ss
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จักรยานเสือภูเขา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จักรยานเสือภูเขา แสดงบทความทั้งหมด

24 ก.ค. 2557

เชิญร่วมการแข่งขันจักรยานเสือภูเขารายการ "เขาอีโต้ เสือภูเขา คลาสสิค 2014"

|0 ความคิดเห็น
สวัสดีครับทุกท่าน ไม่ค่อยได้มาอัพเดทข้อมูลและบทความซักเท่าไหร่ วันนี้โอกาสดีก็เลยขอมาประชาสัมพันธ์ ข่าวแข่งจักรยานให้กับเพื่อน ๆ ทุกท่านกันครับ

ไซเคิลบูติค ร่วมกับชมรมจักรยานปราจีนบุรี โดย อ.นิพนธ์ สุขประสาท, องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี,  สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปราจีนบุรี

ขอเชิญและร่วมการแข่งขันจักรยานเสือภูเขา รายการ "เขาอีโต้ เสือภูเขา คลาสสิค 2014" จังหวัดปราจีนบุรี ประจำปี 2557 ในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2557 ณ สนามจักรยานเขาอีโต้ (อ่างเก็บน้ำจักรพงษ์) ตำบลบ้านพระ อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี




























ใกล้ถึงวันแข่งแล้ว สำหรับท่านใดที่สนใจก็ลองไปทดสอบฝีเท้ากันได้ครับ ส่วนใครยังไม่ได้ฟิตซ้อม หรือยังฟิตไม่พอ ก็ยังพอมีเวลาให้ฟิตร่างกายอีก 1 เดือนกว่า ๆ สำหรับเตรียมความพร้อมเพื่อชัยชนะครับ ถึงแม้ไม่ชนะในเกม ก็ชนะใจตนเองแน่นอน

ดูข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=54&t=1016134




16 ก.ค. 2557

วิธีการเลือกซื้อจักรยานให้ถูกใจและตรงกับการใช้งาน

|1 ความคิดเห็น
สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้มีโอกาสดี ก็ขอมาอัพเดทบทความ และข่าวสารในวงการจักรยานบ้านเรา และที่สำคัญผมมีบทความดี ๆ เกี่ยวกับการเลือกซื้อจักรยานมาฝากทุกท่านกันครับ


จักรยานใช่สักแต่ว่าปั่นๆ ไปก็จบเรื่อง เพราะจักรยานนั้นมีหลายแบบ และคุณลักษณะของจักรยานแต่ละประเภทก็แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกซื้อจักรยาน ควรจะรู้ความต้องการของตนเองก่อนว่า จะซื้อจักรยานมาเพื่ออะไร
       
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักจักรยานแต่ละประเภทก่อน ซื้อเมื่อแบ่งตามลักษณะและการใช้งานแล้ว แบ่งจักรยานออกได้เป็น 5 ประเภทคือ
       
       1. จักรยานทั่วไป หรือจักรยานแม่บ้าน จักรยานจ่ายกับข้าว แล้วแต่จะเรียก จักรยานประเภทนี้ส่วนมากไม่มีเกียร์ แต่ในทางช่างถือว่ามี 2 เกียร์ คือ เฟืองหน้า 1 ชิ้น และเฟืองหลัง 1 ชิ้น แต่มีสปีดเดียว ซึ่งปัจจุบันมีการพัมนาไปมาก จนมี 3-6 เกียร์ จะขายสำเร็จรูปพร้อมอุปกรณ์ประกอบ เช่น บังโคลน ไฟหน้า ขาตั้ง บังโซ่ อานซ้อนท้าย รวมไปถึงตะแกรงหน้า จักรยานแบบนี้มีน้ำหนักค่อนข้างมาก จึงต้องใช้แรงมาก แต่มีข้อดีคือ ราคาถูก ประมาณ 1,500-3,000 บาท และหาซื้อได้ทั่วไป รวมทั้งเมื่อชำรุดก็มีร้านรับซ่อมทั่วไปด้วย
       
       2. จักรยานพับได้ จักรยานแบบนี้แม้จะของที่ผลิตในประเทศ แต่มักนิยมของที่ส่งมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจักรยานมือสองของญี่ปุ่น แต่ที่เป็นของนอกราคาแพงขนาด 3-5 หมื่นบาทต่อคันก็เป็นที่นิยมของคนบางกลุ่ม ล้อมีขนาดตั้งแต่ 16-20 นิ้ว เพราะหากล้อมีขนาดใหญ่มาก เวลาพับแล้วจะไม่กะทัดรัด จึงไม่เป็นที่นิยม

       3. จักรยานออกกำลังกายและท่องเที่ยว จักรยานประเภทนี้คือจักรยานที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละกิจกรรม และให้ถีบเบาแรง โดยมีระบบเกียร์และลดน้ำหนักรถลง ราคาสูงกว่าจักรยานจ่ายกับข้าว แบ่งตามลักษณะเฉพาะ ดังนี้
       
       - จักรยานเสือหมอบ รูปแบบคล้ายจักรยานแข่ง แต่คุณภาพของอุปกรณ์จะด้อยกว่า ขึ้นอยู่กับราคา ใช้เป็นจักรยานออกกำลังกายได้ดี หรือใช้เป็นจักรยานสำหรับขี่ท่องเที่ยวก็ได้ แต่เหมาะสำหรับขี่ทางเรียบเท่านั้น หาซื้อได้ในราคา 3,000-5,000 บาท
       
       - จักรยานท่องเที่ยว จักรยานแบบนี้ออกแบบสำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ แต่ก็ใช้ขี่ออกกำลังหรือขี่ไปทำงานหรือใช้งานอเนกประสงค์ได้ มักมีตะแกรงท้ายสำหรับวางสัมภาระ ปกติจะมีชุดบังโคลนและขาตั้งติดมากับรถ ระบบเกียร์มีให้เลือกตั้งแต่ 10-27 สปีด
       
       - จักรยานเสือภูเขา เป็นจักรยานที่ออกแบบสำหรับขี่ขึ้นลงเขาโดยเฉพาะ มีโครงสร้างแข็งแรง ยางล้อใหญ่หรืออ้วน ดอกยางใหญ่และหนา ทำให้เกาะพื้นถนนได้ดีเวลาขี่ขึ้นเนินชันๆ ใช้งานได้ในทุกพื้นผิวถนน บางครั้งเรียกจักรยาน ATB (All-Terrain Bike) ระบบเกียร์มีให้เลือกตั้งแต่ 10-27 สปีด จักรยานเสือภูเขานอกจากจะใช้งานขี่สมบุกสมบันแล้ว ยังใช้เป็นจักรยานท่องเที่ยว หรือใช้เป็นจักรยานอเนกประสงค์ได้ จึงเป็นลูกผสมระหว่างจักรยานท่องเที่ยวและจักรยานเสือภูเขาคือ ออกแบบให้ใช้งานสมบุกสมบันได้ แต่เมื่อขี่บนถนนธรรมดาก็สามารถไปได้เร็วด้วย จักรยานลูกผสมจึงมีลักษณะเหมือนเสือภูเขา แต่ยางล้อจะเล็กหรือผอมกว่า ดอกยางไม่ลึก เมื่อขี่ในเมืองจึงเปลืองแรงน้อยกว่า บางครั้งเรียกจักรยานแบบนี้ว่า ซิตี้ไบค์ หรือจักรยานเมือง ราคาตั้งแต่ 4,000-20,000 บาท
       
       4. จักรยานแข่ง คือจักรยานแบบเสือหมอบที่เห็นนักกีฬาฝช้แข่งทั่วไป มีน้ำหนักเบามาก มีเกียร์ตั้งแต่ 1-27 สปีด กรณีมีเกียร์เดียวมักใช้แข่งในลู่หรือเวโลโดรมในระยะทางสั้นๆ ตัวถังเล็ก เพรียวลม ยางรถจะผอมและทนแรงดันได้สูง คือสูบยางได้แข็งมาก และเพื่อให้มีน้ำหนักเบา จึงตัดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น เช่น ขาตั้ง บังโคลน ออกทั้งหมด จักรยานชนิดนี้มีราคาแพงมาก ถึงระดับหลายแสนบาท ถ้าระดับแข่งขันภายในประเทศส่วนใหญ่ราคาคันละประมาณ 30,000-50,000 บาท
       
       5. จักรยานฟิกซ์เกียร์ จักรยานประเภทนี้มีสปีดเดียว และเฟืองหลังเป็นแบบตายหรือฟิกซ์ คือปล่อยฟรี หรือปั่นขาทวนกลับไม่ได้ การขี่จึงต้องหมุนขาไปตลอดเวลา เพราะหากไม่หมุนขาเฟืองก็จะไม่หมุน ซึ่งก็คือการเบรกนั่นเอง และถ้าต้องเบรกเร็วๆ แรงๆ ก็กระทืบขาย้อนกลับหลัง เฟืองก็จะหยุดหมุนทันทีและรถก็จะหยุดทันทีเช่นกัน
       

ส่วนการเลือกซื้อจักรยานนั้นจะเน้นประเภทออกกำลังกายและท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจักรยานที่คนกลุ่มใหญ่เลือกใช้ ซึ่งจำเป็นต้องมีเทคนิคในการเลือกซื้อมากกว่าจักรยานทั่วไป โดยมีข้อพิจารณาเบื้องต้นง่ายๆ ดังนี้
       
       1. ขนาด ต้องเลือกให้ขนาดจักรยานเหมาะสมกับขนาดตัวผู้ขี่ จักรยานมีขนาดตั้งแต่ 16-25 นิ้ว เบอร์นี้บอกความยาวของท่อนั่ง (ท่อที่ต่อจากหลังอานลงไปถึงหัวกะโหลก) วิธีเลือกขนาดอย่างง่ายคือให้วัดความสูงเป็นนิ้ว จากพื้นถึงปุ่มสะโพกผู้ขี่ เอาค่าที่ได้ลบออกด้วย 9 จะเป็นขนาดตัวถังจักรยานท่องเที่ยวหรือเสือหมอบ แต่ถ้าจะเลือกซื้อเสือภูเขาให้ลบด้วย 11
       
       2. ตัวถัง (โครง) ให้ดูที่น้ำหนัก ยิ่งเบายิ่งดี (แต่มักราคาแพง)
       
       3. เบรก มีอยู่ 5 แบบ คือแบบดึงข้าง ดึงกลาง แบบคานกระดก แบบวีเบรก และแบบเบรกจาน แบบหลังจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า จกรยานท่องเที่ยวหรือเสือภูเขาควรใช้เบรกแบบนี้
       
       4. เกียร์ ชุดเกียร์ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกใช้ชุดเกียร์ยี่ห้อที่เชื่อถือได้ (สอบถามจากผู้รู้) ถ้างบประมาณน้อย ควรเลือกซื้อยี่ห้อที่เชื่อถือได้แต่เป็นรุ่นเก่า ดีกว่ารุ่นใหม่ล่าสุดแต่ยี่ห้อไม่น่าเชื่อถือ
       
      5. อาน อานแบบเรียวเหมาะสำหรับเสือหมอบ เสือภูเขา และจักรยานท่องเที่ยว ส่วนจักรยานทั่วไปควรเป็นแบบอานป้าน

ไปหน้าแรก  การปั่นจักรยาน

       
 ขอบคุณข้อมูลจากชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพประเทศไทย

13 มิ.ย. 2557

มาดูว่าจักรยานเสือภูเขาล้อ 26 นิ้ว, 27.5 นิ้ว และ 29 นิ้ว แตกต่างกันอย่างไร

|0 ความคิดเห็น

สำหรับคุณๆ ที่เป็นมือใหม่และยังใหม่กับวงการจักรยานเสืออาจจะรู้สับสนและงงกับข้อมูลมากมายเพราะตัวเลือกที่มีมันช่างแตกต่างกันให้เลือกสรรซึ่งอันไหนล่ะ?ที่จะเป็นจักรยานที่ดีที่สุดสำหรับคุณ เพราะมันมีทั้งแบบ โช้คหน้าอย่างเดียว(Hardtail), Full suspension, ขนาดล้อที่มีตั้งแต่ 26 นิ้ว, 27.5 นิ้ว และ 29 นิ้ว แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเลือกได้อย่างถูกต้องแล้วจากตัวเลือกที่หลากหลายนี้ และนี้เป็นเหตุผลที่ผมอยากจะเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นข้อมูลไว้ประกอบการเลือกซื้อจักรยานเสือภูเขาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ..


(ปล.บทความนี้ไม่ได้เขียนเองนะครับ และขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก http://mountainbikedetail.blogspot.com/2013/11/26-275-29.html)


ก่อนอื่นผมจะต้องพูดความจริงและอยากจะให้คุณๆ ผู้อ่านยอมรับความจริงเหล่านี้ว่า “มันไม่มีจักรยานเสือภูเขารุ่นไหนที่ดีที่สุดสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับทุกๆคน” เสือภูเขาแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อที่มีการออกแบบและผลิตมานั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สิ่งแรกที่ควรจะพิจารณาก็คือ คุณจะปั่นจักรยานเพื่ออะไร? (ออกกำลังกายเฉยๆ หรือแข่งขัน) ต่อมาก็คือสถานที่ที่คุณจะปั่น (คุณจะปั่นในเมืองหรือที่ๆ ขรุขระ เป็นเขา) สุดท้ายก็คือหาจักรยานเสือภูเขาที่คุณคิดว่า มันใช่สำหรับคุณ

จักรยานเสือภูเขาขนาดล้อเท่าใดที่จะเหมาะสำหรับคุณ


จักรยานเสือภูเขาล้อ 26 นิ้ว

แต่เดิม เสือภูเขาขนาดล้อ 26 นิ้วเป็นจักรยานขนาดมาตรฐานที่สุดสำหรับเสือภูเขา มาจนถึงปี 2012 ที่เสือภูเขาขนาดล้อ 29 นิ้วได้เข้ามามีส่วนในตลาด และเริ่มปลายปี 2012- ปัจจุบันที่เสือภูเขาขนาดล้อ 27.5 นิ้วได้กลายมาเป็นรุ่นที่นิยมกันเป็นส่วนใหญ่ โดยทั่วไปแล้ว ล้อขนาด 26 นิ้ว เป็นจักรยานที่มีความเร็วมากซึ่งนักปั่นจะต้องตอบสนองต่อความเร็วนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เสือภูเขาล้อ 26 นิ้วนี้มักจะช้าลงเมื่อใช้สปิดที่สูงขึ้น(ความเร็วปลาย), และด้วยความที่มีล้อเล็กจึงมีผลกระทบกับการกระโดด การไถล, ก้อนกรวด ซึ่งทำให้ต้องการการดูดซับแรงกระแทกที่เพิ่มมามากนี้ด้วย(ต้องใช้โช้คที่ดี) ซึ่งถ้าไม่ได้มีการออกแบบทีดีและถูกต้องก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการปั่นลดลงไป หากคุณคิดจะอัพเกรดเจ้าล้อ 26 นิ้วของคุณ คุณก็จะรู้สึกว่ามันสบายมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนที่จะคิดอัพเกรดผมก็อยากให้คุณพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย ของล้อ 27.5 นิ้ว กับ 29 นิ้วด้วยเช่นกัน

ข้อดีของ เสือภูเขา 26 นิ้ว

• น้ำหนักเบากว่าล้อขนาดอื่นๆ เนื่องจากมีขนาดล้อและโช้คที่เล็กจึงทำให้น้ำหนักลดลง
• ล้อขนาดเล็กจึงทำให้มีประสิทธิภาพทางเทคนิคในการปั่นที่ดีที่ต้องใช้เวลาการตอบสนองที่รวดเร็ว(สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักปั่นมีการตัดสินใจที่หรือรีดเอาประสิทธิภาพของนักปั่นออกมา) เช่นพวกเส้นทางขรุขระ
• ใช้ได้กับนักปั่นทุกขนาดทุกรูปร่าง ในขณะที่จักรยานล้อ 29 มักจะเหมาะกับคนรูปร่างใหญ่
• ให้อัตราเร่งสูง ออกตัวได้เร็ว
• เพิ่มความเข้มแข็งหรือประสบการณ์ให้กับนักปั่นที่ต้องการขยับไปเล่นพวก Downhill หรือ Freeride (พวกผาดโผน แต่ไม่ใช้ BMX)

ข้อเสียของเสือภูเขาล้อ 26 นิ้ว

• การกระโดดได้สูง, การปีนไปตามโขดหิน หรือ รากไม้ อาจจะทำได้ไม่ดี
• ให้ความเร็วที่ช้าลงในเกียร์สูงๆ เมื่อเทียบกับจักรยานล้อใหญ่กว่า (ความเร็วปลาย)
• ต้องการการออกแบบที่ดี ในการดูดซับแรงกระแทก หรือต้องมีระบบดูดซับแรงกระแทกที่ดี เพราะไม่งั้นจะนำไปสู่การสูญเสียประสิทธิภาพในการทำความเร็วหรือเทคนิคในการปั่นจักรยาน
• ด้วยขนาดล้อที่เล็กจึงมีแรงฉุดที่ดี
• ต้องใช้แรงดันลมยางสูงกว่าล้อใหญ่


จักรยานเสือภูเขาล้อขนาด 27.5 นิ้ว

ถึงแม้ว่าในปี 2010 จักรยานเสือภูเขาขนาดล้อ 29 นิ้วจะมาแรงและความได้เปรียบเรื่องล้อที่ใหญ่ก็สร้างความได้เปรียบให้แก่นักปั่นได้ดีกว่าเสือภูเขาขนาดล้อ 26 นิ้ว อย่างไรก็ตามไม่ใช่นักปั่นทั้งหมดที่เล็งเห็นข้อดีของล้อขนาด 29 นิ้ว เพราะมันก็ยังมีข้อเสียอยู่ ถึงแม้ว่าในตลาดส่วนใหญ่จะต้องการจักรยานเสือภูเขาล้อ 29 นิ้วอยู่มาก แต่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็ยังคงตระหนักว่า มีนักปั่นจำนวนไม่น้อยที่ยังคงรับไม่ได้รับกับข้อเสียของเสือภูเขาล้อ 29 นิ้วนี้

ดังนั้นตั้งแต่ปลายปี 2012 จนถึงปัจจุบัน จักรยานเสือภูเขาขนาดล้อ 27.5 นิ้วจึงได้ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้น หรือที่เราๆรู้จักกันดีในนามของ จักรยานเสือภูเขา 650b ซึ่งเป็นการพยายามนำเอาข้อดีและข้อเสียของล้อ 26 นิ้วและ 29 นิ้ว มาปรับปรุงและนำเสนอให้แก่นักปั่นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าจะพูดโดยรวมก็คือ มันสามารถทำความเร็วได้ดี และปีนป่ายได้ดีเช่นกัน แต่ว่าในทางขรุขระที่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วนั้น สำหรับล้อ 27.5 นิ้วยังคงทำได้ดีในระดับปานกลาง (ยังคงเป็นรองล้อ 26 นิ้ว)

ข้อดีของเสือภูเขาล้อ 27.5 นิ้ว

• ให้ความเร็วสูงกว่า 26 นิ้ว และให้การตอบสนองได้รวดเร็วกว่าล้อ 29 นิ้ว
• ให้ความเร็วต้นได้เร็วกว่า 29 นิ้ว
• ให้แรงฉุดได้ดีกว่าล้อ 26 นิ้ว
• เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักปั่นร่างเล็กที่ต้องการรถใหญ่ และไม่ใหญ่เท่าล้อ 29 นิ้ว

ข้อเสียของเสือภูเขาล้อ 27.5 นิ้ว

• ให้ความเร็วปลายได้ไม่ดีไปกว่าล้อขนาด 29 นิ้ว แต่ก็เร็วกว่าขนาดล้อ 26 นิ้ว
• ในส่วนของความเร็วต้น หรืออัตราเร่ง จะช้ากว่า 26 นิ้ว
• ถึงแม้จะมีแรงฉุดที่ดีกว่าล้อ 26 นิ้ว แต่ก็ไม่ดีเท่ากับล้อ 29 นิ้ว

หากใครที่ยังงุนงงอยู่ว่าจะเลือกซื้อจักรยานเสือภูเขาล้อขนาดไหนดี? อ่านบทความนี้แล้วลองเปรียบเทียบดูนะครับว่าคุณต้องการจักรยานล้อขนาดไหน เพราะมันมีข้อดี และข้อเสียเหมือนๆกัน ถ้าชอบแบบไม่ผาดโผนมากก็ล้อ 26 ก็พอ มันอาจจะเร็วปรูดปร้าดแค่แรงต้น แต่แรงปลายอาจจะไม่ค่อยดีเพราะล้อเล็ก แต่เราไม่ได้เอาไปปั่นรอบโลก เอาแบบฉิวๆ อันนี้ไม่ต้องซีเรียสเรื่องล้อเลยครับสบายๆ 
แต่ถ้าขยับขึ้นมาหน่อย วันดีคืนดีนึกอยากจะลุยยกจักรยานใส่รถขับไปอุทยาน ไปรีสอร์ท หรือร่วมทริปกับพรรคพวก ต้องการแรงต้นดีและแรงปลายด้วย ก็นี่เลย ล้อ 27.5 นิ้ว เพราะมันเป็นแบบผสมผสานอยู่ระหว่างล้อเล็กสุดกับใหญ่สุด



จักรยานเสือภูเขาขนาดล้อ 29 นิ้ว

เริ่มจากปี 2010 ที่เจ้าเสือภูเขา ล้อ 29 นิ้วนี้ได้กลายเป็นทางเลือกหนึ่งที่นำเสนอข้อได้เปรียบที่ดีกว่าล้อมาตรฐาน 26 นิ้วทั่วไป ด้วยล้อขนาดใหญ่กว่าจึงสามารถทำความเร็วได้มากกว่าในระดับเกียร์สูงๆ และมันยังสามารถไปได้ทุกสภาพแวดล้อมที่ล้อ 26 นิ้วยังทำได้ไม่ดีนัก เช่น ก้อนหิน รากไม้ หรือ แม้แต่ตอไม้ จึงเรียกว่าเป็นการผสมผสานข้อดีและข้อเสียของล้อขนาดเล็กอย่าง 26 นิ้วได้เป็นอย่างดี และอย่างนักปั่นทั่วไปทราบกันดีว่า เสือภูเขาล้อ 29 นิ้ว กับโช้คขนาด 100-120 มม. ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกันกับล้อ 26 นิ้ว กับโช้คขนาด 140 มม. เลยทีเดียว

ข้อดีของเสือภูเขาล้อขนาด 29 นิ้ว

• ทำความเร็วปลายได้ดี
• ด้วยความที่เป็นล้อใหญ่ จึงไปได้ทุกสภาพพื้นที่ที่ล้อ 26 นิ้วไปไม่ค่อยได้ดีนัก (นึกภาพรถ 4x4 ที่ลุยไปได้ทุกที่กับรถเก๋งที่ไปได้เฉพาะทางเรียบ และไม่ขรุขระนัก)
• ไม่ต้องการระบบดูดซับแรงกระแทกมากนัก (เมื่อเทียบจากข้างต้น โช้คขนาด 100-120 มม.กับล้อ 29 นิ้ว ประสิทธิภาพจะเทียบเท่ากับรถเล็กที่ใช้โช้คขนาด 140 มม) จึงทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน
• ใช้ได้ดีกับนักปั่นที่มีรูปร่างสูง
• มีประสิทธิภาพสำหรับการปั่นระยะไกล และให้การขับเคลื่อนที่ราบรื่นกว่า ควบคุมได้ง่ายกว่า

ข้อเสียของเสือภูเขาล้อขนาด 29 นิ้ว

• ล้อใหญ่จึงสูญเสียการควบคุมในสภาพพื้นที่ขรุขระหรือทางขรุขระที่ต้องใช้ความเร็ว (นึกภาพเราปั่นรถเล็กลงเนินที่ขรุขระเราจะสามารถควบคุมได้ดี มันจะเร็วเราก็สามารถตอบมันได้ดี แต่ถ้าเป็นรถใหญ่เราอาจจะต้องเบรกหรือทำให้รถช้าลงกว่าที่ควรจะเป็นเพื่อควบคุมมัน หรือสภาพที่เป็นมุมหักศอกหรือโค้ง ถ้ารถเล็กก็สามารถซิ่งไปได้ แต่รถใหญ่มุมเลี้ยวหรือองศามันก็ต้องมากกว่า ซึ่งรถเล็กจะได้เปรียบตรงนี้)
• ไม่เหมาะกับคนตัวเตี้ย
• มีน้ำหนักรวมที่เพิ่มขึ้น
• จะช้าในขณะที่ออกตัว
• ไม่เหมาะกับการใช้แบบ Downhill หรือ Freeride ถ้าพูดตรงๆ มันเหมาะกับ XC เป็นอย่างมากครับ

ล้อใหญ่ ก็ต้องนี้เหมาะกับนักผจญภัย แอดแวนเจอร์ ลุยไปกับเส้นทางหฤโหด มันจะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลย แล้วบางท่านอ่านแล้วอาจจะมีคำถามว่า แล้วจะเลือกแบบไหนอีกดีระหว่างมีโช้คหน้าอย่างเดียว กับโช้คหน้า-หลัง ผมไม่ค่อยสัมผัสกับแบบ Full sus ครับ แต่เห็นฝรั่งเค้าให้ความเห็นว่า แบบฟูลซัส มันนุ่มนิ่ม ไหลลื่นได้ดี แต่มันขาดอรรถรสในการลุย คือความขาดความดิบ ไม่มันส์เท่ากับโช้คหน้าเพียงข้างเดียว สรุปว่าอันนี้ก็แล้วแต่ความชอบครับและงบประมาณในกระเป๋าของคุณ




ที่มาบทความจาก http://mountainbikedetail.blogspot.com/2013/11/26-275-29.html

11 มิ.ย. 2557

VDO UCI MTB WORLD CUP 2014: สนาม 1

|1 ความคิดเห็น
VDO การแข่งจักรยานเสือภูเขา UCI MTB WORLD CUP 2014: PIETERMARITZBURG, SOUTH AFRICA สนามแรกของปี 2014 ท่านใดยังไม่ได้ดูก็กดดูได้ที่รูปหรือที่ลิ้งค์ด้านล่างได้เลยครับ รับรองความมันส์ซะใจแน่นอนครับ 

UCI MTB WORLD CUP 2014: PIETERMARITZBURG, SOUTH AFRICA สนาม 1



หรือคลิ๊กที่นี่ http://live.redbull.tv/events/346/uci-mtb-world-cup-2014-pietermaritzburg-xco-men/


สนามที่ 2,3,4  ดูที่นี่ >> VDO UCI MTB WORLD CUP 2014 สนาม 2,3,4

11 มี.ค. 2556

ทำไงดี เป็นฝีเพราะขี่จักรยาน

|0 ความคิดเห็น

สิงห์นักปั่นจะรู้บ้างไหมล่ะเนี่ยว่าถ้าคุณ ๆ ไม่ดูแลร่างกายและคอยทำความสะอาดให้ดีแล้วล่ะก็ คุณอาจจะเจอปัญหาใหญ่จากการขี่จักรยานก็ได้

เหล่าเสือภูเขานักปั่นจักรยานตั้งแต่มืออาชีพยันมือสมัครเล่นไปจนกระทั่งลูกเด็กเล็กแดงที่เพิ่งเริ่มหัดขี่จักรยานได้ไม่นานอาจมีโอกาสประสบพบเจอกับปัญหานี้มาก่อนแล้วก็เป็นได้ ปัญหาที่ว่าก็คือ “ฝี” และมันก็ไม่ใช่ผีธรรมดาสามัญซะด้วย แต่เป็น “ฝีที่ก้น” อ้าวเฮ้ย! แล้วทำไมแค่ขี่จักรยาน...ฝีถึงมาขึ้นที่ก้นได้ล่ะ นั่นก็เพราะว่าเจ้าฝีจำพวกนี้เกิดจากการติดเชื้อที่บริเวณผิวหนังอันเป็นเหตุมาจากการรักษาความสะอาดที่ไม่เพียงพอ และบ่อยครั้งตัวการที่ก่อให้เกิดฝีก็คือเชื้อแบคทีเรีย “สแตฟฟิโลคอคคัส” ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ลำคอ รักแร้ หรือแม้กระทั่ง “ก้น”


แล้วทำไมการขี่จักรยานถึงเกิดฝีที่ก้นได้น่ะเหรอ...อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการรักษาความสะอาดที่ไม่เพียงพอ หรือแม้กระทั่งการเสียดสีกับเสื้อผ้าด้วย และแน่นอนว่าการเสียดสีกับอานจักรยานก็ยังผลให้เกิดฝีได้อีกด้วย เพราะระหว่าง “อาน” กับ “ก้น” นั้น ช่างเสียดสีกันไปมาหลายต่อเหลือเกิน ตั้งแต่ก้นกับกางเกงในต่อด้วยกางเกงไปจนถึงอาน


ยัง...ยังไม่หมดเท่านี้เพราะการดูแลรักษาความสะอาดบริเวณก้นเพื่อไม่ให้เปียกแฉะและอับชื้นจนถึงเหม็นหืนก็เป็นเรื่องสำคัญนะจ๊ะ อย่างเช่นว่า อานจักรยานยังเปียกอยู่ แต่ก็ยังขึ้นไปขี่โดยไม่เช็ดให้แห้งเสียก่อนนี่ ก็เป็นอันแน่นอนว่า กางเกงก็ต้องเปียกซึมเข้าถึงเนื้อกางเกงในทะละทะลวงแทรกผ่านจากเนื้อกางเกงในที่บางเฉียบไปยังก้นของคุณ ๆ จนบางรายอาจจะปะปนกับเหงื่อที่ไหลไคลย้อยจนก้นแฉะกว่าเก่าโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ และถ้าเหล่านักปั่นทั้งหลายไม่ทำความสะอาดให้ดี ผลที่อาจตามมาก็คงหนีไม่พ้นเจ้าแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฝีที่ก้นก็ได้นะ ยิ่งช่วงนี้เข้าหน้าฝนแล้วยิ่งต้องระวังให้ดี ไม่ใช่แค่จักรยานนะ แต่เบาะรถมอเตอร์ไซค์ก็ยังได้ลุ้นแจ็คพอตนี้ด้วยเหมือนกันนะจ๊ะ


ที่เตือนก็เพราะความหวังดี เพราะว่าหากคุณ ๆ เป็นฝีที่ก้นขึ้นมานะ คุณคงขี่จักรยานชมวิวได้อย่างเป็นเป็นสุขแน่ ต้องนั่งขี่แบบไม่ให้ฝีโดนอาน บางคนต้องยืนขี่ตลอดทางจนถึงที่หมาย กลับมาถึงออฟฟิศก็คงไม่พ้นการนั่งทำงานด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่าน ที่อันตรายที่สุดก็คือ หากใครเกิดอาการ “คัน” ขึ้นมาล่ะก็ โอ้! พระเจ้าจอร์จ ก็ช่วยท่านไม่ได้ ต้องหาจังหวะเกาให้หายคันถึงจะมีความสุข ใครที่คันตอนขี่จักรยานชมป่านี่ยังไม่เท่าไหร่ ยังจอดหลบเข้าข้างทางไปเกาในหลืบเงาร่มไม้ได้ ดีไม่ดีอาจะเจอสมุนไพรรักษาฝีอย่างขมิ้น ว่านพระกาฬ ฟ้าทะลายโจร ว่านหางจระเข้ ฯลฯ ก็ได้นะจ๊ะ แต่ถ้าใครมาคันในออฟฟิศที่ทำงานนี่สิ ลำบากหน่อยต้องเดินไปเกาในห้องน้ำ ถ้าโชคร้ายถามหา...ห้องน้ำเต็ม...ก็คงต้องเอาก้นถูเก้าอี้ไปพลาง ๆ ก่อนล่ะกันเนอะ

ส่วนวิธีดูแลรักษาไม่ให้เกิดฝีที่ก้นนั้นก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่ใช้สบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มี “ไตรโคลซาน” หรือ “เฮ็กซาคลอโรฟิน” เป็นส่วนผสมก็จะสามารถช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรียที่เกาะอยู่บนผิวหนังออกไปได้แล้วนะจ๊ะ หรือจะเอาก้นแช่น้ำอุ่นละลายด่างทับทิม เช้า-เย็น ก็ไม่มีปัญหานะ แต่ถ้าเกิดเป็นฝีที่ก้นขึ้นมาจริง ๆ ก็ต้องหายาแก้อักเสบมารับประทานเพื่อให้ฝียุบและระวังการเป็นฝีเรื้อรังขึ้นมาด้วย หากไม่หายก็ควรจะไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาให้หายขาด จะได้นั่งทำงานแล้วก็นั่งถีบจักรยานชมธรรมชาติได้อย่างมีความสุข


ที่มา runnercorner.blogspot.com/2007/10/blog-post_1573.html

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง