสรรค์ต่างๆอยู่ตลอดเวลา เหมือนครั้งที่เริ่มต้นกิจการ

จักรยานมารินรุ่นแรกที่ออกจากสายการผลิตคือรุ่น Madrone Trail ที่บัคลีย์ร่วมกับนักปั่นในเขตมาริน ช่วยกันออกแบบ จนได้จักรยานเสือภูเขาแบบฮาร์ดเทล ที่ปั่นสนุก สมรรถนะสูง แต่ราคาไม่สูงมาก ในระยะแรกๆบัคลีย์ก็ต้องพาจักรยานมารินของเขา เที่ยววิ่งโรดโชว์ตามเมืองชายฝั่งตะวันตก และแถบเทือกเขาร็อกกี้ เพื่อแนะนำให้ผู้คนรู้จัก

มิสเตอร์บัคลีย์เคยกล่าวไว้ว่า “หลังจากอยู่ในธุรกิจมากว่า 20 ปี เรายังคงรักษาคุณค่าของความเป็นมารินไว้ได้ตลอดเวลา คำมั่นสัญญาของผมคือคือการสร้างจักรยานที่น้ำหนักเบา แข็งแรง และได้รับการออกแบบ เพื่อผู้เป็นเจ้าของได้ใช้งานอย่างเต็มคุณภาพเป็นเวลานาน ผมภูมิใจที่เราสามารถรักษาคำมั่นนี้ได้ตลอดมา”
ตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้ง มารินได้สร้างชื่อเสียงที่ดีตลอดมา ทั้งทางด้านเทคโนโลยี่ และทางด้านความก้าวหน้าในการออกแบบ เช่น
  • จักรยานฮาร์ดเทลน้ำหนักเบา ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสุดในการผลิต ที่มีทั้งรุ่นไทเทเนียม คาร์บอนไฟเบอร์ อลูมินั่มอัลลอย หรือแม้กระทั่งสตีล
  • จักรยานฟูลซัสเพนชั่นที่ใช้เทคโนโลยี่ Quad-Link ของมารินเอง ซึ่งเป็นระบบที่ให้ประสิทธิผลและการตอบสนองสูงสุด ในบรรดาเทคโนโลยี่ฟูลซัสที่มีอยู่ในปัจจุบัน
  • จักรยานถนนแบบแฮนด์ตรงประสิทธิภาพสูง ที่รวมเอาความสบายในการขี่ของเมาเท่นไบค์ เข้าไว้ด้วยกันกับ น้ำหนักที่เบา และทรงลู่ลมของโรดไบค์
  • จักรยานแบบใช้ในเมือง ที่มารินเป็นผู้นำอุตสาหกรรม และเป็นผู้สร้างมาตรฐานใหม่ด้านสมรรถนะ และการออกแบบให้แก่รถในกลุ่มนี้
แต่แรกเริ่ม มารินสร้างชื่อเสียงจากรถจักรยานเสือภูเขาสมรรถนะสูง ปัจจุบัน มารินมีจักรยานในแบบต่างๆให้เลือกใช้มากกว่า 90 รุ่น ที่เหมาะสมกับทั้งทักษะและรสนิยมของนักปั่น ไม่ว่าจะเป็น เสือภูเขา เสือหมอบ รถจักรยานใช้ในเมือง และรถจักรยานสำหรับเด็กและเยาวชน
ปัจจุบันพนักงานของมาริน ยังปั่นจักรยานในแถบเทือกเขา MT.Tam อยู่ทุกวัน เพื่อซึบซับประสบการณ์บนเขาซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของจักรยานเสือภูเขา และนำประสบการณ์นั้น มาปรับปรุงการออกแบบและการผลิตจักรยานมารินของเรานั่นเอง

ผลิตภัณฑ์มารินทั้งจักรยาน อุปกรณ์ประกอบ เครื่องตกแต่ง เสื้อผ้า และอื่นๆมีจำหน่ายอยู่ทั่วสหรัฐอเมริกา และในอีก 46 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย

# รีวิวจักรยาน Marin Mount Vision Extrame 9

|0 ความคิดเห็น

รีวิว จักรยานมาริน เม้าท์วิชั่น เอ๊กซ์เอ็ม 9 ในนิตยสาร Bike Magazine – The Bible of Bike Tests 

ผู้ทดสอบให้บทสรุปสำหรับมารินคันนี้ว่า
“Marin’s new Mount Vision is the very dictionary definition of what a trail bike should be” แปลเป็นไทยง่ายๆหมายความว่า
“จักรยานมาริน เมาท์วิชั่น รุ่นใหม่นี้ คือนิยามที่เหมาะสมที่สุดที่สมควรจะระบุไว้ในพจนานุกรมของคำว่า จักรยานประเภทเทรล”
แปลเป็นไทยอีกที ก็คือ ไม่มีจักรยานคันอื่นใดเหมาะสมกับการเป็นจักรยานประเภทเทรล เท่ากับมาริน เมาท์วิชั่น เอ๊กซ์เอ็ม 9 อีกแล้ว
จักรยานประเภทเทรล เป็นจักรยานเสือภูเขาฟูลซัสเพนชั่นที่มีช่วงยุบตัว 120 – 140 มม. สำหรับระบบกันสะเทือนทั้งหน้าและหลัง ส่วนจักรยานประเภทครอสคันทรี่จะมีช่วงยุบตัวประมาณ 100 มม.
มารินได้ออกแบบใหม่หมดสำหรับเมาท์วิชั่นรุ่นปี 2011 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเฟรมและระบบกันสะเทือนหลังแบบควอทลิงค์ ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของมาริน และผลจากการออกแบบใหม่หมดนี้ ก็ไม่ได้ทำให้คณะที่ทำการทดสอบผิดหวังเลยแม้แต่น้อย
เริ่มจากสีสันกันก่อนเลย สีของเฟรมสวยสดด้วยสีขาวตัดกับสีฟ้า CYAN ซึ่งเป็นสีประจำแบรนด์ของมาริน (Brand Identity Color) ทางด้าน Fox ซึ่งเป็นขาใหญ่ในวงการช็อคแอบซอร์เบอร์ ก็ได้ทำช็อคหน้ารุ่นพิเศษ Fox 32 Float RLC FIT, ช่วงยุบตัว 140mm สีดำดุที่มีสีฟ้า CYAN คาด เข้ากันได้ดีกับสีฟ้าขาวของเฟรม
เห็นรถสวยๆจนอดใจไม่ไหว และเพียงแค่กระโดดขึ้นนั่งบนอาน ทีมผู้ทดสอบถึงกับบอกว่า “พวกเราอภิรมย์กับการออกแบบใหม่นี้มาก | we truly grew to appreciate the re-design.”

สวยแต่รูปหรือเปล่า เรื่องนี้ต้องพิสูจน์

ทีม Bike Magazine ได้ทำการทดสอบมาริน เมาท์วิชั่นคันนี้อย่างเข้มข้น ทั้งในเทรลที่เป็นหินก้อนใหญ่ๆ หรือเต็มไปด้วยรากไม้ บางทีก็ซนๆเข้าไปเล่นซิงเกิลแทรคแคบๆในวอชิงตัน ความรู้สึกและประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับทีม คือระบบกันสะเทือนที่ได้รับการออกแบบ และปรับตั้งมาอย่างดีของมารินเมาท์วิชั่น อ่านใจกันเองออกทะลุปรุโปร่ง เหมือนคู่แต่งงานที่อยู่กันมานานนับสิบๆปี

แน่นอน… พวกเขา “รูด” เจ้า มารินเมาท์วิชั่น ผ่านหินทุกก้อน รากไม้ทุกเส้น ไปด้วยความรู้สึกราบเรียบและราบรื่น เหมือนปั่นอยู่บนทางเรียบยังไงยังงั้น แม้กระทั่งการควบคุมรถในซิงเกิลแทรคแคบๆ ก็สามารถบังคับเลี้ยวได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจุดเด่นนี้เป็นนิสัยประจำตัวของมารินเมาท์วิชั่น ที่แตกต่างจากจักรยานประเภทเทรลคันอื่นๆ

ที่ทีมทดสอบประทับใจเป็นพิเศษ คือระบบกันสะเทือนหลัง ที่ “เก็บ” รายละเอียดในทุกๆระยะการยุบตัวได้อย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกัน เมื่อต้องการเร่ง ก็สามารถส่งแรงจากบันไดสู่ล้อได้โดยไม่สูญเสียไปกับอาการย้วยหรือบ็อบ ที่มักเกิดกับรถฟูลซัสทั่วๆไป

ผู้ทดสอบได้ย้ำอีกครั้งว่า มารินเมาท์วิชั่นรุ่นนี้ ไม่เหมือนรถประเภทเทรลทั่วๆไป เมื่อคุณขึ้นนั่งบนอานมารินเมาท์วิชั่น คุณจะนั่ง “บน” รถจักรยาน ซึ่งแตกต่างจากรถเทรลคันอื่นๆ ที่คุณจะรู้สึกเหมือนกับนั่ง “ใน” รถ
การนั่ง “บน” รถ คุณคือผู้ควบคุมรถ ที่สนุกกว่าการนั่ง “ใน” รถ ที่รถคือผู้ควบคุมคุณ
ความประทับใจที่ชัดเจนคือ มารินเมาท์วิชั่น เป็นรถเทรลที่คุณสามารถบังคับขับขี่ได้คล่องตัวเหมือนรถครอสคันทรี่ ด้วยการออกแบบท่อนั่งให้ทำมุม 73.6 องศา และท่อคอ(Head Tube) ทำมุม 67.5 องศา ที่คุณสามารถจะขี่ขึ้นเขาได้อย่างง่ายดาย ด้วยความรู้สึกคุ้นเคยสะดวกสบายแบบเดียวกับการขี่รถครอสคันทรี่ แต่มีขีดความสามารถสูงกว่าในการตะลุยเข้าไปในเส้นทางยากๆได้สบายๆ แบบรถประเภทเทรล
โจ พาร์กิน ผู้เขียนได้สรุปตอนท้ายว่า มารินได้สร้างผลงานที่ดีมากในการเลือกอุปกรณ์และอะไหล่ให้กับมารินเมาท์วิ ชั่นคันนี้ ซึ่งโดนใจเสมือนเป็นรถสั่งประกอบ มากกว่าการได้แค่อุปกรณ์พื้นๆแบบรถจักรยานที่วางขายตามร้านทั่วๆไป

ที่มา :www.marinbikes.in.th

25 มี.ค. 2554

กฎจราจร..ที่นักปั่นจักรยานทุกท่านควรทราบ

|0 ความคิดเห็น

กฎจราจร...มาตราที่เกี่ยวข้องกับผู้ขับขี่จักรยาน

พระราชบัญญติจราจรทางบก พ.ศ. 2522

มาตรา 79 ทางใดที่ได้จัดไว้สำรหับรถจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับในทางนั้น

มาตรา 80 รถจักรยานที่ใช้ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน ผู้ขับขี่จักรยานต้องจัดให้มี
1) กระดิ่งที่ให้เสียงสัญญาณได้ยินได้ในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร
2) เครื่องห้ามที่ใช้การได้ดีเมื่อใช้สามารถทำให้รถจักรยานหยุดได้ในทันที
3) โคมไฟติดหน้ารถจักรยานแสงขาวไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้แสงไฟส่องตรงไปข้าง หน้าเห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่าสิบห้าเมตร และอยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาของผู้ขับขี่ซึ่งขับรถสวนมา
4) โดยไฟติดท้ายรถจักรยานแสงแดงไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้แสงสว่างตรงไปข้าง หลังหรือติดวัตถุสะท้อนแสงสีแดงแทน ซึ่งเมื่อถูกส่องให้มีแสงสะท้อน

มาตรา 81 ในเวลาต้องเปิดไฟตาม มาตรา 11 หรือ มาตรา 61 ผู้ขัขี่รถจักรยานอยู่ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ต้องจุดโคมไฟแสงขาวหน้ารถเพื่อให้ผู้ขับขี่ หรือคนเดินเท้า ซึ่งขับรถหรือเดินสวนสามารถมองเห็นรถ

มาตรา 82 ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับให้ชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางด้านซ็ยสุดของทางเดินรถ ต้องขับขี่รถจักรยานให้ชิดช่องเดินรถประจำทางนั้น

มาตรา 83 ในทางเดินรถไหล่ทางหรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถจักรยาน
1) ขับโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
2) ขับโดยไม่จับคันบังคับรถ
3) ขับขนานกันเกินสองคัน เว้นแต่ขับในทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน
4) ขับโดยนั่งบนที่อื่นมิใช่อานที่จัดไว้เป็นที่นั่งตามปกติ
5) ขับโดยบรรทุกผู้อื่น เว้นแต่รถจักรยานสามล้อสำหรับบรรทุกคน ทั้งนี้ตามเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
6) บรรทุก หรือถือสิ่งของใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวาง การจับคันบังคับรถ หรืออันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
7) เกาะหรือพ่วงรถอื่นที่กำลังแล่นอยู่

มาตรา 84 เว้นแต่บทบัญญัติในลักษณะนี้จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานปฏิบัติตาม

Trainer คืออะไร?

|0 ความคิดเห็น

Trainer คืออะไร?

Trainer คือ อุปกรณ์ในการช่วยฝึกซ้อมจักรยานใช้เพื่อซ้อมได้ทุกเวลา กินเนื้อที่น้อย ให้ความหลากหลายในการฝึกซ้อมได้ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมความแข็งแกร่งเพื่อขึ้น เขาโดยเฉพาะ ซ้อมรอบขาเพื่อให้หัวใจทำงานได้ในระดับที่ต้องการ ซ้อมแบบพาวเวอร์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเหมาะสำหรับผู้มีเวลา ขี่จักรยานจริงน้อย ทำให้ไม่เสียโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งตลอดเวลา หากจัดตารางซ้อมที่สม่ำเสมอ นักจักรยานจะสามารถวัดขีดความสามารถได้ เมื่อต้องซ้อมด้วยตารางซ้อมเดียวกันในครั้งต่อๆไป

การฝึกซ้อมด้วยเทรนเนอร์ทัศนคติ ของการฝึกซ้อมจักรยานด้วยเทรนเนอร์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนจากความน่าเบื่อกลายเป็นสิ่งที่ท้าทายและตื่นตัวกับตารางซ้อมใหม่ๆ ที่น่าสนใจ อีกทั้งซีดีแนะนำการฝึกซ้อมของต่างประเทศที่มีให้ตั้งแต่ผู้ที่ต้องการออก กำลังกายให้แข็งแรง จนถึงระดับสูง โดยเน้นทักษะเฉพาะอย่างให้เลือกตามความต้องการ ลองศึกษาเหตุผลต่างๆที่ต้องใช้เทรนเนอร์ และลองสอบถามผู้ที่ใช้เทรนเนอร์อย่างได้ผล แล้วค่อยไปศึกษาชนิดของเทรนเนอร์ที่เหมาะกับการฝึกซ้อมของแต่ละคน

เหตุผลที่ต้องใช้เทรนเนอร์• อยู่ กทม. ถนนอันตรายเกินกว่าจะซ้อมได้เต็มที่โดยไม่ต้องระวังอะไร
• มีจุดอ่อน เช่น ขึ้นเขาไม่ดี หรือไม่สามารถรักษาระดับการขี่ได้นานๆ ขี่ไม่คงเส้นคงวา
• ใช้เวลาน้อยแต่มีประสิทธิภาพในการฝึกซ้อมสูง
• เลือกเวลาซ้อมได้ตามความจำเป็น ไม่เกี่ยวกับการเดินทางหรือเส้นทางที่ฝึกซ้อม
• จัดตารางซ้อมได้ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น จนถึงระดับสูง
• ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล ได้อยู่ใกล้ครอบครัว เพียงแค่ไม่กี่ก้าวก็ซ้อมได้เต็มที่
• ไม่ต้องง้อเพื่อนที่มักจะเล่นตัวเพราะเราขี่ช้าไม่ทันใจ
• ฝนตก(อีกแล้ว) ฟ้ามืดเร็วหรือสว่างช้าในช่วงฤดูหนาว
• การฝึกซ้อมด้วยเทรนเนอร์คนเดียว ทำให้มีสมาธิ มีความอดทนสูง ทนต่อความกดดันได้ดี

ใครบ้างที่ควรใช้เทรนเนอร์เอาล่ะ คราวนี้คุณลองถามตัวเองซิว่า กำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ใช่หรือไม่ ?
• ชอบขี่จักรยานช่วงสุดสัปดาห์แต่มีเวลาจำกัดสำหรับการซ้อมระหว่างสัปดาห์
• เป็นคนติดบ้าน หรืองานยุ่งจนไม่มีโอกาสออกไปซ้อมขี่จักรยานนอกเมืองได้บ่อยๆ
• มักจะขี่ตามเพื่อนไม่ทันแม้จะขี่ด้วยกันทุกสัปดาห์
• เป็นผู้ที่มีนิวาสสถานอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่ต้องพูดถึงสถานที่ๆจะขี่จักรยานได้ตามใจชอบ(คือไม่มี นั่นเอง)
• นอกจากจะมีเวลาน้อยแล้ว ยังหาเวลาออกนอกเมืองบ่อยๆไม่ได้ (คนที่บ้านถามทุกที เวลาจะออกไปขี่ข้างนอก)
• มักเจออุปสรรคไม่คาดฝัน เช่น ฝนตก รถติด รถเมล์ไม่เป็นมิตร พ่นควันใส่หน้าเรา ตกท่อกทม.
• ผู้ที่มีความกระตือรือล้นอยากขี่จักรยานได้ดีขึ้น ไล่ตามเพื่อนๆทัน และช่วยเพื่อนๆได้บ้าง
• เป็นคนที่ชอบเซอร์ไพรส์ให้เพื่อนๆประหลาดใจ (ไปทำอะไรมา ทำไมเก่งขึ้นผิดหูผิดตา)
• อยู่ต่างจังหวัดในพื้นที่ ที่ไม่มีภูเขา หรืออยู่ชานเมืองที่มีแต่ทางเรียบ อยากเปลี่ยนแนวทางการซ้อมบ้าง
• อยากซ้อมใจจะขาด แต่แถวบ้านไม่มีใครปั่นจักรยานพาซ้อมได้เลย
ไม่ ว่าคุณจะตอบใช่ข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อก็ตาม หากคุณปลงใจที่จะให้เทรนเนอร์เป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหาเหล่านี้แล้วล่ะก็ คราวหน้าเราจะมาดูกันว่า เทรนเนอร์มีกี่ประเภท และแบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณกันค่ะ


ประเภทของ Trainer

Fluid Trainer (แบบแรงต้านจากของเหลว)เป็น เทรนเนอร์ที่โปรค่อนข้างจะนิยมกันมาก เป็นเทรนเนอร์ที่เงียบมาก เพราะแรงต้านได้จากชุดใบพัดที่อยู่ในกระเปาะที่บรรจุด้วยของเหลวประเภท น้ำมันความหนืดสูง ทำให้แรงต้านของเทรนเนอร์ชนิดนี้เพิ่มขึ้นตามอัตราความเร็วรอบขาที่เราปั่น ยิ่งริบสูงความหนืดยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เทรนเนอร์ชนิดนี้จึงเหมาะที่จะใช้กับตารางการฝึกซ้อมอินเทอวัลที่ค่อนข้าง หนัก เพื่อรักษาระดับอัตราการเต้นของหัวใจที่ค่อนข้างสูง

Magnetic Trainer (แบบแรงต้านเหนี่ยวนำแม่เหล็ก)
มี จุดเด่นที่สามารถปรับความหนืดเป็นขั้นๆได้ ทำให้เทรนเนอร์ชนิดนี้เหมาะอย่างยิ่งกับการฝึกขึ้นเขา ฝึกซอยรอบขาสูง ฝึกสปริ๊นท์ หรือแม้กระทั่งฝึกไทม์ไทรอัล สามารถปรับความหนืดได้ตามต้องการหรือความแข็งแรง การปรับความหนือของเทรนเนอร์ Minoura จะใช้วิธีปรับมุมของแม่เหล็กเพื่อให้เปลี่ยนแปลงความเข้มของสนามแม่เหล็ก เป็นระบบแบบง่ายๆหากใช้กับยางหน้าแล้วเสียงจะค่อยมาก ค่ายยุโรปมีการพัฒนาเทรนเนอร์แบบแรงต้านเหนี่ยวนำโดยใช้กระแสไฟฟ้า ด้วยการปรับค่ากระแสไฟฟ้าเพื่อเพิ่มความเข้มของสนามแม่เหล็ก เทรนเนอร์เหล่านี้มักจะมีอุปกรณ์ช่วยวัดที่สามารถบอกความเร็ว รอบขา กำลังที่ใช้ (watt) รวมถึงการจับเวลา ในขณะที่บางแบรนด์สามารถตั้งโปรแกรมการซ้อมเองได้


Roller Trainer (แบบลูกกลิ้ง)
เทรนเนอร์ แบบลูกกลิ้งสำหรับนักจักรยานที่มีประสบการณ์ใช้งานได้ทั้งเสือหมอบ และเมาเท่าไบค์ ติดตั้งและเก็บง่ายไม่เปลืองที่ ทราบความเร็วด้วยเพราะล้อหน้าหมุนจากแรงสายพาน น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับใช้ในร่ม โดยเฉพาะบริเวณมีที่ยึดจับ เพื่อป้องกันล้ม ใช้ฝึกอินเทอวัลและปั่นเพื่อความฟิตได้เช่นเทรนเนอร์ทั่วไป


อุปกรณ์แนะนำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ Trainer

Sweat Net ผ้าซับเหงื่อ แผ่นรองเหงื่อ ช่วยซับเหงื่อไม่ให้โดนเฟรมระหว่างซ้อม





Mat แผ่นรองเทรนเนอร์ช่วยลดเสียง ให้คุณขี่เทรนเนอร์ได้เงียบและป้องกันพื้นจากรอยขูดขีดและเปื้อนเหงื่อที่ หยดขณะออกกำลังเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการฝึกซ้อม
Gel Block อุปกรณ์หนุนล้อจักรยานเพื่อให้ได้ระดับราบ เมื่อประกอบกับเทรนเนอร์ให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังขี่บนถนน

Heart Rate Monitors เครื่องวัดหัวใจ วัดความเร็วและระยะทาง บอกค่าชีพจรทั้งโซนต่ำและสูงพร้อมสัญญาณเตือน ช่วยให้การฝึกซ้อมของคุณเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น
ขอขอบคุณ: http://www.thaipixstories.com/

"ปั่นจักรยาน" เพื่อสาวออฟฟิศที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม

|0 ความคิดเห็น


 
          สำหรับ คนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกับสาวออฟฟิศอย่างเราๆ เวลาจะเลือกออกกำลังกายเพื่อให้ได้สุขภาพดีแต่ละที มักจะติดอยู่กับปัญหาเรื่องเวลา สถานที่ และโอกาสที่เหมาะสม หลายคนจึงเลือกวิธีการเข้าฟิตเนสหรือเข้าคอร์สออกกำลังกายราคาแพง เพื่อความสะดวกสบายและร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

          แต่ กีฬาที่หลายคนมองข้าม อย่างการปั่นจักรยานอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หากนำมาประยุกต์ใช้ให้ เหมาะสม ก็สามารถช่วยให้สาวออฟฟิศหลายคนมีรูปร่างที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม สุขภาพกายและจิตดีได้แบบไม่เสียสตางค์อีกด้วย

          คุณ ชลิตา จุลหาญกิจ นักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ให้ความรู้เกี่ยวกับการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพว่า "การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง (Aerobic Exercise) ที่ ดีและมีประโยชน์ไม่แพ้การออกกำลังกายในแบบอื่นๆ แต่ที่พิเศษคือผู้ที่ออกกำลังกายจะได้กล้ามเนื้อที่แข็งแรง ฟิต เฟิร์ม เกือบทุกส่วนของร่างกาย

          นอก จากนี้การได้หายใจเอาก๊าซออกซิเจนจากต้นไม้ข้างทางเข้าไปในร่างกาย ยังช่วยให้ระบบหลอดเลือด ปอด และหัวใจแข็งแรงดีกว่าการออกกำลังกายในห้องแอร์ตามฟิตเนสเซ็นเตอร์ ที่ได้รับแต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ร่างกายไม่ต้องการ มิหนำซ้ำหากไปเจอใครที่เป็นหวัดก็อาจติดกันได้ทั้งห้อง"

          "การขี่จักรยานที่เหมาะสมนั้น ควรขี่อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน ซึ่งถ้าขี่ไปทำงานทุกๆ วัน ก็จะได้ออกกำลังกายอาทิตย์ละ 10 ครั้ง (ไป - กลับ) แต่ก็ควรดูระยะทางและระยะเวลาในการขี่ด้วย ซึ่งจะต้องไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ให้ได้อย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป ก็เพียงพอ การขี่จักรยานให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม ต้องเน้นตรงที่การเกร็งแขนในส่วนกล้ามเนื้อฝ่ามือท่อนแขนล่างด้านหน้าแขน (Writst Flexor Muscle) ทำ ให้แขนเฟิร์มขึ้น กระชับขึ้น ช่วงขี่ต้องกำ ปล่อย มีจับ มีเบรก ทำให้กล้ามเนื้อต้องหดตัวซึ่งเป็นการออกกำลังกายในกล้ามเนื้อ ต้องคอยจับแฮนด์แล้วบ่าจะยกขึ้นโดยอัตโนมัติ ช่วยให้กล้ามเนื้อบ่า (Trapezious) แข็งแรงขึ้นเพราะเวลาจับแล้วไหล่จะเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ"

          ด้านกินรี ดาร์ริงตัน ผู้บริหารสาววัย 41 ปี เป็นอีกหนึ่งคนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลรูปร่างของตัวเองที่เน้นเรื่องการออกกำลังกาย โดยใช้การขี่จักรยานไปทำงานอาทิตย์ละ 3 วัน กล่าวว่า "มาเริ่มห่วงเรื่องรูปร่างก็เมื่ออายุเลยเข้าเลข 3 ก่อนหน้านี้ทานอะไรก็ไม่อ้วน ใส่เสื้อผ้าได้สวย ขาแขนไม่มีเซลลูไลต์ แต่เดี๋ยวนี้เผลอไม่ออกกำลังกายแค่อาทิตย์เดียวเซลลูไลท์ที่ต้นขาด้านหลังก็ มีให้เห็น จึงพยายามเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างจริงจัง ช่วงแรกเลือกวิ่งจ๊อกกิ้งทุกวัน ก็รู้สึกดีนะคะ แต่สังเกตได้ว่ามันจะฟิตเฉพาะช่วงขา ประกอบกับสามีที่หันมาเริ่มสนใจขี่จักรยาน ก็ลองขี่บ้าง"

          "เมื่อ ก่อนเคยกลัวว่าขี่จักรยานแล้วน่องจะใหญ่ จึงปรึกษากับนักกายภาพบำบัดว่าขี่อย่างไรให้ได้หุ่นสวยเฟิร์ม ได้คำตอบว่าอยู่ที่การเลือกจักรยานที่เหมาะกับสรีระของเรา และที่สำคัญคือการปรับที่นั่งให้สูงโดยให้เท้าแตะพื้นถึง เวลาออกแรงปั่นจะได้ทำให้ต้นขาและน่องเรียวสวย และขี่ระยะแค่เพียง 16 กิโลเมตร ก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่พอเหมาะไม่มากเกินไป ดิฉันจึงเลือกใช้การปั่นจักรยานมาทำงานเป็นการออกกำลังกายประจำวันไปเสีย เลย"

          นอกจากนี้ นักกายภาพบำบัดยังได้แนะนำเทคนิคกระชับสัดส่วน จากการปั่นจักรยานทั้ง 4 แบบมาฝากด้วย ดังนี้

          1. ปรับความสูงของเบาะนั่งเพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนต้นขาด้านหน้า (Quadricep) ควรปรับเบาะให้สูงในระดับที่เท้าแตะพื้นได้ เมื่อขาถีบไปที่บันไดจนสุดแล้วเข่าเหยียดเกือบตรง (งอประมาณ 5 องศา) ท่านี้จะทำให้ไม่ต้องใช้กำลังของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้ามากเกินไป ทำให้ไม่เมื่อย และได้กล้ามเนื้อต้นขาที่เรียวกระชับ เพราะถ้าปรับเบาะต่ำ กล้ามเนื้อจะต้องออกแรงในการถีบไปข้างหน้ามาก ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นขาเป็นมัดใหญ่ และทำให้เมื่อยเร็วขึ้น

          2. ปั่นจักรยานช่วยให้ต้นแขนกระชับ ขณะขี่จักรยานจะต้องออกแรงที่แขนเพื่อบังคับแฮนด์จักรยานให้อยู่นิ่งเพื่อ การทรงตัวที่ดี เกิดการยืดและหดตัวของกล้ามเนื้อแขน ส่งผลให้กล้ามเนื้อไหล่ส่วนหน้า (Anterior Deltoid), กล้ามเนื้อบ่า (Trapezius Muscle), กล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า (Biceps Brachii), กล้ามเนื้อต้นแขนด้านหลัง (Triceps Brachii), กล้ามเนื้อแขนส่วนล่าง (Brachioradialis) แข็งแรง กระชับ และช่วยลดเซลลูไลต์ โดยเฉพาะถ้าขี่ในทางขรุขระก็จะทำให้แขนได้ออกกำลังมากขึ้น

          3. ปั่นจักรยานช่วยให้กล้ามเนื้อหลัง (Back Muscle) สวย เฟิร์ม ขณะขี่จักรยานกล้ามเนื้อหลังต้องเกร็งตัวเพื่อการทรงตัวตลอดเวลาที่ปั่น ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อหลัง และกล้ามเนื้อคอด้านหลังกระชับ แข็งแรง และดูสวยงาม โดยเฉพาะตอนเข้าโค้ง ซึ่งถ้าเลี้ยวไปทางซ้ายก็ต้องเอี้ยวตัวไปทางขวาเพื่อทรงตัวให้รถไม่ล้ม ทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อท้องบริเวณด้านข้าง (Trunk Lateral Flexor Muscle) ทำให้กล้ามเนื้อด้านข้างลำตัวและหน้าท้องกระชับแบนสวนได้รูป

          โดยผู้ขี่จะต้องปรับเบาะให้พอเหมาะที่ขายืนถึง ขณะขี่หากเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไปด้วยเล็กน้อย ก็จะช่วยให้หน้าท้องส่วนบน (Upper Abdomen) และกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่าง (Lower Abdomen) กระชับและแบนสวยมากขึ้นด้วย

          4. ปั่นจักรยานช่วยให้จิตใจที่แจ่มใส ตื่นตัว และเป็นหนุ่มสาวขึ้น ขณะปั่นจักรยานตาต้องมองไปข้างหน้าและรอบข้าง หูก็ต้องฟังเสียงรถและสิ่งรอบข้างเช่นกัน ซึ่งเป็นการฝึกประสาทสัมผัสทั้งทางสายตาและหูไปในตัว เมื่อตาเห็นหรือหูได้ยิน กล้ามเนื้อและข้อ (Muscle & Joints) ก็ ต้องทำงานทันที เช่น เมื่อเห็นหลุมก็ต้องเบรก หลบหรือเตรียมตัวลงหลุมโดยประคองจักรยานไม่ให้ล้ม ทำให้ประสาทตื่นตัวได้ดีขึ้น ส่งผลให้รู้สึกคล่องแคล่วว่องไว กระฉับกระเฉง ตื่นตัว และแจ่มใสขึ้นทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ
 
ที่มา:หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

2 มี.ค. 2554

Bar End (บาร์เอนด์) อุปกรณ์สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

|1 ความคิดเห็น
Bar End  (บาร์เอนด์) อุปกรณ์สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
 

Bar End อุปกรณ์ที่หลายคนอาจมองข้ามแต่อีกหลายคนอาจเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เป็นอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งอยู่ส่วนปลายของแฮนด์ ที่บางครั้งอาจมองเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับรถคันเก่งของคุณ บางคันใส่บางคันไม่ใส่ทำไมถึงไม่ใส่แล้วถ้าใส่จะมีประโยชน์อะไร คงขอบอกว่ามีประโยชน์แน่นอน หากรู้จักที่จะใช้เพราะจักรยานเสือภูเขาที่ใช้แฮนด์แบบตรงน้ำหนักตัวจะกดมาที่มือมากกว่าแฮนด์แบบยก และมีตำแหน่งในการวางมืออยู่เพียงตำแหน่งเดียว เมื่อเราปั่นจักรยานเป็นระยะทางยาว ๆ (บางคนปั่นไปไม่นานก็มีอาการแล้ว) จะเกิดความเมื่อยล้าที่หลังหรือชาที่มือขึ้นได้หากเราไม่มีการเปลี่ยนตำแหน่งการวางมือบ้าง การใส่บาร์เอนด์จึงถือเป็นการเพิ่มตำแหน่งในการวางมือจับแฮนด์ ให้เราได้เปลี่ยนอิริยาบถของลำตัวและการจับแฮนด์
                บาร์เอนจะสร้างประโยชน์ให้อย่างมากทั้งในทางเรียบและทางชัน ด้วยท่าการจับที่ต่างกัน ในทางเรียบการจับที่แฮนด์แนวของฝ่ามือจะอยู่เป็นแนวเดียวกันกับแฮนด์เมื่อทอดตัวลงหมอบแขนจะอยู่ใต้ลำตัวทำให้ลงได้ไม่ต่ำมาก ส่วนการจับที่บาร์เอนแนวของฝ่ามือจะตั้งกับแฮนด์ช่วยให้แขนอยู่ด้านข้างการทอดลำตัวไปข้างหน้าหมอบลงได้มากขึ้นหัวไหล่เคลื่อนไหวได้คล่องตัวกว่า แขนไม่บีบหน้าอกช่วยให้การหายใจคล่องขึ้นอีกด้วย เมื่อเรายืนโยกไม่ว่าจะในช่วงทางราบหรือทางชันการจับที่บาร์เอนจะช่วยให้เรามีแรงกดมากขึ้นเพราะเราจะยกตัวได้สูงขึ้นกว่าการจับที่แฮนด์ทั้งยังให้ความมั่นคงมากกว่า เพราะท่าทางในการจับที่ต่างกัน น้ำหนักจะถูกถ่ายไปที่ด้านหน้าช่วยลดแรงเสียดทานที่ล้อหลังเมื่อนั่งปั่นขึ้นทางชันการจับที่บาร์เอนด์จะช่วยให้ถ่ายน้ำหนักมาด้านหน้าด้วยการดึงที่บาร์เอนด์
                การเลือกใช้ในเรื่องของขนาด รูปทรง ความยาวและผิวจึงขึ้นอยู่กับความชอบและความพอดีของแต่ละคน สำหรับคนมือใหญ่การใช้บาร์เอนด์ที่มีขนาดเล็กคงไม่เหมาะนักเพราะจะจับได้ไม่ถนัดมือ คนที่มือเล็กการใช้บาร์เอนด์ที่มีขนาดใหญ่เกินไปก็จะทำให้จับได้ไม่มั่นคง ควรเลือกแบบที่กำแล้วพอดีกับฝ่ามือ บาร์เอนด์แต่ละยี่ห้อจะมีรูปทรงและขนาดต่างกันออกไป แต่ที่เหมือนกันนั่นคือเป็นแท่งติดที่ปลายแฮนด์ มีทั้งแบบตรงตั้งฉากกับแฮนด์ ตรงเฉียงเข้าด้านในตรงขึ้นไปแล้วช่วงปลายงอเข้ามีความยาวที่แตกต่างกัน รูปทรงที่มีทั้งกลมตลอด กลมเป็นร่องรูปคลื่น วงรี เหลี่ยมขอบมน ผิวเรียบมัน มีลายบ้างขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละยี่ห้อ วัสดุที่นำมาผลิตมีตั้งแต่เหล็ก อะลูมิเนียม ไปจนถึงคาร์บอนไฟเบอร์และล่าสุดเป็นยางที่ให้ความนุ่มมือมากขึ้น สำหรับอะลูมิเนียมมีหลายสีให้เลือก ทั้งยังมีน้ำหนักเบาไม่หนีคาร์บอนไฟเบอร์
                สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตั้งบาร์เอนด์ตั้งแต่แรก ต้องดูก่อนว่าแฮนด์ของคุณมีความกว้างอยู่เท่าไหร่ หากเป็นแฮนด์เดิม ๆ ที่ยังไม่เคยตัดเลยก็ไม่มีปัญหา โดยปกติแฮนด์จะมีความกว้างมากกว่าหัวไหล่อยู่แล้ว ถ้าหากเป็นแฮนด์ที่ตัดแล้วต้องดูว่ามีความยาวพอหรือไม่ เพราะบาร์เอนด์จะกินเนื้อที่ของแฮนด์จากส่วนปลายเข้าไปประมาณ 2-3 เซนติเมตร ทำให้ต้องเลื่อนมือเกียร์ มือเบรกและปลอกแฮนด์เข้าไปด้านใน เนื่องจากแฮนด์ทุกแบบช่วงกึ่งกลางของแฮนด์จะป่องออกมาแล้วจึงค่อย ๆ เล็กลงโดยเฉพาะแฮนด์ที่เป็นแบบ Over Size จะป่องออกมามาก การเลื่อนมือเกียร์ มือเบรกและปลอกแฮนด์เข้าไปด้านจึงมีขีดจำกัด ดังนั้นก่อนที่จะหาบาร์เอนด์มาใส่ต้องลองดูก่อนว่าจะสามารถเลื่อนมือเกียร์ มือเบรกและปลอกแฮนด์เข้าไปได้เท่าไหร่หากคุณตัดแฮนด์โดยใช้ขนาดความกว้างเท่ากับหัวไหล่แล้วคงต้องแนะนำให้เปลี่ยนแฮนด์หรือตัดปลอกแฮนด์เท่านั้น การเลือกที่จะตัดเฉพาะในกรณีที่ปลอกแฮนด์ยาวเกินมือออกมาแต่ต้องไม่กระทบกับการจับแฮนด์ในท่าปกติ ตำแหน่งการวางมือต้องไม่แคบกว่าหัวไหล่เป็นอันขาด เนื่องจากจะทำให้จับแฮนด์ไม่ถนัดและการหายใจจะไม่ค่อยสะดวก นอกจากนี้ยังส่งผลให้หน้ารถไวควบคุมยาก
                การติดตั้งบาร์เอนด์ไม่ใช่เรื่องยาก สามารถทำได้ด้วยตนเอง เพียงรุ่นมือเกียร์ มือเบรกและปลอกแฮนด์เข้าไปด้านใน สวมบาร์เอนด์เข้ากับแฮนด์ให้ขอบด้านนอกของบาร์เอนด์อยู่พอดีกับปลายแฮนด์ ให้บาร์เอนด์ทำมุมกับพื้นประมาณ 10-45 องศา ขึ้นอยู่กับความชอบ ความพอดีและวัตถุประสงค์ของแต่ละคนว่าจะเน้นไปทางไหน หากต้องการเน้นไปในทางเรียบก็ตั้งให้เอนไปด้านหน้า(ทำมุมน้อย) หากเน้นไปในทางขึ้นเขาชันก็เอนมาหาตัว (ทำมุมมาก) แต่ต้องไม่ตั้งจนเกินไปเพราะจะทำให้น้ำหนักไม่ถ่ายไปด้านหน้า ที่สำคัญอีกอย่างคือต้องขันให้แน่นไม่เช่นนั้น เวลาเรากระชากหรือยืนโยกอาจจะรูดได้นั่นหมายถึงการเจ็บตัวแน่ แต่ต้องระวังอย่างขันแน่นจนเกินที่กำหนด เพราะอาจจะทำให้ขาของบาร์เอนด์หักหรือแฮนด์แตกได้ ส่วนใหญ่บาร์เอนด์จะหักก่อน นอกจะจะมีประโยชน์แล้วยังทำให้ดูสวยงามอีกด้วย..

บทความที่เกี่ยวข้อง :

>>   อัพเดททิศทางของรถ Cross Country ปี 2011 จากงาน Eurobike 2010

13 ม.ค. 2554

#เทคนิคการปั่นจักรยาน ตอน: มือใหม่หัดใช้คลิปเลส

|0 ความคิดเห็น
เทคนิคการปั่นจักรยาน

มือใหม่หัดใช้คลิปเลส [เทคนิคการปั่นจักรยาน]

            อุปกรณ์ที่ช่วยให้การปั่นจักรยานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนั่นก็คือคลิปเลส (Clipless) คลิปเลสนำมาใช้กับวงการจักรยานอย่างกว้างขวางแทบทุกประเภทของการขี่จักรยาน ซึ่งแต่เดิมนั้นการขี่จักรยานใช้แรงจากการกดฝ่าเท้าเพียงอย่างเดียว ต่อมาจึงได้มีผู้คิดค้นพัฒนาระบบยึดรองเท้ากับบันไดโดยการใช้ตะกร้อเสียบเท้า หรือใช้สายรัดมารัดเท้ากับบันไดทั้งนี้การยึดเท้าเข้ากับบันไดจะทำให้เราสามารถออกแรงดึงบันไดขึ้นในจังหวะการดึงเท้ากลับซึ่งจะช่วยให้การควงรอบขาทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาจึงได้มีการคิดค้นบันไดจักรยานแบบพิเศษ ที่สามารถล็อคกับโลหะที่ติดตั้งไว้ใต้รองเท้าได้ นั่นจึงเป็นที่มาของ คลิปเลส
          [เทคนิคการปั่นจักรยาน]  คลิปเลส คือบันไดที่มีกลไกล็อกกับโลหะที่ติดกับใต้รองเท้าได้ดังนั้นในการใช้งานคลิปเลสจะประกอบด้วยส่วนประกอบ 3 ส่วนดังนี้
1. บันไดคลิปเลส
2. ตัวครีทที่ถูกติดตั้งใต้พื้นรองเท้าเพื่อล็อกกับคลิปเลส
3. รองเท้าจักรยาน ที่มีรูให้ยึดครีท
            การใช้คลิปเลสนอกจากจะเป็นการช่วยให้การใช้รอบขาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยให้การควบคุมรถทำได้ดีมากขึ้นกล่าวคือไม่ต้องกลัวเท้าจะหลุดออกจากบันไดง่าย ๆ ซึ่งถ้าจะให้เท้าหลุดออกจากบันไดต้องตั้งใจปลด ไม่ใช่เท้าหลุดจากบันไดโดยไม่ตั้งใจ เช่นเวลาเราขี่รถตลุยผ่านเส้นทางที่ขรุขระเมื่อเราลุกขึ้นยืนให้บันไดขนานพื้น เพื่อให้รถพุ่งผ่านเส้นทางดังกล่าว โอกาสที่เท้าจะหลุดออกจากบันไดก็มีสูงกว่าปกติ แต่เราใช้คลิปเลสมันจะช่วยให้เท้ากับบันไดมีความมั่นคงขึ้น ลดโอกาสเท้าหลุดจากบันได [เทคนิคการปั่นจักรยาน]
            คลิปเลสก็เหมือนกันกับไฟ เมื่อมีคุณก็ต้องมีโทษ เมื่อเกิดอุบัติเหตุหากเท้าไม่หลุดออกจากบันไดก็ย่อมทำให้ร่ายการบาดเจ็บได้มากกว่าปกติ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะต้องทำการฝึกฝนการใช้คลิปเลสให้คล่อง ๆ ก่อนออกไปขี่จริงเพื่อการให้งานให้เกิดประโยชน์และสร้างความปลอดภัย หลักของการใช้คลิปเลสที่มือใหม่ทุกคนต้องปฏิบัติให้ขึ้นใจคือ ปลดก่อนจอดถอดก่อนหยุดก็จะช่วยให้ท่านไม่เจออุบัติเหตุจากการปลดคลิปเลสไม่ทันเวลารถหยุด แต่ถ้าหากใช้งานไปนาน ๆ แล้ว สิ่งนี้ก็จะติดเป็นสัญชาติญาณกับตัวของท่านเองโดยอัตโนมัติ [เทคนิคการปั่นจักรยาน]
            นอกจากการปลดก่อนจอดถอดก่อนหยุด แล้ว การปรับมุมของครีทที่ติดตั้งเข้ากับพื้นรองเท้าก็มีส่วนสำคัญในการช่วยให้การปลดรองเท้าออกจากคลิปเลสทำได้ง่าย ต้องทำการปรับมุมของครีทให้รองเท้าหลุดออกจากคลิปเลส เมื่อมีการบิดส้นเท้าเพียงเล็กน้อย เพื่อให้การปลดเท้าออกจากคลิปเลสทำได้ง่าย
            คลิปเลสบางรุ่นจะสามารถปรับตั้งความแข็งของสปริงชุดล็อคได้ขณะใช้งานใหม่ ๆ ควรปรับความแข็งของสปริงไปที่ตำแหน่งอ่อนสุดเพื่อให้ปลดคลิปได้ง่ายแต่ถ้าหากใช้ไปซักพักแล้วรู้สึกว่าคลิปหลุดง่ายเกินไปจึงค่อยตั้งค่าความแข็งของสปริงที่คลิปเลสให้มีสูงขึ้น จนได้ระดับความแข็งที่พอดี [เทคนิคการปั่นจักรยาน]
            การฝึกใช้คลิปเลสสำหรับมือใหม่สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการขึ้นไปนั่นบนรถที่จอดขนาดกับผนังจากนั้นใช้หัวไหล่พิงหรือมือดันผนังไว้แล้วให้ทดลองใช้เท้าด้านที่อยู่นอกผนังกดล็อกและปลดล็อกรองเท้ากับบันไดคลิปเลส เข้า ๆ ออก ๆ จนเกิดความชำนาญ จากนั้นจึงสลับฝึกอีกเท้าอีกข้าง
            เป็นไงบ้างครับ หวังว่าเพื่อน ๆ คงได้รับความรู้เกี่ยวกับบันไดคลิปเลสไม่มาก็น้อย ปลดก่อนจอดถอดก่อนหยุด อย่าลืมนะครับ..
เทคนิคการหายใจสำหรับนักปั่นจักรยาน


           

การเลือกใช้ล้อสำหรับจักรยานเสือหมอบ

|0 ความคิดเห็น

จักรยานเสือหมอบ

ล้อแบบไหนที่เหมาะกับนักจักรยานเสือหมอบมือใหม่ ?

                ชุดล้อเปรียบเสมือนขาของรถจักรยาน หาได้ขาที่บึกบึนแข็งแรงเสมือนดั่งกว่ารถจักรยานของท่านก็จะวิ่งได้อย่างหนักแน่น ง่ายต่อการควบคุมหรือหาได้ขาที่เรียวงาม รถคันนั้นก็อาจจะวิ่งได้ประดุจนกที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ แต่ความเป็นจริงแล้ว การอุปมาอุปมัยคงช่วยเราฟันธงไม่ได้อยู่แล้ว เราจึงมีวิธีเลือกชุดล้อที่เหมาะกับทุกคน มาฝากกัน
-          งบประมาณ
ปฎิเสธไม่ได้แล้วล่ะว่าล้อตัวไหนเหมาะหรือไม่เหมาะกับเราในประเด็นนี้ เพราะเงินในกระเป๋าของแต่ละท่านนั้นไม่เท่ากัน ขีดจำกัดของการเลือกชื้อล้อก็ถูกขีดเส้นไว้ด้วย แต่ถึงแม้งบประมาณจะถูกจำกัด หากการเลือกซื้อที่ถูกไตร่ตรองด้วยเหตุผล ก็จะทำให้เราได้ล้อที่คุณภาพคุ้มเงินคุ้มราคาสำหรับเรา
-          ลักษณะการใช้งาน
เนื่องจากล้อจักรยานเสือหมอบมีหลายรูปแบบการใช้งานที่เหมาะกับชีวิตประจำวันและเหมาะกับลักษณะการใช้งานของเรา ภูมิประเทศหรือเส้นทางการปั่นก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สำคัญ
เมื่อได้แนวทางเรื่องงบประมาณ ลักษณะการใช้งานแล้ว ทีนี้เรามาทำความรู้จักกับรูปแบบต่าง ๆ ของล้อจักรยานเสือหมอบกันดูบ้าง
-          ล้อประกอบ vs ล้อสำเร็จรูป
ล้อประกอบ  คือชุดล้อที่แยกประกอบกันระหว่างขอบ ดุม ซี่ลวด ผู้เล่นต้องศึกษาหาข้อมูลของ 3 สิ่งนี้ก่อนที่จะหาช่างที่ไว้ใจได้ขึ้นรูปให้เป็นวง วิธีนี้ไม่เหมาะกับนักจักรยานเสือหมอบมือใหม่แน่นอน เพราะการเลือกชุดล้อประกอบไม่ง่ายเลย ยากที่สุดคือการหาขนาดซี่ลวดที่พอดีกับดุมและขอบล้อ และที่สำคัญช่างที่ไว้ใจได้ก็ค่อนข้างหายากอีกด้วย
ล้อสำเร็จรูป  คือล้อที่ประกอบจากโรงงาน ข้อดีของล้อประเภทนี้คือ ไม่ยุ่งยาก ชอบยี่ห้อไหนก็เลือกซื้อได้เลย ได้รับการยอมรับว่าเป็นล้อที่ได้มาตรฐาน แข็งแรง   แต่ข้อเสียก็คือ ยกตัวอย่างง่าย ๆ แค่ซี่ลวดขาด งานก็เข้าแล้วรับ หมดสิทธิ์ที่ช่างท้องถิ่นหรือช่างทั่ว ๆ ไปจะทำได้ หากแม้ว่าทำได้ก็ต้องรอชิ้นส่วนที่เป็นของมันโดยตรง
-          ล้อขอบสูง vs ล้อขอบต่ำ
ล้อขอบสูง  ต้องสูงเท่าไหร่เราถึงจะเรียกว่าเป็นล้อขอบสูง ? ไม่ได้ระบุอย่างแน่นอน แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ต่างมีความเห็นว่า 25 mm. ขึ้นไปถึงจะเรียกว่าเป็นล้อขอบสูง มีหลายเหตุผลที่ล้อขอบสูงเป็นที่นิยมของนักปั่นทั่ว ๆ ไป ข้อดีของลักษณะรูปทรงสูงว่ากันว่าได้ความแอร์โรไดนามิคส์ แอร์โรไดนามิคส์คืออะไร ? จะเรียกว่าตัดลมลู่ลมก็คงไม่ผิด แต่เมื่อมีคุณประโยชน์ก็ย่อมมีโทษ ในทางกลับกัน ล้อขอบสูงมีผลกับแรงลมที่ปะทะด้านข้าง ขอบยิ่งสูงก็ยิ่งกินลม เข้าตำรายิ่งสูงยิ่งหนาว
ล้อขอบต่ำ  เป็นล้อที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากคุณลักษณะการใช้งานแบบทั่ว ๆ ไป สามารถรองรับพฤติกรรมการปั่นได้เกือบทุกรูปแบบ จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ มีน้ำหนักเบา ผู้ที่อยู่บนพื้นราบสูงดูจะเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว หรือแม้แต่พื้นราบก็ไม่ได้เสียเปรียบมากมายอะไรนัก
-          ขอบล้อยางงัด vs  ขอบล้อยางฮาล์ฟ
ขอบล้อยางงัด (Clincher) เป็นขอบล้อที่ใช้สำหรับยางใน มีทั้งแบบขอบสูงและขอบต่ำ ตลาดส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญของขอบล้อชนิดนี้มากกว่า เนื่องจากเป็นที่ต้องการของผู้เล่นทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก่า ใช้งานง่ายดูแลรักษาง่าย เปลี่ยนยางในง่ายและรวดเร็ว ไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องกังวล แต่พกยางในสำรองไว้ก็อุ่นใจแล้ว ข้อเสียของระบบยางงัดคือ น้ำหนักยังไม่เบาเท่าที่ควร การเติมลมก็ทำได้น้อยกว่ายางฮาล์ฟ  ในปัจจุบันขอบล้อยางงัดมีระบบ (Tubeless) ไม่ต้องใช้ยางในให้เลือกอีกหนึ่งทางเลือก แต่ยังใหม่ต่อวงการเสือหมอบ ทำให้ผู้ผลิตยาง Tubeless สำหรับเสือหมอบยังมีไม่กี่แบรนด์เท่านั้น
ขอบล้อยางฮาล์ฟ (Tubular) เป็นขอบที่ใช้กับยางฮาล์ฟโดยเฉพาะ ด้วยการทากาวระหว่างยางกับขอบล้อ เป็นขอบที่มีน้ำหนักเบาแต่ค่อนข้างยุ่งยากเมื่อต้องเปลี่ยนยาง ต้องใช้ความชำนาญอยู่พอสมควร เติมลมได้มากกว่าขอบยางงัด จึงเหมาะกับเสือหมอบมือเก่าหรือนักกีฬาที่ใช้เพื่อการแข่งขัน มีทั้งแบบขอบต่ำและขอบสูง ขอบชนิดนี้ไม่ค่อยเหมาะกับเสือหมอบมือใหม่เท่าไหร่นัก
-          ขอบอลูมินั่ม vs ขอบคาร์บอน
ขอบอลูมินั่ม  ยังคงเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของผู้เริ่มต้นจนถึงระดับอาชีพ เนื่องจากการพัฒนาที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง สมัยก่อนขอบล้อแบบอลูมินั่มยังมีน้ำหนักมาก แต่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นขอบสูงหรือขอบต่ำ ชุดล้ออลูมินั่มก็ไม่ได้เป็นรองขอบล้อคาร์บอนเลย แต่กระแสความนิยมเทใจให้ขอบอลูมินั่มในเรื่องของความแข็งแรงและเน้นด้วยว่าต้องเป็นขอบต่ำ ทำให้ทุกวันนี้ล้อแบบอลูมินั่มก็ยังคงเป็นที่ครองใจของชาวเสือหมอบทั่ว ๆ ไป
ขอบคาร์บอน  เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าล้อขอบคาร์บอนพบเห็นได้ในสนามแข่งขันทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับโลก เราแทบจะไม่พบเห็นขอบอลูมิเนียมเลย เจ้าขอบคาร์บอนมันถูกจับคู่กับขอบยางฮาล์ฟ ทำให้ประสิทธิภาพของชุดล้อสมบูรณ์และลงตัว โดยเฉพาะขอบสูง มันกลายเป็นที่ไว้วางใจของนักแข่งระดับแนวหน้ามากมาย ด้วยการพัฒนาด้านคาร์บอนอย่างไม่หยุดยั้ง ขอบคาร์บอนในยุคนี้มีความสูงที่ 45 mm. หลายค่ายทำน้ำหนักได้เบากว่า 300  กรัม อีกทั้งยังคงพัฒนาในเรื่องการตัดลม ลู่ลม หรือที่เราเรียกกันติดหูว่า ล้อมันเหวี่ยง หรือว่านี่คืออนาคตในวันข้างหน้าที่เราต้องรอคำตอบจากจำนวนผู้บริโภค

         สุดท้ายนี้การเลือกซื้อล้อสำหรับนักจักรยานเสือหมอบมือใหม่ ต้องตอบคำถามของตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราจะซื้อแบบไหน “ซื้อแล้วจบ หรือว่าซื้อเผื่อเปลี่ยน” หากต้องการซื้อเพื่อจบ งบประมาณ เป็นเหตุผลเดียวที่ท่านต้องไตร่ตรองเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เพียงพอกับเงินในกระเป๋าของท่าน ส่วนการซื้อเผื่อขาย ให้มองหาล้อที่มีประโยชน์ครบด้าน ซื้อง่าย ขายคล่อง เพื่อวันข้างหน้าต้องการขายจะได้ไม่ปวดหัว เท่านี้การปั่นของท่านทั้งหลายก็ราบรื่นไปนานแสนนาน

ที่มา : นิตยสาร Race Bicycle

10 ม.ค. 2554

GARY FISHER ผู้เปรียบเสมือนบิดาผู้ให้กำเนิดจักรยานเสือภูเขา

|0 ความคิดเห็น
จักรยานเสือภูเขา

GARY FISHER  ผู้เปรียบเสมือนบิดาผู้ให้กำเนิด
จักรยานเสือภูเขา


          Gary Fisher ชื่อนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักสำหรับจักรยานเสือภูเขาแล้วชื่อนี้คือผู้ให้กำเนิดเปรียบเสมือนบิดาแห่งจักรยานเสือภูเขา Gary Christopher Fisher คือชื่อเต็มของ Gary Fisher เขาเกิดในปี 1950 เริ่มเข้าสู่เส้นทางจักรยานเสือภูเขาตั้งแต่อายุ 12 ปี จากเด็กหนุ่มร่างโย่งที่ขี่จักรยานคลังเกอร์ (Clunker) ลงจากยอดเขาเมาท์แทม และได้ทำการดัดแปลงมันจนกลายเป็นจักรยานเสือภูเขาคันแรก นอกจากจะทำให้กับตัวเองแล้วเขายังทำให้กับเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์ของเขาด้วย จากจุดเริ่มนั้นในปี 1979 Gary Fisher และเพื่อนสนิท Charlie Kelly ได้ตั้งบริษัทผลิตตัวถังจักรยานเสือภูเขา และให้ชื่อบริษัทของเขาว่า “ Mountain Bikes” โดยมี Jeffrey Richnond และ Tom Rithcey เข้าร่วมในการทำตัวถังจักรยาน นอกจากจะเป็นผู้ให้กำเนิดจักรยานเสือภูเขาแล้วทีมงานเขายังมีส่วนร่วมกับ Shimano ในกรพัฒนาระบบเกียร์ซึ่งเป็นต้นแบบของเกียร์แบบกดที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน Gary Fisher ได้ออกแบบตัวถังที่มีความกว้างของหางหลัง 135 มม. เป็นครั้งแรกเพื่อให้รองรับกับดุมหลังสำหรับจักรยานเสือภูเขาของชิมาโน ที่จะมีจำนวนเฟืองหลังมากขึ้น และกลายมาเป็นมาตรฐานของตัวถังจักรยานเสือภูเขาจนถึงปัจจุบันนี้

         จากการที่เป็นคนที่มีความคิดแบบไร้กรอบ แนวความคิดที่ไม่ซ้ำใครทำให้ผลงานที่เขาสร้างออกมาแต่ละชิ้นกลายเป็นต้นแบบให้ผู้อื่นคอยไล่ตาม ไม่ว่าจะเป็น Genesis Geometry ซึ่งออกแบบให้มีมุม มีองศาที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลการวางตำแหน่งร่างกายของผู้ขี่จนผู้ผลิตรายอื่น ๆ ปรับมุมเปลี่ยนองศาตาม แค่นั้นยังไม่พอยังออกแบบบุกเบิกจักรยานเสือภูเขาที่ใช้ล้อที่มีขนาด 29 นิ้ว จนมีคำถามตามมาว่าจะดีกว่าล้อ 26 นิ้วอย่างไร ถึงตอนนี้ก็ได้คำตอบกันไปแล้วว่าล้อ 29 นิ้วดีอย่างไร เพราะยี่ห้ออื่น ๆ ก็เริ่มมีออกมาให้เห็นกันแล้ว ทาง UCI ได้รับรองแล้วว่าสามารถใช้แข่งขันได้ ทางทีม Subasu Gary Fisher Mountain Bike Team ซึ่งเป็นทีมของ Gary Fisher ก็แล้วแต่ใช้ Genesis eometry ล้อ 29 นิ้วทั้งหมด

          น่าเสียดายที่จากนี้ไปจะไม่มีโลโก้ของ Gary Fisher อีกแล้วจะมีก็แต่ Gary Fisher Collection ภายใต้แบรนด์ของ Trek เพราะถูกควบรวมกิจการไปอย่างสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จักรยานเสือภูเขา

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง