ss

30 พ.ค. 2555

รีวิว Trek SuperFly 100 Elite

|0 ความคิดเห็น
รีวิว Trek SuperFly 100 Elite

Trek Super Fly 100 Elite
เราทราบดีว่าผู้ริเริ่มวงล้อจักรยานเสือภูเขาขนาด 29 นิ้ว หรือ 29er ที่มีเส้นรอบวง 622 mm. ซึ่งเป็นขนาดเดียวกันกับวงล้อ 700c ของจักรยานเสือหมอบ เขาเปรียบเสมือนบิดาแห่งวงการจักรยานเสือภูเขา ใช่แล้วครับเรากำลังหมายถึง Gary Fisher ผู้บุกเบิกวงการเสือภูเขาและยังเป็นผู้บุกเบิกขนาดล้อ 29 นิ้วอีกด้วย ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา Gary Fisher ได้ร่วมงานกับ Trek พัฒนารถ 29er มาถึงจุดที่เรียกว่าหมดข้อสงสัย

Super Fly 100 Elite

OCLV Mountain Carbon Main Frame & Swingarm, Carbon Armor, ABP Convert Flow Mold Carbon Swing link G2 Geometry E2 Tapered head tube สรรพคุณยาวจริง ๆ สรุปสั้น ๆ จับใจความได้ว่า ท่อหลัก ๆ รวมถึงหางหลังทำจากคาร์บอน OCLV เอกสิทธิ์ของ Trek เองที่พัฒนาในแบบฉบับสำหรับ Mountain โดยเฉพาะ ABP (Active Braking Pivot) ระบบจุดหมุนที่พัฒนาจาก Four Bar ไปอีกระดับ รอยต่อที่ฉีกกฎช่วยลดปัญหาในขณะได้รับแรงกระแทก และเพิ่มความแข็งแรงให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย กะโหลกแบบ BB 95 ก้าวหน้าขึ้นมาเต็มระดับ สามารถทดแรงบิและแรงกระชากได้ดียิ่งขึ้น

ระบบ G2 เป็นการออกแบบที่เรียกชื่อเฉพาะให้เหมาะสำหรับองศา Geometry ของรถ 29er ดังนั้น G2 สำหรับ 29er จึงได้ถูกพัฒนาให้มีระยะออฟเซทของช็อคอัพหน้าที่ 51 มม. เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการเลี้ยงในมุมแคบทำได้ดีจนแทบจะให้ความรู้สึกเหมือนกับการขี่จักรยานขนาดล้อ 26 นิ้วเลยทีเดียว
E2 คือการพัฒนาอีกขึ้นจากท่อหน้าที่รองรับถ้วยคอขนาด 1-1/8” แบบดั้งเดิม ให้เป็นแบบ Tapered ซึ่งมีขนาดของชุดลูกปืนบนและล่างที่มีขนาดต่างกันรวมไปถึงซางช็อคอัพหน้าและชุดถ้วยคอด้วยชุดท่อคอแบบ E2 จะมีขนาดของลูกปืนคอชุดล่างขนาด 1.5” เพื่อให้มีความแข็งแรงรองรับแรงกระแทกและการบิดตัว ทำให้เลี้ยวและเข้าโค้งได้อย่างมั่นคง ในขณะที่ลูกปืนคอชุดบนยังคงขนาดเดิมไว้คือ 1-1.8”
Trek Super Fly 100 Elite
ช็อคอัพหน้า

ในเมื่อคอและระบบเป็น G2/E2 ช็อคที่ใช้ก็ต้องเป็นระบบเดียวกัน Fox 32 Float 29 FIT RLC ช่วงยุบ 100 mm แกนปลด 15 mm สีสันและกราฟฟิกถูกออกแบบมาให้เข้ากันได้ดี ช็อคอันหลัง Fox Float RP-23 ปรับได้ 3 ระดับ ชุดขับเคลื่อน Shimano XT 10 Speed จานหน้า 2 ใบ ขนาด 38/26 ระบบติดตั้งสับจานหน้ามากับเฟรมถูกพัฒนาเรียกว่า Direct-mount ช่วยให้การปรับตั้งเกียร์ได้ง่ายขึ้นและแม่นยำโดยเฉพาะรถ Full Suspention ที่มีการขยับตัวของสวิงอาร์มขึ้นลงตลอดเวลา

10 เกียร์ เคลียร์ตลอดเส้นทางด้วยอัตราทด 11-36 T ระบบเบรกจัดชุด Shimano XT เข้าคู่กับชุดล้อ Bontrager Race lite TLR Disc 29er Tubeless ระบบดุมล้อหน้า 15mm ระบบดุมล้อ Fcc แบริ่งขนาด Oversized ปีกดุมกว้าง เพิ่มความแข็งแรงและความมั่นคงให้กับคอลโทรล ส่วนดุมล้อหลังขนาด 12 mm. 142x12 mm ลูกปืนแบริ่ง ยาง Bontrager XL 31.8 mm. แฮนด์ Bontrager RXL Carbon Big Seep หลักอาน Bontrager RXL 31.9 5mm offset เบาะ Bontrager Evoke 3 Titanium

ขนาด Size 15.5 ของเจ้า Super Fly 100 Elite ออกแบบมาได้อย่างลงตัวสำหรับคนเอเชีย ถึงแม้จะเป็นวงล้อขนาด 29 นิ้ว แต่ก็ไม่เพิ่มระยะความสูงของรถไปมากมายเท่าไหร่นัก...

ที่มา นิตยสาร Race Bicycle

ในตอนต่อไปจะเป็นบทการทดสอบการใช้งานจริง ในสภาพเส้นทางจริงกันครับ โปรดติดตาม...

20 พ.ค. 2555

สุดยอดจักรยานไม้ไผ่

|0 ความคิดเห็น
วันนี้ผมนำเอาจักรยานที่ทำมาจากไม้ไผ่ หรือมีส่วนประกอบที่ทำมาจากไม้ไผ่ มาให้เพื่อน ๆ ได้ชมกันครับ ผมไม่รู้ว่าในบ้านเรามีใครริเริ่มทำบ้างไหม ดูแล้วก็สวยงามใช่ย่อยเลยนะครับ 





Eco Idea เด็ด ๆ ตัวนี้ เป็น 10 ตัวอย่างสุดยอดจักรยาน ซึ่งทั้งสวยงาม ทันสมัย เปี่ยมประสิทธิภาพ และแน่นอนว่ามันช่วยลดโลกร้อนได้ การเอาไม้ไผ่มาเป็นวัสดุในการผลิตจักรยานนั้น นอกจากช่วยลดการใชัวัสดุประเภทอื่นที่ต้องผ่านกรรมวิธีมากมาย ทั้งเชื่อม เจาะ ทำสี หรือการหลอม ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีขั้นตอนหนึ่งที่ส่งผลกระทบผลเสียต่อโลกใบนี้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงมาใช้วัสดุที่แข็งแรงและย่อยสลายง่ายเป็นส่วนประกอบ นั้น จึงช่วยคงความสวยงามของโลกใบนี้เอาไว้อีกทางหนึ่ง

อีกทั้งยังเป็นที่รู้กันว่า การใช้จักรยานเป็นพาหนะเวลาไปไหนมาไหน จะช่วยลดเจ้า CO2 ตัวร้าย ที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกอีกด้วย อยากชวนกันหันปั่นจักรยานกันเยอะ ๆ เพราะนอกจากจะดีต่อสุขภาพเราแล้ว ยังดีต่อสุขภาพโลกนี้ด้วย...ใครสนใจรายละเอียดการออกแบบ...




















เป็นไงบ้างครับ เพื่อน ๆ สนใจอยากถอยมาลองปั่นสักคันไหมครับ.... ขอบอกว่าทั้งสวย และน่าจะใช้งานได้ดีนะ ว่าไหมครับ ...

อัตราทดเกียร์สำหรับ จักรยาน

|0 ความคิดเห็น
สวัสดีครับ วันนี้ผมไปเจอบทความดี ๆ เรื่องอัตราทดเกียร์สำหรับจักรยาน จึงขอนำบทความนี้มาเผยแพร่ในบล็อกแห่งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ สู่ชาวจักรยานมือใหม่ ที่ยังไม่เข้าใจในใช้เกียร์หรือการทดเกียร์ในสภาพเส้นทางต่าง ๆ  เพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าของบทความผมจะไม่ตัดทอนบทความออกนะครับ ...






ระบบเกียร์ของรถจักรยาน นั้นหากเราทำความคุ้นเคย และนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และชำนาญแล้วนั้น จะทำไห้เรามีความได้เปรียบ ในการแข่งขันอย่างแน่นอน ครับ หากคุณใช้เกียร์ ให้เหมาะสม กับสภาพภูมิประเทศ และความแข็งแรงของร่างกาย แล้วละก็ โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จ ในการแข่งขัน ไม่ว่า จะแข่งขันจักรยานทางเรียบ หรือ ทางที่มีภูเขาเยอะๆ ดังนั้น คุณต้องเลือกใช้เกียร์ให้เป็นด้วยครับ (ไม่ใช่โชว์เทพ ใส่ใหญ่ 1 ขึ้นภูเขา อันนี้ผมเคยเจอมาแล้วครับ แต่แล้วสักพัก เขาก็ไปไม่รอดครับ โดนสวน แล้วค่อยๆ หายออกจากกลุ่มไป มันเป็นประสบการณ์ ตอนยังเด็กๆ ครับ!!) ปล. "ใหญ่ 1" ในที่นี้หมายถึง ใช้จานหน้า อันใหญ่สุด และใช้เฟืองหลังอันเล็กสุด นั่นแหละครับ มันเป็นภาษาของชาว จักรยาน ที่เรียกกันมานานแล้วครับ ไม่รู้เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่าอะไร แต่เมื่อก่อนเขาเรียกกันแบบนี้จริงๆ ครับ

วันนี้ผมเลยนำ ตารางอัตราทดเกียร์สำหรับ จักรยาน มาฝากครับ

อัตราทดเกียร์ จักรยาน

จากรูปตารางข้างบน (Ring หมายถึง จำนวนฟันของจานหน้า) ส่วน (Cog หมายถึง จำนวนฟันของเฟืองหลัง) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว จักรยานเสือหมอบ ใบจานหน้าจะมี 2 ใบ คือ 39 และ 53 หรือ หากเป็นรุ่น คอมแพค จะเป็น 39 กับ 50 ส่วนเฟืองหลังนั้น จะเริ่ม ตั้งแต่ 11 ไปจนถึง 25 ครับ โดยเฟืองหลังของจักรยาน เสือหมอบทั่วไป จะมีประมาณ 10 - 11 ใบ แล้วแต่ยี่ห้อครับ สมัยผมขี่นั้น แค่ 7 ใบก็หรูแล้วครับ เดี๋ยวนี้ มีเยอะจริงๆ จักรยานของผมมีแค่ 10 ใบ ผมยังใช้ไม่ทั่วถึงเลยครับ เข้าเรื่องดีกว่าครับ สังเกตุจากตัวเลขนะครับ ตัวเลขยิ่งเยอะ ยิ่งหนักครับ คือ เราต้องออกแรงปั่นเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

ผมขอยกตัวอย่าง การใช้เกียร์ ในการฝึกซ้อมจักรยานของผมเลยนะครับ คือ ผมจะปั่นเพื่ออบอุ่นร่างกาย ก่อน ประมาน 10 กิโลเมตร โดยเริ่มใช้ เกียร์ 39/17 ซึ่งอัตราทดเกียร์ จะอยู่ที่ 2.3 และ ผมจะค่อยๆ เปลี่ยนเกียร์ให้หนักขึ้นเลยเลื่อย โดยผมจะรักษาระดับรอบขาให้อยู่ระหว่าง 85 - 90 RPM จนกระทั่ง ผมเปลี่ยนเกียร์ไปจนถึง 39/12 อัตราทดเกียร์ คือ 3.3 โดยแต่ละช่วงของอัตราทดนั้น ผมจะใช้เวลาในการอยู่ในช่วงนั้นประมาณ 2 - 3 นาที เพื่อนให้กล้ามเนื้อได้มีการปรับตัว โดยหลังจากนี้ผมจะเปลี่ยนไปใช้ อัตราทด 53/15 คือ ผมเปลี่ยนไปใช้จานหน้าอันใหญ่นั่นเองครับ โดย อัตราทด จะหนักขึ้นมาเป็น 3.5 ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 3.3 ซึ่งพอเราขึ้นจานใหญ่แล้ว พยายามรักษารอบขาไว้ อย่าให้ต่ำกว่า 70 RPM นะครับ ในช่วงแรกๆ สำหรับนักปั่นจักรยาน มือใหม่ ควรจะค่อยฝึกซ้อมโดย ค่อยๆ เพิ่มอัตราทดขึ้นเลื่อยๆ โดยรักษารอบขาไว้ อย่าให้ต่ำกว่า 70 RPM หากเราฝึกไปนาน เราจะสามารถใช้อัตราทด 53/11 ได้เองครับ ซึ่งมันเป็นอัตราที่หนักที่สุดแล้ว ยิ่งถ้าหากคุณใช้อัตราทด 53/11 และยังสามารถรักษารอบขาไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 70 RPM ได้ ตลอดระยะทางการฝึกซ้อม ผมถือว่าคุณนั้นหาตัวจับได้ยากแล้วครับ
อัตราทดเกียร์มีผลต่อความเร็วของ จักรยาน

ส่วนตารางที่ 2 เป็นตารางที่แสดงให้เห็นถึง ระดับความเร็วของจักรยาน ที่เราได้จากการใช้เกียร์ในแต่ละระดับ ที่รอบขา 90 RPM ยกตัวอย่างเช่น ผมใช้อัตราทด 53/11 ความเร็วที่ได้ คือ 54.6 กิโลเมตร/ชั่วโมง ครับ หากเพื่อนๆ คนไหน อยากคำนวนเองก็ไม่ยากครับ เว็บที่ให้บริการนี้เป็นของฟรั่งครับชื่อเว็บ www.bikecalc.com ลองไปใช้บริการกันได้ครับ ไม่เสียเงินครับ
ซึ่งการเลือกใช้เกียร์จักรยานให้เหมาะสม นั้น มันมีปัจจัยหลายอย่าง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ เช่น
  • ลักษณะภูมิประเทศ หรือเส้นทางที่เราจะไป ทำการฝึกซ้อม หรือ แข่งขันจักรยาน จะมีความลาดชันแตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราควรเลือกใช้อัตราทดเกียร์ ให้เหมาะสมกับ สภาพความลาดชัน คือพยายามรักษารอบขา (RPM) ให้อยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่เราขี่บนเส้นทางเรียบๆ ครับ
  • ความแข็งแรงของร่างกาย พละกำลังของนักปั่นจักรยาน แต่ละคนนั้น มีความแตกต่างกัน อยู่แล้วครับ ซึ่งจะส่งผลให้ แต่ละคนใช้อัตราทดเกียร์จักรยาน ที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น นักปั่นจักรยาน ระดับโปร หรือ ระดับอาชีพ พวกเขาเหล่านั้นส่วนใหญ่ จะมีกำลังขาที่แข็งแรงมากๆ ซึ่งจะส่งผลให้เขาเหล่านั้นสามารถ ใช้อัตราทดเกียร์ ที่หนักๆ ในรอบขาที่สูงๆ ได้ ถ้าหากเราอยากจะทำได้แบบเขาเหล่านั้น การฝึกซ้อมเป็นสิ่งสำคัญครับ รวมไปถึงผู้ฝึกสอนหรือโค้ช กีฬาจักรยาน ต้องมีความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์การกีฬา และโภชนาการ สำหรับนักกีฬา ด้วยครับ จึงจะทำให้นักกีฬามีพัฒนาการที่ดีขึ้น ประกอบกับนักกีฬาเหล่านั้นต้องมีใจรักใน กีฬาจักรยาน ด้วยครับ จึงจะประสบความสำเร็จได้ครับ
ขอบคุณบทความดี ๆ จาก thbike.blogspot.com

8 เม.ย. 2555

ตัวอย่างคลิปหนังจักรยานฟิกเำีกียร์ Premium Rush - Trailer (2012)

|0 ความคิดเห็น

สวัสดีครับเพื่อน ๆ วันนี้ผมมีคลิปตัวอย่างหนังที่ใช้การปั่นจักรยานเป็นตัวเอก เป็นตัวเดินเรื่่อง ซึ่งจักรยานที่ว่านั่นก็คือ จักรยานฟิกเกียร์ ครับ ผมดูตัวอย่างแล้วน่าสนใจมาก เพื่อน ๆ ก็หาเวอร์ชั่นเต็มมาดูกันได้นะครับ คงถูกใจคอจักรยานฟิกเกียร์กันเลยทีเีดียว

การแข่งจักรยานแบบ Keirin ต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น

|0 ความคิดเห็น
Keirin คือการแข่งจักรยานที่มีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง


พูดง่าย ๆ ก็เหมือนกับการแข่งม้าบ้านเรา รถแข่งทุกคันอะไหล่ทุกชิ้นจะต้องผ่านมาตรฐานจากสมาคมโดยจะมีเครื่องหมาย njs ตีลงไปบนเฟรมและอะไหล่ มีการแข่งเกือบทุกเดือน นักแข่งทุกคนจะต้องผ่านการฝึกอบรมการปั่นจักรยานแบบ Keirin ในโรงเรียนเป็นเวลา 1 ปี  ก็จะได้เป็นนักแข่งอาชีพ และก็มีรายได้จากการแข่ง

ในแต่ละปีจะมีการแข่งรอบสุดท้ายซึ่งจะรวบรวมนักแข่งที่มีคะแนนเก็บสูง ๆ ผู้ชนะบางปีทำเงินได้ถึง 100 ล้านเยน! และยังมีรายละเอียดกติกาอย่างอื่นอีกมากมายครับ ลองหาการ์ตูนเรื่อง ODDS ชื่อไทยฝันติดล้อแต้มต่อของชีวิต มาอ่านเพิ่มเติมกันได้ครับ 

ลองดูรูปและคลิบวิดิโอกันดีกว่า
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ


ข้อมูลจาก thaimtb.com

6 เม.ย. 2555

อาการปวดเข่า ปวดเอ็นร้อยหวาย จากการปั่นจักรยาน

|0 ความคิดเห็น
การขี่จักรยานทางไกลคือการเคลื่อนไหวอวัยวะซ้ำ ๆ แบบกันนับเป็นล้าน ๆ ครั้ง ย่อมต้องเกิดความอึดอัดไม่สบายเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นได้ และจะหายไปเองหลังจากหยุดขี่ แต่สำหรับหัวเข่าแล้วมันแตกต่างเพราะตรงนั้นคือข้อต่อที่มีองค์ประกอบหลายอย่างมาเกี่ยวข้องทั้งกระดูก เอ็น สะบ้า เพื่อมาประกอบกันเป็นข้อพับ ถึงปัญหาเข่าในจักรยานจะน้อยกว่าการวิ่ง แต่มันก็ถือว่าเป็นอาการบาดเจ็บและอยู่ในลำดับต้น ๆ ที่ผู้ขี่จักรยานเป็นกันบ่อยที่สุด

คำพูดว่า “หัวเข่านักจักรยาน” คือคำพูดรวมถึงการใช้หัวเข่าซ้ำซากมากเกินไปในทุกสภาพ ซึ่งเกี่ยวกันโยงใยไปถึงปัญหาด้านกายภาพของเท้าหรือน่อง การวางเท้าผิดตำแหน่งบนลูกบันไดหรือการใช้เกียร์ไม่เหมาะสม แต่ข่าวดีก็คือถึงแม้คุณจะมีปัญหาเข่าเรื้อรังก็ยังขี่จักรยานได้สบาย ๆ เมื่อเข้าใจปัญหาและปรับปรุงแก้ไข

ในฐานะที่เป็นเสมือนข้อพับ บทบาทของหัวเข่าคือการงอและเหยียดซ้ำ ๆ กันโดยหัวเข่าเคลื่อนไหวอยู่รอบ ๆ ลูกสะบ้าตรงปลายขาอ่อน จะเคลื่อนไหวได้สะดวก หัวเข่าต้องมีส่วนผสมที่ลงตัวคือกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังพืด กระดูกอ่อน ถุงน้ำ และลูกสะบ้า โดยเฉพาะกระดูกอ่อนนี้แหละที่เป็นทั้งตัวกันสะเทือนและตัวสร้างสมดุล ในขณะที่ถุงน้ำรอบเข่านั่นจะส่งของเหลวไปช่วยหล่อลื่นชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว

เกิดอะไรขึ้นเมื่อส่วนประกอบเหล่านี้เกิดผิดปกติ ตอบได้ว่าผลที่ตามมาซึ่งสังเกตได้ชัดที่สุดอย่างแรกคือ อาการข้อเข่าเสื่อม ที่เป็นได้ทุกเพศทุกวัยไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะคนแก่ แม้แต่เด็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวผิดปกติซ้ำซากติดต่อกันนาน ๆ ก็มีโอกาสเป็น อีกอาการหนึ่งคือ เอ็นอักเสบ คือเจ็บเส้นเอ็น ส่วนเชื่อมต่อระหว่างเข่ากับน่อง ทั้งสองอาการนี่แหละคือสิ่งที่พบได้มากที่สุดในพวกที่เริ่มขี่จักรยานและที่ขี่ไกล ๆ แบบทะลวงขีดจำกัดของร่างกาย

อีกอาการหนึ่งที่พบได้มากคือ อาการเจ็บหน้าขา ถ้าคุณขี่จักรยานมานานแล้วยังเป็นก็จงอย่าแปลกใจเพราะนักจักรยานระดับโลกเองก็ยังเป็น คนที่มีแนวโน้มจะมีอาการนี้มากกว่าใครคือพวกที่มีกระดูกหน้าขาโค้งซึ่งจะไปทำให้เอ็นหน้าขาเครียดถ้าต้องงอและเหยียดติดต่อกันนาน ๆ เช่น การปั่นจักรยาน ปัญหานี้เกิดขึ้นกับผู้หญิงจำนวนหนึ่งเช่นกัน เพราะกระดูกเชิงกรานของผู้หญิงกว้างจึงมีมุมเอียงจากเชิงกรานมาที่หน้าขากับหัวเข่ามากกว่าผู้ชาย

โดยทั่วไปการพักขี่จักรยานจะช่วยให้อาการเจ็บหน้าขานี้ทุเลาลง มีอยู่น้อยมากที่ต้องถึงกับผ่าตัด การป้องกันไม่ให้บาดเจ็บด้วยอาการดังกล่าว คือการให้ความสนใจอย่างละเอียดต่อสัดส่วนทางเรขาคณิตของเฟรมและอุปกรณ์ประกอบ ต้องศึกษาถึงลักษณะการวางตัวของร่างกาย ใช้เฟรมที่ได้ขนาดเท่ากับร่างกาย ไม่คร่อมไซส์ เมื่อเฟรมเสียแล้วทุกสิ่งจะพลอยเสียไปด้วยหมด ทั้งท่าทางการขี่และสุขภาพ

เมื่อพูดถึงการวางตำแหน่งร่างกายแล้วก็ต้องพูดต่อถึงความสูงของอานและตำแหน่งวางเท้า แม้จะเคยเสนอเรื่องนี้ไปแล้วแต่เมื่อมันมาเกี่ยวพันกับปัญหาเข่าก็ต้องนำพูดอีกในแง่มุมที่แตกต่าง เอาง่าย ๆ เลยคือถ้าอานต่ำเกินไปจะทำให้หัวเข่างอมากเกินเมื่อเคลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของลูกบันได ผลคือเกิดความเครียดทีเอ็นหัวเข่า ใครที่วางอานไว้ต่ำจะเกิดอาการเจ็บเข่าทุกคนเมื่อขี่จักรยานไปไกล ๆ และจะยิ่งทรมานมากขึ้นมาระยะทางที่เพิ่มขึ้น ทางแก้นั้นมีอยู่แล้วด้วยการวัดขนาดตัวให้พอดีเฟรม ใช้เฟรมที่พอดีเท่านั้น ตามด้วยการวางตำแหน่งอานให้เหมาะสม  ถ้าเจ็บหน้าเข่าวิธีแก้ง่าย ๆ คือต้องยกอานขึ้น หรือถ้าเจ็บหลังเข่าก็ต้องเลื่อนอานลง วิธีปรับแต่งความสูงนั้น ต้องให้ระยะจากหลังอานถึงลูกบันไดเมื่ออยู่ต่ำสุดมีพอให้งอขาได้เล็กน้อย ทำมุมสัก 3-4 องศา การงอขาได้เล็กน้อยจะไม่ทำให้กล้ามเนื้อสะโพกเครียด ขณะเดียวกันก็จะไม่ทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นตรงหัวเข่ารับภารหนักจากการงอและยืดออกซ้ำ ๆ กันตลอดเวลา

ถ้าคุณเป็นนักจักรยานหน้าใหม่แล้วมีปัญหากับเข่า นั่นคือคุณอาจจะทำผิดพลาดไปสองประการคือการวางตำแหน่งเบาะสูงหรือต่ำไป และอีกประการคือใช้เกียร์ที่หนักเกินไปนั่นเอง ด้วยความเชื่อผิด ๆ ว่าเบาะสูง ๆ จะทำให้ได้เหยียดขาเต็มที่หรือเบาะเตี้ย ๆ จะช่วยยันขาได้ถึงพื้น ส่วนการใช้เกียร์หนักนั่นก็เพราะเชื่อว่ามันจะทำให้ตัวเองแข็งแรง คิดเอาง่าย ๆ ว่าเมื่อกล้ามเนื้อต้องสู้กับแรงต้านบ่อย ๆ แล้วมันจะแข็งแกร่งไปเอง แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ เพราะคุณกำลังบังคับให้กล้ามเนื้อทำงานหนักเกินขีดความสามารถโดยไม่ได้เสริมสร้างมันอย่างถูกวิธี

อีกปัญหาเข่าที่พบได้บ่อยไม่แพ้กันคือการวางเท้าไม่เป็นธรรมชาติ หมายถึงเมื่อเอาเท้าวางบนบันไดแล้วมันบิดในมุมซึ่งไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น เมื่อเดินแล้วเท้าทำมุมแบบไหนเมื่อวางบนบันไดคลิปเลสก็ต้องทำมุมแบบเดียวกัน จึงเป็นเหตุผลให้คลีตต้องถูกออกแบบให้เคลื่อนที่ไปมาซ้ายขายได้เล็กน้อย เพื่อเข่าจะได้ไม่ถูกบีบบังคับให้ล็อคตายตามมุมการวางเท้าจนเกิดความเครียดแล้วเจ็บเข่านั่นเอง นอกจากปัญหาเรื่องเฟรมจักรยาน การวางเท้าบนบันไดอีกปัญหาที่พบในหมู่นักจักรยานเมืองหนาวก็คืออากาศ วิธีป้องกันการเจ็บเข่าคือ สวมถุงขา เมื่ออากาศเย็นมาก ๆ สิ่งที่จะรับผลกระทบไปเต็ม ๆ ก็คือข้อกระดูก ทั้งขาและแขนจึงต้องมีเครื่องป้องกันไว้ 

27 มี.ค. 2555

Disc Brake เสือหมอบนวัตกรรมใหม่เพื่อการควบคุม

|0 ความคิดเห็น
Disc Brake เสือหมอบ นวัตกรรมใหม่เพื่อการควบคุมที่ดีกว่า

ดิสก์เบรกจักรยานเสือหมอบ
นับจากการคิดค้นจักรยานคันแรกขึ้นในโลก มันได้ถูกพัฒนามาอย่างยาวนานนับเป็นร้อยปี และจะยังมีพัฒนาการต่อไปไม่หยุดยั้ง เมื่อเทคโนโลยีเจริญขึ้นการผลิตจักรยานก็ยิ่งซับซ้อนยิ่งขึ้น ใช้วัสดุแปลก ๆมาสร้างเฟรมและอุปกรณ์ประกอบกันมากขึ้น สิ่งทื่อว่าเป็นนวัตกรรมขั้นพลิกผันของเทคโนโลยีเบรกก็คือ ดิสค์เบรกของจักรยานถนนหรือเสือหมอบ มีผู้คิดค้นเบรกรูปแบบนี้ใช้กับเมาเท่นไบค์มานานแล้วแต่ยังไม่มีใครจริงจังกับการนำมันมาติดตั้งกับจักรยานถนน ด้วยสาเหตุสำคัญคือเรื่องน้ำหนัก แต่เมื่อกระบวนการผลิตเจริญขึ้นถึงขนาดลดน้ำหนักได้ในขณะที่ความแข็งแกร่งยังคงเดิม ปัญหาก็คือใครจะเป็นเจ้าแรกที่ผลิตดิสด์เบรคสำหรับเสือหมอบออกจำหน่ายเป็นเจ้าแรก ไม่มีใครรู้เลยว่าผู้บริโภคจะรับได้หรือไม่กับสิ่งแปลกใหม่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจากของที่ใช้กันมานานหลายสิบปี ในขณะที่เราคุ้ยเคยกับดิสค์เบรกติดเมาเท่นไบค์ เบรกจับขอบแบบก้ามปูเดิม ๆ ของเสือหมอบ ก็น่าจะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นเช่นกัน คำตอบจึงอยู่ที่ดิสค์เบรกที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อการควบคุมที่ดีกว่าและการขี่จักรยานที่ปลอดภัยกว่า

นักจักรยานจำนวนมากคิดว่าเหตุผลหลัก ๆ ที่ต้องเปลี่ยนมาเป็นดิสค์เบรกคือต้องการอำนาจหยุดยั้งที่ชะงัดกว่า ในขณะที่ไฮดรอลิค ดิสค์เบรกใช้กับเสือหมอบนั้นต้องมีพลังการกดมากกว่าเบรกก้ามธรรมดา ผลประโยชน์ที่ดีกว่านั้นคือนักจักรยานสามารถควบคุมอำนาจการหยุดยั้งได้ดีกว่า ตามปกติแล้วตัววงล้อเองต้องรับหลายหน้าที่ ไม่เพียงใช้ผิวหน้าของมันเพื่อเบรกเท่านั้น แต่ยังต้อยึดเหนี่ยวขอบยางและช่วยรับน้ำหนักของนักจักรยานด้วย และในฐานะที่เป็นวัตถุทรงกลมที่หมุนตลอดเวลาจึงต้องเบา การจะทำให้ได้เช่นนั้นผู้ผลิตวงล้อจึงใช้วัสดุที่แข็งแรงและเบาแต่กลับไม่ได้ประสิทธิภาพการเบรคที่ดีที่สุด

ดิสก์เบรกจักรยานเสือหมอบ
ในทางกลับกันตัวจานโรเตอร์ที่เล็ก ถึงจะผลิตจากวัสดุที่หนัก (ส่วนใหญ่ผลิตจากสแตนเลสสตีล) ก็ยังเบา น้ำหนักโดยประมาณของโรเตอร์เส้นผ่าศูนย์กลาง 160 มม. คือวงละ 115 กรัม ในขณะที่วงล้ออลูมินั่มมาตรฐานหน้าตัดเหลี่ยมจะหนัก 440 กรัม ความสามารถที่เพิ่มขึ้นในการควบคุมเป็นผลมาจากพลังอำนาจในการบีบ ตัวโรเตอร์ที่เล็กกว่าวงล้อจะต้องใช้พลังมากกว่าเพื่อบีบให้มันหยุดหมุน แต่เพราะมันต้องถูกบีบหนักหน่วงกว่านี้เองที่เราสามารถควบคุได้ดีกว่า ตัวอย่างคือผ้าเบรกของดิสค์เบรกต้องกดหน้าโรเตอร์ด้วยแรงหนักถึง 1,000 ปอนด์ ก่อนจะหยุดในขณะที่เบรกก้ามธรรมดาใช้แรงกดแค่ 200 ปอนด์เท่านั้น ความต่างกันถึง 800 นี่เองที่ช่วยให้เราควบคุมแรงบีบหยุดได้ละเอียดกว่า อันหมายความว่าเมื่อกดมือเบรกแล้วคุณสามารถประมาณแรงกดเพื่อหยุดได้ในช่วงที่กว้างกว่าเมื่อเทียบกับเบรคก้ามธรรมดา

จากการควบคุมพลังงานก็มาถึงความรู้สึกที่ดีกว่าเมื่อใช้ดิสค์เบรก เบรกก้ามปูในจักรยานเสือหมอบทั่วไปมักจะอ่อนตัวและติดตั้งกับเฟรมด้วยน็อตเพียงตัวเดียว หน้าที่ของมันคือกดแถบยางให้แนบสนิทกับขอบล้อที่ทำไว้รองรับแล้ว แต่กับดิสค์เบรคแล้วคนละเรื่องเพราะเมื่อคุณกดมือเบรคมันจะส่งแรงดันไปกดผ้าเบรคติดก้ามให้หนีบโรเตอร์ที่เส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า ด้วยระยะที่แทบจะสัมผัสกันระหว่างผ้าเบรกและดิสค์ ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นก็คือหนึบ นักจักรยานที่ทดลองเปลี่ยนจากเบรคก้ามมาใช้ดิสค์เบรคจะรู้สึกได้ในช่วงแรก ๆ ว่ามันหนึบ แต่เมื่อปรับตัวและปรับแรงบีบของตัวเองได้แล้วก็จะเข้าใจได้ดีถึงอำนาจในการควบคุมพลังงานที่มีมากขึ้น

นอกจากจะควบคุมได้ดีกว่าแล้ว ความดีอีกประการหนึ่งของดิสค์เบรกในจักรยานเสือหมอบก็คือมันปลอดภัยกว่าโดยเฉพาะเมื่อเทรนด์วงล้อคาร์บอนกำลังมาแรง หลังจากสเตจ 10 ที่ล้มกันกราวรูดในตูร์ เดอ ฟร็องซ์ปีที่แล้ว โยฮัน บรูเนล ผู้จัดกาทีมที่ครองชัยชนะมากที่สุดในรายการนี้ได้พูดชัด ๆ เอาไว้ว่า “ผมคิดว่ามันถึงเวลาต้องเริ่มคิดถึงอุปกรณ์ใหม่ ๆ แล้วนะ ถ้าดูที่ตัวจักรยานก็จะพบว่ามันยิ่งเบาขึ้นเรื่อย ๆ แล้วทำไมไม่คิดถึงดิสค์เบรกบ้างล่ะ เบรกแบบนี้หนักกว่าก็จริงแต่ผมคิดว่ามันใช้ได้นะมันเบรกได้ดีกว่าเห็น ๆ”

ดิสก์เบรกจักรยานเสือหมอบ
วงล้อคาร์บอนไฟเบอร์ที่เบาและลู่ลมนั้นล่อใจ แต่การเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นของวัสดุที่เบาและแกร่งชนิดนี้ก็ทำให้ได้เห็นข้อด้อยของเบรกธรรมดามากขึ้นด้วย ใช้วงล้อคาร์บอนไฟเบอร์แล้วจะใช้ยางเบรกธรรมดาก็ไม่ได้ มันไม่จับขอบทั้งยังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเบรกบ่อย ๆ ผลที่สุดคือประสิทธิภาพของการเบรกลดลง ซึ่งทางออกของบริษัทผู้ผลิตเบรกก้ามก็คือต้องใช้วัสดุชนิดพิเศษเพื่อทำแผ่นเบรกให้ใช้กับล้อคาร์บอนได้โดยเฉพาะ แต่ก็อีกนั่นแหละ มันทำงานได้ดีเฉพาะในสภาพแห้งพอเจอฝนหรือโคลนเข้าหน่อยก็เป็นง่อยไปทันที ผู้เชี่ยวชาญบางคันถึงกับเอ่ยปากเลยว่ามันเหมือนไม่มีเบรก

ผู้เชี่ยวชาญด้านเบรกกล่าวว่า “ผิวพื้นของวงล้อคาร์บอนไม่สม่ำเสมอเท่ากันตลอดทั้งวง และถ้าวงล้อนั้นถูกผลิตขึ้นด้วยหลาย ๆ ส่วนประกอบกันหรือมีการวางชั้นคาร์บอนซ้อนกันอย่างหลากหลาย ความแข็งแกร่งในส่วนที่สัมผัสก็เบรกก็จะแปรเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นถึงล้อคาร์บอนอาจจุดเหมือนว่าเป็นวงที่บางเท่ากันทั้งหมด มันอาจจะรับแรงได้ไม่เท่ากันตลอดทั้งวงและอาจจะสูญเสียประสิทธิภาพไปเมื่อสัมผัสกับก้ามเบรก นอกจากประสิทธิภาพการหยุที่ลดลงแล้วยังมีเรื่องน่าเป็นหนวงอีกอย่างในวงล้อคาร์บอน ในเมื่อมันไม่สามารถกระจายความร้อนไปทั่วพื้นผิวได้เหมือนวงล้ออลูมินั่ม จึงมีจุดร้อนที่สุดอยู่เป็นจุ ๆ ถ้าต้องเบรกย้ำซ้ำ ๆ กันนาน ๆ ก็จะเกิดผลเสียต่อแรงยึดเหนี่ยวของเนื้อคอมโพสิต ตามมาด้วยความตึงของซี่ลวดที่ขึงอยู่ก็จะดึงเนื้อคาร์บอนแยกออกจากกันได้ เนื้อคาร์บอนแยกก็หมายถึงวงล้ออาจพับหรือแตก ถ้าเป็นเช่นนั้นที่ความเร็วสูง ๆ คงไม่ต้องนึกละว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนักจักรยาน”

สิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือมาตรฐานการสร้างเบรก ชาร์ล  เบคเกอร์  ผู้จัดการ SRAM ฝ่ายจักรยานถนนและจักรยานไตรกีฬา เขางหวังว่าผู้ผลิตต้องหามาตรฐานให้ได้แต่สแรมนั้นไม่รอคอยแล้ว ขณะนี้กำลังเร่งพัฒนาดิสค์เบรกสำหรับจักรยานเสือหมอบอยู่ เขาให้ความเห็นว่า “จากมุมมองของสแรมและกลุ่มผู้ผลิต ผมอยากจะเห็นการใช้ดิสก์เบรกในเสือหมอบในอนาคตอันใกล้นี้”

เมื่อจักรยานถนนหรือเสือหมอบที่ใช้แข่งทางเรียบยังให้ความสนในในดิสก์เบรกน้อย สนมไซโคลครอสซึ่งใช้เฟรมเสือหมอบแต่แข่งกันในลู่แข่งวิบากจึงเป็นที่ทดสอบประสิทธิภาพของมันไปโดยปริยาย สนามดังกล่าวคือสนามแข่งไซโคลครอสซึ่งมีบางค่ายจักรยานที่สนใจ เช่นสเปเชียไลส์ที่เพิ่มจักรยานไซโคลครอสจากเป็นสองคันในปีนี้จากที่ไม่มีเลยในปีที่แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในปีต่อไป และคาดว่ายูโรไบค์หรืองานแสดงจักรยานภาคพื้นยุโรปในปีนี้ก็จะมีเสือหมอบติดดิสก์เบรกมาตั้งแสดงด้วยจำนวนมาก

ทุกสิ่งย่อมมีพัฒนาการ เราได้เห็นแนวโน้มใหม่ของเมาเท่นไบค์ที่กำลังไปได้สวยแล้วคือ 29er ถึงคราวของเสือหมอบบางล่ะที่จะมีพัฒนาการไปในทางที่ดี และน่าจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับเสือหมอบทุกคันต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา: นิตยสาร Sports Street

20 มี.ค. 2555

วิวัฒนาการและเทคโนโลยีของจักรยาน

|0 ความคิดเห็น
หลายๆท่านคงยังไม่รู้ว่าจักรยานแบบไหนปั่นเร็วสุดแล้วจักรยานมีกี่แบบหละ แล้วมีต้นกำเนิดมายังไงอ่านบทความนี้จะหายสงสัยเลยครับ 


 
จักรยานมีจุดเริ่มต้นที่ไม่ชัดเจนนักครับ ว่าถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อใด แต่จักรยาน ที่เป็นต้นแบบของจักรยานในยุคปัจจุบัน ถูกสร้างขึ้นในปี 1817 ณ เมือง Mannheim ประเทศเยอรมัน นี่เอง โดย Karl Drais

แน่นอนครับว่า จักรยานคันแรกย่อมมีเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนมากนัก สมัยนั้น จักรยานประกอบด้วย...
   
ล้อจำนวนสองล้อ แฮนด์สำหรับบังคับทิศทาง และที่นั่งสำหรับคนปั่น (หรือจะเรียกให้ถูกคือ "คนถีบ" ) ซึ่งอยู่ระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง การขับเคลื่อนจักรยานไม่มีเครื่องช่วยใด ๆ ทั้งสิ้นนอกจากขาทั้งสองข้างของ "คนถีบ" ซึ่งวิธีการขับเคลื่อนดังกล่าว ก็คล้าย ๆ กับสเกตบอร์ดในยุคปัจจุบันนั่นเอง แต่ทำเป็นเล่นไปครับ ด้วยวิธีการขับเคลื่อนแบบพื้น ๆ ดังกล่าว จักรยานรุ่นแรกสามารถวิ่งด้วยความเร็วถึง 15 km/h ซึ่งเร็วกว่าเดินถึงสามเท่า

จักรยานรูปแบบต่อมาได้พัฒนาวิธีการขับเคลื่อนจากรูปแบบแรก ที่ใช้เท้าถีบพื้นเอา เป็นการปั่นล้อหน้าผ่านคันถีบ โดย Philipp Moritz Fischer ในปี 1864 ช่วยเพิ่มความเร็วและอำนวยความสดวกในการขับเคลื่อนไปอีกระดับ แต่ปัญหาในตอนแรกที่สร้างจักรยานคือ ไม่มีใครกล้าปั่นจักรยานดังกล่าวเพราะกลัวล้ม (ลองนึกภาพตอนที่เราหัดปั่นจักรยานดูครับ คนปั่นจักรยานไม่เป็นต้องกลัวการล้มเป็นธรรมดา)

ต่อมาในปี 1867 ในงานมหกรรมแสดงสินค้าโลกที่ Paris วิศวกรยานยนต์ที่มีนามว่า Pierre Michaux ได้นำผลงานของตน ซึ่งเป็นจักรยานใช้คันถีบที่มีล้อหน้าใหญ่เป็นพิเศษ  มาแสดงในงานดังกล่าว เนื่องจากในสมัยนั้นการทดแรงและความเร็วด้วยเกียร์ยังไม่เป็นที่รู้จัก ดังนั้น การเพิ่มขนาดของล้อหน้าจึงเป็นวิธีการเดียวที่สามารถช่วยเพิ่มความเร็วในการ ขับเคลื่อนรถจักรยานได้ (จักรยานหลายรุ่นมีความเร็วสูงสุดเกิน 40 km/h) จักรยานรูปแบบดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างสูง แต่ก็ถูกห้ามใช้งานในหลาย ๆ เมืองของยุโรป เนื่องจากอันตรายที่เกิดขึ้นได้ง่ายจากการตกจากอานรถที่ค่อนข้างสูง (ประมาณ 1.5 เมตร) นอกจากนี้การเลี้ยว การลดความเร็ว (เบรก) และการขับขี่ในที่ขรุขระ ยังมีผลลดเสถียรภาพการขับขี่อีกด้วย หลายคนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจากการปั่นจักรยานรูปแบบดังกล่าว ดังนั้นหากมองด้านเทคนิค และการออกแบบแล้ว จักรยานรูปแบบดังกล่าวถือว่าค่อนข้างล้มเหลว

เทคโนโลยีที่ปฏิวัติการขับเคลื่อนจักรยานคือ โซ่จักรยาน ซึ่งถูกใช้งานครั้งแรกในปี 1878 ข้อดีของการนำโซ่จักรยานมาใช้คือ ทำให้จักยานสามารถขับเคลื่อนล้อหลังได้ ทำให้ส่วนของการขับเคลื่อนและส่วนบังคับทิศทางแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ อำนวยความสดวกในการบังคับทิศทาง และสามารถนำหลักการของการทดแรงและทดความเร็วมาใช้ได้อีกด้วย การนำโซ่จักรยานจึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของจักรยานสมัยใหม่

ปัจจุบันรูปแบบของจักรยานมีมากมายนับไม่ถ้วน เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ในจักรยานสมัยใหม่นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ไม่เป็นรอง เทคโนโลยีใด ๆ ทั้งทางด้านเครื่องกลและวัศดุศาสตร์ (แม้ว่ามองเผิน ๆ แล้วจักรยานไม่มีอะไรก็ตาม) ยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างจักรยานและรถยนต์ หากไม่นับการเผาไหม้ในรถยนต์ และ การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อของมนุษย์ รถยนต์ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพในการทำงาน (efficientcy) ประมาณ 40-70% แต่จักรยานมีประสิทธิภาพในการทำงานถึง 80-99%

เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้จักรยานในปัจจุบันคือ วัศดุที่เบาและทนทาน บวกกับระบบเกียร์ที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพ ในหลาย ๆ ประเทศ (รวมถึงเยอรมันด้วย) มาตรฐานระบบเกียร์ของจักรยานที่ขายตามท้องตลาดจะอยู่ที่ 21 เกียร์ (เกียร์หน้า 3 x เกียร์หลัง 7) อีกทั้งสวิชต์ที่ใช้ในการเปลี่ยนเกียร์ยังช่วยอำนวยความสดวกในการเปลี่ยน เกียร์อีกด้วย

ประเภทของจักรยานที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบันคือ Mountainbike หรือจักรยานเสือภูเขา ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1973 รัฐ California สหรัฐอเมริกา วัตถุประสงค์เริ่มต้นในการสร้างครั้งแรกเพื่อการขับขี่แบบผ่อนคลาย แต่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแกร่งจึงมีคนนำรูปแบบจักรยานไปใช้ในการขับขี่ จักรยานผาดโผน หรือขับลุยในพื้นที่ป่าหรือภูเขา Specialized เป็นบริษัทแรกที่ผลิตจักรยาเสือภูเขาในรูปแบบอุตสาหกรรม (รุ่น Stumpjumper ในปี 1981) หลังจากนั้นความนิยมในตัวจักรยาเสือภูเขาก็มากขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันแทบทุกบริษัทที่ผลิตจักรยาน จะผลิตจักรยานเสือภูเขาออกสู่ตลาดด้วยเสมอ

จักรยานเสือภูเขามีลักษณะเฉพาะคือ ตัวถังที่ค่อนข้างสั้นและเตี้ย วัศดุที่ใช้เป็น อลูมิเนียม หรือคาบอนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่ ล้อเล็ก (เส้นผ่านศูนย์กลาง 26 นิ้ว) และยางหน้ากว้าง มีเกียร์ไม่ต่ำกว่า 21 เกียร์ (3x7) ส่วนมากจะมีโช้คอัพในส่วนของตะเกียบหน้า ส่วนโช้คอัพตรงตัวถังนั้นมีให้เห็นทั่วไป แต่ยังไม่ถือเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ด้วยลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้จักรยานเสือภูเขาเป็นจักรยานที่เสถียร แข็งแกร่ง แต่มีน้ำหนักเบา ความนิยมในตัวจักรยานเสือภูเขาจึงมากขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วคนที่ซื้อจักรยานเสือภูเขา ไม่ได้นำไปจักรยานเสือภูเขาไปขับขี่โลดโผน หรือลุยป่าลุยเขา ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ก็ตาม

จักรยานประเภทต่อมาถึงแม้จะไม่ค่อยมีคนนำมาขับขี่บนท้องถนนมากนักก็ตาม แต่ก็เป็นจักรยานที่มีความสำคัญไม่น้อย นั่นคือ จักรยานแข่งขัน หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่าจักรยานเสือหมอบ จักรยานเสือหมอบเป็นจักรยานที่มีโครงสร้างที่ค่อนข้างใหญ่ แต่บาง มีขนาดล้อที่ใหญ่ (28 นิ้ว) หน้ายางบาง เพื่อเพิ่มความเร็วในการขับขี่ มีน้ำหนักอยู่ที่ 6-11 กิโลกรัม แต่จักรยานที่ใช้แข่งขันต้องมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 6.8 กิโลกรัม (เบากว่ากระเป๋านักเรียนเด็กประถมบ้านเราอีก) อัตราการทดความเร็วด้วยเกียร์ในจักรยานเสือหมอบทั่วไปค่อนข้างสูง (4.4/1 ถึง 1.85/1) ดังจะเห็นได้จากเกียร์หน้ามีขนาดใหญ่และเกียร์หลังมีขนาดเล็ก

ประเภทจักรยานที่คนไทยเรารู้จักคุ้นเคยกันดีก็คงเป็นจักรยาน Citybike คือจักรยานที่ใช้ขับขี่โดยทั่วไปนั่นเอง จักรยานประเภทนี้ไม่มีลักษณะเฉพาะที่พิเศษกว่าจักรยานประเภทอื่น ๆ แต่เป็นจักรยานที่มีความสำคัญมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะคนส่วนมากใช้จักรยานประเภทนี้ในการเดินทางในระยะใกล้ และระยะกลาง เป็นการช่วยลดมลภาวะ และประหยัด หลายเมืองในยุโรปที่มีปัญหาจราจร กำลังให้การสนับสนุนการใช้จักรยานเป็นยานพาหนะทดแทนรถยนต์ โดยการสร้างถนนสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ (ขณะนี้แทบทุกเมืองในเยอรมันมีถนนสำหรับจักรยานให้ขับขี่แล้ว) การสร้างที่จอดรถจักรยานตามที่สาธารณะ การออกฏจราจรเพื่ออำนวยความสดวกผู้ขับขี่จักรยานเป็นต้น

นอกจากการเดินทางด้วยจักรยานเพียงอย่างเดียวแล้ว การใช้ระบบขนส่งมวลชนร่วมกับจักรยานก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยวิธีนี้มีชื่อเก๋ ๆ ว่า Bike and Ride วิธีการนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการขนส่งมวลชนในระดับหนึ่ง เพราะการนำรถจักรยานขึ้นรถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือรถเมล์เองก็ตาม หากยานพาหนะเหล่านี้ไม่ได้มีการเตรียมการ เตรียมพื่นที่สำหรับจักรยานไว้ Bike and Ride ก็เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้

ลองนึกดูครับว่า หากคนขับรถยนต์ในกรุงเทพฯ เพียง 10% หันมาปั่นจักรยาน เราจะลดภาระค่าน้ำมันของประเทศได้เพียงใด เราจะลดมลภาวะในกรุงเทพฯ ได้มากมายเพียงใด แต่ ใช่ว่าจู่ ๆ เราจะมารณรงค์ให้คนในกรุงเทพฯ หรือคนไทยหันมาใช้จักรยานได้โดยทันที เรื่องอย่างนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ เราต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อนโดยการรักความสบายให้น้อยลง หันมาปั่นจักรยานในระยะทางใกล้ ๆ จากนั้นจึงร้องขอให้รัฐสร้างทางจักรยานที่ดีพอ แล้วจึงรณรงค์ปลูกฝังค่านิยมให้คนเห็นความสำคัญของจักรยาน ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะนอกจากคนไทยจะรักสบายแล้ว รถยนต์ยังเป็นเครื่องชี้ฐานะทางสังคมของคนไทยอีกด้วย แต่เรื่องนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ (เพียงแค่เป็นไปได้ยากเท่านั้น) ปัญหาคือ พวกเราทุกคนยังขาดการเอาจริงเอาจังเท่านั้นครับ (เหมือนกับหลาย ๆ ปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ที่เมืองไทย)

หลายท่านอ่านไปแล้วอาจคิดว่าผมออกนอกเรื่อง อันที่จริงกำลังอยู่ใจกลางเรื่องเลยครับ เพราะว่าหลาย ๆ ประเทศเห็นความสำคัญของจักรยานทั้งเรื่องการประหยัดน้ำมัน และการลดมลภาวะ จึงทำให้เขาเหล่านั้นหันมาสนใจพัฒนาเทคโนโลยีด้านจักรยานกัน จนทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นก้าวไปไกลอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเทคโนโลยีจักรยานเท่านั้น ในทุกสาขาวิชาก็เหมือนกันครับ เราต้องเห็นความสำคัญของมันก่อน เราต้องมีใจรักมันก่อน เราถึงจะทำสิ่งนั้นได้ดี สิ่งเหล่านี้แหละครับที่เรายังขาดกันอยู่ เราจึงไปกันไม่ถึงไหนทั้งทางด้านการศึกษา เทคโนโลยี และ ฯลฯ เพราะส่วนมากแล้วเราจะทำกันเพื่อเงิน และความอยู่รอด (จะให้ดีทั้งสองอย่างต้องควบคู่กันครับ ส่งซิก ) ดังนั้น วันนี้ใครที่ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าเรียนสาขาที่ตัวเองเรียนเพราะอะไร (โดยเฉพาะเพื่อนนักศึกษา) ก็รีบหาคำตอบให้ตัวเองได้แล้วครับ เพราะไม่งั้นสิ่งที่คุณทำอยู่มันก็จะย่ำอยู่กับที่ไปเรื่อย ๆ ครับ

จักรยานที่พวกผมใช้ในการท่องเที่ยวปั่น (Biketour) คือจักรยานแบบ Trekkingbike ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างจักรยานเสือภูเขาและ Citybike จักรยานประเภทนี้จะมีอุปกรณ์เสริมค่อนข้างมาก รูปทรงจะคล้าย ๆ Citybike แต่จะนำเทคโนโลยีของจักรยานเสือภูเขามาใช้ เพื่อความแข็งแกร่งทนทานของตัวจักรยาน เพราะ Biketour ต้องใช้ความสามารถของจักรยานในระดับหนึ่ง ในการบันทุกสำภาระที่อาจมีน้ำหนักถึง 30-70 กิโลกรัม ต้องปั่นขึ้นเขาที่ค่อนข้างสูงชัน และในบางครั้งต้องปั่นผ่านทางจักรยานที่เข้าขั้นวิบาก ดังนั้นหากระบบเกียร์จักรยานไม่ดีพอ และตัวจักรยานไม่แข็งแกร่งพอ เจ้าของจักรยานอาจไปไม่ถึงจุดหมาย เพราะเหนื่อย หรือไม่ก็จักรยานพัง

หากใครที่อยากได้จักรยานที่มีความเร็วสูงเป็นพิเศษคงต้องนี่เลยครับ จักรยาน นอนปั่น เป็นจักรยานที่มีรูปแบบที่แปลกเป็นพิเศษ การนอนปั่นโดยยืดเท้าไปข้างหน้านั้น ได้รับการวิจัยมาแล้วว่าเป็นท่างทางที่ช่วยให้ปั่นจักรยานได้ความเร็วสูงสุด ดังนั้นจักรยานประเภทนี้อาจวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงถึง 130 km/h แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถครอบครองจักรยานแบบนี้ได้ครับ เพราะจักรยานประเภทนี้มีราคาที่สูงลิ่ว (ประมาณห้าหมื่นบาทขึ้นไป) บวกกับท่าปั่นที่คนทั่วไปไม่เคยชิน ทำให้เราไม่พบเห็นจักรยานประเภทนี้บ่อยนักตามท้องถนน

จักรยานประเภทสุดท้ายที่ผมนำเสนอ คือ BMX (Bicycle MotoCross) ซึ่งหลายคนอาจรู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะเคยใช้ขับขี่ในสมัยเด็ก ๆ BMX เป็นจักรยานที่มีขนาดเล็กแต่แข็งแกร่ง เพราะต้องใช้ในการขับขี่ผาดโผน ล้อที่มีขนาดเล็กเป็นพิเศษ และหน้ายางที่กว้างกว่าปกติ ทำให้จักรยาน BMX เป็นจักรยานที่มีการทรงตัวที่ดี แต่ไม่เหมาะสมกับการขับขี่โดยทั่วไป เพราะอัตราทดความเร็วที่ต่ำ และรูปทรงที่เตี้ย ทำให้คนปั่นเมื่อยหัวเข่า เวลาที่ต้องปั่นจักรยานในระยะทางไกล ๆ BMX เป็น X-Sport อย่างหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับ X-Sport อื่น ๆ อย่างเช่น Skateboard หรือ Inlineskate

สุดท้ายแม้เทคโนโลยีที่ใช้จะดีเพียงใด จักรยานจะสุดยอดแค่ไหน แต่หากขาดสองขาและใจรัก อย่างไรเสียก็ปั่นไปไม่ถึงจุดหมายครับ 

เทคนิคการฝึกรอบขาเพื่อพัฒนาการปั่นจักรยาน

|0 ความคิดเห็น
เป็นเรื่องของการฝึกรอบขาครับ (ซึ่งผมรู้สึกว่าเรื่องซ้อมจักรยานนี่ รอบขาสำคัญกว่าความเร็วครับ)

วิธีการฝึกรอบขา:
- ขั้นพื้นฐาน 60-90 รอบ/นาทีให้ปั่นสบายๆ การวางเท้าให้ส้นเท้าต่ำกว่าปลายเท้าเล็กน้อย ( การวางส้นเท้าต่ำเพื่อให้เกิดแรงดันลูกบันไดมากขึ้น ประโยชน์ใช้ในการปั่นขึ้นเขาหรือเส้นทางชันๆ )
- ขั้นกลาง :รอบขา 90 -120 รอบ/นาทีให้ปั่นลูกบันไดให้เร็วขึ้นเป็นขั้นที่ฝึกต่อจากขั้นพื้นฐาน การวางเท้าในการปั่นลูกบันไดให้วาง ปลายเท้าและส้นเท้าเสมอกับลูกบันได ประโยชน์ใช้ในการปั่น TTT( จับเวลา ) ปั่นเร็ว หรือปั่นหนีคู่แข่งขันฯ
- ขั้นสูง: รอบขา 120-160 รอบ/นาที ให้บันลูกบันไดให้เร็วที่สุด ประโยชน์ใช้ ปั่นหนีคู่แข่งขัน,สปริ้นท์เข้าเส้นชัย ,จี้มอเตอร์ไซค์ ,ขี่ลงเขา อย่างไรก็ตาม ขอให้ชาวเสือใจเย็นๆให้ฝึกจากง่ายไปหายากแล้วจะพบว่า " ความเร็วรอบขาที่คุณมีคืออาวุธคู่กายของนักปั่นชั้นยอดที่ฝึกรอบขามาดีแล้ว ถ้าใครดูโอลิมปิกที่เอเธนธ์ " ในการแข่งขัน xcเสือภูเขาชาย " บาส จากเนเธอร์แลนด์นั้นรอบขาสู้ที่ 1และที่ 2 ไม่ได้ ที่ชัดๆก็คือ แลนซ์ ใช้รอบขาที่เร็วกว่าคนอื่นๆเอาชนะในช่วงขี่ขึ้นเขา ฟาดแชมป์ตูเดอร์ ฟรอง ไปครอง 6 สมัยซ้อนๆครับ "

เราต้องรู้วิธีปั่นลูกบันไดว่าถ้าปั่นช้าจะวางเท้าในการปั่นอย่างไร เราจะใช้ข้อเท้าในการปั่นให้เป็นวงกลมได้อย่างไร นี่เป็นศาสตร์ที่ต้องศึกษา
องค์ประกอบของการฝึกรอบขาขึ้นอยู่กับ : ความยาวของก้านบันได, จำนวนฟันของใบจาน, การวางเท้าในการปั่นลูกบันได, ความสามารถในการใช้ข้อเท้าในการปั่น, ท่านั่งที่สมดุล เป็นต้น
" ถ้าต้องการพัฒนารอบขาในการปั่นให้เร็วๆให้ใช้ก้านบันไดสั้นๆและฝึกปั่นกับใบ จานเล็กๆความยาวก้านบันไดที่ใช้ตั้งแต่ 165-170 มิลลิเมตร รอบขาที่ได้จะประมาณ90 -120 รอบขึ้นไป ( ปั่นที่รอบขาเสมอนะครับ ) แต่ถ้ามีการเร่งความเร็วรอบขาจะเร็วขึ้นถึง120-160 รอบ ( นักจักรยานประเภทลู่จะเห็นเด่นชัดมากเวลาเขาสปริ้นท์เร่งความเร็วเข้าเส้น ชัย ) แต่ความเป็นจริงคุณต้องมีศิลปะในการปั่นและควบคุมรถของคุณให้ "สมูด "ด้วย ในการแข่งขันจักรยานเสือภูเขารอบขาที่ใช้ในการปั่นจริงอยู่ระหว่าง75 - 120 รอบ/นาทีเท่านั้น แต่ในการแข่งขันจักรยานประเภทถนนจะใช้รอบขาประมาร 100-140 รอบ/นาที และประเภทลู่ใช้รอบขาตั้งแต่ 120 รอบ/นาทีขึ้นไป 

หากเราจะผันตัวเองจากการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ /ท่องเที่ยวล่ะก็เราต้องเริ่มฝึกรอบขาหรือขี่ซอยขาดังนี้ครับ

1.ต้องมีไมล์รถจักรยานที่มีวัดรอบขาได้
2. เริ่มต้นการปั่นเพื่อสร้างรอบขาง่ายๆก่อน “ภาษาจักรยานเรียกว่า การขี่ซอย” คือคุณควรใช้จานกลาง ( 2 ) เป็นจานที่ฝึกปั่นซอยขา โดยเลือกเฟืองหลังที่ไม่หนักหรือเบาเกินไป ( แต่ละคนไม่เท่ากัน)
3.ระยะแรกๆทำรอบขาซอยเท้าให้ได้ 90- 100 รอบ( RPM ) /นาทีก่อน ดูที่ไมล์จักรยานและให้พยายามรักษารอบขานั้นไว้3 - 5 นาที
4.หลังจากทำได้ตามข้อที่ 3 แล้วให้ผ่อนคลายด้วยการปั่นสบายๆไปอีก 5 นาที แล้วเริ่มต้นจากข้อที่ 3 ใหม่ ทำอย่างนี้สลับกันไปเรื่อยวันละอย่างน้อย30-60 นาที
5. เมื่อร่างกาย+กล้ามเนื้อคุณรับได้แล้วค่อยๆเพิ่มระยะเวลาในการฝึกให้มากขึ้น คุณสามารถเพิ่มเวลาฝึกรอบขามากขึ้นจาก 1ชม.จนถึง3ชม.


ขั้นตอนในการฝึก;
1.ฝึกด้วยตนเองขี่คนเดียว
2.ฝึกกับเพื่อนผลัดกันขี่นำคนขี่ตามให้เปลี่ยนเกียร์ ให้เบากว่าคนนำ 1 - 2 เกียร์ (รอบขาจะเร็วกว่าคนนำ)
3 .ฝึกขี่ตามลม
4. ฝึกขี่ลงเขาหรือเนิน
5. ฝึกขี่อยู่บนลูกกลิ้ง
6.ฝึกจี้รถมอเตอร์ไซค์


หมายเหตุ; การฝึกรอบขาหรือการฝึกซอยขานั้นจะใช้ข้อเท้ามาก ข้อเท้าจะต้องไม่เกรง พยายามปั่นลูกบันไดให้เป็นวงกลม ปลายเท้าจะอยู่ต่ำกว่าส้นเท้าเสมอ อย่าพะวงกับเรื่องของความเร็วเพราะเราขี่เกียร์เบารถจะวิ่งไม่เร็ว เป้าหมายคือรอบขาต่างหาก ระยะเวลาที่เห็นผล6-8 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย ปัญหาและอุปสรรค์ก็คือคุณต้องตั้งใจและอดทนต่อการเจ็บก้นและก้นชาให้ได้ เมื่อซอยเท้าได้ดีแล้ว( เป็นเรื่องของการฝึกความอดทนหรือแอโรบิกเป็นพื้นฐานก่อนจะไปฝึกความแข็งแรง และความเร็ว ในขั้นต่อไป) สำหรับเรื่องจานและเฟืองให้ใช้จานกลาง

ถ้าไม่อยากลงทุนซื้อเครื่องวัดรอบขามาก็ลองคำนวณ ผูกสูตรใน excel เองก็ได้ครับ
เราต้องรู้จำนวนฟันเฟืองของจานหน้า จานหลังเราก่อน
ในแต่ละเกียร์ก็จะมีอัตราทดไม่เท่ากันใช่ไหมครับ
แล้วเราก็ต้องรู้ความยาวเส้นรอบวงล้อของเรา
แล้วก็ผูกสูตรคำนวณในexcel ให้คำนวณว่า ณ เกียร์ไหน ความเร็วไหน จะต้องใช้รอบขาเท่าไหร่
ซึ่งพอรู้ ก็จำไว้ หรือปรินท์มาแปะบนท่อบนจักยานตัวเองเลย

การซอยเท้าเร็วๆนอกจากจะได้รอบขาแล้วคุณยังได้ความอดทนตามมาอีกมากมาย หมายถึงกล้ามเนื้อขาที่คุณมีทุกๆมัดกล้ามเนื้อมันจะอดทนมากขึ้นกับจังหวะการ ปั่นเร็ว การปั่นซอยรอบขาเร็วๆนอกจากเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเป็นนักจักรยานแล้วมัน ช่วยในการลดน้ำหนักตัวได้ดีเพราะการเผาผลาญพลังงานที่นำมาใช้ในการปั่นมัก ใช้ FATหรือไขมัน เป็นแหล่งพลังงานซึ่งต้องใช้เวลาในการฝึกปั่นนานๆตั้งแต่90 นาทีขึ้นไปยิ่งนานยิ่งดีคือใช้ระดับความหนักของหัวใจ MHR 60-65 % ขึ้นไป ( คนทั่วไปมักเข้าใจผิดคิดว่าถ้าใช้เกียร์หนักๆปั่นและออกแรงมากๆจะช่วยลด น้ำหนักได้ โดยเฉพาะนักกีฬาหน้าใหม่ประเภท " นิวบอย " มักชอบปั่นกันมาก ) ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อขาของคุณเรียวสวยดีครับ ( ฝากบอกสาวๆในเวปด้วย ) แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ที่กรรมพันธุ์ของคุณด้วยนะ ที่แน่ๆขาเล็กลงแน่นอน * จานใหญ่เอาไว้ฝึกความแข็งแรงและความเร็วที่หลัง* การซอยเท้าให้เร็วจะอยู่กับเราเสมอในการขี่จักรยาน ช่วงอบอุ่นร่างกาย ช่วงผ่อนคลายหรือแม้แต่ช่วงปั่นเพื่อฟื้นสภาพร่างกาย( หลังจากการแข่งขันหรือฝึกซ้อมหนัก ) นอกจากนี้การซอยเท้าเร็วๆยังช่วยไล่กรดเล็คติกออกจากกล้ามเนื้อได้เร็วยิ่ง ขึ้น ช่วยลดการบาดเจ็บกล้ามเนื้อได้ดีครับ ใจเย็นๆค่อยๆฝึกไปที่ล่ะขั้นเดี๋ยวก็เก่งครับ  

10 วิธี ในการฝึกซ้อมจักรยานทีผิด ๆ

|0 ความคิดเห็น
สวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาวจักรยานทั้งหลาย วันนี้ผมมีแนวทางการฝึกซ้อมจักรยานผิด ๆ ซึ่งผมคิดว่ายังมีนักจักรยานทั้งมือใหม่และมือเก่าหลายท่าน อาจจะยังมีความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างในการฝึกซ้อม ซึ่งผมมีวิธีการซ้อมที่ผิด ๆ 10 วิธีมาให้เพื่อน ๆ ลองอ่านกันดูครับ และลองดูว่าที่เราซ้อมกันมานั้นเข้าข่ายใน 10 ข้อนี้หรือเปล่า...
1. ซ้อมมากเกินไป มีนักแข่งหลายคนที่จริงจังและมุ่งมันในการฦึกซ้อมเพื่อสู่หนทางเป็นแชมป์ให้กับตัวเอง เขาฝึกซ้อมอย่างหนักตั้งแต่เริ่มฤดูกาลแข่งขัน แต่พอถึงกลางฤดูเวลาที่เขาทำกลับแย่ลงทีละน้อย ๆ แล้วก็พลาดตำแหน่งตามที่ได้คาดหวังไว้

"สังสัยซ้อมน้อยไป" เขาคิดไปอย่างนั้น ก็เลยเพิ่มการฝึกซ้อมให้มากขึ้น ทั้งเพิ่มระยะทาง ปั่นขึ้นเขา ฯลฯ ผลที่ได้รับคือเวลาที่เขาเคยทำได้กลับแย่ลงไปกว่าเดิม เนินเขาที่เขาเคยปั่นขึ้นอย่า่งง่าย ๆ ก็กลับเป็นปัญหาสำหรับเขา เขาผิดหวังมาก เลยขายจักรยานทิ้งไปเลยหันไปคบหากิ๊กใหม่ ๆ แทนซะจะได้สะสมคอเลสเตอร์รอลได้ดียิ่งขึ้นไป 555 คิดผิดไปแล้วครับเพ่ ลองมาอ่านบทความนี้สักนิดหนึ่งก่อนที่คุณจะบอกลาจักรยานไปนะครับ

ความจริง จะบอกให้รู้ว่า ถ้าคุณโหมซ้อมมากเกินไปจะเกิดอะไรขึ้น แล้วก็มีตำรามากมายหลายเล่มที่สอนเราว่าใ "ให้พักผ่อนให้พอ" ร่างกายของคนเราต้องการพักผ่อนเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แล้วเวลาที่มันจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ คือ "เวลาที่เราพักผ่อนนั้นเอง" ดังนั้นเมื่อเราได้ทำการฦึกซ้อมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เราก็ต้องหยุดพักบ้างโดยการพักผ่อน (นอนหลับ) และรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอบ้าง

การเป็นนักจักรยานมือใหม่ ๆ ส่วนมากแล้วจะขยันฝึกซ้อมเป็นพิเศษ จะด้วยเหตุประการใดก็ตาม เช่นกำลังเห่อกับเจ้าเสือคันใหม่ที่แสนโปรด หรือได้เพื่อนใหม่ ๆ ในวงการจักรยาน และอื่น ๆ ทำให้ขยัยและอยากขี่จักรยานมากเป็นพิเศษ จึงมักจะเป็นความผิดในข้อที่ 1 ครับ 

2."ไม่เคยขาดซ้อม" นักแข่งหลาย ๆ คนจะใช้ตารางฝึกซ้อมซึ่งเหมาะสำหรับมืออาชีพที่แข่งอย่างเดียว แต่ชาวบ้านอย่างเรา ๆ จะหาเวลาฝึกได้ก็ช่วงเวลาที่ว่างจากการทำงานอาชีพแล้ว จึงจัดเวลาซ้อมจักรยานต่อจากการทำงานอย่างอื่นซึ่งไม่ดีเลย เพราะวิธีรวบการทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกันจะทำให้ร่างกายโทรมเร็วกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายไม่มีเวลาฟื้นตัว วิธีที่ถูกคือถ้ามีอะไรมาขัดจังหวะการซ้อมของคุณจงไปทำเรื่องนั้นให้เสร็จ แล้วถือว่าวันนั้นเป็นวันพักผ่อนพิเศษสำหรับคุณ แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยกลับเข้าตารางฝึกซ้อมใหม่ตามปกติ จำไว้ว่าการขาดซ้อมแค่เพียงวันเดียวไม่มีผลอะไรต่อร่างกายของคุณเลยถ้าคุณ ฟิตอยู่แล้ว หากคุณหยุดเฉย ๆ ถึง 2 สัปดาห์นั้นละครับที่จะทำให้ประสิทธิ์ภาพของกล้ามเนื้อคุณลดลงไป 
3.ดูดอย่างเดียว จนเพื่อน ๆ ตั้งฉายาว่า "ไอ้ตัวดูด"

ในการออกปั่นกับเพื่อน ๆ ในแต่ละวันคุณไม่เคยขี่นำเพื่อน ๆ เลย คุณจะคอยตามหลังหรือคอยดูดเพื่อนตลอดเส้นทาง ถึงแม้เพื่อนจะขี่ด้วยความเร็วเท่าไหร่ คุณก็ไม่เคยหลุดกลุ่ม จนบางครั้งคุณอาจจะเข้าใจผิดในตัวเองว่า "เราแกร่งแล้ว" แต่ความจริงคือ "ไม่" คุณยังแย่กว่าเพื่อนคุณที่เคยขี่นำหน้าด้วยความเร็วเพียง 25 กม./ชม.ด้วยซ้ำไป บ่อยครั้งเมื่อใกล้ถึงเส้นชัย หรือจุดสิ้นสุดการฝึกซ้อมประจำวันคุณจะเร่งความเร็วแซงเพื่อน ๆ ไปเข้าเส้นชัยก่อนก็นับว่าคุณยังไม่เกิดความสำเร็จในการฝึกซ้อมในครั้งนั้น ฉะนั้นการที่คุณขี่ตามเพื่อนโดยอาศัยแรงดูดจากเพื่อน ๆ นั้น นอกจากจะสร้างความเคยชินจนติดเป็นนิสัยแล้ว คุณก็ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ สถานการณ์ในสนามแข่งขันจริง ๆ คุณไม่สามารถจะใช้แรงดูดจากเพื่อนตลอดการแข่งขัน ฉะนั้นคุณต้องฝึกขี่นำหน้ากลุ่มบ้างในการฝึกซ้อมในแต่ละวัน ยิ่งคุณขยันขี่นำหน้าบ่อย ๆ มากเพียงใดก็จะเกิดผลดีกับคุณมากเท่านั้น จนเพื่อน ๆ จะตั้งฉายาใหม่ให้คุณว่า "หัวลากประจำทีม" ก็ได้

หรือคุณอาจจะเป็นผู้ที่ลงเขาได้อย่างบ้าบิ่นเกินใคร ๆ แต่ขาขึ้นคุณเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ต้องเข็น ฉะนั้นการที่เราจะเก่งอย่างใดอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ ลองทำในสิ่งที่คุณไม่ค่อยถนัดด้วย อย่างถ้าคุณปั่นขึ้นเขาไม่เก่งก็ต้องหัดปั่นขึ้นเขาบ่อย ๆ และสร้างความชำนาญให้ได้ในที่สุด ในช่วงแรก ๆ คุณอาจจะเบื่อหรือเกลียดกับการปั่นขึ้นเขาที่จะต้องใช้พละกำลังและระบบหายใจ มากเป็นพิเศษ แต่คุณจงฝืนฝึกฝนต่อไปเถอะครับ แล้วเมื่อทุกอย่างเริ่มดีขึ้น จากนั้นนอกจากคุณจะเปลี่ยนเป็นนักปั่นที่ชอบพิชิตยอดเขาแล้ว คุณก็จะกลายเป็นนักปั่นคนใหม่ที่เก่งกว่าเดิม จนเพื่อน ๆ ในทีมอดที่จะยอมรับในความสามารถของคุณได้ และฮีโร่ของทีมก็อาจจะเป็นตัวคุณเพิ่มมาอีกหนึ่งคนเป็นแน่แท้ 

4."ไม่ยอมขี่ร่วมกลุ่มกับคนอื่น"
มีนักจักรยานหลายคนที่ชอบขี่อย่างโดดเดี่ยวไม่ยอมมา ร่วมขี่กับกลุ่ม ผมเคยสอบถามหลาย ๆ คนที่ขี่จักรยานอยู่ตามลำพัง มักจะได้คำตอบว่า ผมชอบอิสระ เพราะการขี่คนเดียวไม่มีใครบังคับเราให้ขี่ไปทางใดทางหนึ่ง เราสามารถไปทุกแห่งตามที่เราต้องการ ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้องหากเรารักจะขี่เพื่อให้เวลาผ่านพ้นไปวัน ๆ เท่านั้น โดยไม่มีความมุ่งหวังว่าจะไปลงแข่งขันกับใคร แต่บางคนก็บอกว่า "ผมไม่กล้าเข้ากลุ่ม เพราะกลัวว่าจะตามเขาไม่ทัน" คำตอบข้อนี้น่าจะมาพิจารณาให้มากที่สุดครับ เพราะการขี่คนเดียวนั้นส่วนมากแล้วเราจะเข้าข้างตัวเองเสีัยมากกว่าที่จะ เป็นจริง เว้นแต่นักกีฬาระดับแนวหน้าแล้วที่เขาสามารถใช้เครื่องวัดอัตราการเต้นของ หัวใจมาเป็นตัวควบคุมในการฝึกซ้อมของเขา และเขามีระเบียบวินัยในการฝึกซ้อมอย่างแท้จริง

การขี่เป็นกลุ่มอาจจะไม่ได้ประโยชน์มากนักสำหรับนัก แข่งเสือหมอบ แต่ยังมีประโยชน์สำหรับนักจักรยานเสือภูเขาอย่างเรา ๆ มาก เพราะตลอดเวลาการขี่เป็นกลุ่มนั้น ความสามารถและความแข็งแกร่งของเพื่อน ๆ แต่ละคนมันจะต่างกันตามลำดับ ฉะนั้นเมื่อเพื่อนเราคนใดปั่นหนักขึ้น เราก็จำเป็นต้องปั่นหนักตามไปด้วยโดยเกาะกันเป็นกลุ่มภายใต้อุโมงลมที่ เพื่อน ๆ ช่วยบดบังไว้ก็พอที่จะลากสังขารไปกับเขาได้ ถึงแม้อาจจะทุลักทุเล หรือหอบแฮก ๆ ๆ บ้างในช่วงเข้ากลุ่มใหม่ ๆ ก็ตาม แต่สักวันหนึ่งคุณอาจจะเป็นผู้ที่ปั่นขึ้นไปลากเพื่อน ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ หรือหากคุณยังถูกทอดทิ้งอยู่ท้าย ๆ เพื่อนอีก แสดงว่าคุณต้องไปปรับตัวในการฝึกซ้อมของคุณ ต้องย้อนกลับไปอ่านข้อที่ 1-4 ว่าคุณยังติดอยู่ข้อใดข้อหนึ่ง แล้วมาปรับปรุงการฝึกซ้อมต่อไป ไม่นานจนเกินไปคุณอาจจะขึ้นชื่อในกลุ่มเพื่อน ๆ ว่า"หัวลากนำเข้าคนใหม่"คือฉายาของคุณ




5.ปั่นอัดอย่างเดียว

จะมีนักจักรยานหลายคนที่มาขี่ร่วมกลุ่มกันแล้ว รับรองได้ว่าจะต้องมีพวกชอบอวดตัวเองอยู่เสมอ คนประเภทนี้จะชอบขี่นำกลุ่มหรือปั่นหนีกลุ่มตลอด หรือเรียกอีกภาษาว่า "พวกบ้าพลัง หรือพวกมีอัตตาสูง" ซึ่งถ้าเขาปั่นจี้อย่างนี้ทุกครั้งที่ขี่ ก็เท่ากับว่ากำลังทำร้ายตัวเองอยู่ ไม่ต้องไปสนใจอะไรหรอกครับ เพราะร่างกายของคนเราต้องการสภาพการทำงานที่แตกต่างกันหลาย ๆ อย่าง ทั้งหนักทั้งเบา ทั้งโหมหนักและการพักผ่อน ทั้งนี้เพื่อจะให้ทุกระบบของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขี่เล่นกินลมชมวิวไปเรื่อย ๆ บ้างปั่นแข่งขันกันบ้างจึงเป็นการช่วยให้ทุกระบบของร่างกายได้ทำงานร่วมกัน และยังสนุกกว่าการตั้งหน้าตั้งตาปั่นอย่างเดียว

ฉะนั้นการปั่นต้องมีการปั่นหนักและเบาสลับกันไป เป็นระยะ ๆ นอกจากจะไม่เป็นการทำร้ายร่างกายแล้วยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบต่าง ๆ ของหัวใจสลับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น



6.กินเมื่อหิวเท่านั้น

การรับประทานอาหารสำหรับมนุษย์เราทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนักกีฬาจะต้องเน้นในหลักโภชนาการให้มากกว่าคนทั่ว ๆ ไป นอกจากต้องกินให้ครบทั้ง 5 หมู่แล้ว การกินอาหารต้องกินเป็นเวลา ไม่ใช่รอให้ท้องหิวซะก่อนแล้วค่อยหาอาหารเติมท้องทีหลัง จงกินอาหารก่อนที่คุณจะหิว แต่เชื่อเถอะครับขณะที่เรากำลังปั่นเพลิน ๆ อยู่นั้นไม่มีใครคิดถึงความหิวเลย แต่เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกหิวขึ้นมานั้นก็แสดงว่ามันสายไปเสียแล้วสำหรับ อาหารมื้อนี้ เพราะแปลว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณต่ำเกินไป ร่างกายจึงรู้สึกว่าหิว และนั้นก็หมายความว่าพลังงานสำรองในร่างกายของคุณที่ได้สร้างสมมาได้ลดลงต่ำ กว่าระดับอันควรจะเป็นเสียแล้ว คราวนี้คุณจะเอาแรงที่ไหนไปสู้กับคนอื่นได้ จนกว่าร่างกายของคุณจะได้สร้างสมพลังงานขึ้นมาใหม่ โดยต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน

กฎการกินของนักกีฬา โดยเฉพาะนักจักรยานคือเมื่อไรที่จะปั่นจักรยานกันนานเกิน 2 ชั่วโมง ก็จงกินทุก ๆ 45 นาทีหรือถ้าจะขี่กันนานเกินกว่า 4 ชั่วโมงก็ให้หยุดพักแล้วหาอะไรใส่ท้องทุก ๆ 2 ชั่วโมง ของที่จะกินก็ไม่ต้องมากนักหรอก เพียงแค่แซนวิชสักชุด กล้วยหอมสักลูกก็ใช้ได้แล้วครับ ยิ่งถ้าได้ประเภทกล้วยตากอบน้ำผึ้งที่เราเตรียมใส่กระเป๋าหลังก่อนออกเดิน ทางนั้นละครับสุดยอดของพลังงานที่เราจะได้รับ

สำหรับเวลาแข่งหรือช่วงเวลาที่รีบร้อนจริง ๆ ไม่มีเวลาจะแวะจอดกินอาหารแล้ว น้ำอัดลมซักกระป๋องหนึ่งจะให้พลังงานแก่คุณได้อีกครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อหมดพลังงานแล้วก็หมดเลยนะครับ คราวนี้ต้องหารถโบกกลับบ้านให้ได้ก็ละกัน 


7.ไม่ค่อยดื่มน้ำ

น้ำเป็นสิ่งที่ร่างกายคนเราจะขาดไม่ได้ เพราะในร่างกายคนเรานั้นประมาณ 75 % ประกอบด้วยน้ำ ซึ่งเป็นสื่อกลางในการล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และในร่างกายของคนเรานั้นไม่เหมือนกับอูฐ หรือจะเรียกสั้่น ไ ว่า "คนนะไม่ใช่อูฐ" เพราะอะไรครับ เพราะว่าอูฐนั้นเป็นสัตว์ที่มีคุณสมบัติพิเศษกว่าสัตว์อื่น ๆ ในโลก เพราะอูฐมันจะมีกระเพาะไว้สำหรับเก็บน้ำไว้กินได้หลาย ๆ วัน โดยที่อูฐดื่มน้ำครั้งหนึ่ง เปรียบเหมือนรถยนต์ที่เติมน้ำมันเข้าไปในถังแล้วสามารถวิ่งไปได้เป็นร้อย ๆ กิโลโดยไม่ต้องเติมน้ำมันอีกจนกว่าน้ำมันจะหมดแล้วเติมเข้าไปใหม่ อูฐก็เช่นเดียวกับถังน้ำมันรถยนต์ แต่คนเราไม่สามารถทำเหมือนอูฐได้นะครับ

ดังนั้นจึงควรจิบน้ำหรือดื่มน้ำอยู่ตลอดทั้งวัน เพื่อให้ร่างกายชุ่มช่ำอยู่ตลอดเวลา แต่คนทั่วไปมักจะดื่มน้ำไม่ค่อยพอในแต่ละวันอยู่แล้ว และที่แย่ที่สุดคือการออกขี่จักรยานในขณะที่ร่างกายขาดน้ำ นักจักรยานที่ดื่มน้ำจนร่างกายชุ่มฉ่ำเป็นประจำอยู่แล้วจะสามารถปั่นได้แบบ สบาย ๆ ถึงสองชั่วโมงโดยการดื่มน้ำระหว่างทางอีก 2 กระติก ดังนั้นถ้าคิดจะขี่จักรยานนานกว่านั้นก็จงหาวิธีแบกน้ำไปให้มากกว่า 2 กระติกจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนะครับ 
8.นอนไม่พอ

การพักผ่อนโดยการนอนหลับนั้นเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด ฉะนั้นนักจักรยานอย่างเรา ๆ บางคนแล้วอาจจะไม่มีเวลานอนอย่างเพียงพอ อาจจะเป็นด้วยเหตุผลต่าง ๆ เกี่ยวกับประกอบอาชีพในหน้าที่การงานและอื่น ๆ และไม่มีวิธีใดเลยที่จะชดเชยการนอนไม่เพียงพอ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือเราต้องนอนให้เพียงพอวันละ 7-9 ชั่วโมง หมายถึงต้องนอนให้หลับ ไม่ใช่นอนราบอย่างเดียวแต่ใจลอยไปคิดถึงกิ๊กคนแล้วคนเล่าจนสว่างคาตา นั้นหมายถึงท่านยังไม่ได้นอนนะครับ เพราะการนอนหลับสนิทนั้นตับกับไตจะได้ทำงานได้ดีที่สุด จำไว้เลยว่าถ้าคุณหลับไม่พอเมื่อไหร่ทั้งกล้ามเนื้อและจิตใจของคุณจะไม่ สามารถซ่อมแซมความสึกหรอจากกิจกรรมที่คุณทำในระหว่างวันได้เลย และที่สำคัญหากคุณนอนหลับไม่เพียงพอ ประสิทธิภาพในการมองเห็นของคุณจะด้อยกว่าปกติ และประสิทธิภาพในการตัดสินใจก็จะลดลงตามไปอีกด้วย อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุในระหว่างการขับขี่ได้ครับ

9.ไม่สบายแล้วยังซิ่ง

ความเจ็บป่วยนั้นไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตนเองครอบครัวและ เพื่อนฝูง การมีสุขภาพที่่ดีนั้นย่อมเป็นลาภอันประเสริฐสุด คำนี้ก็ยังเป็นอัมตะตลอดไป และเป็นที่ปรารถณาของมนุษยโลกทุกคน แต่สิ่งเหล่านี้็ก็ไม่มีใครหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ย่อมเป็นสัจจะธรรมของทุกสิ่งที่มีชีวิตในโลกนี้ แต่เราก็สามารถป้องกันและบรรเทาสิ่งนั้นได้จากหนักให้เป็นเบา หรือยืดอายุไขออกไปได้ตามสมควร

สำหรับนักกีฬาอย่างเราแล้วก็ย่อมมีการเจ็บป่วยบ้างเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง หรือสาเหตุใดก็ตาม แต่ถ้าเป็นหวัดน้ำมูกไหลธรรมดาก็ยังพอขี่จักรยานได้นะครับ แต่ก็ไม่ควรขี่ให้หนัก เพราะร่างกายเราต้องการพลังงานในการต่อสู้กับเชื้อโรค และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายอย่างหนัก ไหนจะสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสู้กับเชื่อโรคที่กำลังฟูมฟักตัวอยู่ในร่างกาย เรา แล้วไหนอีกจะต้องสร้างภูมิต้านทานและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในระหว่างการฝึก ซ้อมอีก ฉะนั้นการออกกำลังกายเพียงเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท่านั้นเป็นดีที่สุด แต่หากคุณปั่นอัดเต็ม ๆ นั้นรับรองไม่ดีแน่ และคุณอาจจะต้องกลับมานอนเป็นไข้เข้าอู่ซ่อมระยะยาวเป็นแน่แท้ ดังนั้นคุณจะเหลือพลังงานไปทำอย่างอื่นได้ไม่มากนัก อดทนรอให้หายดีแล้วคุณค่อย ๆ ออกไปซ้อมกับเพื่อน ๆ แต่คุณจะต้องยอมรับตัวเองว่าวันแรกที่ออกไปปั่นขอเป็นเพียงตัวประกอบในทีมก็ เพียงพอ ขี่แบบสบาย ๆ ตามหลังเพื่อน ๆ ไปเพื่อเรียกกำลังและกล้ามเนื้อให้กลับสู่ภาวะปกติประมาณ 2-3 วัน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนักเข้าไปตามกำลังที่เรามีอยู่ 

10.จมอยู่กับเรื่องไม่ดี
ทุก ๆ คนย่อมมีปัญหาในชีตทั้งนั้น โดยเฉพาะในสมัยที่โลกไร้พรมแดนนี้ยิ่งเพิ่มความวุ่นวายในชีวิตมากยิ่งขึ้น หลายเท่าตัว บางคนก็มีกิ๊กจนแทบต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เดือนละหลาย ๆ เบอร์เพื่อหลบการสะกดรอยของ มท.1 ยิ่งนักกีฬาอย่างเรา ๆ เรื่องแพ้ชนะไม่ใช่เรื่องสำคัญ เอาแต่งตัวหล่อ ๆ เท่ ๆ ไว้ก่อนเพื่อเรียกแรงเชียร์จากสาว ๆ ผู้ชมรอบสนาม ซึ่งสร้างความสำเร็จสู่นักแข่งล่าเหยื่ออย่างเรามามากต่อมากแล้วนะครับ หรือปัญหาจากที่ทำงานอีกหลาย ๆ อย่างมีสะสมอยู่เรื่อย ๆ ฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนเรานั้นล้วนจะเป็นตัวนำมาซึ่งปัญหาทั้งสิ้น

เมื่อปัญหามาสุ่มอกเมื่อไหร่ก็ย่อมเกิดอารมณ์จะมากหรือน้อยขึ้น อยู่กับปัญหานั้น ๆ และอารมณ์ของคนเรามีขึ้นมีลงอยู่ตลอดเวลา บางวันคุณอาจจะรู้สึกสบายใจปลอดโปร่งโล่งอก แต่บางวันคุณอาจจะรู้สึกตัวว่าไร้ค่าเสียเหลือเกิน ขอให้จงอย่าปล่อยตัวปล่อยอารมณ์ให้ติดอยู่กับเรื่องนั้น ๆ ตรงกันข้าม การที่คุณออกมาขี่จักรยานร่วมกับเพื่อน ๆ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายความเครียดได้ และจงคิดแต่สิ่งดี ๆ อย่าไปยึดติดกับอะไรมากนัก

สำหรับผู้ที่จริงจังกับการแข่งขัน แล้วไม่สามารถหลีกเลี่ยงกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ก็ต้องยอมรับไว้ล่วงหน้าเลยว่า เวลาของคุณต้องแย่ลงแน่นอนและจงทำใจยอมรับกับสถาพที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งนึก แต่สิ่งที่ดี ๆ อย่าลืมว่าเรื่องไม่ดีทั้งหลายจะอยู่แค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าเท่านั้น แล้วมันก็จะผ่านไปเอง ปรับจิตใจให้สบาย ๆ แล้วจงสนุกกับการขี่จักรยานเถอะครับ รับรองอายุยืยเป็นร้อยปีแน่ครั 




บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง