ss

21 ส.ค. 2553

ประแจหกเหลี่ยมหรือประแจแอล (Hexagon Wrench)

|0 ความคิดเห็น
ในบางครั้งจักรยานที่เราขี่นั้น จะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือถอดออกมาเพื่อทำความสะอาด ซ่อมแซม รถจักรยานในปัจจุบันโดยเฉพาะจักรยานเสือภูเขาและเสือหมอบ น็อตที่ขันยึดจุดต่าง ๆ นั้นจไม่เหมือนจักรยานทั่ว ๆ ไปที่เราคุ้นเคย ฉะนั้นจะต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะใช้ถอดน็อตเหล่านี้ครับ


เครื่องมือที่ใช้กันบ่อยนั่นคือประแจหกเหลี่ยม หรือประแจแอลครับ สำหรับชาวเสือหมอบและเสือภูเขา สำหรับมือเก่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว สำหรับมือใหม่อาจจะยังไม่คุ้นเคย วันนี้จะมาแนะนำชนิดของประแจ วิธีการใช้ และการดูแลรักษาเครื่องมือเหล่านี้กันครับ

ชนิดของประแจแอลหรือประแจหกเหลี่ยม (Allen Wrench or Haxagon)

     ประแจหกเหลี่ยมหัวบอล                                                                          ประแจหกเหลี่ยม 2 ข้าง

โดยมีหน่วยวัดเป็นมิลลิเมตร ได้แก่ 1.5 , 2.0 , 2.5 เป็นนิ้วหุน 1/416, 5/64, 3/32 เป็นต้น ซึ่งจักรยานเสือหมอบหรือเสือภูเขาส่วนใหญ่ใช้แบบมิลลิเมตร

วิธีการใช้งาน


ใช้ขันหรือคลายสลักเกลียวหัวฝังรูปหกเหลี่ยม เลือกขนาดให้พอดีกับน็อตที่จะขันถ้าหากหลวมจะทำให้ตัวประแจและหัวน็อตเสียหายได้ ข้อที่ควรระวังในการใช้ประแจแอลคือความพอดีของแรงที่ใช้ในการขัน ซึ่งอาจทำให้เกลียวเสียหายและหรือวัสดุที่ถูกรัดเกิดความเสียหายได้ครับ ข้อที่ควรระวังอีกอย่างในการขันคลายน็อต ก็คือไม่ควรกดน้ำหนักมากเกินไปในตอนแรก ควรจะค่อย ๆ ออกแรงกดให้แน่ใจแล้วว่าน็อคลายตัวแล้ว ค่อยกดน้ำหนักทั้งหมดลงไป ทั้งนี้เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเกลียวครับ

การดูแลรักษา

ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก หลังจากใช้งานเสร็จก็เช็ดทำความสะอาดหลังจากนั้นก็ให้ใช้ผ้าชุบน้ำมันเช็ดอีกทีหนึ่ง เพื่อป้องกันการเกิดสนิมขึ้นครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง:

18 ส.ค. 2553

จักรยานถนน, ลู่ และวิบาก ภาค 1

|0 ความคิดเห็น
จักรยานถนน, ลู่ และวิบาก ภาค 1



วันนี้จะมาแนะนำประเภทการแข่งขันจักรยานแบบสากลว่าปกติแล้วมีกี่ประเภท อะไรบ้าง


ลองมาดูกันนะครับว่าทั้งหมดทั้งปวงแล้วการแข่งขันจักรยานมีประเภทอะไรกันบ้าง และแต่ละประเภทนั้นมีความน่าตื่นเต้นที่แตกต่างกันไปอย่างไร รวมถึงต้องอาศัยเทคนิคที่ใช้ในการแข่งขันซึ่งแน่นอนว่าจะต้องแตกต่างกันออกไป การแข่งขันแต่ละประเภทนั้นต้องอาศัยการฝึกฝนซึ่งมีรูปแบบเฉพาะที่ต่างกันก็ขึ้นอยู่กับสภาพและปัจจัยต่าง ๆ ในการแข่งขันอย่างที่เคยเล่าไปแล้วในฉบับก่อนๆนะครับ นอกจากนี้แล้วยังจะต้องอาศัยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆในแบบที่ต่างกันด้วย เช่น แบบที่ทนทาน (Endurance) ก็คือเน้นความอดทน ว่ากันด้วยระยะทางไกลๆ และแบบส่งแรงมหาศาลและรวดเร็ว (explosive) เดี๋ยวค่อย ๆ มารู้จักกันนะครับว่าการแข่งขันประเภทไหนท็่ต้องการเรี่ยวแรงขนาดนั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่การแข่งขันจักรยานต้องการเป็นอย่างมากนั่นก็คือ ความมุ่งมั่นและความตั้งใจ รวมไปถึงการหมั่นฝึกซ้อมนะครับ เพราะถ้าตั้งใจจะไปแข่งอย่างเดียวแต่อ่อนซ้อม อนาคตก็อาจจะไม่สดใสเท่าที่ควรทีนี้ก็มาเข้าใจประเภทของการเเข่งขันต่าง ๆ ซึ่งเราสามารถแบ่งการเเข่งขันแบบหลัก ๆ ออกไต้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. ประเภทถนน

2. ประเภทลู่

3. ประเภทวิบาก


การแข่งขันในแต่ละประเภทยังจะแบ่งแยกย่อยลงไปได้อีกเป็นการแข่งขันประเภทย่อย และในส่วนปลีกย่อยเหล่านั้นก็ยังสามารถแบ่งประเภทได้โดยอีกหนึ่งชั้นโดยใช้ อายุ และความสามารถเป็นตัวแบ่ง เช่น ประเภทเยาวชน ประเภทผู้สูงอายุหรือว่าจะเป็นประเภทบุคคลทั่วไป แล้วก็เป็นทีมชาติไปเลย การแบ่งประเภทในแบบสุดท้ายนี้ก็เพื่อให้การแข่งขันมีความเข้มข้นเพิ่มความสูสีและความตื่นเต้นให้กับผู้เเข่งขัน รวมทั้งท้าทาย


ศักยภาพของผู้เข้าแข่งขันทุกคน ซึ่งส่วนนี้ผมมองว่าเป็นเสน่ห์ของการแข่งขันจักรยานเลยนะครับ เมื่อความตื่นเต้นสนุกสนานเต็มเปี่ยมขนาดนี้สำหรับผู้เข้าแข่งขัน มีหรือครับผู้ชมการแข่งขันอย่างพวกเราๆ จะไม่พลอยมีอารมณ์ร่วมไปด้วย เราลองมาลงรายละเอียดเพื่อทำความรู้จักกับการแข่งขันจักรยานทั้ง 3 ประเภทรวมทั้งประเภทย่อยของแต่ละการแข่งขันกันเลยนะครับ

1. ประเภทถนน


ตามชื่อของประเภทการแข่งขันเลยครับ นั่นก็คือการแข่งขันประเภทนี้จะแข่งขันกันบนถนน ธรรมชาตินี่ล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันโดยใช้เส้นทางแถบชานเมืองหรือว่าระหว่างเมือง ซึ่งระหว่างทางก็จะมีภูเขา ธรรมชาติสวย ๆ ให้ได้ชื่นชมกันและเพิ่มบรรยากาศในการแข่งขันซึ่งเครียด ๆ อยู่ดูเบาลงไปได้มากเลยทีเดียว แต่บางครั้งก็อาจจะใช้เป็นทางเรียบธรรมดา แล้วแต่ว่าธีมของการแข่งขันจะเป็นอย่างไร สถานที่ที่ใช้แข่งก็มีส่วนพอสมควรครับ การแข่งขันประเภทนี้นั้นแพร่หลายมากซึ่งเราก็จะพบเห็นได้โดยทั่วไปตามการถ่ายทอดในรายการกีฬาช่องต่าง ๆ ในการแข่งประเภทถนนนี้ก็สามารถแบ่งเป็นประเภทย่อยๆได้ดังนี้


- Road Race การแข่งขันลักษณะนี้จะเริ่มต้นการแข่งขันแบบกลุ่มใหญ่ ปั่นกันไปเป็นกลุ่ม เน้นความเร็ว ผลัดกันนำ แซงกันไปมาไปเรื่อย ๆ แล้วแต่ระยะทาง ที่สำาคัญคือจะมีการใช้ทีมเข้ามาช่วยและยังมีการใช้แทคติกต่าง ๆในการพยายามทิ้งคู่แข่ง หรือว่าสร้างระยะห่าง ใครผ่านเส้นชัยได้เป็นคนแรกคือผู้ชนะ การแข่งขันแบบนี้มักจะเป็นการแข่งขันจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่งระยะทางตั้งแต่ 100 กิโลเมตรขึ้นไป
- Criterium การแข่งขันประเภทนี้จะใช้เป็นแบบถนนปิด ไม่มีการจราจร และการแข่งขันจะเป็นการขี่วนเป็นรอบ ๆ แต่ละรอบระยะทางประมาณ 3-4 กิโลเมตร ผู้เข้าแข่งขันจะต้องมีความชำนาญในการเข้าโค้ง และการเร่งสปริ้นท์ Criterium จะมีความน่าตื่นเต้น และน่าชมน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง ผู้ชมสามารถชมการแข่งขันได้อย่างใกล้ชิด criterium เป็นที่นิยมมากในประเทศสหรัฐอเมริกา และระยะเวลาที่ใช้ในการแข่งขันนั้นก็ไม่ยาวนานเกินไป ประมาณ 30-90 นาทีเท่านั้น
- Hill cllmb การแข่งขันชนิดนี้ เป็นการแข่งขันบนถนนทางหลวง แต่จุดเริ่มต้นของการแข่งขันจะอยู่ที่ตีนภูเขาที่ไหนสักแห่งหนึ่ง และผู้เข้าแข่งขันจะต้องปั่นขึ้นไปบนยอดภูเขา ซึ่งการแข่งขันอาจจะเป็นแบบจับเวลาของแต่ละคน หรือแบบออกมาพร้อมกันหลาย ๆ คนที่เดียวก็สุดแล้วแต่ครับ ใครที่ใช้เวลาน้อยที่สุดที่จะขึ้นสู่ยอดเขา คนนั้นคือผู้ชนะ สนุกไปอีกแบบ
- Time Trial เป็นการแข่งขันที่จับเวลาผู้แข่งขันแต่ละคนหรือจับแบบเป็นทีม ใครที่ใช้เวลาน้อยที่สุดจากจุดเริ่มต้นจนถึงเส้นชัย คือผู้ชนะ ผู้แข่งขันจะเริ่มออกตัวตามช่วงเวลาที่กำหนด เช่น อาจจะเป็นทุก 1 0 นาที หรือ 15 นาทีก็แล้วแต่ ส่วนระยะทาง ของการแข่งขันนั้นจะเริ่มตั้งแต่ 1 -70 กิโลเมตร การแข่งขันอาจจะเริ่มจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง หรือจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง หรือปั่นวนเป็นวงกลม การจราจรมักจะถูกปิดเพื่อการแข่งขัน คุณจะพบเห็นผู้เข้าร่วมการแข่งขันใช้จักรยานเป็นรูปทรงแอโรไดนามิค และชุดจักรยานในลักษณะเดียวกัน ผู้ที่ทำการแข่งขันประเภทนี้ได้ดี มักจะเป็นผ้ที่ปั่นจักรยานระยะไกลได้ดี และมีการฝึกฝนแบบ Endurance ค่าเฉลี่ยความเร็วของการปั่นในการแข่งขันประเภทนี้ ในทางเรียบอาจมีความเร็วถึง 60 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง น่าทึ่งมากๆครับ คุณผู้อ่านท่านไหนอยากจะมองดูว่าปั่นจักรยานความเร็วขนาดนั้นเป็นอย่างไรก็ลองดูครับ ผมเคยลองได้สูงสุดแค่ 30 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง แค่นั้นก็รู้สึกตื่นเต้นมากแล้วครับไม่อยากคิดเลยว่านักกีฬาที่ปั่นด้วยความเร็วถึง 60 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง จะต้องเตรียมความพร้อมให้ร่างกายกันขนาดไหน
- Stage Race การแข่งขันชนิดนั้นเป็นการผสมผสานของสิ่งต่าง ๆ ที่ได้กล่าวข้างต้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันประเภทนี้การแขงขัน stage Race อาจจะใช้ระยะเวลาข้ามวันหรืออาจจะเป็นเดือน ผู้ชนะนั้นจะแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น ผู้ชนะประเภทความเร็ว ผู้ชนะประเภทขึ้นเขา หรือ TIme Trial แต่ผู้ชนะแบบรวมทั้งหมดนั้นก็คือผู้ที่มีคะแนนรวมดีที่สุดในทุกประเภทเมื่อเอาคะแนนทุกอย่างมารวมกัน การแข่งขันประเภทนี้นั้นนิยมมากในแถบยุโรป เช่น Tour de France ที่เราทุกคนคงเคยได้ยินและรู้จักกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมี Tour of spaln และ Italy อีกด้วย


คงจะเห็นกันแล้วนะครับว่าการแข่งขันประเภทถนนนั้นมีอยู่หลายประเภท แต่ที่แน่ ๆ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องฝึกฝนเทคนิคเฉพาะทางที่เหมาะสมกับการแข่งขันประเภทนั้นๆ เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งชัยชนะ นี่คือประเทภแรกเท่านั้น ยังมีอีก 2 ประเภท โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

จักรยานถนน, ลู่ และวิบาก ภาค 2

|0 ความคิดเห็น
จักรยานถนน, ลู่ และวิบาก ภาค 2



ทีนี้เราจะมาดูประเภทต่อกันนะครับ นั่นก็คือ


2. ประเทภลู่ (Track Event)


การแข่งขันประเภทนี้ จะใสัสถานที่แข่งขันในเวลโลโดรม(velodrome) หากนึกภาพไม่ออกว่าเจ้าเวลโลโดรมหน้าตาเป็นอย่างไรก็ดูตามภาพด้านบนนี้นะครับ เวลโลโดรมจะมีลักษณะเป็นวงกลม หรือวงรี โดยระยะเส้นรอบวงของเวลโลโดรมจะมีระยะทางประมาณ 200-400 เมตร ตามขอบจะสูงชันเพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันได้ใช้ความชันให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะตอนลงจากขอบความเร็วของผู้ขับขี่ก็จะเร็วขึ้น การแข่งขันในเวลโลโดรมจะมีเสน่ห์ในการดึงดูดผู้ชมได้เป็นพิเศษ เพราะผู้ชมสามารถที่จะมองเห็นการแข่งขันที่เกิดขึ้นทั้งสนามได้ทั้งหมด สำหรับผู้แข่งขันนั้นจะต้องเน้นการฝึกฝนให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และมีจังหวะการเร่ง


ที่รวดเร็ว ฝึกฝนเทคนิคในการขึ้นลงในทางลาด ทางชัน ฝึกฝนที่จะใช้สมาธิที่จะคุมเชิงคู่แข่ง และจะต้องมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรวดเร็ว จักรยานที่ใช้แข่งประเภทลูกนี้จะไม่มีเกียร์และไม่มีเบรค การแข่งขันประเภทลู่นั้นสามารถแยกย่อยเป็นประเภทการแข่งขันแบบต่าง ๆ อีกมากมายมากกว่า 20 ชนิด ผมจะหยิบยกเฉพาะ


ตัวที่นิยมกันมาก ๆ มาเล่าให้ฟังกัน ได้ยินว่าที่ประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาประเภทการแข่งขันหลากหลายรูปแบบเพื่อการพนัน ถึงแม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้นแต่ก็ไม่ดีครับ กีฬาและการพนันไม่ควรที่จะไปด้วยกันน หาไม่แล้วสปิริตของกีฬาก็จะเสื่อมลง แต่ทำไปเพียงเพื่อเงินเดิมพันเท่านั้น มาดูประเภทย่อยของการแข่งขันประเภทลู่กันเลยครับ อันได้แก่



- Madison relay การแข่งขันประเภทนี้เป็นการแข่งขันที่ต้องมีการ Tag team จะเห็นได้ว่านักกีฬาจะมีการจับมือกันและใช้ประโยชน์จากการเหวี่ยงและผลักเพื่อนร่วมทีมไปข้างหน้า หรือว่าการช่วยเหลือกันที่จะส่งเพื่อนของตัวไปข้างหน้าให้เร็วยิ่งขึ้นทำไปอย่างนี้เพื่อสลับตำแหน่งกันไปมา การแข่งขันประเภทนึ้ถ้าไม่มีความชำนาญและความเข้าใจเพื่อร่วมทีมก็จะเป็นอันตรายมากครับ พลาดพลั้งขึ้นมาก็เจ็บตัวเอาการทีเดียว แต่การแข่งขันประเภทนี้ก็น่าจะมีเสน่ห์ตรงนี้แหละครับ นอกจากนี้ผู้แข่งขันยังจะต้องมีความแข็งแรงค่อนข้างมากทั้งช่วงบนและช่วงล่างของร่างกาย ต้องสามารถปั่นรอบขาได้อย่างรวดเร็วและมีความอดทนสูงดูแล้วไม่ง่ายครับ น่านับถือผู้เข้าร่วมแข่งขันจริง ๆ ที่ฝึกฝนมาจนเข้าขากันได้เป็นอย่างดีขนาดนี้
- Point Race จะมีกลุ่มผู้เข้าร่วมการแข่งขันมาออกตัวพร้อม ๆกัน และขับวนหลาย ๆ รอบ เช่น 40 กิโลเมตร ทุกๆ 10 กิโลเมตรจะมีการนับแต้มให้กับผู้ที่เข้ามาเป็น 5 อันดับแรก ผู้เข้าแข่งขันที่เข้ามาเป็นอันดับหลังจากนั้นจะไม่ได้แต้ม แข่งไปอย่างนี้จนถึงรอบสุดท้ายใครที่ได้คะแนนรวมสูงสุดก็จะเป็นผู้ชนะ ที่บ้านเราก็นิยมการแข่งขันประเภทนี้ แม้ว่าจะไม่ได้ทำการแข่งขันอยู่ใน เวลโลโดรมก็ตาม เช่น จัดการแข่งขันให้ปั่นกันรอบสนามธูปเตมีย์เป็นต้น
- 0lympic sprint การแข่งขันประเภทนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ทีมแต่ละทีมมี 3 คน จะเริ่มต้นด้วยการออกตัวคนละฝั่ง แต่ละรอบนักกีฬาทั้ง 3 จะต้องผลัดกันนำและเมื่อครบรอบก็จะออกจากสนามแข่งไป เช่น รอบแรกนาย ก นำ พอครบรอบนาย ก ก็จะออกไปจากสนามและให้นาย ข ขึ้นมานำ และรอบสามก็จะเหลือ
คนสุดท้ายที่จะต้องปั่นเข้าเส้นชัย การแข่งขันชนิดนี้ความสนุกจะอยู่ตรงที่ผู้จัดการทีมจะต้องรอบคอบในการวางตัวนักปั่นซึ่งจะทำอย่างนั้นได้ดีจะต้องมีความเข้าใจในตัวนักกีฬาทั้งทีม ดูไปมาก็เหมือนกับการแข่งขันวิ่งผลัดของเราดี ๆนั่นแหละครับ ซึ่งเคล็ดลับแห่งชัยชนะก็คือการวางตัวนักกีฬานั่นเอง- Pursult การแข่งขันประเภทนี้จะมีความคล้ายคลึงกับ 0lym-pic spint คือใครเข้าเสันชัยก่อนชนะ เพียงแต่นักกีฬาทุกคนในทีมจะอยู่ในการแข่งขันตั้งแต่ต้นจนจบ และไม่ได้มีกฎเกณฑ์ว่าใครจะต้องนำหรือว่าตาม ขึ้นอยู่กับแผนการของแต่ละทีม แต่จะมีการเพิ่มกฎว่า ถ้าอีกทีมสามารถน๊อกรอบได้ก็จะชนะไปเลย ระยะทางในการแข่งขันโดยส่วนใหญ่จะมีระยะทางยาวประมาณ 2-4กิโลเมตร
- Sprint ในการแข่งขันลักษณะนี้ผู้แข่งขันทั้ง 2 คนจะออกตัวไปพร้อมกันและจะพยายามเอาชนะกันเพื่อเข้าเส้นชัย แต่นักกีฬาทั้ง 2 คนนั้นในช่วงต้นจะพยายามคุมเชิงกันไปมาจนกว่าจะถึงรอบสุดท้ายที่นักแข่งทั้งสองจะต้องพยายามปั่นสุตชีวิตเพื่อทีจะเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก นักกีฬาทั้งสองจะมีความพยายามอย่างมากที่จะขึ้นไปอยู่บนขอบเวลโลโดรม แล้วทิ้งตัวลงมาเพื่อชิงความได้เปรียบในการเข้าเส้นชัยด้วยการใช้ความเร็วจากการทิ้งตัวลงมา รอบสุดท้ายของการแข่งขันประเภทนี้จะเป็นอะไรที่สนุกมาก ๆ ครับ มีทั้งการชิงไหวชิงพริบ ใช้ความเร็วเมื่อถึงเวลาเรียกได้ว่ามีครบทุกรสชาติในรอบสุดท้ายทีเดียว
- Time Trial โดยมากระยะทางของการแข่งขันประเภทนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1 กิโลเมตร ผู้แข่งขันจะมีโค้ชยืนอยู่ด้วยกับนักกีฬาที่จุดสตาร์ทและจะเป็นคนช่วยส่งในการออกตัว และผู้แข่งขันจะต้องรีบปั่นรวดเร็วสุดชีวิตเพื่อที่จะเข้าเส้นชัย ใครใช้เวลาน้อยที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะการแข่งขันประเภทลู่ ได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากมายในช่วงหลังๆ มีทั้งที่ช่วยกันปั่นสองคนหรือแบบที่มีมอเตอร์ไซค์ขับนำแต่พอจะสรุปได้ว่าการแข่งขันประเภทลู่นี้ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องมีรูปร่างที่แข็งแรงบึกบึนมาก เนื่องจากเป็นกีฬาประเภทที่ต้องการความเข็งแรงของกล้ามเนื้อในการออกแรงอย่างรวดเร็ว หากคุณผู้อ่านท่านใดสนใจจะเอาดีในการปั่นจักรยานประเภทนี้แนะนำให้นำเอาวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าช่วย เรียกได้ว่าน้อง ๆ ของการหัดเพาะกายเลยล่ะครับ

3. ประเภทวิบาก (Off road)

การแข่งขันประเภทนี้จ ะไม่ แข่งขันกันบนถนนปกติ แต่จะต้อง มีจุดท้าทายความทรหด มีความยากลำบาก เช่น สนามอาจจะเปียกแฉะ เลอะเทอะ มีระยะทางที่ท้าทาย ผิวถนนที่ขรุขระ แต่การแข่งขันประเภทนี้มีข้อดีคือจะเปิดกว้างให้กับผู้เข้าร่วมการแข่งขันหลายวัยและรวมทั้งหลากหลายความสามารถ เรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันที่เปิดกว้างให้นักกีฬาในหลาย ๆ กลุ่มได้เข้ามามีโอกาสพิสูจน์ฝีมือกันอย่างถ้วนทั่ว เช่นBMX เป็นการแข่งขันหนึ่งที่เปิดให้เด็ก ๆ เข้าร่วมการแข่งขันได้ BMX เป็นการแข่งขันที่ต้องขับวนอยู่ในที่ ๆ มีดินโคลน และเต็มไปด้วยเนินที่ต้องกระโดดขึ้น กระโดดลงอยู่ตลอดเวลา เน้นทักษะในการประคองตัวเองและจักรยาน การทรงตัวนั่นเองครับ



- Cross country การแข่งขันประเภทนี้สถานที่แข่งขันนั้นจะประกอบไปด้วยพื้นผิวหลายสภาพ และคู่แข่งขันจะมีหลายกลุ่ม ส่วนระยะทางก็จะเริ่มตั้งแต่ 8-80 กิโลเมตร การเริ่มต้นการแข่งขันก็มีทั้งแบบเป็นกลุ่มหรือทีละคน ผู้ชนะ จะเป็นแบบใครเข้าเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะหรือจับเวลาว่าใครเร็วที่สุดเป็นผู้ชนะทั้งนี้ก็แล้วแต่ประเภทของการแข่งขันครับ cross country นั้นจะต้องอาศัยความชำนาญในการบังคับรถจักรยานเสือภูเขา ซึ่งจะถูกยกหิ้วไปหิ้วมา ขึ้นเขาลงห้วย ซึ่งเป็นความมันส์ที่นิยมกันอย่าง กว้างขวาง
- Dirt Criterium การแข่งขันลักษณะนี้จะคล้ายกับ criteriumดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แต่สนามนี้จะประกอบไปด้วยหิน ดินทราย คุณผู้ชมทั้งหลายจะมีโอกาสได้ชมตามจุดต่าง ๆ และมีวิวทิวทัศน์ให้ชมด้วย
- Down Hill เป็นการแข่งขันที่ออกจะคล้าย ๆ กับการแข่งขันสกีคือปั่นลงเขาอย่างเดียวตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ใครใช้เวลาน้อยที่สุดเป็นผู้ชนะ ถ้าท่านใดเคยชมการแข่งขันประเภทนี้ก็อาจจะเคยเห็นจักรยานล้มคว่ำกันไปบ้าง ผู้เข้าแข่งขันกีฬาประเภทนี้นั้นจะต้องมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง มีทักษะการบังคับรถที่ดีมาก
- HiII climb ก็ตามชื่อเลยครับ นั่นก็คือการปั่นจักรยานขึ้นเขามีความวิบากเอาการเพราะต้องปั่นขึ้นไปตามทางลาดชัน
- Dual slalom เป็นการขับเคี่ยวระหว่างคนสองคนที่แข่งพร้อมกัน คู่กันไป ใครแพ้ก็ไม่ได้เข้ารอบถัดไป จะแข่งกันหลายๆรอบจนเหลือผู้ที่ทำคะแนนดีที่สุดสองคนมาแข่งกันในรอบสุดท้ายเพราะฉะนั้น คุณจะต้องพร้อมมากในด้านร่างกาย คุณจึงจะสามารถชนะรายการนี้ได้

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ การแข่งขันจักรยานที่กล่าวมาทั้งสามกลุ่มบางรายการก็มีการถ่ายทอดการแข่งขันผ่านหน้าจอโทรทัศน์ให้เราได้ชมกันบ่อยๆ แต่บางอย่างก็หาดูได้ไม่ง่ายนัก อย่างไรก็ดีอ่านกันมาจนถึงตอนนี้แล้ว ผมก็หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะทำให้คุณผู้อ่านมีความรู้ในประเภทของการแข่งขันจักรยานประเภทต่างๆ และพอนึกภาพกันออกบ้างนะครับ หากท่านใดสนใจเข้าร่วมการแข่งขันประเภทใดก็แนะนำให้เลือกฝึกซ้อมในประเภทที่เหมาะสมกับร่างกาย และความสนใจของเราที่สำคัญต้องฝึกอย่างจริงจัง เพื่อชัยชนะตามที่หวังไว้ครับ

17 ส.ค. 2553

จักรยาน : ยิ่งแก่ ยิ่งแรง ?

|0 ความคิดเห็น
ยิ่งแก่ ยิ่งแรง ?

ความเสื่อมถอยของสังขารเป็นเรื่องปกติ เมื่ออายุมากขึ้นคนเราจะอ่อนแอลงทั้งชายและหญิง ออร์โมนเพศจะลดลงทั้งคู่ รวมทั้งความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ แต่ก็ใช่ว่าแก่แล้วแย่เหมือนกันทุกคน ยิ่งถ้าคนคนนั้นหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ อะไร ๆ ที่ว่าจะเสื่อมถอยตามปกติ ก็ชะลอเวลาลงได้ ทางการแพทย์ได้ทำวิจัยกับเรื่องการออกกำลังแล้วพบว่าคนที่หมั่นออกกำลังเสมอทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละสามถึงสี่วันแค่ชั่วโมงกว่า ๆ หรือน้อยกว่านั้นนิดหน่อย จะมีร่างกายแข็งแรงเท่ากับคนสุขภาพดีธรรมดา ๆ อายุอ่อนกว่า 10 ปี ที่ไม่ได้ออกกำลัง


เมื่อตอนที่แลนซ์ อาร์มสตรอง ประกาศว่าจะกลับมาแข่งจักรยานใหม่นั้นเขามีอายุใกล้ 38 ปีอยู่ไม่กี่เดือน แต่กลับคว้าชัยชนะได้ในรายการแข่งจักรยาน มาราธอนลีดวิลล์ ในสหรัฐฯ ถ้าจะบอกว่าอาร์ม สตรอง คือตัวอย่างแค่หนึ่งเดียวคงต้องคิดใหม่ เพราะในรายการแข่งขันครั้งนั้นปรากฎว่านักจักรยานที่ปั่นเร็วที่สุด 20 อันดับแรก มีนักปั่นแค่ 5 คนเท่านั้นที่อายุน้อยกว่า 30 และในจำนวนนั้นมีเพียงสี่คนที่อายุเกิน 40 ถัดมาในการแข่งตูร์เดอฟร็องซ์ที่เพิ่งผ่านไปนั้น แม้ว่าอาร์มสตรองจะอายุ 38 แล้วแต่ก็ยังฟิต จากสภาพที่เราเห็นตอนแข่งในสเตจต่าง ๆ นั้นบอกได้ชัดเลยว่าเขาครองแชมป์เป็นครั้งที่ 8 ได้ไม่ยากถ้าต้องการจริงๆ และเขาเกือบทำได้ด้วยการเข้ามาในตำแหน่งที่ 3 โอเวอร์ออล ตูร์เดอฟร็องซ์ครั้งต่อไปกับทีมเรดิโอแช็คนั้น ขอให้จับตาดูให้ดีว่าสิงห์เฒ่าผู้กลับมา จะสอนมวยเด็ก ๆ จอมผยองทั้งหลายได้หรือเปล่า
อีกตัวอย่างอันชัดเจนคือ คุณลุงนำชัยแห่งโปรไบค์ ผู้เป็นตำนานมีชีวิต ปัจจุบันนี้คุณลุงอายุเกิน 60 มาหลายปีแล้วแต่ไม่มีใครแซงลุงได้เวลาปั่นเสือหมอบขึ้นเขา การใช้ชีวิตอยู่กับจักรยานตลอดเวลาไม่ว่าจะขี่มันมาทำงานหรือออกรอบกับเพื่อน ๆ วันเสาร์อาทิตย์ทีละไกลๆ ทำให้ร่างกายของลุงนำชัยยังฟิตเปรี๊ยะอยู่เสมอ ร่างกายของลุงทั้งตัวจับตรงไหนก็ไม่พบไขมัน มีแต่กล้ามเนื้อล้วน ๆ แข่งกี่ครั้ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรายการเล็กหรือใหญ่แค่ไหนลุงนำชัยถ้าไม่ชนะก็ติดท็อปเท็นตลอดฉายาว่า "เฒ่าเทอร์โบ" ที่เพื่อน ๆ ตั้งให้จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงความแข็งแกร่งของสิงห์เฒ่าผู้นี้


เรื่องราวของแลนซ์ อาร์มสตรอง และลุงนำชัยคือตัวอย่างไม่กี่ตัวอย่าง ที่บ่งบอกให้รู้ว่าร่างกายที่ออกกำลังอยู่เสมอนั้นสามารถคงสภาพความแข็งแกร่งไว้ได้นาน คริส คาร็ไมเคิลผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและโค้ชของแลนซ์ อาร์มสตรอง แจกแจงรายละเอียดของวิธีทำตัวให้แข็งแกร่งอยู่ตลอดเวลาดังนี้

ความหลากหลายย่อมดีกว่าเอาดีทางเดียว :


นักจักรยานที่ปั่นมานานนั้นดูเหมีอนจะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือนอกจากปั่นจักรยานแล้วพวกเขายังเล่นกีฬาประเภทอื่น ๆ ด้วย บางคนเล่นไตรกีฬา บางคนวิ่งอย่างเดียวหรือเล่นเทนนิส และไม่ได้เล่นตามกระแสแต่เล่นทุกครั้งที่มีโอกาสด้วยความรัก เรื่องรายการแข่งขันลีดวิลล์ของอาร์มสตรอง คือตัวอย่างที่ดี เพราะอาร์มสตรองแข่งไตรกีฬามาตั้งแต่เด็กก่อนจะมาปั่นจักรยานเต็มเวลา เขาตีกอล์ฟด้วยเป็นงานอดิเรก ว่ายน้ำก็ว่าย ยกน้ำหนักด้วยเมื่อสภาพอากาศไม่อำนวยให้ปั่นจักรยานหรือเทรนเนอร์ พวกนักจักรยานเมาเท่นไบค์หลายคนที่เป็นนักวิ่งและปั่นจักรยานทางเรียบในวันธรรมดา ก่อนจะซ้อมกับเมาเท่นไบค์ในวันเสาร์ อาทิตย์ การเคลื่อนไหวอยู่เรื่อย ๆ ไม่ยอมนั่งอยู่เฉยคือการกระตุ้นระบบการทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อ เมื่ออวัยวะทำงานอยู่เสมอมันย่อมแข็งแรง ถ้าปล่อยให้อยู่นิ่ง ๆ ก็มีแต่จะเหี่ยวเฉาลีบเล็กลงเรื่อย ๆ

การนอนคือยาวิเศษ :


เมื่อตอนยังหนุ่มสาวอยู่เราต้องวิ่งวุ่นไปมาตลอดเวลา ทั้งเรื่องการงานและอื่น ๆ รวมไปถึงการออกกำลังเมื่อร่างกายยังแข็งแรงอยู่แต่เมื่ออายุมากขึ้นหน้าที่การงานเริ่มลงตัวทำให้เรามีเวลาออกกำลังมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือการพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายฟื้นสภาพและได้ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ ใช่เลย...อายุมากขึ้นคุณควรต้องนอนมากขึ้น เพราะชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นมาในการนอนนั้น สร้างความแตกต่างได้มาก โดยเฉพาะในความเร็วของการพื้นสภาพหลังการออกกำลัง และนักจักรยานที่อายุมากก็ยิ่งต้องนอนให้มากกว่าพวกอายุน้อย เพราะเมื่ออวัยวะเสื่อมสภาพก็ต้องใช้เวลาซ่อมแซมให้มาก การนอนดึกต่อเนื่องไม่ใช่อันตรายเฉพาะกับกล้ามเนื้อและหัวใจเท่านั้นยังอันตรายต่อสมองด้วย เมื่อมันจะทำให้คุณมึนตื้อคิดอะไรไม่ออกเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า

ปั่นหนักในช่วงสั้น ๆ แล้วกลับบ้าน :


คริส คาร์ไมเคิลบอกว่าเมื่ออายุมากขึ้นคือตั้งแต่ 30 กลาง ๆ ถึง 60 ปี คุณต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ หมายถึงว่าไม่ต้องใช้มากแต่ให้ใช้ให้คุ้ม เช่น หาเวลาปั่นให้ได้วันละหนึ่งชั่วโมงช่วงสั้นๆ แต่ในหนึ่งชั่วโมงนี้ต้องแบ่งให้ได้ว่าวอร์มอัพกี่นาที ปั่นอินเตอร์วัลและคูลดาวน์กี่นาที ก่อนจะครบชั่วโมง คาร์ไมเคิลบอกว่าถ้าอยากทราบรายละเอียดเขาได้บอกเอาไว้แล้วในหนังสือชื่อว่า The Time-crunch cyclist นอกจากนักจักรยานสูงอายุจะใช้คู่มือนี้อย่างได้ผลแล้วคนหนุ่มสาวที่หลงใหลการขี่จักรยานจะใช้มันเป็นประโยชน์ด้วย เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการกับเวลา ออกกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเสี่ยงต่อปัญหาครอบครัวแตกแยกหรือตกงานเพราะมัวแต่ปั่น จักรยาน

การฟื้นสภาพที่ดีคือการซ้อมอยู่ตลอดเวลา :


เมื่อแก่ลง เรามักจะมองหาเครื่องมืออะไรสักอย่างไว้กระตุ้นกล้ามเนื้อ ถ้าคุณเป็นคนมีอายุแล้วเล่นกีฬาเทคโนโลยีการบีบรัด (compress1on technology) ก็น่าสนใจ ถ้าย้อนกลับไปดูดี ๆ จะพบว่าอาร์มสตรอง สวมถุงเท้าบีบรัดในหลาย ๆ สเตจของตูร์เดอฟร็องซ์ คริส คาร์ไมเคิล บอกว่าในช่วงฤดูหนาวเขายังแนะนำให้อาร์มสตรอง สวมรองเท้าบีบรัดแบบนูแมติคที่จะให้แรงบีบรัดตลอดช่วงที่ถูกมันปกคลุม และยังมีการวิจัยอีกหลายอย่างในเรื่องอุปกรณ์ช่วยพวกนี้ด้วยแนวความคิดว่าการบีบรัดจะช่วยให้การฟื้นสภาพเป็นไปได้ง่ายและเร็วขึ้น ด้วยการบีบให้เลือดและของเหลวที่จำเป็นไหลเวียนไปสู่กล้ามเนื้อที่อ่อนล้าเร็วยิ่งขึ้นคาร์ไมเคิล บอกว่านอกจากเทคโนโลยีคอมเพรสชั่นในปัจจุบันแล้ว ยังมีรองเท้าเพื่อเร่งการพื้นสภาพจำหน่ายด้วยในยี่ห้อ MBT ที่บ้านเราอาจจะยังไม่มีแต่มีขายแล้วในสหรัฐฯ โดยคริส คาร์ไมเคิล มีส่วนร่วมอย่างมากในการออกแบบและผลิต เขาบอกว่าเคยลองใส่แล้วคู่หนึ่งในปี 2008 พบว่ามันเวิร์คมาก พื้นรองเท้าที่โค้งเป็นแนวยาวตลอดตั้งแต่หัวรองเท้าถึงปลายส้น ช่วยให้คุณบริหารกล้ามเนื้อขาและสะโพกไปโดยไม่รู้ตัว ด้วยความพยายามจะยืนให้ตรงทรงตัวบนพื้นรองเท้าโค้งนั้นเอง การได้บริหารกล้ามเนึ้อสำคัญ ๆ อยู่ตลอดเวลานี้เองที่เปรียบเสมือนการซ้อมให้กล้ามเนื้อคุ้นเคยกับความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ไม่จำเป็นต้องปั่นตามผู้นำเสมอไป :


ในการออกไปปั่นจักรยานกับเพื่อน เราเชื่อว่ามีหลายครั้งที่คุณตัดสินใจลำบากว่าจะเลือกขี่ตามนักจักรยานที่หนุ่มและแข็งแกร่ง หรือจะเลือกขี่ตามหลังพวก “เฒ่าเทอร์โบ" ดี คริสบอกว่าทางเลือกไม่ยากเลย ง่ายนิดเดียว ไม่ว่าคุณจะไม่อยากให้เกี่ยวกันล้มในหมู่นักปั่นหรือต้องการวางตัวเองให้อยู่ในตำแหน่งที่ดี ตามใครก็ได้ที่เขาปั่นด้วยความเร็วเท่ากับคุณ พยายามเกาะกลุ่มให้อยู่เสมอ ถ้ากลุ่มใหญ่เกาะไม่อยู่กลุ่มเล็กที่แตกออกมาก็คือทางเลือก หรือจะปั่นคนเดียวก็ยังได้ถ้าเป็นการขี่ทางไกลเพื่อความสนุกสนานและออกกำลังเฉย ๆ การมีอายุแล้วยังมาขี่จักรยานกับกลุ่มไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย มันจะน่าอายกว่าถ้าปล่อยตัวเองให้อ้วนพุงพลุ้ยอมโรคไม่ยอมออกกำลังเลยไม่ว่าจะแบบไหน

การซ้อมเปรียบเหมือนหยอดกระปุก :


การเล่นกีฬานั้นเหมือนกันทุกประเภท หลักของการซ้อมคือต้องทำซ้ำ ๆ เพื่อให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อจดจำความเคลื่อนไหว และปรับตัวให้เข้ากับกิจกรรมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ยิงปืน ว่ายน้ำ และที่เราเน้นกันคือการปั่นจักรยาน ถ้าคุณขี่จักรยานบ่อยๆ และติดต่อกันเป็นเวลานานไม่ว่าจะเป็นปีหรือหลาย ๆ ปี นั่นคือการทำให้กล้ามเนื้อ และระบบประสาทได้ปรับตัวกับการปั่น ถึงช่วงเวลาหนึ่งที่ไม่ได้ขี่จักรยานพอกลับมาขี่อีกทีร่างกายก็จะปรับตัวให้เข้าที่น้อยลงมากแลนซ์ อาร์มสตรองขีjจักรยาน วิ่งและว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นเขาหันเห มาขี่จักรยานเต็มเวลา และทำอย่างสม่ำเสมอเกือบทุกวันจนครองแชมป์ตูร์เดอฟร็องซ์ 7 สมัย ครั้นเขาหยุดแข่งไปสามปีและกลับมาในปีที่ 4 การปรับตัวให้คุ้นเคยกับความหนักหน่วงของการแข่งสเตจยาว ๆ ติดต่อกันเกือบเดือนจึงไม่ยาก เพราะกล้ามเนื้อและระบบประสาทคุ้นเคยดีอยู่แล้วกับการออกกำลังกายหนัก ๆ เช่นนี้ไม่ต้องปรับตัวกันมากเลยเพราะหลังจากลีดวิลล์และทัวร์ดาวน์อันเดอร์ อาร์มสตรอง ก็กลับสู่สนามตูร์เดอฟร็องซ์ด้วยความพร้อมถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยขี่จักรยานมาหลายปีแต่หยุดไปเป็นปี ๆ จนคิดว่าตัวเองแก่ มันไม่ยากหรอกที่จะกลับมาขี่อีกถ้าตั้งใจ ให้เวลาตัวเองได้ซ้อมจนกล้ามเนื้อกลับมา “จำ” ความเคลื่อนไหวเดิมได้อีก แล้วคุณก็จะพร้อมขี่กับกลุ่มเพื่อความสนุกสนานได้อีก หรือถ้าจะแข่งขันเลยก็แค่ซ้อมให้หนักกว่าเดิมอีกนิดหน่อย ฝีเท้าก็จะกลับมาจัดเหมือนเดิม ถึงไม่เหมือนเดิมก็ยังดีกว่าไม่ได้ซ้อมหรือปล่อยจักรยาน ให้เป็นที่อยู่ของหยากไย่ใยแมงมุม ถ้าใครจะเคยบอกว่า "ไม่มีใครแก่เกินเรียน” เราบอกคุณได้เหมือนกันว่า "ไม่มีใครหรอกที่จะแก่เกินขี่จักรยานให้สนุก”


จักรยาน เสือหมอบ เสือภูเขา เมาเท่นไบค์ BMX ดาว์นฮิลล์ >>

16 ส.ค. 2553

เสือหมอบ : เรื่องของใจ ไม่ใช่แค่กาย...

|0 ความคิดเห็น
ในช่วงต้น ๆ แห่งการขี่จักรยานทางไกลของ เอ็ด พาเวลกา ผู้เขียนหนังสือ Long Distance Cycling เขาคือคนชอบสะสมไมล์ตัวจริงที่ไม่เคยเห็นอะไรสำคัญไปมากกว่าการปั่น ๆ ๆ และปั่น เพื่อสะสมไมล์ไปเรื่อย ๆ เพื่อให้พร้อมกับการปั่นแข่งข้ามรัฐใน PAC Tour และการแข่งขันปั่นอึดอีกหลายรายการที่เขาคิดว่าจะเอาชนะได้ ตัวเลขนั้นน่ากลัวคือ พาเวลกา สามารถทำระยะทางได้สัปดาห์ละ 405 ไมล์ หรือ 648 ก.ม. โดยเฉลี่ยตลอดหนึ่งปี สำหรับเอ็ดแล้วเขาต้องแข็งแรงมาก ๆ และต้องไม่มีสิ่งใดมากวนใจให้วอกแวก


ด้วยภูมิหลังเยี่ยงนี้ใคร ๆ คงนึกออกล่ะว่าเอ็ดจะรู้สึกอย่างไร ในวันที่เขาได้เห็นบทความเสนอเรื่องการแข่งรายการปารีส-เบรสต์-ปารีส เขาบอกได้คำเดียวเท่านั้นว่า "ใจ” ต้องมาก่อนถึง 90 เปอร์เซ็นต์ "ใจ?” เอ็ดเล่าต่อ "ใครได้ยินผมพูดเข้าคงคิดได้อย่างเดียวว่าไอ้นี่คงบ้าแน่ ใครกันจะใช้หัวใจปั่นจักรยาน มันต้องคิดตัวเลขกลับกันแน่ ต้องใช้ใจแค่ 10 เปอร์เซ็นต์กับกาย 90 เปอร์เซ็นต์ซิถึงจะถูกยิ่งกว่านี้คือถ้าไม่เคยปั่นไกลๆ สะสมเอาไว้ก่อนแล้วจะขี่ได้ยังไงในระยะทางไกลแสนไกลอย่างนี้? การเอาใจมานำหน้าความสามารถทางกาย


นั้นมันไร้สติชัดๆ ทุกวันนี้เอ็ดยิ่งรู้ดีว่าการอ้างเปอร์เซ็นต์นั้นไม่ใช่ตัวเลขที่จริงเสมอไป แต่เขาเข้าใจด้วยเรื่องของใจนี่แหละที่สำคัญอย่างยิ่งในการขี่จักรยานทางไกล เช่นที่เราทราบกันมานานในการเล่นกีฬาอีกหลายประเภทว่ามันต้องใช้ใจถึงจะชนะ หรืออย่างน้อยก็เล่นได้จนจบเกม การฝึกร่างกายก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่การจะแข่งให้ตลอดรอดฝั่งหรีอได้ชัยชนะมานั้นต้องให้ใจพาไป และในด้านของจิตใจนั้น


สิ่งสำคัญที่สุดคือนักกีฬาต้องมั่นใจ ตรงนี้เองที่เอ็ดบรรลุสัจจะธรรมเขาคิดได้ว่าไม่ว่าจะไกลสักเท่าไรก็ไม่เคยเป็นปัญหาเลยสำหรับเขา ใจเท่านั้นที่จะบอกว่าต้องไปต่อหรือหยุดที่ตรงไหน ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้สักเท่าไรถ้าใจไม่พร้อมทุกอย่างก็จบจริง ๆ

เมื่อพูดถึงศักยภาพที่แต่ละคนต่างมีอยู่และดึงออกมาใช้ได้ไม่เท่ากัน ศักยภาพนี้ประกอบด้วยสามสิ่งคือพรสวรรค์ การซ้อมที่ถูกต้องและความพร้อมด้านจิตใจ ใครที่มีสามสิ่งนี้ครบถ้วนจะเป็นนักจักรยานที่ดีได้ แต่ไม่ว่าคุณจะแข็งแรงหรือมีทักษะดีแค่ไหนก็ตาม ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องของกำลังใจโดยเฉพาะแรงจูงใจและความตั้งมั่น สองตัวนี้แหละที่จะช่วยให้บรรลุผลทั้งประสบชัยชนะและการขี่ให้ครบระยะทางถ้าคุณขี่จักรยานได้ไกลในระดับหนึ่งคือ 50-80 ก.ม. นั่นก็หมายถึงคุณมีพรสวรรค์และความสามารถในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนหนึ่งคือพันธุกรรมหรือความสามารถที่ถ่ายทอดผ่านทางสายเลือด เช่น เป็นคนช่วงขายาว ปอดใหญ่ อดทนเป็นเลิศ อีกส่วนหนึ่งคือการฝึกมาดีแต่ไม่ว่าจะได้รับการถ่ายทอดมาหรือมาพัฒนาขึ้นเองอย่างไรก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าคุณจะเป็นนักจักรยานที่ดีได้เลย เพราะการจะเก่งให้ได้แม้เพียงครึ่งของ แลนซ์ อาร์มสตรอง นั้นต้องใช้องค์ประกอบอะไร ๆ อีกมากมาย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ต่อไปนี้คืออีกมุมมองที่น่าสนใจ เอ็ดดี้ บอรี เซวิกซ์ ผู้เคยเป็นโค้ชให้ทีมจักรยานสหรัฐชุดไปโอลิมปิคมาแล้ว ให้ความเห็นว่า “75 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นศักยภาพทางกายและคุณได้มันมาทางพันธุกรรมนั้นใช่ แต่ส่วนที่เหลือและสำคัญไม่แพ้กันคือ ใจ” นั่นคือเขากำลังบอกว่าเราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อกำลังใจในการขี่จักรยานซ้อมและในรายการแข่งขันต่างๆ ที่เข้ามาวัดขีดจำกัดทางกาย การขี่จักรยานไกลและนานคือเครื่องวัดใจพอกับวัดพลังกล้ามเนื้อ นี่คือเหตผลให้นักจักรยานที่ใจแกร่งสามารถเอาชนะคนอื่น ๆ ที่แม้จะ มีพรสวรรค์และแข็งแรงกว่าแต่ก็ขาดกำลังใจได้ ถ้าเช่นนั้นแล้วจะพัฒนาจิตใจได้อย่างไร? คำถามนี้ตอบได้ว่าต้องมีความมุ่งมั่นมาเป็นอันดับแรก เพราะความมุ่งมันคือการมุ่งจดจ่ออยู่แต่กับสิ่งเดียวและต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อบรรลุความสำเร็จในสิ่งนั้น เกี่ยวกันอย่างมากกับพรสวรรค์ มันเป็นคำตอบของคำถามมากมาย เช่น ต้องซ้อมหนักแค่ไหนถึงจะขี่ให้จบ 100 ไมล์หรือ 100 ก.ม ได้? ถ้าอยู่นอกฤดูกาลแข่งขันหรือออกไปปั่นจักรยานนอกบ้าน ไม่ได้ล่ะต้องซ้อมหนักขนาดไหน? จะต้องควบคุมอาหารแค่ไหนถึงจะทำให้ขี่ได้ดี ขี่ได้ทั้งทนและไกล? ความตั้งมั่นเหล่านี้แหละที่จะมาบอกว่าคุณต้องทำอะไรมากหรือน้อยแค่ไหนถึงจะบรรลุจุดมุ่งหมาย ข้างล่างนี้คือ 4 วิธีการง่าย ๆ เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจที่จะช่วยให้มุ่งมั่นไปพร้อมกับสุขภาพและความฟิตที่สมบูรณ์


1. ตั้งเป้าหมายไว้ให้แน่นอน : เช่นต้องการจะทำอะไรให้สำเร็จในฤดูกาลแข่งขันจักรยานนี้หรือฤดูกาลหน้า ? ต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ?


2. บังคับตัวเองให้ได้ : ต้องสละอะไรบ้างเพื่อแลกกับการเป็นนักจักรยานที่ดี? เต็มใจหรือที่จะขี่ทางไกลแม้ จะกลางสายฝน กลางแสงแดดแผดเผาหรือแม้แต่ต้องขี่จักรยานกลางหิมะ?


3.รู้ขีดความสามารถของตัวเอง : ต้องเข้าใจถึงจุดแข็งเละจุดอ่อนของตัวเอง ถ้าคุณขึ้นเขาได้ช้าจะยอมเสียเวลามาปั่นเน้นขึ้นเขากันอย่างเดียวให้เก่งหรือเปล่า จะยอมเหนื่อยหนักเพื่อให้ฟิตและมีเทคนิคการขี่ที่ช่วยให้ขึ้นเขาเร็วกว่าเพื่อนไหม ? อะไรที่จะทำให้คุณยังขี่ต่อไปเมื่อพบว่าลำบากสุด ๆ จนแทบจะล้มเลิกแล้ว


4. วางแผนเป็น : ต้องใช้จุดแข็งหรือความแข็งของตัวเองให้เป็นเพื่อไต่ระดับจากขั้นหนึ่งถึงขั้นที่สูงขึ้น วางแผนการออกกำลังไว้และต้องพยายามซ้อมให้สม่ำเสมอเพื่อให้รู้ว่าวันนี้คุณทำได้เท่าไร และพรุ่งนี้จะทำอะไรได้เพิ่มขึ้นอีกแค่ไหน

พีท เพนซีเรซ แชมป์สองครั้งซ้อนจากรายการแข่งปั่นข้ามอเมริกา RAAM (Race AcrosS America) คือตัวอย่างที่ดีในด้านความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มร้อย เขาเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้มีร่างกายแข็งแกร่งเกินมนุษย์ แต่กลับมีความสามารถขั้นเหลือเชื่อในการวางเป้าหมายและไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ เมื่อใดก็ตามที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะขี่ทางไกลให้ได้ความสำเร็จอันงดงามของพีท เกิดขึ้นระหว่างการทำงานเต็มเวลาในตำแหน่งวิศวกรนิวเคลียร์แล้วดูแลครอบครัวไปพร้อมกัน การเตรียมพร้อมอันยอดเยี่ยมของเขาเพึ่อ RAAM ปี 1986 ซึ่งต้องขี่ให้ได้ระยะ 400 ไมล์ในช่วงสุดสัปดาห์ส่งผลให้เขาขี่ได้เร็วที่สุดในรายการแข่งขันข้ามประเทศเท่าที่เคยทำกันมา ด้วยความเร็วชั่วโมงละ 15.4 ไมล์ทั้งนี้รวมทั้งช่วงพักผ่อนนอนหลับด้วย และตอนนั้นเขามีอายุถึง 43 ซึ่งเป็นวัยที่ปลดชราแล้วสำหรับนักแข่งระดับโปร และแกรนด์ทัวร์ ถ้าคุณเอาจริงได้เหมือนพีท รับรองได้เลยว่าคุณต้องทำได้ดีกว่าที่เคยคิดไว้แน่ ๆ

ถ้างั้นจะมัวรีรออะไรอยู่ล่ะ? เริ่มปั่นกันได้เลยตอนนี้ ไม่ต้องรอพรุ่งนี้ เพราะถ้ารอพรุ่งนี้คุณก็ต้องรอต่อไปเรื่อย ๆ เพราะพรุ่งนี้คือวันพรุ่งนี้ใม่ใช่วันนี้ซึ่งเป็นปัจจุบัน เขียนเป้าหมายไว้เพื่อจะได้เป็นเครื่องจูงใจว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อบรรลุผล รวบรวมอุปกรณ์และทรัพยากรทั้งหมดที่มีไว้เพื่อสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนนักจักรยานในละแวกบ้านและโค้ช อุปกรณ์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นจักรยานที่ได้ขนาด รองเท้าสวมสบาย เสื้อผ้าระบายเหงื่อ หมวกกันกระแทกที่พอดีหัว แว่นกันแดด ฯลฯ เมื่อใดที่คุณวางแผนไว้เป็นรูปร่างด้วยการเขียนมันลงไป การจะทำให้สำเร็จย่อมไม่เกินความสามารถ จงวงวันที่ไว้บนปฏิทินแล้วนับย้อนกลับมาถึงวันนี้ จงออกแบบการฝึกของตัวเองด้วยการทำเป็นั้นเป็นตอน ค่อย ๆ เพิ่มภาระให้ร่างกายและจิตใจไปทีละนิด อาจต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ เพื่อรวบรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันก็จริงแต่บอกได้เลยว่าคุ้มค่ามาก เมื่อคุณใช้เวลาเพื่อแลกกับจุดมุ่งหมายที่แน่นอน มีขั้นตอนการปฏิบัติชัดเจนและสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้


การมีร่างกายพร้อมและโดยเฉพาะจิตใจที่พร้อม คือคุณสมบัติของนักกีฬาที่วัดความสามารถด้วยความอดทนไม่ว่าจะเป็นจักรยานหรือกีฬาประเภทไหนก็ตาม จิตใจที่มุ่งมั่นมาจากการซ้อมที่สม่ำเสมอและถูกหลักจนร่างกายสามารถฝ่าฟันผ่านขีดจำกัดที่เคยปิดกั้นศักยภาพไว้แต่เดิมออกไปได้


ในตอนหน้าเราจะว่ากันถึงเรื่องการฝึกซ้อมอย่างฉลาด ในเมื่อใครก็ได้สามารถเอาจักรยานออกไปปั่นให้ไกลแค่ไหนก็ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ดีเหมือนกัน กลเม็ดคือมันต้องมีหนทางที่เร็วที่สุด ฉลาดที่สุด และทรงประสิทธิภาพที่สุดเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ เมื่อทำได้เช่น นี้แล้วคุณจะดีใจและยินดีเมื่อประสบความสำเร็จ ทำใจได้ เมื่อล้มเหลวเพราะได้ทำทุกอย่างมาอย่างสุดความสามารถแล้ว ความผิดพลาดคือคุณจะเรียนรู้ข้อบกพร่องจากมันและสามารถหลีกเลี่ยงความล้มเหลวครั้งต่อไปได้ ไม่ต้องสิ้นเปลืองทั้งเวลาและพลังงานอันมีค่า จงจำไว้ว่าตัวคุณคนเดียวเท่านั้นที่จะกำหนดได้ว่าตัวเองจะดีหรือเลวแค่ไหนในกีฬานี้ พรสวรรค์คือสิ่งสำคัญแต่ต้องไม่ลืมความมุ่งมั่นแบบกัดไม่ปล่อยเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายด้วย ตอนหน้านี้จะเป็นเทคนิคการฝึกอย่างฉลาดที่ไม่เน้นเฉพาะแค่ปั่นให้ไกลอย่างเดียว แล้วคุณจะทราบว่าการจะขี่จักรยานไกลกว่า 100 ก.ม.ขึ้นให้ได้และดีนั้นต้องประกอบด้วยรายละเอียดอีกหลายสิ่ง







14 ส.ค. 2553

ฟื้นสภาพตัวเอง หลังปั่นหนักให้เป็น

|0 ความคิดเห็น
ฟื้นสภาพตัวเอง หลังปั่นหนักให้เป็น



ไม่ใช่แค่กินหรือดื่มอะไรหลังปั่นมาหนัก ๆ แล้วฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวยังหมายถึงการกินเข้าไปเมื่อไรด้วยถึงจะฟื้นสภาพได้อย่างถูกต้อง มีแรงปั่นต่อไปในวันรุ่งขึ้น ไม่ใช่เอาแต่ปั่นหนัก ๆ จนอ่อนล้าเท่านั้นที่จะเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จอันหมายถึงฟิตกว่าและเร็วกว่า การเติมเชื้อเพลิงเข้าไปถูกต้องถูกเวลานั่นก็ช่วยได้เหมือนกัน ด้านการฟื้นสภาพให้กล้ามเนื้อ มาดูกันเป็นขั้นตอนว่าทันทีที่คุณลงจากอานจักรยานแล้วต้องทำอะไรบ้างภายในกี่นาที เอาเป็นแค่แนวทางก็พอไม่ต้องเคร่งครัดถึงขนาดถือนาฬิกาจับเวลากันเป๊ะ ๆ

ในการปั่นแบบนานและไกล สิ่งแรกที่ต้องทำเพื่อฟื้นสภาพคือต้องเติมน้ำแทนน้ำที่เสียไปในรูปเหงื่อเสียก่อน กฎข้อสำคัญู คือต้องดื่มน้ำสองแก้วชดเชยน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมที่ลดลง อันหมายถึงน้ำที่เสียไปและทำให้น้ำหนักลด

30 นาที

เติมคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน พอเติมน้ำเสร็จแล้วคุณต้องได้รับพลังงานทดแทน มีรายงานการวิจัยของฝรั่งหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่ากล้ามเนื้อสามารถรับสารอาหารเข้าไปเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนเก็บไว้ใด้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ใน 30 นาทีแรกหลังการออกกำลัง ถ้าคุณขับรถยนต์ไปแข่งจักรยานก็จงวางสแน็คทิ้งไว้ไนรถด้วยเพื่อว่ากลับมาจากแข่งจะได้กินทันเวลานี้ แต่ก็ต้องไม่มุ่งเป้าไปที คาร์โบฯกันลูกเดียว สแน็คนี้ต้องมีโปรตีนเป็นสัดส่วนมากพอใช้ด้วยคือ 1 กรัมต่อทุก 4 กรัมของคาร์โบฯ มีสปอร์ตดริงค์หลายตัวที่ถูกออกแบบให้ช่วยร่างกายโดยเฉพาะและรวมเอาสารอาหาร อย่างเช่น กลูตามีนและกรดอมิโนเข้าไปด้วย คุณได้พลังงานมาทดแทนแล้วยังไม่พอต้องได้โปรตีนเข้ามาด้วยเพื่อซ่อมแซมส่วนสึกหรอ

2 ชั่วโมง อาหารมื้อหลัก


พอทำตามข้อข้างต้นทั้งสองข้อเสร็จก็อาบน้ำแต่งตัว เสร็จแล้วก็ต้องกินอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยซึ่งอาจจะหมายถึงโปรทีนเพียวๆอย่างเนื้อไก่ ปลาทูนาหรือถ้าเป็นมังสวิรัติก็ต้องกินเต้าหู้เพื่อให้เข้าไปช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อที่เสียหายไปจากการออกกำลังกายหนัก และต้องควบคู่กับคาร์โบฯเชิงซ้อนด้วย เช่น พวกโฮลเกรน พาสต้า ข้าว หรือมันฝรั่งเพื่อรักษาระดับของไกลโคเจนให้คงที่ นอกจากนี้ในจานของคุณต้องมีทั้งผลไม้และผักด้วย เพื่อคงสภาพของสารแอนไทออกซิแดนไว้ เช่น วิตามินซี เอและอี ซิงค์เซเลเนียม และโอเมก้า 3 สารพวกนี้จะช่วยปกป้องเซลต่างๆ ของคุณไว้จากความเสียหายด้วยกรดไขมันอิสระ ต้องจำไว้เช่นกันว่าถึงการฝึกหนักจะทำให้รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น มันก็ยังใช้สารอาหารสำคัญๆไปมาก เช่น กลูตามีน อีเลคโตรไลต์ แอนไทออกซิแดนต์ ไขมัน และอื่นๆ ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง

อาหารเสริมช่วยให้ฟื้นสภาพ


ถ้าคุณยังปวดเมื่อยเนื้อตัวอยู่หรือยังรู้สกเหนื่อยล้า โหยทั้งที่ได้เติมเชื้อเพลิงเข้าไปเต็มแล้ว คงต้องใช้อาหารเสริม อย่างเช่นมัลไทวิตามินกับเกลือแร่ที่มีทั้งสารแอนไทออกซิแดนต์ และสารอาหารสำคัญ ๆ ต่อไปนี้


-กลูตามีน มีกรดอมิโนมากมายอยู่ทั้งในเลือดและในกล้ามเนื้อ การสูญเสียกรดอมิโนไปมากจะทำให้ติดเชื้อได้ง่ายและอ่อนล้า ให้ใช้กลูตามีนผงผสมน้ำหรือน้ำผลไม้ตามสูตรที่บอกไว้ในฉลาก ข้าง กล่อง


-แมกนีเซียม นี่คือขุมทรัพย์ของอีเลคโตรไลต์กับสารอาหารสำคัญรวมทั้งเอนไซม์อีก 300 ตัว การสูญเสียแมกนีเซียมจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าเร็วและยังอ่อนล้าอยู่นานหลังออกกำลังไปแล้ว แมกนีเซียมที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันมีทั้งในรูปของผง และ แคปซูล


-ไขมันโอเมกา 3 ตัวต้านความเจ็บปวดกล้ามเนื้อขนานแท้ น้ำมันตับปลาจะช่วยได้ ถ้าคุณรับประทานทุกวัน วันละหนึ่งช้อนชานื้สภาพจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ากินอะไรเข้าไปเฉย ๆโดยการไม่ดูชนิด สนใจแค่ปริมาณ ยังต้องเลือกด้วยว่าจะกินอะไรเพื่อให้มันไปทดแทนอะไรได้บ้าง รวมทั้งต้องรู้ด้วยว่าต้องกินตอนไหน

ลงทางดิ่ง ขึ้นทางชัน มันส์คนละแบบ

|0 ความคิดเห็น
เทคนิคการปั่นจักรยาน :  ลงทางดิ่ง ขึ้นทางชัน มันส์คนละแบบ

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยการใช้จักรยานเสือภูเขาเป็นยานพาหนะ กำลังเป็นที่นิยมสำหรับคนชื่นชอบธรรมชาติ และรักการผจญภัย เพราะจะได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังได้สนุกกับเส้นทางขี่ที่เป็นไปตามภูมิประเทศที่แตกต่างหลากหลายในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเส้นทางบางช่วงอาจมีระดับที่แตกต่าง สูง ต่ำ เป็นหุบเหว หรือเนินชันท้าทายความสามารถอยู่เบื้องหน้า หากแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ผ่านไปได้ ด้วยเทคนิคและจิตใจที่มุ่งมั่น อุปสรรคเบื้องหน้าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงแน่นอน

การขี่จ้กรยานลงทางดิ่งหรือขึ้นทางชันนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเดินขึ้นลงเขา กล่าวคือเกี่ยวข้องกับการปรับสมดุลย์การถ่ายน้ำหนักตัวไปข้างหน้าเวลาขึ้นเขา และการถ่ายน้ำหนักตัวไปด้านหลังเวลาลงเขา การอยู่บนจักรยานก็เช่นกัน หากแต่เพียงช่วงลงทางชันมาก ๆ เท่านั้นที่มีเทคนิคเพิมเติมขึ้นมาเลกน้อย พอจะสรุปเป็นแนวทางได้ดังนี้ คือ


1.ควรจะสำรวจเส้นทางดิ่งที่จะลงเสียก่อน โดยดูว่ามีวัตถุหรืออุปสรรคใดขวางทางอยู่บ้าง เช่น มีหินโผล่ หรือหลุมขนาดใหญ่ดักรอเราอยู่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นแล้ว อาจจะทำให้รถสะดุด และตีลังกาได้


2.เริ่มตั้งหลักก่อนเลย โดยนับถอยห่างจากจุดที่จะดิ่งลง ประมาณ 2 ช่วงรถจักรยาน ทั้งนี้เพื่อให้ มีระยะทางพอสมควรที่จะตั้งตัว เพื่อการทรงตัวที่สมบูรณ์พร้อมที่จะเผชิญทางดิ่ง


3.ให้ใช้เกียร์ในตำแหน่งที่เบาแรงหน่อย เพื่อการทรงตัวที่ง่ายขึ้น หลังจากกดบันไดออกตัวไป


แล้ว ปล่อยฟรีให้รถไหลพร้อมกับย่อตัวเตรียมพร้อม ทั้งนี้เพื่อให้การบังคับรถมีความเสถียร และนิ่งก่อนที่จะลงทางดิ่ง


4.พอรถไหลมาถึงจุดดิ่งลงให้คุณห้อยหัวรถลงไปก่อน (ปล่อยให้ล้อหน้าไหลห้อยหัวลงไป ก่อน )


5.จากนั้นจึงโน้มตัวมาด้านหลังเพื่อถ่วงดุล จังหวะนี้เองที่จะทำให้การบังคับรถไม่ให้ตีลังกา จากนั้นจึงปล่อยให้รถไหลไปตามทาง ดิ่งนั้น


วิธีการขี่ขึ้นทางชัน


1.ก่อนอื่น คุณจะต้องปรับเกียร์ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับแรงปั่นของคุณ เช่น ใบจานหน้าเล็กสุด แล้วค่อยไล่ใบจานหลัง ตามแรงของคุณเองว่าสามารถพารถขึ้นไปไหวหรึอไม่


2.จากนั้นเวลาขี่ขึ้นให้เลื่อนตำแหน่งให้นั่งมาที่ปลายเบาะด้านหน้า พร้อมกับให้โน้มตัวมาข้างหน้า


เพื่อจะช่วยให้รถไต่ขึ้นไปได้โดยที่ล้อหน้าไม่ยกขึ้นอันเกิดจากแรงกดลูกบันไดของคุณ


3.พยามยามหลีกเลี่ยงหินดักอยู่ด้านบน เพื่อไม่ให้แรงส่ง (Momentum) ถูกฉุด และพยายามกดลูกบันไดซ้ายขวาอย่างต่อเนื่อง คุณก็จะสามารถพิชิตทางชันได้สำเร็จ แน่นอน

หวังว่าเทคนิคเบื้องต้นเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์สำหรับนักปั่นที่ชื่นชอบความมันส่วนรูปแบบของ Maxrider นะครับ

11 ส.ค. 2553

Cycling Tainer

|0 ความคิดเห็น
Cycling Tainer

อุปกรณ์ช่วยฝึกซ้อมปั่นจักรยาน


ช่วงนี้ในบ้านเราก็เข้าสู่ฤดูฝน มีฝนตกกันบ่อย ๆ อาจจะทำให้หลาย ๆ ท่านไม่สามารถออกไปปั่นจักรยานนอกบ้านได้ วันนี้จึงมาแนะนำอุปกรณ์ที่ช่วยในการฝึกซ้อมการขี่จักรยานอยู่กับบ้าน อุปกรณ์ที่ว่านั่นคือ Cycling Tainer


Cycling Tainer หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า เทรนเนอร์ เป็นอุปกรณ์ช่วยในการฝึกซ้อมขี่จักรยานที่จำลองการขี่ ให้เราสามารถขี่ซ้อมอยู่กับที่ได้ โดยไม่ต้องออกไปขี่จักรยานนอกบ้าน เทรนเนอร์จะมีอยู่สามแบบให้เลือกใช้งานคือ


1. เทรนเนอร์แบบแท่นรองขี่ (แบบลูกกลิ้ง)


เทรนเนอร์แบบนี้จะมีแท่นที่สามารถนำเอาจักรยานขึ้นไปขี่บนแท่นได้โดยที่ความรู้สึกในการขี่จะใกล้เคียงกับความรู้สึกการขี่จริงมาก จะมีให้เลือกอยู่สองแบบคือ เป็นแบบพื้นเรียนกับแบบลูกกลิ้งสามลูก แต่แบบที่นิยมใช้ในบ้านเราก็คือแบบลูกกลิ้งสามลูกเพราะมีน้ำหนักเบาราคาไม่สูงขนาดกะทัดรัดเมื่อพับเก็บ


2. เทรนเนอร์แบบแท่นยึดรถ


เทรนเนอร์แบบนี้จะเป็นแท่นที่ยึดกับล้อหลังจักรยาน แล้วมีชุดกลไกสร้างแรงต้าน เพื่อให้ผู้ขี่มีความรู้สึกว่าเหมือนกำลังขี่จักรยานจริง ๆ เทรนเนอร์แบบนี้จะมีอยู่สามแบบคือ


2.1 แบบสร้างแรงต้านที่ขอบล้อ


2.2 แบบสร้างแรงต้านที่ยาง


2.3 แบบสร้างแรงต้านที่ดุมหลัง โดยเทรนเนอร์แบบนี้จะเป็นแท่นที่มีการจำลองดุมหลัง มีกาดติดตั้งเฟืองหลังและชุดสร้างแรงต้านในตัว ผู้ขี่สามารถนำรถจักรยานที่ถอดล้อหลังมาติดยึด แล้วขี่บนเทรนเนอร์ได้เลย


3. เทรนเนอร์แบบจักรยานจำลอง


เทรนเนอร์แบบนี้คือ จักรยานจำลองที่สามารถขี่ได้โดยการยึดอยู่บนแท่น และมีการติดตั้งชุดกลไกสร้างแรงต้านเข้าไป เทรนเนอร์แบบนี้มักพบเห็นได้บ่อย ๆ ตามศูนย์ออกกำลังกายต่าง ๆ ทั่วไป






ข้อควรพิจารณาในการใช้เทรนเนอร์ในการฝึกซ้อม


1. การฝึกซ้อมด้วยเทรนเนอร์ก็ต้องอาศัยความตั้งใจและความอดทนที่สูงกว่าการขี่จักรยานนอกบ้าน เนื่องจากจะเกิดความเบื่อหน่ายได้ง่าย


2. ไม่ควรใช้เฟรมที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์กับเทรนเนอร์แบบแท่นยึดรถนาน ๆ หรือถ้าเลี่ยงไมใช้ได้ก็จะเป็นการดียิ่ง เพราะว่าการขี่บนเทรนเนอร์แบบแท่นยึดรถ ตัวถังจะรับแรงกดทับเป็นเวลานาน ๆ ต่อเนื่องกันมากกว่าการขี่จริง อาจจะทำให้ตัวถังเกิดความเสียหายแตกร้าวได้


3. ในการฝึกซ้อมขี่ด้วยเทรนเนอร์ ท่านจะเสียเหงื่อมาก ดังนั้น จึงควรหาวัสดุที่ซับน้ำได้ มาปูรองใต้เทรนเนอร์ นอกจากจะช่วยซับเหงื่อแล้ว ยังช่วยรับแรงกระแทก กันลื่น และลดเสียงรบกวนได้อีกด้วย


4. การใช้เทรนเนอร์แบบแท่นยึดรถ ให้ใช้แกนปลดหลังที่ทำมาจากเหล็ก เพราะว่าจะมีความแข็งแรง มากกว่าแภนปลดอลูมินั่มเบา ๆ


5. การใช้เทรนเนอร์แบบแท่นยึดรถ หาเป็นแบบสร้างแรงต้านที่ยาง ให้ใช้ยางแบบไม่มีดอก (ยางสลิก) เพราะว่าจะช่วยลดเสียงรบกวน และจำลองการขี่ได้ใกล้เคียงของจริง มีความนุ่มนวลในการขี่กว่ายางแบบมีดอก


6. การใช้เทรนเนอร์แบบแท่นยึดรถ ห้ามทำการกำเบรกหลังขณะที่ล้อหลังหมุนเพราะว่าจะมีความเฉื่อยสะสมที่ชุดสร้างแรงต้าน หากท่านกำเบรกหลังขณะที่ล้อหมุนอยู่จะทำให้เกิดการเสียดสี ระหว่างชุดสร้างแรงต้านกับล้อหลังอาจจะทำให้เกิดการไหม้ของชุดสร้างแรงต้านได้


7. การเลือกซื้อเทรนเนอร์ ควรจะเลือกซื้อกับตัวแทนจำหน่ายที่มีอะไหล่บริการหลังการขาย



ใจถึง กายถึง แต่จักรยานของคุณล่ะ…ถึงหรือเปล่า ?

|0 ความคิดเห็น
ใจถึง กายถึง แต่จักรยานของคุณล่ะ…ถึงหรือเปล่า ?


เวลาออกไปขี่จักรยานคุณเคยทราบบ้างหรือเปล่าว่า ชิ้นส่วนไหนของจักรยานคุณกำลังจะจากไปหลังจากใช้งานนั้นมาอย่างสมบุกสมบัน ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าชิ้นส่วนแต่ละชิ้นนั้นมันบอกคุณได้ทั้งนั้นว่าตัวมันจะรับใช้คุณได้อีกนานหรือกำลังจะจากลาไปเป็นเศษเหล็ก

ถ้าจักรยานของคุณเป็นจักรยานทางเรียบ โอกาสที่จะหักพังก่อนเวลาอันควรคงมีน้อยเนื่องจากมันถูกใช้แบบเรียบ ๆ ตามเส้นทางโดยไม่มีการทารุณกรรมเหมือนเมาเท่าไบค์ ไม่ว่าจะเป็นครอส คันทรี หรือดาวน์ฮิลล์ ซึ่งไม่ได้ขี่กันในทางเรียบ ๆ แต่เป็นซิงเกิลแทรกซึ่งทั้งขรุขระและอันตรายต่อทั้งคนและรถ ถ้าคุณใช้เมาเท่นไบค์สม่ำเสมอในเส้นทางดังกล่าวอย่างน้อยก็ควรต้องตรวจสภาพจักรยานคุณสัปดาห์ละครั้ง เราอยากให้คุณตรวจสภาพจักรยานทุกครั้งหลังขี่ หลังจากมันผ่านการใช้งานสมบุกสมบันมาแล้ว และอาจเกิดความบกพร่องขึ้นทั้งในส่วนของโครงสร้างและอุปกรณ์ เมื่อพบแล้วจึงซ่อม เปลี่ยนอะไหล่หรือนำไปให้ช่างที่ร้านจักรยานดู

หัวข้อต่อไปนี้คือแนวทางโดยสังเขป เพื่อให้คุณใช้ตัดสินใจได้เวลาตรวจสอบจักรยานหลังขี่ จะไปคิดเพิ่มเติมขึ้นมาเองหรือเอาของเราไปทั้งดุ้นก็ได้ แต่ควรใช้มันและติดไว้กับผนังบ้านตรงใกล้ ๆ จักรยานเพื่อจะใช้มันเปรียบเทียบตามกระบวนการต่าง ๆ ของการตรวจสอบ

เริ่มต้นด้วยการยกจักรยานขึ้นขาจับ (ถ้ามี) หรือแขวนไว้กับสิ่งก่อสร้างแข็งแรง เช่นวงกบประตู หรือกิ่งไม้ ไม่ว่าจะแขวนไว้กับอะไร ล้อจักรยานต้องลอยจากพื้นเพื่อให้คุณได้หมุนลูกบันไดตรวจสอบได้ถนัดเริ่มกันเลยตามหัวข้อต่อไปนี้

- ถ้าโซ่กระโดดจากเฟืองหลัง ตามปกติหมายถึงตีนผีไม่ได้ศูนย์ ถ้าโช่ข้ามใบเฟืองทีละสองสามใบทั้งที่สับเกียร์ครั้งเดียว ตรงนี้คือมีปัญหากับสายเคเบิลแล้ว

- ถ้าโซ่ไม่วิ่งอย่างนิ่มนวลเมื่อหมุนลูกบันไดถอยหลัง ปรากฎว่าดุมฝืด ต้องดูให้แน่ใจว่ามีความสกปรกหรือเศษสิ่งต่าง ๆ อัดแน่นอยู่หรือเปล่าระหว่างชั้นเฟืองและตรงดร็อปเอาต์ ถ้าตรวจสอบแล้วไม่พบให้ลองโยกแกนดุมดู ถ้าโอเคทั้งหมดแต่อาการยังอยู่แสดงว่าดุมเบี่ยงศูนย์แล้ว ต้องปรับด้วยการหมุนน็อตปลายดุมให้แน่น

- ถ้าโซ่กระโดดตรงจุดใกล้กับลูกเฟืองตัวบนของตีนผี แสดงว่าข้อต่อโซ่ในตำแหน่งนั้นแน่นเกินไป อาจเป็นเพราะตอนต่อโซ่แล้วตอกแน่นแต่ไม่โยกโซ่เข้าออกให้ข้อต่อเคลื่อนไหวลื่นไหล ลองค่อย ๆ หมุนที่มีปัญหาจึงทำเครื่องหมายไว้ ถ้าทำให้มันหลวงเองไม่ได้ให้ถอดโซ่ส่งช่าง

- หูจับตีนผี ถ้าคดสามารถดัดได้ แต่ถ้าดัดบ่อย ๆ เข้าเนื้อโลหะตรงนั้นจะล้าและเกิดรอยร้ายในที่สุด ให้ดูในจุดนี้ด้วยว่าร้าวหรือเปล่า ถ้าร้าวก็เปลี่ยนใหม่ (ถ้าเป็นแบบโลหะแยกชิ้นต่างหากจากเนื้อวัสดุของเฟรม)

- ถ้าปรับความตึงของเคเบิลสายเกียร์และเบรกไม่ได้ ปัญหาน่าจะเกิดจากตัวท้อร้อยสายมากกว่า เป็นได้ทั้งมีสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันหรือเป็นสนิม เพราะขาดการดูแล หรือเป็นได้ทั้งตัวสายเคเบิลเองสึกหรอหลุดลุ่ย เปลี่ยนได้ทั้งตัวเคเบิลและเปลือกร้อยสาย

- ลองจับล้อโยกดูว่ามันคลอนไปมาได้แค่ไหน ถ้ามันโยกก็หมายความได้ทั้งน็อตยึดฝาปิดดุมหลวมหรือตัวลูกปืนหลวม สูญเสียรูปทรงหรือแม้แต่แตกได้เหมือนกัน

- ยืนหน้าหรือยังรถ หันหน้าเข้าหายางแล้วจับยางหมุนดูว่าล้อคดหรือไม่ สำหรับดิสก์เบรกจะยอมให้คดเบี้ยวได้ประมาณ 1/8 นิ้ว แต่ถ้าตัวเลขเปลี่ยนเป็น 1 / 4 เมื่อไรหมายความว่าต้องดัดล้อกันล่ะ

- ดูล้อแล้วก็มาดูซี่ลวดกันต่อ ให้หาให้เจอว่าลวดซี่ไหนที่คดหรือขาด แต่ดูจุดที่มันร้อยเข้าวงล้อ ถ้าเป็นล้อน้ำหนักเบาคุณจะเห็นรอยฉีกชัดเจนตรงที่ลวดถูกกระชากจากรู

- ตรวจแก้มยางดูว่ามีร่องรอยความเสียหายใดหรือไม่ ถ้าแก้มยางฉีกจนชั้นผ้าใบมันย่อมมีโอกาสระเบิดหรือรั่วอีกได้ ถ้าตรวจพบเช่นนี้ต้องเปลี่ยนยางใหม่ทันที

- จับปลอกแฮนด์แล้วลองบิด มันต้องไม่เคลื่อนไหวตามือ อย่าขี่จักรยานที่ปลอกแฮนด์หลวม (เราหมายถึงเมาเท่นไบค์) เพราะมันอันตรายเมื่อคุณอาจทำมันลื่นหลุดมือแล้วล้ม จะเปลี่ยนด้ามแฮนด์ใหม่หรือใช้สเปรย์ประเภทล็อควัสดุฉีดใส่แฮนด์ก่อนจะสวมเข้ากับปลอกแฮนด์ก็ได้

- ตรวจสอบแฮนด์หาร่องรอยตรงบริเวณใกล้จุดยึดจับโดยเฉพาะแฮนด์อลูมินัม เช่น ใกล้คอแฮนด์ ถ้าพบรอยร้าวเพราะคุณเองเอามันไปกระแทกตามทางซิงเกิลแทรคมา จงอย่าได้ใช้แฮนด์นี้เด็ดขาด แม้มันจะแพงแสนแพงแต่เมื่อร้าวแล้วย่อมหาประโยชน์อะไรไม่ได้ ต้องเปลี่ยนใหม่สถานเดียว

- สำหรับแฮนด์คาร์บอนหรือหลักอานคาร์บอนที่ไม่มั่นใจว่ายังคงสภาพอยู่หรือไม่ ดูออกง่าย ๆ ด้วยการแตกร่อนของวัสดุชั้นนอกสุด ถ้าพบว่าสีแตกจงหยุดใช้หลักอานนี้ทันที ส่งขอเคลมถ้าใช้งานตามคู่มือ แต่ถ้าใช้ผิดวิธีจนพังแล้วเคลมบริษัท เขาไม่เปลี่ยนให้ก็จงยอมจ่ายสตางค์เสีย ดี ๆ

- จับอานแล้วลองบิดซ้ายขวาดูว่าให้ตัวหรือไม่ ถ้าแข็งแสดงว่าโอเคไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณบิดมันได้ตามมือให้ดูชั้นรองพลาสติกหรือคาร์บอนใต้อาน ตรงนั้นอาจแตกหรือร้าว

- เดินออกห่างจักรยานยิ่งขึ้นเพื่อดูหลักอานอลูมินัมและตัวท่อคออานของเฟรม หลักอานต้องสอดในท่อคออานเป็นแนวเส้นตรงเดียวกัน ถ้าพบว่าคดงอต้องเปลี่ยนใหม่เพราะมันได้สูญเสียคุณสมบัติทั้งการรับน้ำหนักและรับแรงกระแทกไปแล้ว

- นำจักรยานลงตั้งพื้น มือข้างหนึ่งบีบเบรกหน้าไว้ไม่ให้ขยับ มืออีกข้างจับอานแล้วโยกจักรยานเป็นเส้นตรงในแนวหน้า-หลัง ต้องไม่โยกคลอน ถ้าโยกต้องปรับชุดถ้วยคอใหม่ให้แน่น

- ยืนหน้าจักรยาน หันหน้าเข้าหาหน้าจักรยานใช้เข่าหนีบล้อจักรยานไว้แล้วใช้มือนับแฮนด์บิดในแนวราบค่อย ๆ เพื่อทดสอบว่าคอแฮนด์ได้ถูกขันติดไว้กับคอตะเกียบแน่นหนาดีหรือเปล่า

- ตรวจดูตามรอยเชื่อมต่อของท่าเฟรมว่ามีรอยร้าวหรือไม่ เฟรมจักรยานคาร์บอนจะดูง่ายกว่าอลูมินัม เพราะเมื่อมันแตกร้ายรอยแตกจะบิดตัวจนเรซิ่นและสีเคลือบชั้นหน้าสุดกะเทาะออก มีทางเลือกสองทางเมื่อเฟรมร้าว 1. ซื้อเฟรมใหม่ ถ้าคุณไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขใบรับประกัน และ 2. ขอเคลมกับทางร้านถ้าขี่ในสภาพปกติแต่ยังหัก ซึ่งอาจต้องให้บริษัทแม่ในต่างประเทศตรวจสอบ ถ้าเคลมได้ก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้าเคลมไม่ได้ให้ปฏิบัติตามทางเลือกข้อ 1

Hayes Stroker ACE Disc Brakes

|0 ความคิดเห็น
Hayes Stroker ACE Disc Brakes



ในวงการจักรยานแล้ว Hayes คือผู้ผลิตดิสก์เบรกสำหรับจักรยานที่มีประวัติอันยาวนาน Hayes มีการผลิตดิสก์เบรกในจักรยานตั้งแต่ปี ค.ศ.1997 จนมีผลทำให้ดิสก์เบรกได้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในวงการจักรยานในปัจจุบัน


สำหรับ Heyes Stroker ACE ที่นำมาทดสอบนี้เป็นดิสก์เบรกรุ่นใหม่ของ Hayers ในซีรี่ส์ Stroker ที่มีการเปลี่ยนมือดิสก์เบรกไปใช้แบบลูกสูบตั้งฉากกับแฮนด์ตามสมัยนิยม โดย Stroker ACE เป็นเบรกรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานแบบ Freeride หรือ Downhill เพราะว่าจุดเด่นของเบรกรุ่นนี้คือการใช้คาลิเปอร์แบบสี่ลูกสูบ ทำให้สามารถใช้ผ้าเบรกที่มีความยาวมากกว่าปกติได้ ส่งผลทำให้เบรกมีพลังในการหยุดสูงมาก


มือดิสก์เบรกของ Stroker ACE จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนมีเบรก Stroker รุ่นอื่น ๆ ข้อเด่นของมือดิสก์เบรกรุ่นี้คืการเปลี่ยนมาใช้ระบบลูกสูบแบบตั้งฉากกับแฮนด์ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในตลาดขนาดนี้ ระบบยึดแฮนด์ของ Stroker จะใช้ฝายึดแฮนด์ที่ล็อกด้วยน็อตสองตัว จึงทำให้มีความสะดวกในการติดตั้ง ซึ่งสามารถทำได้ง่ายโดยไม่ต้องถอดปลอกแฮนด์ จุดเด่นอีกอย่างของมือเบรกรุ่นนี้คือ การปรับตั้งระยะกำเบรกสามารถทำได้ง่ายมาก โดยการใช้มือหมุนน็อตปรับตั้งระยะกำเบรกที่ติดตั้งอยู่ในก้ามเบรก ให้ได้ระยะกำเบรกตามที่ต้องการทำให้สามารถปรับตั้งระยะกำเบรกโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ เลย


คาลิเปอร์เบรกของจักรยานจะใช้การยึดคาลิเปอร์แบบ Post-type ตัวคาลิเปอร์ผลิตจากอลูมินั่มหล่อขึ้นรูปชิ้นเดียว ดิสก์เบรกรุ่นนี้ใช้น้ำมันเบรกแบบ DOT เช่นเดียวกันดิสก์เบรก Hayes ทุกรุ่น จุดเด่นของดิสก์เบรกที่ใช้น้ำมันแบบ DOT ก็คือ จะเป็นดิสก์ที่มีพลังเบรกสูง ออกแรงกำเบรกนิดเดียวก็เบรกอยู่นอกจากนั้น เนื่องจากน้ำมันเบรกแบบ DOT มีจุดเดือดที่อุณหภูมิที่สูงมาก ทำให้เมื่อมีการใช้งานต่อเนื่องกันนาน ๆ จะไม่พบปัญหากำเบรกแล้วเบรกไม่อยู่ คาลิเปอร์ของเบรกรุ่นนี้ใช้ลูกสูบกดผ้าเบรกมากถึงสี่ลูกสูบทำให้ผ้าเบรกมีขนาดความยาวที่มากกว่าผ้าเบรกปกติ ซึ่งจะส่งผลให้มีพลังเบรกที่สูงมาก ๆ จึงเหมาะกับการใช้งานหนัก ๆ เช่น การขี่แบบ Freeride หรือ Downhill ที่ต้องการเบรกทที่มีพลังเบรกสูงกว่าปกติ


การเซ็ทอัพ


เนื่องจากเบรกรุ่นนี้เหมาะกับการใช้งานหนัก ๆ เราจึงทำการติดตั้งทดลองกับรถ Downhill ใช้ใบดิสก์เบรกขนาด 203 มม. (8 นิ้ว) ทั้งด้านหน้าและหลัง โดยใบดิสก์ที่ใช้เป็นใบดิสก์เบรกของ Heyes รุ่น V-Cut มือเบรกก็ติดตั้งกับแฮนด์ของรถ Downhill ที่มีขนาดแฮนด์กว้างมาก ซึ่งความยากสายที่มีการติดตั้งมากับชุดดิสก์เบรกก็เพียงพอกับการใช้งานในรถ Downhill ที่แฮนด์กว้าง ๆ เมื่อติดตั้งมือดิสก์เบรกเข้ากับแฮนด์แล้วก็ทำการปรับตั้งระยะกำเบรกให้อยู่ในระยะที่กำเบรกได้ถนัด


การทดสอบ


ความรู้สึกแรกหลังจากที่ได้ทดลองใช้ Stroker ACE ซักระยะหนึ่งคือ พลังเบรกที่มีสูงมากจนเราต้องตั้งระยะกำเบรกให้ก้ามเบรกอยุ่ชิดแฮนด์มากกว่าปกติ เพื่อได้ออกแรงกำเบรกให้น้อยลง เพราะเนื่องจากเบรกมีพลังในการเบรกที่สูงมาก ออกแรงกำเบรกเพียงนิดเดียวก็เบรกอยู่แล้ว ซึ่งถ้าหากตั้งระยะกำเบรกให้ห่างจากแฮนด์เหมือนเบรกปกติ เวลากำเบรกอาจจะทำให้เบรกจนล้อล็อก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย


สรุป


Stroker ACE เป็นดิสก์เบรกจักรยานที่ไม่เหมาะสมกับการใช้งานทั่ว ๆ ไป เพราะเป็นดิสก์เบรกที่มีพลังการเบรกสูงมาก แต่มันเป็นเบรกที่เกิดมาเพื่อการใช้งานแบบ Freeride หรือ Downhill หากนำมาใช้งานกับจักรยานทั่วไปดูจะเกินความจำเป็น ซึ่งจากการใช้งาน มันให้ประสิทธิภาพในการทำงานอย่างดีเยี่ยม สามารถเบรกหยุดได้ดั่งใจ ส่วนการควบคุมการเลียเบรกสามารถทำได้ดีในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งด้วยราคาที่ลงตัวและประสิทธิภาพที่สูงจึงทำให้มันเป็นเบรกที่น่าใช้สำหรับชาว Freeride และ Downhill รุ่นหนึ่งเลยทีเดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง :

>> DH Corner: Rockshox Boxxer World Cup 2011

9 ส.ค. 2553

เทคนิคการปั่นจักรยาน ตอน :Whellie & Manual

|0 ความคิดเห็น
เทคนิคการปั่นจักรยาน ตอน :
Whellie & Manual


คำสองคำที่ท่านเคยได้ยินกันจนคุ้นเคยเป็นอย่างดีนั่นคือ คำว่า Wheelie และ Manual ในความหมายของว่าว่า Wheelie นั้นหมายถึง การขี่ยกล้อหน้า ส่วนความหมายของคำว่า Manual นั้นหมายถึง การขี่ยกล้อหน้าเช่นเดียวกัน แต่เป็นการขี่ยกล้อหน้าโดยที่ใช้การ Balance ตัว โดยการถ่ายน้ำหนักตัวมาด้านหลัง ในขณะที่ดึงหน้าให้ลอยแล้วปล่อยให้ล้อหลังวิ่งไปเรื่อย ๆ

สำหรับประโยชน์ของ Wheelie และ Manual นั้นสามารถนำมาใช้ขี่ผ่านอุปสรรค เช่น รากไม้ ลูกระนาด หรือวัตถุอื่นใด ที่ทำให้ล้อหน้าชนแล้วเกิดอาการหักเห ทำให้รถเปลี่ยนทิศทางโดยฉับพลัน ผลก็คือการเสียการควบคุม และเสียหลักล้มลง ทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ครับ

ดังนั้น เราจึงใช้เทคนิคการขี่แบบ Wheelie และ Manual เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้การฝึกเทคนิค Wheelie และ Manual ยังนำไปสู่เทคนิคการทำ Bunny hop ได้อีกด้วย

สำหรับประโยชน์ของ Bunny hop (การกระต่าย) นั้นมีมากมายปลายประการ คล้ายยาผีบอกครับ ตัวอย่างเช่น ใช้ในการขี่กระโดดขึ้นฟุตบาต การขี่ข้ามสิ่งกีดขวาต่าง ๆ ขอบอกว่านักปั่นแนวหน้าควรฝึกติดตัวไว้นะครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน

สำหรับการฝึกหัดเทคนิคการทำ Wheelie มีอยู่ด้วยกัน 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

1. ปรับตำแหน่งเกียร์ให้อยู่ในเกียร์ต่ำ ประมาณเกียร์ 2 หรือ 3 เพื่อรักษารอบได้ดีในขณะที่ดึงหน้าขึ้นแล้ว

2. ขี่ตามธรรมชาติ ด้วยท่านั่งเบาะครับ จากนั้นให้โน้มตัว หรือก้มตัวมาด้านหน้า

3. โยกตัว หรือดันลำตัวไปด้านหลัง พร้อมกับการดึงแฮนด์ ในจังหวะนี้ ให้กดบันไดเต็มที่เลย ตำแหน่งขาจานที่เหมาะสมที่สุดในการกดบันไดอยู่ทีตำแหน่ง 10.00 น. ซึ่งเป็นจังหวะที่มีแรงกดมากที่สุดครับ

4. อย่าลืมคอยควบคุมเบรคหลังด้วยนะครับ เพราะเบรคหลังจะช่วยไม่ให้ท่านยกล้อแล้วหงายหลัง

ท่านสามารถกางเข่า เข้า ออก เพื่อรักษาสมดุลในกรณีที่รถเอียงข้างได้ครับ หลังจากการฝึก ท่า Wheelie จนเบื่อแล้ว ก็หันมาทำ Manual กันบ้าง โดยเริ่มจาก

1. ขี่ตามธรรมชาติ โดยการยืนครับ

2. โน้มตัวมาด้านหน้า และย่อตัวลง

3. จากนั้นโยกตัวมาด้านหลัง พร้อมกับดึงหน้าให้ลอยขึ้น

4. ให้ทรงตัวโดยการดันลูกบันไดไว้ครับและฝึก Balance ตัว โดยวางตำแหน่งตัวไว้ที่ล้อหลังสลับกันไปมาหน้าหลัง โดยการโยกตัวไปมา จะช่วยให้การทำ Manual อยู่ได้นาน




หวังว่าเพื่อน ๆ คงหมั่นฝึกซ้อมให้ชำนาญนะครับ จะได้นำไปใช้ในการออกทริปปั่นเสือภูเขาได้อย่างสนุกสนานยิ่งขึ้นนะครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง :

>  มือใหม่หัดใช้คลิปเลส  
>  เทคนิคการใช้เกียร์ในทางซิงเกิลแทรค
>  เทคนิคการถ่ายเทน้ำหนัก
>  ลงทางดิ่ง ขึ้นทางชัน มันส์คนละแบบ 
>  กลเม็ด เทคนิค จุดสำคัญในการปั่นขึ้นเขาชันและเลี้ยวโค้ง
>  เทคนิคการขี่เสือภูเขาฝ่าดงหิน

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง