ss

7 ต.ค. 2553

SPECIAL SCOOP : คนหลายจำพวก ในหมู่เราชาวจักรยาน

|0 ความคิดเห็น

           การขี่จักรยานเป็นกลุ่มนั้น เป็นได้ทั้งเสือหมอบและเสือภูเขา แต่เมื่อวัดจากปริมาณความถี่แล้วจะพบว่าเสือหมอบขี่เป็นกลุ่มกันบนทางเรียบ ๆ ง่ายกว่า เพราะเส้นทางอันราบเรียบทำให้เกาะกลุ่มกันได้ง่าย จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม การขี่จักรยานเป็นกลุ่มไม่ว่าจะเพื่อซ้อมหรือเพื่อความสนุกสนานทุกวันหยุดนั้นเป็นเช่นนี้มากนานนับร้อยปีแล้ว จะเปลี่ยนไปก็แค่วัสดุที่ใช้ทำจักรยานกับเสื้อผ้าสีสันของคนขี่จักรยานเท่านั้น แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยคือทัศนคติของมนุษย์เมื่อมารวมกลุ่มกัน ซึ่งนิตยสารไบซิคลิ่งเขาวิเคราะห์เอาไว้อย่างน่าฟัง ลองอ่านดูแล้วคุณอาจจะเกิดความคิดก็ได้ว่าตัวเองอยู่ในบุคคลจำพวกไหน
          พวกนักแข่งมือโปร : คนพวกนี้มักถูกเรียกว่า โปร หรืออย่างน้อยก็เรียกตัวเองว่าโปรจะด้วยความที่แข่งบ่อยหรือใช้ของดีกว่าชาวบ้านก็ตาม สิ่งหนึ่งที่พวกเขาชอบทำคือการแสดงออกให้เด็กใหม่ ๆ หรือคนที่ไม่เป็นมือโปรอย่างตัวเองรู้สึกว่าพวกเขาทำอะไรได้ง่ายดายเหลือเกิน รวมทั้งการแต่งเนื้อแต่งตัวที่บ่งบอกด้วยว่าฉันเจ๋ง ใช้ของดีมีราคา ที่แน่ ๆ คือปั่นเร็วชะมัดแต่ดูเหมือนทำอะไรง่าย ๆ พอขึ้นไปอยู่หน้าสุดทิ้งกลุ่มไปตั้งไกลแล้วยังมีหน้าหยิบกล้วยออกมาปอกกินหน้าตาเฉย ไม่ว่าคนพวกนี้จะปั่นเล่นสนุก ๆ หรือซ้อม ทุกสิ่งที่เขาทำดูง่ายดายแต่ความจริงแล้วมันเกิดจากความพากเพียรและฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอมาเนิ่นนาน
          นักปั่นกลุ่มจอมซีเรียส : สำหรับคนประเภทนี้ การขี่จักรยานไม่ได้หมายถึงการมาซ้อม หรือเพื่อมากาเพื่อนแล้วสันทนาการกัน แต่ทุกจังหวะของการปั่นมันคือการแข่งขันที่แม้จะไม่ได้ปั่นแข่งกับใครแข่งกับตัวเองก็ยังดี บางทีถ้าเห็นคนในกลุ่มคนไหนปั่นเหยาะแหยะ หรือทำท่าจะไปไม่รอดก็จะเข้าไปแนะนำหรือทำท่าทางให้รู้วิธีที่ถูก บางทีอาจจะเป็นปมด้อยอย่างหนึ่งในใจ ประมาณว่าเคยแข่งแล้วไม่ชนะหรือมีความบกพร่องด้านการเข้าสังคมอะไรสักอย่าง ปล่อยให้เขาซีเรียสของเขาไปเถอะถ้าคุณหวังปั่นแค่สนุก
          นักปั่นผู้ครบเครื่อง : ที่ว่าครบเครื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าทางเรียบก็ได้ ขึ้นเขาก็เก่ง จะให้เป็นหัวลากอยู่ข้างหน้าก็เจ๋ง ไม่ใช่ แต่หมายความว่าเขาช่างเพียบพร้อมไปหมดทั้งเสื้อผ้าหน้าผม อุปกรณ์ก็เพียบ เช่น มียางในติดกระเป๋าหลังพร้อมอุปกรณ์ปะไปเผื่อเพื่อนยางแบน ใครเป็นอะไรต้องนึกถึงเขาเสมอ ถ้าในกลุ่มของคุณมีนักปั่นคนนี้เพียงคนเดียวก็เย็นใจได้แล้วว่าถึงยังไงก็คงไม่มีใครต้องโบกแท็กซี่กลับบ้านแน่ หรือถ้าคุณบังเอิญเป็นคนประเภทนี้ก็จะมีเพื่อนเยอะ แต่ข้อเสียคือคุณหอบของมากแล้วมันหนัก เท่านั้นแหละ
          นักปั่นผัวเมีย : ห้ามแฟนปั่นจักรยานไม่ได้แล้วฉันก็ปั่นมันเองซะเลย ว่าแล้วก็ตามมาจนได้ เราจะเห็นอยู่บ่อย ๆ ว่ามีนักปั่นคู่สามีภรรยาหรือคู่รัก เมื่อเขาอยู่ที่ไหนเราจะเห็นเธออยู่เคียงข้างหรือบางทีก็ตามดูดล้อหลังคู่ของตัวเองอยู่เหยง ๆ เธอมาด้วยจะได้สบายใจว่าแฟนไปไหนโดยไม่ต้องรอฟังรายงานสรุปจากเขาตอนที่ถึงบ้าน ถ้าแฟนใครเป็นแบบนี้ด้วยความชอบปั่นจักรยานจริง ๆ ก็ถือว่าดีไป แต่ถ้าจะมาตามจับผิดกันจริง ๆ ล่ะก็คงเสียเวลาเปล่า เหนื่อยด้วย ไม่สนุกเลย พับผ่าซิ
          แม่หญิงจอมโหด : ใครว่าการขี่จักรยานทางไกลเป็นกลุ่มเป็นเรื่องของชายชาตรีเท่านั้น ผิดไปล่ะกระมังถ้าคิดได้แค่นี้เพราะเดี๋ยวนี้มีผู้หญิงทั้งสาวและไม่สาวหันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น แต่ก็มีบางคนที่ปั่นได้เก่งชนิดที่ชายหนุ่มต้องอาย จงดีใจกับพวกเธอที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ซ้ำยังทำให้สุขภาพตัวเองดีขึ้นอีก
         คนรวยไม่ยอมซื้อแร็คติดจักรยาน : ถ้าคุณเป็นอีกคนที่ปั่นจักรยานเป็นกลุ่มบ่อย ๆ สิ่งหนึ่งที่ต้องเห็นเหมือนกันคือคนบางคนที่ใช้รถยนต์ราคาเป็นล้าน เอาจักรยานราคาเป็นแสนถอดล้อ เข้า ๆ ออก ๆ ท้ายรถแล้วใช้ผ้าขี้ริ้วรองกันเบาะฉีกโดยไม่ยอมซื้อแร็คติดจักรยาน เรื่องนี้จะไปว่ากันไม่ได้นอกจากอาจจะเป็นที่รำคาญสายตาเล็ก ๆ สำหรับเพื่อน ๆ บางคน ทุกคนทำอะไรย่อมมีเหตุผลตลอด เขาอาจจะชอบทำเช่นนี้เพราะมันไม่ต้องกลัวจักรยานหายก็เป็นได้ หรือไม่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของแร็คติดจักรยานมาแต่ไหนแต่ไรก็ได้เหมือนกัน ถ้าคุณบังเอิญเป็นนักจักรยานประเภทนี้เราบอกได้เลยว่าคุณไม่แปลก ใคร ๆ ก็เป็นกันทั้งนั้น
          นักจักรยานอนุรักษ์นิยม : รับรองได้เลยว่าคุณต้องเจอนักปั่นประเภทนี้ทุกทริป หรือทุกครั้งที่รวมกลุ่มกัน เฟรมจักรยานของเขาจะเป็นเหล็ก ที่เปลี่ยนเกียร์ของเขาจะเป็นแบบสับถัง หมวกกันน็อคแบบนวมเป็นริ้ว ๆ ไม่ใช่โฟมหล่อขึ้นรูปเหมือนพวกเรา สิ่งที่สังเกตได้ง่ายของนักปั่นประเภทนี้คืออายุ 50 อัพ เงินทองน่ะมีแต่ไม่ชอบใช้ของใหม่ ชอบอะไรที่มัน เรโทร แต่โทษทีปั่นยังกะลมพัด


          อ่านจบแล้วคุณจะรู้ว่าตัวเองเป็นคนจำพวกไหนในกลุ่ม เมื่อรู้แล้วก็จงเข้าใจไว้เถิดว่าไม่มีอะไรเสียหายตราบใดที่คุณออกกำลังแล้วสุขภาพดี ไม่เบียดเบียนใคร

Bike Test : SPECIALIZED S-Works Stumpjumper Carbon HT

|0 ความคิดเห็น
 S-Works Stumpjumper Carbon HT เป็นรถฮาร์ดเทรลครอสคันทรี่รุ่นสูงสุดของ Specialized ที่ได้รับการพิสูจน์จากชัยชนะจากการแข่งขันระดับคอรสคันทรีระดับโลกหลาย ๆ สนามซึ่ง Specialized มีการส่งรถลงแข่งขัรรายการระดับโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่นักแข่งของทีมอย่าง Ned Overend, Filip Meirhaeghe จนมาถึง Christoph Sauser ในปัจจุบัน Specialized เองก็เช่นเดียวกันมีการพัฒนาวัสดุในการทำเฟรมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อลูมินั่มรหัส M4,M5 จนมาถึงคาร์บอน FACT (Functional Advanced Carbon Technology) อันเป็นเทคโนโลยีอันสูงสุดในการผลิตเฟรมด้วยคาร์บอนของ Specialized

          เฟรมตัวนี้เป็นเฟรมคาร์บอนที่ใช้ท่อคอแบบลูกผสมด้านล่างใช้ท่อขนาด 1.5 นิ้ว ส่วนด้านบนใช้ท่อขนาด 1.125 นิ้ว ทำให้สามารถใช้กับโช้คซางแบบ 1.125 นิ้ว หรือโช้คซางแบบ 1.5-1.125 นิ้วได้ สำหรับคันที่นำมาทดสอบนี้ใช้โช๊คหน้าของ Specialized รุ่น Future Shock S90 ซึ่งโช้ครุ่นนี้จะเป็นซางแบบ 1.5-1.125 นิ้ว ซึ่งจะให้ความแข็งแรงมากกว่าโช้คแบบซาง 1.125 นิ้ว เพราะว่าด้วยโครงสร้างของคราวน์โช้คที่ใหญ่กว่า ทำให้เวลาเลี้ยวโค้งด้วยความเร็วสูง รถมีความนิ่งกว่าโช้ครุ่นนี้เป็นโช้ครุ่นพิเศษที่ทาง Specialized ได้ทำการติดตั้งระบบล็อคโช้คอัตโนมัติ Brain-Fade ผู้ใช้สามารถปรับโช้คได้สามอย่างได้แก่แรงดันอากาศที่บรรจุเข้าไปในโช้ค รีบาล์ว และความไว้ในการล็อคตัวของโช้คส่วนตัวท่อบนของเฟรมมีความลาดมากเป็นพิเศษทำให้เวลาขึ้นคร่อม หรือลงจากรถทำได้สะดวก
          นอกจากเฟรมรุ่นนี้จะใช้ท่อคอขนาดใหญ่แล้วบริเวณท่อกะโหลกยังมีการเสริมโครงสร้างคาร์บอนซึ่งดูแล้วมีความแน่นหนาแข็งแรงสูงมาก เพื่อที่จะให้ตัวเฟรมไม่บิดไปมาเวลารับแรงกดจากบันได เฟรมรุ่นนี้ใช้ท่อกะโหลกไร้เกลียวแบบ BB-91 สามารถใส่ลูกปืนกะโหลกได้ทั้งแบบลูกปืนอยู่ในเฟรม และนอกเฟรม เนื่องจากท่อบริเวณกะโหลกมีขนาดใหญ่มากจึงทำให้เฟรมรุ่นนี้ไม่สามารถใช้สับจานแบบจับล่างได้ใช้ได้กับสับจานแบบจับบนเพียงอย่างเดียว เฟรมรุ่นนี้ใช้ท่อหลักอานขนาด 30.9 มม. ตามมาตรฐานของ Specialized ท่อ Seat Stay ของเฟรมรุ่นนี้จะเป็นแบบ A-Type ขนาดใหญ่จนทำให้ช่องระหว่างเฟรมกับยางนอกเหลือช่องน้อยมาก
          ชุดอะไหล่ที่ประกอบบนรถคันนี้ล้วนเป็นอะไหล่รุ่นสูงของแต่ละยี่ห้อไม่ว่าจะเป็นชุดขับเคลื่อน Shimano XTR ทั้งชุดไม่ว่าจะเป็นชุดขาจาน,เฟืองหลัง,สับจาน,ตีนผี,มือเกียร์ และโซ่เพื่อให้การทำงานประสานเข้าชุดกันอย่างเต็มระบบ ส่วนเบรกนั้นเจ้าของรถเลือกใช้ดีสเบรก Shimano รุ่น XTR ความพิเศษของดีสเบรกชุดนี้อยู่ที่การใช้คาลิเปอร์แบบ ISO ด้านหน้า ไปติดตั้งที่ด้านหลังทำให้สามารถใช้ใบดีสเบรกขนาด 140 มม. ได้ ชุดล้อที่ประกอบกับรถเป็นชุดล้อ Mavic รุ่น SLR


ผลการทดสอบ :
          ก่อนเริ่มทำการทดสอบได้ทำการเซ็ทรถก่อนเพื่อให้การขี่เป็นไปอย่างสมบูรณ์เริ่มตั้งแต่การเซ็ทตัวรถให้เหมาะสมกับผู้ขี่ การเช็ทโช้คหน้าทั้งการสูบลมวัด ระยะ Sag โช้ค การปรับรีบาวนด์ และการปรับตั้งความไวในการล็อคของโช้ค หลังจากนั้นจึงเริ่มทำการทดสอบ
           ต้องยอมรับจริง ๆ เลยว่าเฟรมตัวนี้เป็นเฟรมฮาร์ดเทลที่เหมาะสมกับการใช้แข่งขันมากกว่าขี่ท่องเที่ยวทั่วไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างของเฟรมทั้งท่อคอ และท่อกระโหลกที่มีขนาดใหญ่ทำให้เฟรมมีความแข็งแรงมาก การออกแรงปั่นรถพุ่งตอบสนองการเร่งปั่นเป็นอย่างดี จนทำให้การควบคุมรถต้องใช้ทักษะมากเป็นพิเศษ เพราะว่ารถที่เฟรมมีความแข็งแรงสูงแต่มีน้ำหนักเบา ย่อมไม่ต่างอะไรจากม้าที่พยศ น้ำหนักรถที่เบาทำให้การเข้าโค้งต้องใช้ทักษะในการควบคุมรถมากกว่ารถที่มีน้ำหนักมากกว่าประกอบกับโช้คหน้าที่มีระบบล็อคอัตโนมัติอาจจะทำให้ผู้ขี่สั่นสะท้านไปทั้งตัว หากตั้งค่าความไวในการล็อคอัตโนมัติที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรจะตั้งความไวในการล็อคอัตโนมัติให้มากหน่อยและไปใช้การเซ็ทระยะ Sag น้อย ๆ แทนก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ จุดเด่นของโช้ครุ่นนี้ที่เห็นได้ชัดคือการขี่ขั้นทางชัน ตัวโช้คล็อคตัวทำให้การขี่ขึ้นเนินไม่เสียแรงหากเป็นโช้คแบบทั่วไปต้องใช้นิ้วไปดันรีโมทสั่งให้โช้คล็อก ส่วนเวลารูดลงเนินตัวโช้คก็ยุบตัวทำงานเหมือนปกติโดยไม่ต้องปลดล็อคโช้คเหมือนโช้คทั่ว ๆ ไปซึ่งก็นับว่าเป็นข้อดีของโช้ครุ่นนี้
          ต้องบอกว่า S-Works Stumpjumper Carbon HT ไม่ทำให้เราผิดหวังในการทดสอบจริง ๆ สมกับเป็นฮาร์ดเทลรุ่นแข่งขันของ Specialized ซึ่งได้การขับขี่ที่ดุดันจากโครงสร้างของรถที่แข็งแรงและมีน้ำหนักเบายิ่งมาได้โช้คหน้าของ Specialized ด้วยแล้วยิ่งทำให้มันเป็นรถที่ดุดันยิ่งขึ้นไปอีกซึ่งก็แน่นอนว่านักแข่งที่หวัดผลในการแข่งขันก็ย่อมต้องการรถที่ดุดันเช่นนี้


Spec Modify
ขนาดเฟรมทดสอบ : S 15.5 นิ้ว
ความยาวเซนสเตย์ : 424 มม.
ความยาวท่อบน : 531 มม.
องศาท่อคอ : 71 องศา
องศาท่อนั่ง : 73 องศา
ความสูงท่อบนจากพื้น : 761 มม.
ช่วงยุบหน้า : 90 มม.
วัสดุผลิตเฟรม : คาร์บอน FACT
โช้คหน้า : Fork Soecialized Future Shock S90
ขอบล้อ : Mavic SLR
ยาง : GEAX GATO
ดุมล้อ : Mavic SLR
เบรก : Shimano XTR
ขาจาน : Shimano XTR
มือเกียร์ : Shimano XTR
แฮนด์ : Ritchye WCS Carbon
คอแฮนด์ : Ritchey WCS
น้ำหนัก : 9.8 ก.ก.

6 ต.ค. 2553

Bike Test : MARIN MOUNT VISION 5.7

|0 ความคิดเห็น
          Marin เป็นจักรยานยี่ห้อหนึ่งที่ผลิตจักรยานออกมาจำหน่ายนานแล้วในยุคแรก ๆ รถฟูลซัสเพนชั่นของ Marin จะใช้ระบบกันสะเทือนหลัง จนกระทั่งในยุคปัจจุบันได้มีการใช้ระบบกันสะเทือนหลังแบบ Quad Link ที่ซื้อลิขสิทธิ์ระบบนี้มาจาก WHYTE DESIGNS
         Mount Vision 5.7 เป็นจักรยานเสือภูเขาฟูลซัสเพ็นชั่นแบบเทรล มีช่วงยุบล้อหลัง 120 มม.โดยใช้โช๊คหลังของ FOX รุ่น RP2 ที่มีการใช้เทคโนโลยี ProPadal ในการช่วยลดอาการรถยุบยวบยาบให้น้อยลง รถรุ่นนี้ให้โช๊คหน้าของ Fox F120 R ซึ่งเป็นโช้คน้ำหนักเบามีช่วงยุบกลาง ๆ โช๊ครุ่นนี้ใช้การยึดล้อหน้าแบบแกนสอด 100X15 มม. ทำให้มีความแข็งแรงกว่าแกนปลดปกติ โดยที่มีน้ำหนักมากกว่าแกนปลดปกตินิดหน่อย เฟรมรุ่นนี้ผลิตมาจากอลูมินั่ม 6066 โดยใช้เทคโนโลยี Hydroformed (การใช้แรงดันของเหลวช่วยอัดขึ้นรูปวัสดุ) ในการขึ้นรูปเฟรมและสวิงอาร์มท่อบนมีความโค้ง อ่อนช้อยสวยงามและลดระดับลงที่จุดเชื่อมต่อกับท่อนั่ง ท่อล่างมีการเสริมความหนาของวัสดุตรงบริเวณจุดยึดลิ้ง รถรุ่นนี้ใช้ถ้วยคอแบบ Internal (ดูจากการอัดเบ้าลูกปืนถ้วยคอเข้าไปในท่อคอ)
          ระบบกันสะเทือนหลัง Quad-Link ที่ใช้ในรถรุ่นนี้อาจจะดูแปลกตาไปบ้าง แต่ก็ทำให้สวิงอาร์มด้านหลังดูโล่งตามาก สวิงอาร์มด้านหลังถูกยึดกับเฟรมส่วนหน้าด้วยลิ้งเชื่อมขนาดใหญ่สองอัน โดยมีการยึดโช๊คด้านหนึ่งไว้ที่สวิงอาร์มและอีกด้านที่เฟรมส่วนหน้า ข้อดีของการใช้สวิงอาร์มแบบนี้อย่างหนึ่งก็คือ ที่ช่องใส่ล้อหลังจะมีความโล่งมาก ช่วยลดปัญหาโคลนติดรถได้มากกว่ารถรุ่นนี้ใช้สวิงอาร์มแบบที่แคบกว่า ส่วนหูยึดล้อหลังของเฟรมรุ่นนี้ใช้น็อตยึดด้านหลังข้างละสองตัวทำให้สามารถเปลี่ยนติ่งยึดตีนผี (Drop out) ได้ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจนติ่งยึดตีนผีหัก
          เนื่องจากรถเป็นรถแบบเทรล ยางที่ให้มาจึงมีขนาดใหญ่พอประมาณ โดยใช้ยางหน้าหลังขนาด 2.24 ดิสก์เบรกที่ติดมากับรถคือดิสก์เบรก Hayes รุ่น Stroker Trail โดยใช้ใบดิสก์รุ่น V-Cut ขนาด 180 ม. ทั้งหน้า-หลังซึ่งเพียงพอกับการใช้งานแบบนี้ สำหรับชุดขับเคลื่อนที่ติดมากับรถใช้ชุดขับเคลื่อนลูกผสมของ Shimano โดยใช้ตีนผีแบบ Shadow รุ่น XT มือเกียร์รุ่น SLX ที่สามารถถอดหน้าจอแสดงผลออกได้ในกรณีที่ต้องการปรับตำแหน่งเบรกไปใช้แบบเบรกด้วยนิ้วเดียว
การทดสอบ :
         สิ่งแรกที่ทำคือการปรับรถให้เข้ากับร่างกายของผู้ทดสอบโดยการปรับความสูงของเบาะ ความสูงของคอแฮนด์และปรับมุมมือเบรค หลังจากนั้นจึงทำการเซ็ทระยะ SAG ของโช้คทั้งโช้คหน้าและหลัง เนื่องจากเป็นรถแบบเทรล (ช่วงยุบหน้า-หลัง 120 มม.) เราเลือกเซ็ทระยะ SAG ประมาณ 5-8 มม.) หลังจากนั้นก็ทดลองขี่และทำการตั้งรีบาวด์ของโช้คทั้งหน้าและหลัง จากนั้นจึงทำการขี่ทดสอบ
          ระบบกันสะเทือนของ Mount Vision 5.7 ทำงานได้ดีในทางขุรขระ มันเก็บแรงกระแทกได้ดีหรือแม้แต่การกระโจนลงจากทางต่างระดับที่ไม่สูงมาก โช้คหลังซับแรงได้ดีมาก รถไม่มีอาการดีดดิ้นหรือสวิงอาร์มหลังย้วยให้เห็น ส่วนการยืนเร่งปั่น (Sprint) ในทางตรงนั้นรถทำได้ในระดับที่พอใจ ทั้งนี้คงเพราะช่วงยุบที่เยอะในระดับ 120 มม.และองศาของโช้คหน้าที่ลาด (68.5 องศา) แต่ถ้าเป็นการขี่ในทางขรุขระแล้วรถคันนี้ทำได้ดีมาก การขี่รูดผ่านรากไม้รถซับแรงกระแทกได้ดี ดิสก์เบรก Hayes Stoker Trail ที่ติดตั้งมากับรถนั้นให้พลังการเบรกที่สูงไปนิด การตั้งมือเบรกให้เข้าใกล้แฮนด์จะช่วยให้สามารถทำการเบรกได้ดีขึ้น ซึ่งเบรกรุ่นนี้ก็สามารถปรับระยะกำเบรกได้ง่ายโดยใช้มือหมุนตั้งที่ก้านเบรกได้ทันที
          สรุป : Marin Mount Vision 5.7 เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการรถที่ใช้ขี่ลุย ๆ ท่องเที่ยวในเส้นทางแบบเทรลอย่างแท้จริง ซึ่งอะไหล่ที่ติดตั้งมากับรถเพียงพอกับการใช้งาน เรียกได้ว่าซื้อไปแล้วไม่ต้องอัพเกรดใช้งานได้ทันที ระบบกันสะเทือนหลัง Quad-Link ที่ใช้หลักการทำงานง่าย ๆ แต่ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีในระดับที่น่าพอใจ รวมถึงการบำรุงรักษาในระยะยาวที่สามารถทำได้ง่ายแค่เปลี่ยนลูกปืน 4 ตลับ ไม่มีอะไรซับซ้อน ย่อมทำให้รถรุ่นนี้น่าสนใจ หากคุณต้องการรถที่ขี่แบบเทรล Marin Vision 5.7 รุ่นนี้สามารถตอบสนองความต้องการของคุณได้อย่างลงตัว
Specification :
Fram :
6066 Aluminum,Fully Hydroformed Mainframe and Swingarm,Quad-Link 2.0 120 mm. Suspension System, With Modular Dropouts
Front Suspension :
Fox 30 F120R, 120 mm with Rebound Adjustment And Air Spring Preload With 15 mm. Through Axle
Rear Suspension :
Fox Float RP2 with rebound Adjustment,Dual Position ProPedal Lever
Shift Lever : Shimano SLX, 2 way Release, 9 speed
Derailleur Front : Shimano Deore
Derailleur Rear : Shimano Shadow XT
Brakes Front : Hayes Stroker Trail Hydraulic Disc with V7 Rotor
Brakes Rear : Hayes Stroke Trail Hydarlic Disc with V6 Rotor
Brakes Levers : Hayes Hydraulic Disc
Pedals : Shimano M520 Clipless
Crankset : Shimano HollowTech ll Arms, 44/32/22
Bottom Bracker : Shimano with Hollowtech ll Arms Big Pipe Billet Integrated with Crankset
Chain : Shimano HG58
Cassette : Shimano, 11-34 ,9 speed
Hub Rear : Shimano XT, 32 Hole Disc
Hub Front : Alloy Cartridge Sealed, 32 Hole Disc with 15 mm. Through Axle
Rims : Mavic XM-317, 32 Hole Disc
Spokes : Nipples DT 15 Gauge Black Stainless
Tires : WTB MotoTaptor Race, 26X2.24 (52/54) with DNA Compound Tread and Kevla Bead
Saddle : WTB Vigo Comp with Love Channel and Comfort Zone
Stem : FSA OS150LX Threadless With Alloy Face Plate and 31.8 mm.
Bar : Clamp Handlebar Double Butted 6061 Alloy, OS-31.8 mm., 25.4 mm. Rise
Grips : Marin Locking with Drop Guard End Cap
Headset : FSA Orbit ZS-4 Cartridege, 1 1/8” , threadless Internal
Total Weight : 13 Kg.

FIXED GEAR CORNOR : แนะนำอุปกรณ์ตกแต่งจักรยาน Fixed Gear

|0 ความคิดเห็น
          แน่นอนว่าวงการ Fixed Gear ย่อมไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์คุณภาพอย่าง MASI โดดเด่นด้วยคุณภาพและเทรนด์ไม่ซ้ำใคร ทำให้ MASI เป็นแบรนด์ติดตลาดทั่วโลก เพื่อเอาใจสาวก Fixed Gear เราขอแนะนำแบรนด์ใหม่ล่าสุดอย่างB rev.M ที่เป็นแบรนด์ลูก ด้วยอะไหล่และ Accessories โดนใจชาว Fixed Gear กับกราฟฟิค สี และรูปทรงทันสมัยดึงความเป็น 2011 โดยยังรักษาความเป็น Classic Vintage ในปีนี้ความนิยมในสไตล์ Retro กลับมาฮิตอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง สีสัน และกราฟฟิค จะเห็นถึงเทรนด์ใหม่โดยใจชาว Fixed

- ยางนอก Brev M. รุ่น Slittata เป็นยางอิตาลีดีไซน์สำหรับการ Skid โดยเพิ่มความแข็งแรงในโครงสร้างและใช้ยางที่หนา ขนาด 700X28C มี 3 สีให้เลือก Black, Red, Whith


- ปลอกแฮนด์ รุ่น Flang เป็นการนำยางที่ให้ตัวได้ Soft และลวดลายที่นอกจากเข้ากับการแต่งรถแล้วยังช่วยให้สบายขณะกำแฮนด์ มี 5 สีให้เลือก


- แฮนด์ยก Brev M. เป็นการยกขึ้นที่จุดพอเหมาะ 30 มม.และ Sweep 6 องศา แบบกำลังดี 4 สีให้เลือก Alloy Red, Alloy Pink, Alloy Silver และ Alloy Whitt


- ใบจาน รุ่น Messenger 44T น้ำหนักที่เบาเพียง 105 กรัมแต่ให้ความยึดหยุ่น (Stiffness) สูงขึ้น ออกแบบ แบบ 130 BCD ให้เลือกแต่งรถถึง 4 สี Red, Pink, Green, Black และรุ่น Messenger 46T 2 สี Red, Black


- ขาจาน รุ่น Fixie ขึ้นรูปแบบ Cold Forge Shell ใช้กับ 130 BCD ให้คุณ Service โซ่ง่าย 165 มม. มีสี Silver, Red ,Black


- บันได Brev.M ดีไซน์มาในรูปแบบ Retro แบบดั้งเดิมเพื่อเติมกลิ่นแบบ Vintage+Retro กำลังเป็นที่นิยมในปี 2011 นี้ โดยเพิ่มความแข็งแรงมากขึ้นและจะเห็นจากโครงที่มีลักษณะขรุขระ ช่วยกันลื่น สามารถ ทำงานกับ Single Strap และ Double Strap น้ำหนักที่ 353 กรัม มี 6 สีโดน ๆ Black,Silver,Green,Pink,Red,Blue


- บันได Brev. M รุ่น Bullo บันไดพลาสติกเรซิ่น ออกแบบในลักษณะเดียวกับ BMX เหมาะกับเทรนด์ผสมระหว่าง Fixed + BMX ที่กำลังเทรนด์มี 3 สีให้เลือก


- อาน Brev. M รุ่น Perforated ดีไซน์แบบ Classic Retro เป็นการนำเอาความเป็น Tradition ในช่วงก่อนยุค 80”S มาใช้ ยังคงรักษารูปทรงแบบดั้งเดิมเอาไว้ เหมาะกับการใช้งานต่อเนื่องนาน ๆ วัสดุ Synthetic Leather ให้ความนุ่มสบาย มี 3 สีให้เลือก Black,Brown และ White


- อาน Brev. M รุ่น Sellino ถ้าคุณเป็นคนชอบ Classic Retro แบบมีสีสันไม่ควรพลาด เพราะการออกแบบการฟฟิคด้วยสีเจ็บ ๆ แต่ยังคงรักษาความเป็น Tradition ด้วยลายเรียบอย่างลาย Stitch ให้คุณเลือกแต่งรถถึง 6 สี Sttich Blue,Stitch Black, Stitch Red, Orange/Whith,Black Green , Green/Argyle


- ตะเกียบ Brev. M รุ่น Bombardiere ตะเกียบทรงตรง เสริมความแข็งแรงของท่อตะเกียบ แต่น้ำหนักเบาด้วยการนำวัสดุ 100 % Cro-mo มาใช้


- ล้อ Brev. M รุ่น Fixie 32h ขนาดขอบล้อ 32 มม. และ 32 รู น้ำหนักเบาใช้ Sealed Bearing เพิ่มความแข็งแรงและ Stiffness ด้วยการผสมผสานเอา ซี่ลวดคุณภาพมาขึ้นรูปแบบ 3 Cross 3 สีให้เลือก Blue,Red,White


- ตะเกียบ Brev. M รุ่น Robusto ดีไซน์สไตล์ Urban Jungle ทำจากวัสดุ Cro-mo 100 %

บทความที่เกี่ยวข้อง :

>> ทิศทางรถฟิกซ์เกียร์ (Fixed Gear) ปี 2011

>> การเลือกซื้อตัวถังให้พอดีกับขนาดร่างกาย [ฟิกซ์เกียร์ Fixed Gear]
>> VDO เทคนิคการปั่นจักรยานฟิกซ์เกียร์ (Fixed Gear)
>> Fixed Gear แหกกฎเซ็ตรถเล่นทริก
>> Fixed Gear Corner : Fixed Gear Development
>> จักรยาน Fixed Gear MASI ต้นตำรับแห่งความคลาสสิค
>> Fixgear Corner : ประเภทของจักรยาน Fixgear
>> แนวทางการเลือกตกแต่ง รถ FIXED GEAR อย่างมีสไตล์

29 ก.ย. 2553

100 กม.UP : การเตรียมตัวก่อนปั่น 1 วัน ก่อนปั่น 24 ชั่วโมง ตอนที่ 2

|0 ความคิดเห็น
          มีหลายวิธีที่ถูกต้องเพื่อขี่จักรยานทางไกลเกินร้อย กิโลเมตร วิธีที่ผิดก็มีเหมือนกันแต่เราคงไม่แนะนำวิธีผิด ๆ ให้คุณ เพราะฉะนั้นจึงขอให้มั่นใจว่าสิ่งที่จะได้อ่านต่อไปนี้คือเรื่องดี ๆ และถูกต้องเท่านั้น
          เริ่มปั่นช้า ๆ : ทำไมเราจึงแนะนำเช่นนั้น ก็เพราะคุณยังมีวันอันแสนยาวนานรอคอยอยู่จึงไม่จำเป็นต้องเร่งร้อนอะไร ออกตัวง่าย ๆ ขี่ไปสบาย ๆ ด้วยรอบขาไม่ต้องจัดนัก ใช้เกียร์เบา ๆ แต่ไม่ต้องเบามากเพื่ออุ่นเครื่องให้กล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิต ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเลยเว้นแต่จะเตรียมตัวมาดีและอยากทำลายสถิติหรืออยากจะได้ถ้วยกันจริง ๆ ถ้าตราบใดที่มันไม่ใช่การแข่งขันตราบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
          คุมรอบขาให้ได้ : เพียงไม่กี่นาทีหลังจากออกตัวมาแล้วคุณจะเริ่มรู้รอบขาปั่นของตัวเอง รอบเท่าใดที่เหมาะสม ปั่นแล้วสบายไม่หนักแรงหรือเร่งชีพจรเกินไปก็ควรคงรอบนั้น ๆ ไว้ให้ได้ ตรวจสอบไซโคลคอมพิวเตอร์และเครื่องวัดชีพจรอยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องปกติหากจะรู้สึกตื่นเต้นบ้างแต่คุณจะรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นเมื่อรอบขาคงที่แล้ว พอรอบขาหมุนได้คงที่คุณจะพบว่าความเร็วเพิ่มขึ้นเอง หากไปกันเป็นกลุ่มความเร็วที่เพิ่มขึ้นจะมากกว่าที่ตั้งใจไว้เสมอจนคุณเองก็ต้องแปลกใจ
          จงขี่จักรยานเป็นกลุ่ม : ถ้าคุณมีเพื่อนซ้อมจักรยานเป็นประจำหรือรู้จักใครที่วางเป้าหมายในการขี่ไกลไว้เหมือนกัน การขี่ทางไกลจะยิ่งสนุกถ้าคุณและเพื่อนจับกลุ่มกันขี่แล้วผลัดกันขึ้นมาลาก ด้วยวิธีนี้จะสนุกและช่วยให้เบาแรงได้อย่างมหัศจรรย์ การได้คุยกันไปด้วยระหว่างปั่นจะทำให้ระยะทางร่นเข้าเร็วขึ้น การได้หมกอยู่กลางกลุ่มบ้างจะช่วยให้เบาแรงและความเร็วจะสูงขึ้นด้วยการปั่นไปด้วยกันมีเพื่อน ๆ คอยช่วงบังลมไว้ให้
         ระวังกลุ่มขี่เร็วไว้ก็ดี : จากข้อที่แล้วที่เราบอกว่าการขี่จักรยานเป็นกลุ่มจะทำให้ความเร็วสูงขึ้น แต่ระหว่าทางนั้นถนนไม่ได้เรียบไร้หลุมบ่อหรือสิ่งกีดขวางจนถึงปลายทาง ระหว่างนั้นอาจมีการสร้างถนน หลุมบ่อ รถยนต์น้อยใหญ่จอดข้างทาง วิธีจะขี่เป็นกลุ่มแบบความเร็วสูงได้อย่างปลอดภัยคือต้องมีระบบการแจ้งเตือนที่เด่นชัดแน่นอน ทุกครั้งที่จักรยานแถวหน้าสุดเห็นสิ่งกีดขวางหรือจะเป็นอันตรายนักจักรยานต้องตะโกนบอกมาข้างหลังแล้วชี้ไปที่สิ่งนั้น ถ้าแถวยาวเป็นร้อย ๆ คันการชี้บอกจะกระทำเป็นทอด ๆ มาจนถึงคนสุดท้าย ด้วยวิธีนี้จะช่วยให้นักจักรยานรอดจากการตกหลุมหรือชนเข้ากับรถหรือสิ่งกีดขวางอื่นริมทางได้ ในการปั่นความเร็วสูง ๆ ที่ล้อหน้าของคุณแทบจะสัมผัสกับล้อหลังของเพื่อนนั้น
มันยากจริง ๆ ที่จะหลบหลีกอะไรข้างหน้าได้ในระยะเพียงสามถึงห้าเมตร มองเห็นอย่างเดียวคงไม่พอต้องให้เพื่อนชี้บอกด้วย แต่การหลบหลีกต้องเป็นไปอย่างปลอดภัยคือต้องมีระยะห่างทางข้างให้เคลื่อนที่ได้ด้วยโดยไม่ไปเกี่ยวจักรยานข้างเคียงซ้ายขวาเข้า ถ้าเป็นหลุมไม่ลึกนักคุณก็ขี่ลุยได้โดยไม่ต้องหลบ เพราะการหลบจะทำอันตรายให้ตัวเองและเพื่อนพ้องได้มากกว่า ในกรณีที่เป็นสิ่งของวางพ้นพื้นขึ้นมารเราคิดว่าคงไม่ต้องหลบ เพราะหากชนเพื่อนคันข้างหน้าของคุณคงรับเคราะห์ไปก่อนแล้ว คุณนั่นแหละที่จะชนกับล้อหลังของเขาเองหากหลบไม่พ้น
         ออมมามากแล้ว ใช้มันเสียบ้างตอนใกล้จบ : เมื่อคุณได้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ถูกต้องมาตลอดตั้งแต่เริ่ม และรู้สึกดีมาก ๆ ในช่วงกิโลเมตรสุดท้าย ถ้ายังคิดว่าตัวเองมีเรี่ยวแรงก็จงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิดโดยไม่จำเป็นต้องโหมปั่นสุดแรงเพราะมันคงไม่ช่วยอะไร อัตราชีพจรที่ถูกเร่งมาตลอดทางจะพุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่เป็นผลดีอะไรเลย การรู้ว่าอีกไม่นานก็จะถึงเส้นชัยจะทำให้ตื่นเต้น อะดรีนาลีนหลั่งมากระตุ้นให้เกิดเรี่ยวแรงฮึดสู้ขึ้นอีกครั้ง ถ้าคุณทำตามหลักการอย่างถูกต้องและปั่นมาได้ตลอดระยะโดยยังรู้สึกดี ความเร็วคงที่ ช่วงก.ม.สุดท้าย ๆ นี่แหละที่เรี่ยวแรงมันจะมาเอง
        หลังจากเข้าเส้นชัยแล้วใช่ว่าจะหยุดอยู่แค่นั้น จอดจักรยานไว้ก่อนแล้วยืดเส้นยืดสายอีกครั้งเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักมาทุกวันจนเมื่อยล้า ถอดเสื้อผ้าเปื้อนเหงื่อและเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ออกซักทันที่ก่อนจะตรงเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำให้สาบตัว ดื่มน้ำให้อิ่มหลังปั่น แล้วจึงบันทักสถิติเอาไว้ด้วยว่าระหว่างปั่นคุณเผชิญกับอะไรมาบ้าง ให้ลงรายละเอียดถึงสภาพอากาศ อุณหภูมิ เครื่องดื่ม และอาหารระหว่างการปั่น สถิติเหล่านี้แหละที่จะช่วยให้คุณใช้ตั้งต้นได้เมื่อจะปั่นครั้งต่อไปด้วยระยะมากกว่า 10 ก.ม.
         ปั่นครบ 100 ก.ม.เป็นครั้งแรกแล้วสิ่งที่ต้องทำคือพักผ่อน หลังจากนอนให้เต็มที่แล้วการขี่จักรยานในวันรุ่งขึ้นควรเป็นไปอย่างไม่หักโหม คุณควรปั่นด้วยเกียร์เบา ๆ รอบขาสบาย ๆ โดยต้องไม่ลืมยืดเส้นยืดสายให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ที่ฝรั่งมีคำคมอยู่ว่า “สิ่งใดก็ตามที่มันฆ่าเราไม่ได้ มันย่อมทำให้เราแข็งแรงขึ้น” นั้นเป็นจริง คุณปั่นครบร้อยแล้วยังไม่ตายก็ย่อมหมายความว่าคุณพร้อมจะปั่นในระยะไกลขึ้นแน่นอนใช่แล้วครับ เรากำลังจะเปิดประตูนำคุณเข้าสู่ระยะทางที่ไกลขึ้น โลกใหม่ที่ท้าทายในระยะทางไกลกว่า 100 ก.ม. จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ถ้าเอาจริงคุณเองก็ขี่จักรยานไกลได้ถึง 200 ก.ม.โดยไม่ต้องเป็น แลนซ์ อาร์มสตรอง หรืออัลแบร์โต คอนทาดอร์


          ขอให้โชคดีมีความสุขในการปั่นจักรยานทุกคนนะครับ..

100 กม.UP : การเตรียมตัวก่อนปั่น 1 วัน ก่อนปั่น 24 ชั่วโมง ตอนที่ 1

|0 ความคิดเห็น
          ถ้าจะว่าไปแล้วการปั่น 100 ก.ม. หรือ 160 ไมล์แบบเซ็นทิวรี่จริง ๆ นั้นแทบไม่ต่างกันเลยในด้านการเตรียมตัว ไม่ว่าคุณจะปั่นจักรยานได้ใกล้หรือไกลแค่ไหนสิ่งที่ต้องเตรียมยังคงเหมือนเดิม คือต้องมีหมวก แว่นตา เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้าและอื่น ๆ ที่จะทำให้การขี่จักรยานครั้งนั้นปลอดภัยและใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ แต่ถ้าจะเตรียมตัวปั่นกันอย่างมือโปรก็ต้องมีเวลา เวลาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อ่ให้รายละเอียดทุกอย่างถูกเก็บได้เรียบร้อยจงน่าจะเป็นช่วง 24 ชั่วโมงซึ่งน่าจะเป็นการเตรียมตัวครั้งสุดท้ายก่อนก้าวขึ้นคร่อมอาน
          ถ้าจักรยานของคุณยังไม่ได้ถูกปรับแต่งให้เข้าที่ในเวลา 24 ชั่วโมงนี้ก็ต้องทำ สำหรับคาร์โบฯโหลดดิ้งที่จะสำคัญต่อการขี่จักรยานไกลก็ควรทำด้วยในเวลาก่อนนอนสามชั่วโมงเพื่อให้ไกลโคเจนเข้าไป สะสมในกล้ามเนื้อเรียบร้อยพร้อมใช้งาน ทั้งยังต้องเริ่มดื่มน้ำมาก ๆ เรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คงไม่ต้องพูดถึงรวมทั้งน้ำชากาแฟ เพราะที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่เป็นผลดีต่อการขี่จักรยานหรือการออกกำลังกายใด ๆ เลยแม้แต่น้อย หลังรับประทานอาหารเย็นแล้วควรดื่มน้ำให้พอแต่ต้องเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนนอนเช่นกัน ก่อนปั่นไกล เป็นร้อย ๆ กิโลฯ ให้ครบคุณต้องได้นอนพักผ่อนให้เต็มที่โดยไม่ต้องมีอะไรมาขัดจังหวะระหว่างนั้น
          ก่อนจะล้มตัวลงนอนให้จัดการกับเช็คลิสต์ให้เรียบร้อยเสียก่อนโดยการเอาเสื้อผ้า หมวกกันกระแทก เครื่องวัดชีพจร แว่นกันแดด รองเท้า อาหารบำรุงกำลังติดกระเป๋า และทุกสิ่งที่ต้องใช้ก่อน ระหว่างปั่น และหลังปั่นมาวางไว้ก่อนหยิบลงกระเป๋า จงอย่าได้คิดว่าจะมาจัดลงกระเป๋าในตอนเช้าวันปั่นเพราะความรีบร้อนจะทำให้พลาดจนลืมหยิบเอาของสำคัญใส่กระเป๋าได้ง่าย ๆ
          สำหรับเรื่องการจัดของนี้ ถ้าคุณเป็นคนปั่นจักรยานเป็นประจำอยู่แล้วก็อาจไม่ต้องถึงกับจดรายการแล้วจัดของตาม วิธีง่ายที่สุดคือจินตนาการถึงการแต่งกายของตัวเองว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง นึกถึงตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วจะพบว่ามันง่ายกว่าเมื่อจะจัดเรียงลำดับ ไปตั้งแต่หมวกกันกระแทก แว่นตา เสื้อ ถุงมือ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า แล้วค่อยมาคำนึงถึ่งสิ่งที่จะนำติดตัวใส่กระเป๋าหลังของเสื้อไป เช่น เพาเวอร์เจลและอื่น ๆ ที่จำเป็น นึงไปพลางหยิบของในตู้มาวางไว้ข้างกระเป๋าก่อนจัดของลง
          พอของพร้อมแล้วก็นั่งลงค่อย ๆ คิดถึงแผนการที่วางไว้ว่าจะทำอะไรบ้างในการขี่วันนั้น เมื่อถึงช่วงยากลำบากของเส้นทางแล้วจะทำอย่างไร เสร็จแล้วเมื่อก่อนนอนก็ตั้งเวลาไว้ อยากจะตื่นตอนไหนก็ตั้งเวลาไว้ เมื่อไม่ประมาทก็ต้องตั้งเวลาไว้เป็นครั้งที่สองด้วยหากครั้งแรกปลุกแล้วคุณไม่อยากตื่น

วันปั่นไกล
          การตั้งเวลาไว้จะทำให้ไม่ต้องรีบกระหืดกระหอบตื่นขึ้นหลังจากได้พักผ่อนมาเต็มที่แล้ว จงรับประทานอาหารเช้าแบบสบาย ๆ ไม่เร่งรีบ ถ้าได้ดื่มน้ำมาแล้วตอนก่อนนอนสิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องไปห้องน้ำเสียก่อน อาหารเช้าในวันนี้ต้องมั่นในว่ามีพลังงาน 70 % มาจากคาร์โบฯ สำหรับคนไทยคงไม่ต้องห่วงเพราะเรารับประทานข้าวซึ่งประกอบด้วยคาร์โบฯเป็นหลักอยู่แล้ว ข้อสำคัญคือคุณต้องรับประทานอาหารให้เสร็จก่อนออกสตาร์ทสองชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายได้ย่อยสลายไปส่วนหนึ่งก่อนออกกำลัง รับประทานมากไปจะจุกและอาจถึงกับอาเจียนจนรู้สึกแย่ ๆ ได้ระหว่างทาง

ชั่วโมงสุดท้ายก่อนออกตัว
          ถ้าคุณไม่ได้คาดหวังว่าจะไปขี่จักรยานกับกลุ่ม ขาแรง ชอบปั่นเร็ว หรือไม่ได้คาดคิดว่าตัวเองต้องทำลายสถิติไม่ว่าจะเป็นสถิติของเพื่อนหรือของตัวเองก็ตาม การปั่นแบบเซ็นทิวรี่ไม่จำเป็นต้องวอร์มอัพกันบนจักรยานเลย แค่ยืดเส้นยืดสายสักห้านาทีเพื่อให้กล้ามเนื้อหลังตอนล่าง หัวไหล่ ช่วงขาตอนหลัง และหลังของคุณได้ผ่อนคลายเท่านั้นก็พอแล้ว การได้ยืดเส้นยืดสายจะช่วยได้มากทั้งการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและการลดควมตื่นเต้น ด้วยประสบการณ์ที่เพิ่มพูนขึ้นตามชั่วโมงของการปั่นที่ผ่านมา คุณจะวางแผนก่อนการปั่นได้อย่างเป็นธรรมชาติเองจนถึงนาทีสุดท้ายหน้าเส้นสตาร์ท ต่อไปนี้แหละที่เราจะเข้าสู่กระบวนการวางแผนระหว่างการปั่นไกลเกิน 100 ก.ม.
          ในตอนต่อไปจะมาแนะนำวิธีในการขี่จักรยานทางไกลเกินร้อย ก.ม. ว่ามีวิธีในการเริ่มปั่นอย่างไร

27 ก.ย. 2553

ประเภทและการเลือกใช้ยางเสือภูเขา

|1 ความคิดเห็น
สำหรับยางที่ใช้ในจักรยานเสือภูเขานั้นจะแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
   1. แบ่งตามประเภทของการใช้งาน
   2. แบ่งตามลักษณะทางกายภาพของยาง


       1. แบ่งตามประเภทของการใช้งาน ได้แก่ ทางขรุขระ ทางโคลน ทางเรียน นักปั่นจักรยานที่ชอบขี่ไปในแทรกทางขรุขระ ทางลูกรังที่เป็นทางที่แห้ง ก็ควรใช้ยางที่มีดอกยางบั้งถี่ ๆ ซึ่งจะช่วยในการยึดเกาะได้ดี ถ้าหากวันไหนจะต้องไปลุยกับโคลนพื้นเฉอะแฉะเป็นดินเหนียว ยางที่ใช้ก็ควรจะมีดอกยางที่ห่างซึ่งจะช่วยในการสะบัดโคลนไม่ให้ติดยางมากเกินไป และส่วนใหญ่ขี่บนถนนทางเรียบเป็นส่วนใหญ่ ก็ให้เลือกใช้ยางที่ไม่มีดอกยาง (ยาง Slick) และถ้าผิวถนนมีน้ำหรือฝนตกก็ให้เลือกใช้ยางที่มีดอกยางละเอียด (Semi Slick) ซึ่งดอกยางที่ละเอียดจะช่วยรีดน้ำและช่วยในการยึดเกาะกนนที่เปียกน้ำได้ดีครับ และยางอีกประเภทคือยางที่ใช้กับยางเสือภูเขาประเภทดาวน์ฮิลล์ ซึ่งจะมีดอกยางที่ใหญ่มากเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการกระแทกและช่วยในการยึดเกาะในการลงมาจากที่สูง
2. แบ่งตามลักษณะทางกายภาพของยาง ซึ่งแบ่งได้อีก 4 ประเภทดังนี้
     2.1 ยางขอบแข็งหรือที่เราชอบเรียกกันว่ายางงัด เป็นยางยุคบุกเบิกเริ่มแรกที่ใช้ในจักรยานจนถึงปัจจุบัน โดยขอบของยางจะมีความแข็งซึ่งขอบของยางชนิดนี้จะทำด้วยเส้นลวด ข้อเสียของยางงัดคือมันมีน้ำหนักมากถอดเปลี่ยนลำบาก ต้องมีอุปกรณ์ในการช่วยงัดยางออกมา เปลืองเนื้อที่ในการเก็บ พกพาไม่สะดวก มีโอกาสที่จะทำให้ยางในขาดได้ง่าย ตอนที่งัดยางกลับเข้าวงล้อ ข้อดีของยางงัด มีราคาถูก มีอายุการใช้งานทนทานกว่า
        2.2 ยางขอบอ่อนหรือยางพับ ซึ่งเป็นยางที่พัฒนาขึ้นมาใหม่จากยางยุคแรก ขอบของยางจะทำมาจากวัสดุที่มีความยึดหยุ่นสูง สามารถพับเก็บได้สะดวก มีน้ำหนักเบา ประหยัดเนื้อที่ในการเก็บ พกพาสะดวก ข้อเสียคือราคาแพงอายุการใช้งาน ความทนทานน้อยกว่าแบบแรก
        2.3 ยางนอกประเภทที่ใช้ยางใน ซึ่งก็เป็นแบบที่ใช้กันมานาน โดยจะมียางชั้นในทำหน้าที่กักเก็บลมเอาไว้ และมีจุกเติมลมโผล่ทะลุออกมาจากขอบล้อยาง ยางในจะทำหน้าที่คอยพยุงยางนอกให้ทรงตัวอยู่ได้ ข้อดีคือมีน้ำหนักพอประมาณ ราคาไม่แพง อัตราการซึมของลมมีน้อย
       2.4 ยางนอกประเภทที่ไม่ใช้ยางใน ทู๊ปเลส (Tube less) เป็นยางที่ไม่ใช้ยางในในการกักเก็บลม แต่ใช้ตัวมันเองและวงล้อในการกักเก็บลม ซึ่งจะใช้หลักการเดียวกันกับยางรถยนต์แต่เมื่อนำมาใช้ในรถจักรยานประสิทธิภาพในการกักเก็บลมจะด้อยกว่า เวลาใช้จะต้องเติมน้ำยากันรั่วซึมเข้าไปด้วย ข้อดีคือไม่ต้องเสียเวลามานั่งปะยาง เมื่อมีของแข็งแทงทะละยาง ก็ยังสามารถขี่ต่อไปได้ ข้อเสียคือมีน้ำหนักค่อนข้างมาก มีการรั่วซึมของลมยางค่อนข้างสูง และมีราคาแพง
           หวังว่าเพื่อน ๆ คงจะเลือกใช้ยางได้ถูกตามสถานการณ์ และกำลังทรัพย์ของแต่ละคนนะครับ

ว่าด้วยเรื่อง “Bike Touring”

|0 ความคิดเห็น
          ถ้าคุณคิดจะหอบผ้าผ่อนและของอีกมากมายนอกจากขวดติดจักรยานสองใบ ไปไหน ๆ พร้อมจักรยาน นั่นความความว่าคุณต้องขี่มันไกลเกินกว่า 100 ก.ม. แน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เข้ากับแนวความคิดของการขี่จักรยานท่องเที่ยวทางไกลหรือ “ไบค์ ทัวร์ริ่ง” นักจักรยานทั่วไปมองการขี่แบบทัวร์ริ่งว่ามันให้อะไร ๆ กับตัวเองได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการได้ผจญภัย ได้สัมผัสความตื่นเต้น ได้ค้นพบสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ ได้ผลักดันตันเองให้ออกนอกกรอบความสามารถเดิม ได้เพื่อนใหม่ ๆ ความคิดทำนองนี้สามารถเป็นจริงได้ถ้าคุณหลีกเลี่ยงให้ห่างจากความผิดพลาดต่าง ๆ อันจะทำให้การขี่จักรยานท่องเที่ยวหมดรสชาติ
           ถ้าคุณเกิดความคิดว่าอยากจะปั่นแบบทัวร์ริ่งแบบค่ำไหนนอนนั่น กลเม็ดที่จะได้อ่านเหล่านี้จะช่วยเป็นแนวทางให้คุณได้ คุณจะรู้วิธีการแพ็คของและการขี่ที่ถูกต้องเพื่อการท่องโลกกว้างไม่แน่ว่าหลังจากพิชิตเส้นทางข้ามจังหวัดหลังจากอ่านบทความชิ้นนี้ไปแล้ว คุณอาจเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้เดินทางรอบโลกด้วยจักรยานคันเดียว
           ฝึกร่างกายให้แกร่งก่อนออกทัวร์ : นักจักรยานบางคนคิดว่าตัวเองจะขี่จักรยานให้เข้าที่ได้ในสัปดาห์แรกของการออกทัวร์ ประมาณว่าขี่ไปเรื่อย ๆ ไม่เร่งร้อนมันก็จะแกร่งของมันเอง ทำเช่นนั้นมันก็ได้แต่คงไม่สนุกเพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าจะทนทานได้แค่ไหนตลอดระยะทาง วิธีที่ฉลาดกว่าคือให้เริ่มฝึกขี่ทางไกลก่อนเดินทางจริง 3 เดือน เป็นอย่างน้อย ถ้าคุณเริ่มจากไม่ทราบวิธีการอะไรเลยสักอย่างก็ให้ขี่จักรยานให้ได้วันละ 24 ก.ม. ขี่ให้ได้อาทิตย์ละสามครั้งแล้วเพิ่มเป็น 32 ก.ม. หลังจากขี่ไปแล้วห้าครั้ง ค่อย ๆ เพิ่มระยะทางขึ้นทีละน้อย
          เมื่อเริ่มคุ้นเคยจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ทีนี้ก็เริ่มตรวจสอบเส้นทางที่จะใช้แล้วหาวันที่มีเวลาว่างมากที่สุด ถ้าเส้นทางที่จะใช้คือ 144 ก.ม. คุณก็ต้องขี่ตอนซ้อมให้ได้ 112 ก.ม. ไม่จำเป็นต้องขี่ให้เต็มระยะทางที่วางไว้ ที่สำคัญคือขี่ด้วยความเร็วและรอบขาที่ตัวเองสบายที่สุด เมื่อยหรือเหนื่อยเมื่อไรก็พักเพราะคุณไม่ได้แข่งกับใครนอกจากตัวเอง ในวันขี่จริงคุณอาจทำระยะทางได้มากเป็นสองเท่าจากระยะทางที่เคยทำได้ตอนซ้อมเสียอีก
          เตรียมใจให้พร้อม : นักจักรยานบางคนถอดใจก่อนหมดระยะทางเพราะท้อเสียก่อน ไม่ใช่ปัญหาด้านความแข็งแกร่งทางกายหรอกแต่เป็นเรื่องของใจมากกว่า คุณต้องทำใจให้ได้ ต้องพร้อมรับสถานการณ์อันยากลำบากและผ่านมันไปให้ได้ ต้องเชื่อมั่นในตนเองว่าทุกสิ่งจะดีขึ้นแน่ ๆ เมื่อคุณยังสู้ต่อ ทำนองว่าต้องสะกดใจตัวเองให้ได้แล้วมุ่งมั่น ทุกสิ่งจะประสบความสำเร็จเมื่อคุณไม่ถอย คำพูดว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น “ ยังใช้ได้เสมอ
          ฝึกขี่จักรยานพร้อมน้ำหนักบรรทุก : กลวิธีการขึ้น ลง และเดินเข็นจักรยานที่ได้ผลคือไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามจักรยานต้องตั้งตรง ตั้งฉากกับพื้นดินอยู่เสมอเพื่อให้น้ำหนักสัมภาระกดลงตรง ๆ บนล้อทั้งคู่ หลักการนี้เป็นแนวคิดเดียวกับการยืนคร่อมหรือจูงมอเตอร์ไซค์หนัก ๆ คุณจะพบว่ายกมันตั้งตรงได้ยกหรือยกไม่ขึ้นเลยเมื่อล้มตะแคง แต่ถ้ายังคร่อมอานหรือลงมายืนโดยที่ตัวมอเตอร์ไซด์ยังตั้งอยู่ จะเข็นหรือเลี้ยวยังไงก็ไม่ยาก ไม่ค่อยต้องใช้เรี่ยวแรงเท่าไรก็พามอเตอร์ไซด์คันนั้นเคลื่อนที่ไปได้
          จักรยานพร้อมสัมภาระก็เช่นกัน ไม่ว่าจะขี่อยู่หรือลงมาจูงต้องทำให้มันตั้งฉากอยู่เสมอ โดยเฉพาะถ้าคุณไม่เคยใช้ตะแกรงขนของ เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะทำให้การขี่จักรยานของคุณต่างไปจากเดิมแบบตัวเปล่า ๆ ราวฟ้ากับเหวเมื่อน้ำหนักที่กดทับมันจะทำให้สมดุลของจักรยานเปลี่ยนไป ทำให้บังคับทิศทางได้ยากขึ้น ทรงตัวก็ยาก อันหมายคามว่าเทคนิคการขี่ของคุณหลาย ๆ อย่างก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
           เมื่อมีน้ำหนักบรรทุกคุณต้องเผื่อระยะเบรกไว้เพราะแรงส่งจะทำให้มันไถลไกลขึ้น ต้องเพิ่มระยะเบรกให้ยาวกว่าเดิม การหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางก็ยากและต้องระวังเมื่อเจอเส้นทางขรุขระ ให้มากกว่าเดิม เพื่อลดแรงกระแทกกับล้อ คุณอาจจะขี่ไต่ที่สุดได้ไม่ดีนักเมื่อลุกยืนจากอาน ดังนั้นจึงควรนั่งและพยายามปั่นเกียร์เบาที่สุดไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ตอนที่ขึ้นที่สูงเท่านั้น ที่จะก่อปัญหาให้ ขาลงก็ยิ่งอันตรายเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะทำให้จักรยานพุ่งลงเนินมาเร็วกว่าตัวเปล่า ๆ ยิ่งต้องเผื่อในเรื่องต่าง ๆ ไว้มากทั้งระยะเบรกและระยะเลี้ยว ต้องมองให้ไกลขึ้นเพื่อตัดสินใจหยุดหรือเปลี่ยนทิศทางก่อนเป็นอันตราย อาการที่เกิดบ่อยเพราะน้ำหนักบรรทุกคือจักรยานจะเป๋ไปมาแฮนด์ส่ายควบคุมไม่ได้ คุณลดอาการนี้ได้ทั้งด้วยการเร่งความเร็ว ชะลอความเร็วและโน้มตัวไปข้างหน้าให้น้ำหนักกดแฮนด์ไว้ จะช่วยลดอาการส่ายได้ มีอยู่บ่อย ๆ ทีพวกมือโปรแนะว่าให้หนีบท่อบนของเฟรมไว้ให้แน่นระหว่างขาทั้งคู่ เพราะเมื่อแฮนด์ส่วนเฟรมก็จะส่ายตาม ถ้าหนีบเฟรมไว้ให้นิ่งได้อาการส่ายและสั่นก็จะลดจนทำให้คุณกลับมาควบคุมทิศทางได้อย่างเดิม
          เพิ่มความสบายให้มากที่สุดในจุดสัมผัส : จุดสัมผัสในที่นี้คือจุดที่ร่างกายสัมผัสกับจักรยาน มีทั้งหมด 3 จุดคือ อาน บันได และปลายแฮนด์ทั้งซ้ายขวา เริ่มที่อาน ต้องให้อานนั่งได้สบายที่สุด ไม่ได้หมายความว่าอานนั้นต้องบุเจลหรือฟองน้ำเสียนุ่มนิ่ม ความนุ่มไม่ใช่คำตอบของความสบายเสมอไป เพราะระหว่างขี่น้ำหนักตัวคุณจะกดลงบนอานตลอดเวลา ไม่ว่าจะนุ่มแค่ไหนถ้าขี่ไกลก็ก่อความรำคาญได้ไม่แพ้อานเล็ก ๆ อานที่ดีสำหรับขี่ทางไกลคืออานที่คุณใช้แล้วสบายก้นมากกว่าอานเน้นที่นิ่มอย่างเดียว และไม่ควรจะประกอบอานใหม่กับจักรยานช่วยก่อนออกทัวร์ ถ้าอยากใช้อานใหม่ที่เข้าใจว่าสบายควรประกอบมันก่อนออกทัวร์สัก 2-3 สัปดาห์ ขี่ซ้อมกับมันเพิ่มความคุ้ยเคยก่อน
           นอกจากอานนั่งสบายแล้ว ส่วนประกอบอื่น ๆ คือการสวมกางเกงสะอาดทุกวัน และใช้สารหล่อลื่นหนังชามัวร์รองก้นเพื่อป้องกันการเสียดสี สำหรับมือคุณนั้นการใช้ถุงมือเสริมฟองน้ำช่วยลดอาการนิ้วชาและฝ่ามือด้านได้มาก แต่ก็ยังจำเป็นต้องเปลี่ยนตำแหน่งการวางมือบ่อย ๆ ด้วยเหตุนี้รถทัวริ่งแท้ ๆ จึงทำแฮนด์เหมือนเสือหมอบเพราะมีตำแหน่งการวางมือมาก ทั้งบน ข้าง และด้านล่างสุดของโค้ง จะใช้แอโร่บาร์ติดแฮดน์ด้วยก็ไม่ผิดกติกาเผื่อพักข้อศอกเมื่อเมื่อย
           สำหรับเท้าซึ่งเป็นจุดสัมผัสสัมคัญเพราะเป็นตัวขับเคลื่อนบันได เมื่อจะขี่แบบทัวริ่งคุณควรเลือกใช้รองเท้าคลิปเลสของเมาเท่าไบค์ หรือจะใช้รองเท้าคลิปเลสแบบทัวร์ริ่งโดยเฉพาะก็ได้ ข้อสำคัญคือพื้นต้องไม่แข็งเกินจนเดินไม่ไหว เพราะการขี่แบบทัวร์ริ่งนี้บางครั้งต้องลงจากรถมาเข็นเมื่อพบสิ่งกีดขวาง ถ้าใช้รองเท้าคลิปเลสแบบเสือหมอบแท้ ๆ จะเดินยากมากเพราะมันไม่ได้ออกแบบมาให้คนขี่ลงจากจักรยานมาเข็น
ขนไปแต่ของที่จำเป็น : น้ำหนักสัมภาะไม่ควรเกิน 18 ก.ก.
รับประทานอาหารให้พอ เฉลี่ยน้ำหนักตัวให้ดี
หลีกเลี่ยงการบดเฟืองเมื่อเปลี่ยนเกียร์ และใช้เบรกหน้า วิธีการเบรกหน้าที่ถูกต้องคือต้องเบรกหลังก่อนค่อย ๆ เพิ่มแรงบีบที่เบรกหน้าทีละนิด จะช่วยให้หยุดจักรยานได้ดีกว่าใช้เบรกหลังอย่างเดียว
          ทั้งหมดนี้น่าจะช่วยให้คุณมีแนวทางตัดสินใจก่อนออกปั่นทางไกล เมื่อคุณเดินทางไกลด้วยจักรยานจริง ๆ นั่นแหละคุณอาจจะพบอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่าที่แนะนำไปก็ได้

25 ก.ย. 2553

Rode Bike Corner :เทคนิคการปั่นขึ้นภูเขา

|0 ความคิดเห็น
          ความกังวลใจของเหล่านักปั่นจักรยานส่วนใหญ่กลัวและไม่มั่นใจทุกที่ที่ถูกเพื่อน ๆ ชักชวนไปออกทริป ซึ่งทริปนั้นเส้นทางดันเป็นภูเขาที่เราไม่ถนัด เสมือนว่านี่เรากำลังจะถูกพาไปเชือดใช่ไหมเนี่ย ทำให้มีคำถามถามตัวเองอยู่เสมอว่า เราจะทำยังไงดีล่ะ ถึงจะขึ้นเขาได้ดีและไม่น้อยหน้าเพื่อน ๆ ซึ่งต่อไปนี้รับรองว่าเพื่อน ๆ จะคลายความกังวล กล้าที่จะทะยานผ่านขุนเขาต่อไปในภายหน้า เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว
          ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ไม่ใช่ทุกท่านที่นำวิธีนี้ไปใช้แล้วสามารถพิชิตได้ทุกยอดเขา โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นได้จริง แชมป์ Tour De France ปี 2011 อาจะเป็นคุณ เหนือสิ่งอื่นใดความมีวินัยในการฝึกซ้อมและรู้จักขีดความสามารถของร่างกาย ไม่รีบร้อนที่จะพัฒนา แต่รู้จักรอเวลาที่ร่างกายมีความสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและระบบการหายใจ
           คุณจะต้องรู้ถึงขีดความสามารถของตัวเราเองเสียก่อน ว่ามีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ก่อนที่จะไปหาภูเขาเพื่อทดสอบพละกำลัง นักวิทยาศาสตร์การกีฬามีความเห็นตรงกันว่า คนทั่ว ๆ ไปที่ยังไม่ได้ฝึกฝนกล้ามเนื้อและสมรรถนะของการปั่นอย่างจริงจัง รอบขาที่เหมาะสมจะอยู่ระหว่าง 60-70 รอบต่อนาที แต่สำหรับผู้ที่ผ่านการฝึกฝนมาพอสมควรหรือแม้กระทั่งนักแข็ง มักจะใช้รอบขาอยู่ราว ๆ 80-90 รอบต่อนาที ซึ่งบางครั้งหรือแม้แต่บางคนอาจมีถึง 100 รอบต่อนาที เพราะฉะนั้นผู้ที่เริ่มต้นที่จะพิชิตขุนเขา ต้องทำความเข้าใจกับรอบขาที่เหมาะสมกับตัวเราเองให้มากที่สุด
           แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าเราควรใช้เกียร์ไหนมีอะไรเป็นตัวกำหนด มีหลายเคล็ดลับที่บรรดาเกจิจากสำนักต่าง ๆ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แตกต่างกันไป บ้างก็ว่ากำลังเป็นตัวกำหนด หรือไม่ก็หัวใจเป็นตัวชี้ชัด แต่สำหรับแชมป์ Tour de France คนล่าสุดอย่าง Alberto Contador กล่าวไว้ว่า ผมเลือกใช้เกียร์ตามสภาพความชันของเส้นทาง โดยให้สอดคล้องกับรอบขาที่ผมถนัด ไม่มีข้อกำหนดตายตัว แล้วแต่สถานการณ์จะพาไป แต่ส่วนใหญ่รอบขาก็อยู่ประมาณ 85-100 รอบต่อนาที แล้วถ้าเป็นคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ล่ะ นักวิชาการให้ความเห็นเพิ่มเต็มเกี่ยวกับเรื่องอีกว่า ถ้าไม่อยากทนกับอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงเนื่องจากเลือกใช้รอบขาจัด ให้หันมาเลือกการเปลี่ยนเกียร์หนักลงชักนิด ลดรอบขาลงมา เพื่อให้หัวใจได้ผ่อนคลาย แต่ผลที่ได้อาจเป็นอาการล้าของกล้ามเนื้อแทน
          ถ้าดูจากการแข่งขัน Tour de France เรามักจะเห็นบรรดาโปรทั้งหมายยืนโยกโชว์บั้นท้ายเมื่อเจอเนินหรือเจอภูเขา ความจริงแล้วการยืนปั่นด้วยการออกแรงเหยียบลูกบันได้พร้อมกับดึงแฮนด์สลับกับการกดลูกบันไดซ้ายทีขวาที จะได้ประสิทธิภาพดีกว่าการนั่งปั่นแต่ใช้พลังงาน มากกว่า เหนื่อยกว่าและรักษารอบขาได้ยากกว่าอีกด้วย เพราะฉะนั้นการยืนปั่นจึงเหมาะกับการเร่งความเร็วเพื่อการโจมตีหรือหนีคู่แข่ง สำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ การนั่งปั่นดูจะเหมาะสมและยังเป็นวิธีที่ค่อย ๆ พาเราไปพิชิตยอดเขาก่อนที่จะต้องเดินลงมาเข็นเพราะเสียแรงไปโดยใช่เหตุ แต่สำหรับเพื่อน ๆ นักกีฬาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างพอสมควรการยืนนอกจากจะช่วยเร่งความเร็วได้ แล้วยังเป็นการช่วยแก้อาการเมื่อยโดยเฉพาะหัวไหล่และต้นคอ และที่สำคัญที่สุดก็คือบั้นท้ายของเรานั่นเอง
          อยากจะขึ้นเขาให้เก่งแต่ไม่สนใจเรื่องน้ำหนักเห็นทีจะเป็นได้ยาก ทราบกันไหมครับว่าน้ำหนักตัวมีผลต่อการปั่นขึ้นเขามากแค่ไหน หากเป็นพื้นราบน้ำหนักตัวคงไม่มีผลมากมายต่อการสูญเสียแรงปั่น แต่กับการขึ้นเขาแล้วเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบกันเลยทีเดียว เอาเป็นว่าต่อให้รถที่คุณใช้เบาแค่ไหน หากเราแบกน้ำหนักตัวที่เกินพิกัดไปด้วย รถที่เบาก็แทบไม่ช่วยอะไรเลย แล้วสูตรการคำนวณน้ำหนักตัวที่เหมาะสมกับส่วนสูงล่ะ พอจะนำมาเป็นเกณฑ์ได้หรือเปล่า (ส่วนสูงลบด้วย 100 สำหรับผู้ชาย ส่วนผู้หญิงลบด้วย 110) ใช้ได้กับคนปกติครับ แต่สำหรับนักปั่นท่านใดที่อยากจะเป็นเจ้าภูเขา สูตรนี้ยังไม่เพียงพอเพราะแชมป์ Tour de Frace 3 สมัยอย่าง Albrato Contador มีส่วนสูง 177 ซม. แต่มีน้ำหนักเพียง 62 ก.ก. หรือแม้แต่รองแชมป์อย่าง Andy Schleck ก็มีส่วนสูงถึง 186 ซม. กลับมีน้ำหนักแค่ 67 ก.ม. จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 หนุ่มมีน้ำหนักที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมากหากนำน้ำหนักมาลบด้วย 100 สรุปแล้วหากคุณอยากที่จะปราดเปรียวดุจพญาอินทรีย์และพร้อมทะยานขึ้นภูเขา ก็ต้องหันมาดูเรื่องโภชนาการกันหน่อยแล้ว
          การปั่นจักรยานไม่ได้ใช้แค่กล้ามเนื้อขาเท่านั้น ที่ออกแรงกดลูกบันได้ให้จักรยานพุ่งไปข้างหน้า แรงดึงจากข้อเท้า แขนและหัวไหล่ล้วนแล้วแต่เป็นเทคนิคชั้นสูง แต่หัวใจก็สำคัญไม่แพ้ 2 ขา 2 สิ่งนี้ทำงานร่วมกันคือการหายใจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่นำออกซิเจนไปให้กล้ามเนื้อขา เผาผลาญสารอาหารให้เกิดพลังงานแก่กล้ามเนื้อ แต่นักจักรยานส่วนใหญ่ยังหายใจกันไม่ถูกต้อง ทำให้ต้องสูญเสียพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องอยู่บนภูเขาสูง ๆ จะทำให้เหนื่อยหอบมากกว่าปกติ การหายใจที่ถูกต้องจะเห็นผลอย่างชัดเจนเมื่อปั่นอยู่บนที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล โค้ชทีมชาติสหรัฐอเมริกาและนักปั่นมืออาชีพอย่าง Skip Hanilton มีเทคนิคการหายใจที่เรียกว่า การหายใจสลับข้าง (Switch-side-breathing) อธิบายง่าย ๆ ก็คือ พยายามหายใจข้างที่เราไม่ถนัด ซึ่งปกตินักปั่นส่วนมากจะหายใจโดยหันหน้าไปด้านขวา วิธีนี้แค่ลองฝึกหันไปด้านซ้ายแล้วฝึกหายใจเข้าออกยาว ๆ กับการปั่น 5 -10 รอบและพยายามใช้วิธีนี้บนภูเขาด้วย ยังมีอีก 2 วิธีที่สามารถนำไปฝึกเมื่ออยู่บนภูเขา


- วิธีแรก จะใช้การปั่นแบบ 4 สะโตก คือ เมื่อหายใจออกให้ถีบลูกบันได้ให้ได้ 2 ครั้ง และเมื่อหายใจเข้าให้ดึงหัวเข่าขึ้นให้ได้ 2 ครั้งเช่นกัน จังหวะหายใจ (1 2 – 3 4)
- วิธีที่สอง เหมาะกับระดับความชันที่เพิ่มมากขึ้น ใช้การปั่นแบบ 2 สะโตก คือเมื่อหายใจออกเร็วขึ้น ให้ถีบลูกบันได้ลง 1 ครั้งและถึงหัวเข่าขึ้น 1 ครั้ง เมื่อหายใจเข้าเร็วขึ้น จังหวะการหายใจ (1 – 2)


          เมื่อคุณได้รู้เคล็ดลับต่าง ๆ มาเป็นอาวุธไว้พอที่จะต่อกรกับความชันที่รอคุณอยู่ตรงหน้า แต่ถ้าหากไม่รู้จักวิธีใช้มันหรือไม่มั่นใจว่ามันควรจะใช้ในเวลาใด อาวุธนั้นก็ไม่มีความหมาย ไม้ตายสุดท้ายที่ว่านี่ก็คือ สติปัญญาในการจดจำ การจะเป็นนักปั่นจักรยานที่ปั่นขึ้นเขาได้ดี คุณต้องเป็นคนช่างสังเกตและใส่ใจในข้อมูลต่าง ๆ เช่นความชันประมาณนี้เราเหมาะกับรอบขาที่เท่าไหร่ หัวใจทนได้ไหม จังหวะไหนควรจะจิบน้ำ หรือแม้แต่ตรงไหนควรยืนปั่น ตรงไหนควรนั่งปั่น บางครั้งการได้อยู่ในสถานการณ์จริง คุณไม่สามารถคว้าตำราใด ๆ หรือสูตรต่าง ๆ ขึ้นมาดูได้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่สติและสมาธิทุกครั้งที่คุณคว้าจักรานออกไปปั่น สุดท้ายนี้การจะเป็นผู้ที่พิชิตขุนเขา คุณต้องทำการบ้านเยอะขึ้นอีกนิด ใส่ใจทุกรายละเอียด แล้วคุณจะมั่นใจทุกครั้งที่ถูกเพื่อน ๆ ชวนไปออกทริปที่ต้องขึ้นภูเขา โชคดีมีความสุขในการปั่นจักรยานครับ...

ขี่จักรยานคนเดียวให้เวิร์ค

|0 ความคิดเห็น
          สำหรับนักจักรยานผู้ไม่ได้มุ่งหวังการพิชิตชัยจากสนามแข่ง ต้องการเพียงแค่ความแข็งแรงของระบบหลอดเลือด ไม่ชอบเข้ากลุ่มเพราะไม่อยากรีบไปให้ทันเวลานัด หรืออยากจะทำอะไรเร็ว ๆ โดยไม่ต้องรอให้กลุ่มครบจนออกตัวช้า แดดร้อนเผาผิวเกรียม ถ้าคุณมีวินัยพอและควบคุมตัวเองได้ การขี่คนเดียวก็สร้างประโยชน์ได้ไม่แพ้การขี่เป็นกลุ่ม
           อย่างแรกเลยคือคุณได้วัดความสามารถของตัวเองกับลมปะทะ ไม่สามารถซุกกลุ่มได้ เปรียบเสมือนกับการปั่นแบบหนีเดี่ยวในเปโลต็องเสือหมอบแข่งขัน ยิ่งคงความเร็วในช่วงนั้นได้นานก็ยิ่งแกร่ง เมื่อเข้ากลุ่มจริง ๆ ก็สามารถออกแรงไว้ได้มากกว่าพวกที่ไม่เคยขี่เดี่ยว เอาแต่ซุกกลุ่มอยู่ร่ำไป ข้อดีอย่างที่สองคือคุณสามารถซ้อมแบบอินเตอร์วัล คือขี่ด้วยความเร็ว, รอบขาสูงสุด สลับกับการขี่แบบผ่อนคลายเพื่อฟื้นสภาพเป็นระยะ คุณทำอินเตอร์วัลได้อย่างเป็นอิสระ ไม่ต้องรอหรือต้องปั่นหนีใคร เมื่อเหนื่อยก็หยุดได้โดยไม่ต้องให้ใครมารออีก
          แต่ทุกสิ่งในโลกย่อมต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย นั่นคือแม้ว่าจะไม่เสี่ยงต่อการเกี่ยวกันล้มเพราะขี่กลุ่มใหญ่ แต่ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและโรคประจำตัวสูงเท่ากัน เท่าที่เคยพบเรื่องราวที่เล่ากันในเว็บไซต์จักรยาน พอบ่อย ๆ คือพอขี่มานาน ๆ แล้วจอดก็เกิดอาการวูบ รู้สึกตัวอีกทีก็มีแต่คนมุงดู หน้าตาถลอกปอกเปิก เนื่องจากหยุดขี่กะทันหันแล้วเลือดไหลคืนไปเลี้ยงสมองมันทัน การขี่คนเดียวจึงไม่มีใครช่วยนอกจากชาวบ้านหรือคนเดินถนนในแถบนั้น โชคดีก็ได้รับความช่วยเหลือ โชคร้ายก็ถูกลอกคราบชิงจักรยาน ยังไม่นับที่ถูกรถยนต์เฉี่ยวชน
            สถานการณ์อันเลวร้านอีกอย่างสำหรับนักจักรยานเดี่ยว คือการถูกชิงจักรยาน มีหลายรายที่ถูกตีศีรษะแล้วชิงจักรยานราคาเหยียบแสนไป อีกหลายรายเช่นกันที่ถูกทำร้านร่างกายโดยแก็งมอเตอร์ไซค์ป่วนเมือง ไม่ชิงแต่หมั่นไส้ ขอถีบคนให้สะใจหน่อยเถอะ ไม่สนเรื่องถีบจักรยานล่ะ ดังนั้นจึงอย่าได้นิ่งนอนใจ โจรสมัยนี้รู้จักหาข้อมูลกันมากว่า มองปราดเดียวรู้ด้วยว่าจักรยานของคุณราคาแค่หกพันหรือแสนเจ็ด
          ดังนั้น ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบขี่จักรยานคนเดียว สิ่งที่คุณต้องระวังให้จงหนัก ก็คือโรคภัยไข้เจ็บ ต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเอง ยิ่งถ้าเพิ่งเริ่มขี่แล้วมีโรคประจำตัวเช่นหอบหืด ควรจะวนอยู่ในระแวกบ้านใกล้ ๆ พกบัตรเครดิต เอทีเอ็มหรือบัตรประชาชนเอาไว้พร้อมกับเงินติดตัวจำนวนหนึ่ง และพกโทรศัพท์เคลื่อนที่ ใช้โทรขอความช่วยเหลือจากคนรู้จักในกรณีมีอุบัติเหตุหรือล้มป่วยกลางทาง
          แต่ก็ใช่ว่าท่านที่เรี่ยวแรงดีไม่มีโรคภัยจะปลอดภัย แม้จะแข็งแรง แต่หากขาดความระวังก็อาจมีอาการวูบตรงสี่แยกไฟแดงได้ พวกที่วูบหลังจากปั่นหนัก ๆ มาแล้วนั้นต่างไม่มีใครเป็นโรคอะไรเลยสักคน เพียงแต่การหยุดขี่กะทันหันจะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดสู่สมองเท่านั้น การเลือกเส้นทางที่ดีจะยิ่งสำคัญมากเมื่อคุณขี่คนเดียว เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สิน เส้นทางเปลี่ยวไร้ผู้คนอาจอันตรายหากไม่ตะเวนดูด้วยรถยนต์เสียก่อน อันเป็นสิ่งควรกระทำเมื่อเอาจักรยานติดไปขี่ด้วยในการท่องเที่ยวต่างเมือง และพักที่รีสอร์ท
         ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา การขี่คนเดียวจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการแปรงฟัน อย่างน้อย ๆ คุณต้องคำนึงถึงความสามารถของตัวเอง และอุปกรณ์ช่วยเหลือได้ในยามขับคันเช่นบัตรประชาชน เอทีเอ็ม โทรศัพท์เคลื่อนที่ และการเลือกเส้นทาง ผู้ไม่ประมาทและเตรียมพร้อมจะมีโอกาสประสบกับอุบัติน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เตรียมตัว


24 ก.ย. 2553

100 กม. UP : ซ้อมอย่างฉลาด ไม่ได้เน้นแค่ปริมาณ ตอนที่ 2

|0 ความคิดเห็น
          ตอนที่ 2 นี้เราจะมาวางเป้าหมายใน 6 ขั้นตอนที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้นไม่ยาก ก็แต่ตั้งธงหรือเป้าหมายขึ้นมาอันหนึ่งแล้วพยายามฝ่าฟันไปให้ถึง ฟังดูแล้วไม่ยากเลยแต่ก็ยังมีหลายคนที่ทำไม่เป็นจนในที่สุดก็หงุดหงิดเพราะทำไม่ได้ตามเป้า ลงท้ายก็ผิดหวังแล้วพาลเลิกซ้อมหันไปเล่นหมากเก็บแทน ขั้นตอนที่เราจะแนะนำท่านทั้ง 6 ข้อนี้คือหลักคิดง่าย ๆ เพื่อความสำเร็จในการซ้อม


          1. ต้องเจาจง : ต้องมีเป้าหมายที่แน่นอนมากกว่าจะคิดแบบกว้าง ๆ ตัวอย่างเช่นถ้าเป้าของคุณคือ “ต้องขี่ไกลให้ได้ดีกว่าเดิม” มันก็กว้างไปเพราะอะไรล่ะคือความหมายของคำว่าดีกว่าเดิม จะวัดผลได้ยังไงหรือว่าแค่การขี่จนครบระยะทางแล้วไม่หมดรงคือความสำเร็จ งั้นหรือเปล่า ถ้ามีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ต้องการขี่ไกล 100 ก.ม. ให้ได้ภายในสี่ชั่วโมงล่ะ เห็นไหมว่าเงื่อนเวลาคือตัวกำหนด คุณอาจจะเคยขี่ได้นาน 4 ชั่วโมงครึ่งแต่พอลดลงมาอีกครึ่งชั่วโมงนั่นหมายความว่าเร็วขึ้นอีกและวัดเป็นตัวเลขได้คือ 30 นาที
           ที่เราว่าต้องเจาะจงก็คือเป้าหมายนั้นต้องวัดปริมาณได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขระยะทางหรือน้ำหนักที่ลดลงภายในเงื่อนเวลาที่กำหนด หรืออะไรก็ตามคุณต้องวัดได้ชัด ๆ เพื่อประมาณความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม แล้วจะเกิดแรงบันดาลใจ แรงจูงใจให้ซ้อมหนักขึ้นอีกเพื่อขยายขีดจำกัด
          2. ขยายขีดจำกัดไปทีละขั้น : ง่าย ๆ คือต้องวางเป้าไว้ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวเพื่อค่อย ๆ เพิ่มขีดความสามารถไปเรื่อย ๆ มากกว่าแค่วางเป้าหมายระยะยาวอย่างเดียว คือถ้าคุณหมายใจไว้ว่าจะขี่ให้ได้ 150 ก.ม. ก็ต้องวางแผนเอาไว้ก่อนว่าสามเดือนแรกหลังจากเริ่มซ้อมจะขี่ให้ได้ 70 ก.ม. แล้วเดือนถัดมาก็เพิ่มเป็น 120 ก.ม. กับอีกสองเดือนหลังสุดจึงขี่ให้ได้ 150 ก.ม. สบาย ๆ การค่อย ๆ เพิ่มจะช่วยได้ทั้งความคุ้นเคยของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ช่วยได้ทั้งด้านจิตใจคือเมื่อคุณทำได้ก็จะมีแรงกระตุ้นให้ขยายขีดจำกัดของตัวเองออกไปเรื่อย ๆ เช่นกัน
          ต้องวางเป้าให้ยาก แต่อย่าให้สาหัสความหมายก็คือยิ่งยากขึ้นไปคุณก็ยิ่งเก่ง พอผ่านจุดนั้นไปได้แล้วก็จะสบายพร้อมวางเป้าให้ยากขึ้นไปอีก พอผ่านของยากไปได้ก็ควรจะตั้งเป้าให้ยากกว่าเดิมอีกนิดแล้วจะท้อ เช่น การวางเป้าว่าจะขี่ให้ไกล 100 ก.ม. ถ้าไม่เคยขี่ไกลกว่า 30 ก.ม.มาก่อนควรเขยิบขึ้นมาให้ได้สัปดาห์ละ 10 ก.ม. และควรมีเวลาขี่อย่างน้อยสัปดาห์ละสามวัน ไม่ใช่เคยขี่จักรยานได้ไกล 30 ก.ม. แล้วเพิ่มขึ้นฮวบฮาบเป็น 100 ก.ม. เลยรวดเดียว ระบบของคุณจะเสียหมด จะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรืออาจถึงกับฉีก ปวดหลัง ปวดไหล่
           3. ต้องติดตามผลได้ : เป้าหมายที่ตั้งไว้ถ้าไม่มีการติดตามผล ไร้ซึ่งการจดบันทึกมันก็เป็นแค่เป้าหมายที่วางไว้เฉย ๆ แต่เมื่อใดที่มันถูกติดตามผล ถูกจดบันทึกแล้ว เมื่อนั้นแหละคือเครื่องบ่งบอกว่าคุณก้าวไปถึงไหน เช่น คุณวางเป้าไว้อยากจะขี่ไกล 100 ก.ม. ให้เร็วที่สุด เมื่อยึดเวลาเป็นที่ตั้งแล้วคุณก็ต้องจดเวลาเปรียบเทียบกันระหว่างการขี่จักรยานครั้งก่อนกับครั้งนี้เพื่อให้เห็นตัวเลขชัด ๆ ว่าทำเวลาได้เร็วขึ้นกว่าครั้งก่อนกี่นาที ถ้าไม่มีตัวเลขมันก็ไม่มีแรงจูงใจง่าย ๆ แค่นี้เอง
          4. ต้องใจเย็นให้มากพอกับดื้อด้าน : ใครที่ชอบกีฬาจักรยานทางเรียบและเคยติดตามเรื่องราวของตูร์เดอฟร็องซ์ จะรู้จัก เกรก เลอ ม็องค์ ที่เคยเกิดอุบัติเหตุจากการล่าสัตว์เมื่อปี 1987 เขาวางเป้าหมายไว้ว่าต้องกลับมาชนะตูร์เดอฟร็องซ์อีกครั้ง แล้วก็ทำได้ในปี 1989 ในกรณีของ แลนซ์ อาร์สตรอง ก็เช่นกันที่เพิ่งหายจากมะเร็งในปี 1997 เขากลับมาแข่งใหม่แล้วชนะในปี 1999 แล้วต่อจากนั้นก็เป็นแชมป์ต่อมาอีก 6 สมัย
           จะเห็นได้ชัดเลยว่าทั้งคู่ต้องใช้เวลาถึงคนละเป็นปีทั้งนั้นกว่าจะกลับมายิ่งใหญ่ ดังนั้นต้องเข้าใจไว้ด้วยว่าต้องใจเย็นแต่ไมใช่เฉื่อยชาแต่ขณะเดียวกันต้องดื้อ ต้องมุ่งมั่นซ้อมด้วยเป้าหมายเดียวแล้วทำให้สำเร็จ เพราะตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นการกระทำการทุกสิ่งต้องมีอุปสรรคเสมอ และอุปสรรคที่ผ่านเข้ามานั้นก็มีหลายสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ข้อดีของมนุษย์อยู่อย่างหนึ่งก็คือเรารู้จักเรียนรู้
          ดังนั้นจงใช้อุปสรรคให้เป็นประโยชน์ด้วยการเรียนรู้มันแล้วต้องฉลาดพอจะไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซาก เพื่อคุณจะได้เสียเวลาและพลังงานเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จน้อยลง
         5. ปรับตัวให้เข้ากับเป้าหมาย : ต้องสร้างนิสัยการวางแผนไว้ให้คุ้นเคย หมายความว่าต้องวางแผนก่อนจะทำการใด ๆ การวางแผนจะช่วยให้คุณประหยัดได้ทั้งเวลาและทรัพยากรอื่น ๆ หรือแม้แต่เงิน ต้องใส่ใจรายละเอียดระหว่างเส้นทางว่านอกจากความเร็วในการปั่นแล้วยังมีอะไรอีกที่ต้องปรับเปลี่ยน เช่นใช้เวลาหยุดเพื่อดื่มน้ำในจุดให้น้ำนานเกินไปหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วควรจะลดเวลาการดื่มน้ำให้น้อยลง หรือหยุดดื่มน้ำให้น้อยจุดลง หรือเรื่องอื่น ๆ
          ถ้าทำได้เช่นนี้คุณก็จะบรรลุเป้าหมายคือถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ถึงจะไม่เร็วกว่าเพื่อนก็ยังเร็วกว่าที่ตัวเองเคยทำไว้ เป้าหมายของคุณต้องเป็นไปในทางเดียวกันกับความสามารถทางกายคือไม่หนักเกินไปจนทำไม่ได้ เพราะคนอย่าง แลนซ์ อาร์มสตรองมีเพียงคนเดียวในโลก เป้าหมายที่คุณวางไว้จึงต้องอยู่ในขอบเขตความสามารถของตนเองซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้ไปถึงจุดหมายในที่สุด
           6. คิดถึงแต่ความสำเร็จ : ตรงนี้ต้องแยกให้ออกจากคำว่า ฟุ้งซ่าน พวกนักกีฬาเก่ง ๆ จะเข้าใจถึงการสร้างจินตนาการได้ดี พวกเขาจะคิดถึงแต่ความสำเร็จจากการแข่งขันบ่อย ๆ จนเมื่อถึงเวลาได้รับชัยชนะจริง ๆ แล้วมันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย ไม่ตื่นเต้น
           แต่การใช้จินตนาการนี้ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็คิดว่าตัวเองจะลุกขึ้นมากปั่นได้เร็วและไกลทั้งที่ไม่เคยซ้อม มันต้องเป็นจินตนาการที่ออกมาจากความสามารถ หมายความว่าเมื่อคุณซ้อมมาดีแล้วและมากพอจนเกิดความมั่นใจ นั่นแหละคือจุดที่ใช้จินตนาการได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะมันจะช่วยสร้างกำลังใจเพื่อกระตุ้น การสร้างจินตนาการคือกระบวนการจิตสำนึกที่จะทำให้จิตใจผ่อนคลาย เมื่อคุณได้เห็นภาพที่ตัวเองกำลังปั่นจักรยานอยู่นั้นจะทำให้ระบบประสาทส่วนกลางผ่อนคลายและตอบสนองต่อความคิดนั้นเหมือนมันเป็นจริง
         จะว่าไปแล้วการจินตนาการก็เหมือนการซ้อมใหญ่ ที่ช่วยให้คุณคุ้นเคยกับสภาพจริง ๆ ที่ต้องเจอข้างหน้า ซึ่งถ้าทำได้จริงก็จะได้ผลคือลดความตื่นเต้น ผ่อนคลายและคุ้นเคยกับสิ่งที่ต้องเจอและเราเชื่อว่า แลนซ์ อาร์มสตรอง เองก็ใช้วิธีนี้มาแล้วเวลาลงแข่ง เขามักจะสำรวจเส้นทางยาก ๆ ก่อนวันแข่งด้วยการขี่จักรยานไปตามเส้นทางนั้น เมื่อจำได้แล้วก็ไม่ยากที่จะคิดถึงสภาพตัวเองตอนที่ใช้เส้นทางนั้นจริง ความคิดที่ว่า “ได้ไปมาแล้ว ทำได้แล้ว “ จะเกิดขึ้นในหัว ขจัดความหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ทิ้งไปได้หมดก่อนการแข่งจริงจะเริ่มขึ้น จะมีอะไรวิเศษไปกว่าการแข่งกีฬาโดยไร้ความกดดันล่ะ
         วิธีการสร้างจินตนาการนั้นไม่ยาก เพียงแค่คุณมีที่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ ให้นั่งได้สักที่ แล้วใช้ตรงนั้นนั่งหรือนอนคิดถึงสภาพเส้นทางที่จะขี่ คิดถึงสายลมเย็นที่พัดปะทะกาย คิดถึงความสนุกสนานที่ตัวเองและจักรยานพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วเมื่อขี่จริงคุณก็พยายามทำให้ได้เช่นที่เคยนึกภาพไว้ ดูเหมือนจะโม้แต่ถ้าทำได้จริง ๆ นี่แหละจะเป็นตัวเพิ่มประสิทธิภาพให้การขี่จักรยานคุณได้เหนือจินตนาการไหน ๆ


          เราพูดเรื่องการเตรียมตัวมาพอสมควรแล้ว ในโอกาสต่อไปจะได้นำเทคนิคการขี่จักรยานทางไกลอื่นมาแนะนำให้กับเพื่อน ๆ กันอีก โปรดติดตามต่อไปครับ...

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง