ss

17 ก.ค. 2555

ทำไมนักจักรยานต้องโกนขนหน้าแข้ง

|0 ความคิดเห็น
สวัสดีครับ  เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันบ้างไหมครับ ว่าเวลาที่เราดูการแข่งขันจักรยาน มักจะเห็นนักจักรยานมีหน้าแข้งที่เกลี้ยงเกลา ไร้ซึ่งเส้นขนให้รำคาญสายตา และเคยสงสัยกันหรือเปล่าว่าทำไมนักจักรยานระดับโปรเหล่านั้นจึงต้องโกนขนหน้าแข้ง วันนี้ผมมีเหตุผลดี ๆ มาเพื่อคลายความสงสัยกันครับ




  • เพื่อให้ง่ายต่อการนวดคลายกล้ามเนื้อ อันนี้เป็นความจริงครับโดยส่วนใหญ่แล้วนักปั่นจักรยานส่วนใหญ่มักจะนวดคลายกล้ามเนื้อขาของตนด้วย แป้งซึ่งแป้งในที่นี้ก็คือแป้งที่เราใช้ทาตัวหลังอาบน้ำนั่นแหละครับยี่ห้ออะไรก็ได้ ผมก็นวดด้วยแป้งเช่นกันครับ ลองนึกดูนะครับถ้าเราไม่โกนขนหน้าแข้งออกเวลาเรานวดมันจะเจ็บ เพราะราวกับว่าเราดึงขนหน้าแข้งของตนเองทุกวันแต่พอเราโกนมันออกแล้ว ลื่นเลยครับนวดได้อย่างคล่องตัว แต่หากเป็นสุภาพสตรี อาจไม่ประสบกับปัญหานี้เพราะผู้หญิงโดยส่วนมากจะไม่มีขนหน้าแข้งครับ
  • ทำให้ง่ายต่อการรักษาความสะอาด เพราะเวลาเราปั่นจักรยานตามท้องถนนนั้นจะมีฝุ่น และสิ่งสกปรกมากมายเช่น ฝุ่น, คราบน้ำมัน เป็นต้น หากเรามีขาที่ปราศจากขนแล้ว มันจะทำให้ขาของเรายากต่อการที่พวกฝุ่น และควันต่างๆ จะมาเกาะ และยังมีประโยชน์มากหาก เพื่อนๆ เป็นนักปั่นจักรยานเสือภูเขา เพราะเวลาเพื่อนๆ ปั่นไปในเส้นทางที่ค้อนข้างรก หรือปั่นไปในป่าแล้วอาจจะเจอหนามของต้นไม้เกี่ยวขนหน้าแข้งทำให้เราบาดเจ็บได้ ซึ้งถ้าหากเราโกนขนหน้าแข้งออกแล้ว หนาม หรือกิ่งไม้จึงไม่สามารถเกี่ยวขนเราได้ครับ
  • ง่ายต่อการรักษาบาดแผลเวลาเราเกิดอุบัติเหตุ จากการปั่นจักรยาน เพราะแผลถลอกที่เกิดจากการล้มเวลาเราปั่นจักรยานนั้นหากจะทำให้หายเร็วนั้นเราต้องหมั่นรักษาความสะอาด และใส่ยาทุกวัน ซึ่งในเรื่องนี้ผมมีประสบการณ์มาแล้วครับสมัยที่ยังปั่นจักรยานอยู่ หากเราไม่รักษาความสะอาดของแผลเป็นประจำ จะทำให้แผลนั้นหายช้ามากเราจึงต้องล้างแผล และทายาทุกวันครับจึงจะทำให้แผลหายเร็วขึ้น

ประวัติการแข่งขันจักรยาน ตูร์เดอฟรองซ์

|0 ความคิดเห็น
สวัสดีครับเพื่อน ๆ ช่วงนี้เป็นฤดูการแข่งจักรยาน ที่คนทั่วโลกกำลังจับจ้อง เกาะขอบสนามหรือขอบจอกันอยู่ เพื่อรอดูการแข่งขันจักรยานระัดับโลกที่เรียกว่า การแข่งจักรยาน ตูร์เดอฟรองซ์ (Tour de France) ที่ผมเืชื่อว่า เพื่อน ๆ หลาย ๆ คนก็กำลังใจจดใจจ่อกับผลการแข่งขันแต่ละสนามอยู่เป็นแน่แท้  และเพื่อให้ได้อรรถรสในการชม วันนี้ผมจึงนำบทความเกี่ยวกับการกำเนิด การแข่งขันจักรยาน ตูร์เดอฟรองซ์ มาให้เพื่อน ๆ ได้รับทราบกันครับ สำหรับท่านที่ทราบแล้วก็ถือเป็นการทบทวนก็แล้วกันนะครับ -_- 


ประวัติการแข่งขันจักรยาน ตูร์เดอฟรองซ์
Tour de France หรือ ตูร์เดอฟรองซ์ เป็นการแข่งขันจักรยาน ทางไกลที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีการก่อตั้ง และจัดการแข่งขันขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ 1903 โดย Henri Desgrange และหนังสือพิมพ์ ออโต้แอล โดยจะมีการจัดการแข่งขันเป็นประจำทุกปีใน ประเทศฝรั่งเศส ประมานเดือน กรกฎาคม ในการแข่งขันจักรยานรายการนี้จะใช้ระยะทางรวมในการแข่งขันนั้นมากกว่า 3,000 กิโลเมตร โดยชาวฝรั่งเศสถือว่า การแข่งขันจักรยาน รายการนี้มีชื่อเสียงที่สุดในโลกรายการหนึ่ง โดยในปี 2009 มีสถานีโทรทัศน์กว่า 78 สถานี ซึ่งได้มีการถ่ายทอดการแข่งขันจักรยานตูร์เดอฟรองซ์ ไปใน 170 ประเทศทั่วโลก

ความเป็นมาของการแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์เดอฟรองซ์


ในปลายศตวรรษที่สิบเก้า ในประเทศฝรั่งเศสการแข่งขันกีฬาจักรยานถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูง โดยบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ชื่อ ปิแอร์ Giffard พวกเขาได้สนับสนุนทางด้านการเงิน, การโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ของพวกเขา ในปี 1900 ผ่านตัวแทนของพวกเขา โดยพวกเขาเลือก Henri Desgrange เพื่อสร้างหนังสือพิมพ์สำหรับรายงานการแข่งขันกีฬาจักรยาน ซึ่งมีชื่อว่า "L' Auto - VELO" โดย Henri Desgrange กับ หนังสือพิมพ์ดังกล่าว ได้เริ่มจัดการแข่งขัน จักรยานทางไกล ตูร์เดอฟรองซ์ ขึ้นเมื่อ วันที่ 19 มกราคม ค.ศ 1903 โดยประกาศว่าเราจะสร้างการแข่งขันจักรยาน "ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้น คือ ตูร์เดอฟรองซ์" โดยการแข่งขันได้เปิดตัวขึ้นในเดือน กรกฎาคม ในปีเดียวกัน ซึ่งส่งผลทำให้ยอดขายของหนังสือพิมพ์ ออโต้แอล เพิ่มขึ้นอย่างสูง และยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงทุกวันนี้

10 ก.ค. 2555

การรับประทานอาหารสำหรับนักจักรยาน

|0 ความคิดเห็น
การรับประทานอาหารสำหรับนักจักรยาน
อาหารมื้อก่อนการแข่งขัน 

สิ่งที่บางคนต้องการสำหรับการเตรียมตัวแข่งขันและเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ อาหารก่อนการแข่งขัน อาหารมื้อก่อนการแข่งขันกีฬาที่ใช้พลังงานอย่างมากจนถึงปานกลางนักกีฬาควรกินอาหารก่อนการแข่งขัน อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารได้เคลื่อนไปที่กระเพาะและนำสู่กระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย แต่หากมีความกังวล ความเครียด กลัว หรือโกรธ ก็อาจทำให้กระเพาะทำงานช้ากว่ากำหนดได้ ซึ่งทำให้อาหารตกค้าง อยู่ในกระเพาะและลำไส้ ดังนั้นขอให้ยึดหลักง่าย ๆ ว่า อาหารก่อนการแข่งขันควรเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและเป็นประเภทแป้ง เช่น ขนมปัง โจ๊ก ข้าวต้ม ไม่ควรเป็นอาหารที่ย่อยยาก เช่น อาหารที่มีโปรตีนหรือไขมันสูง อย่างไรก็ดีก็ต้อง คุ้นเคยกับอาหารก่อนแข่งด้วย และที่สำคัญต้องดื่มน้ำเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ


ส่วนกีฬาที่ใช้เวลาในการแข่งขันสั้นไม่จำเป็นต้องกินอาหารก่อนแข่ง เนื่องจากพลังงานที่ใช้ในกีฬาประเภทนี้ใช้น้อย จึงสามารถใช้พลังงานที่สะสมอยู่แล้วในกล้ามเนื้อ สำหรับนักกีฬาที่ต้องใช้เวลาในการแข่งขันมากควรกินอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตมาก เพื่อสะสมไกลโคเจนไว้ในกล้ามเนื้อให้มาก ไม่ควรดื่มกาแฟและแอลกอฮอล์ก่อนการแข่งขัน เพราะอาจทำให้ปัสสาวะมาก และการทำงานของกล้ามเนื้อไม่สัมพันธ์กัน สำหรับนักกีฬาจักรยาน อาหารมื้อก่อนแข่งขันยึดหลักว่าควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย เพื่อจะได้ย่อยหมดไปก่อนการแข่งขัน อาหารที่เข้าหลักนี้คือ อาหารที่มีไขมันต่ำและมีปริมาณโปรตีนไม่มากนัก เพิ่มอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น อาหารมื้อหลักควรกินก่อนการแข่งขัน 3-4 ชั่วโมง อาหารว่างกินได้ 1-2 ชั่วโมงก่อนแข่ง อาหารที่เหมาะแก่การบริโภคในมื้อก่อนแข่งจึงควรเป็นอาหารธรรมดา ที่ถูกหลักโภชนาการ โดยหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะ เช่น พริกไทย กะหล่ำปลี ผักดอง ซึ่งจะทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายท้องหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรืออาหารที่มีรสหวานมาก เลือกรับประทานอาหารให้ถูกจังหวะกับการแข่งขัน และควรเป็นอาหารที่นักกีฬาคุ้นเคย ไม่ควรจะอดอาหารก่อนการแข่งขันถ้ารู้สึกไม่อยากอาหาร อาจเปลี่ยนจากอาหารปกติมาเป็นอาหารเหลวได้ ซึ่งนอกจากจะง่ายต่อการย่อยแล้ว ยังจำเป็นสำหรับการเสริมพลังงานแก่ร่างกายได้รวดเร็วขึ้นอีกด้วย



อาหารระหว่างการแข่งขัน 

ปกตินักกีฬาจะไม่รับประทานอาหารในระหว่างแข่งขันเพราะจะมีปัญหาเรื่องการย่อยยกเว้นในกีฬาบางประเภท เช่น การแข่งจักรยานประเภทถนนที่แข่งกันครั้งละหลาย ๆ ชั่วโมง อาหารส่วนใหญ่ที่นักกีฬาจะกินได้จึงเป็นรูปของเครื่องดื่มที่มีกลูโคสหรือสารคาร์โบไฮเดรตตัวอื่น ๆ 
สำหรับเครื่องดื่มเหล่านี้ควรระวังไม่ให้มีปริมาณน้ำตาลมากเกินไป เพราะจะมีปัญหาเรื่องการดูดซึมและเกิดอาการท้องอืด แน่น จุก เสียด หรือ คลื่นไส้อาเจียน ความเข้มข้นของน้ำตาลไม่ควรเกิน 25 % ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยมาก ถ้าคิดในแง่ของการเสริมพลังงานผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าแทน โดยเฉพาะในการแข่งขันที่ไม่นานเกินกว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่ง การสูญเสียพลังงานและเกลือแร่ยังไม่มากนัก ดื่มน้ำเปล่าชดเชยก็เพียงพอ แต่การแข่งขันที่ยาวนานกว่านั้น การดื่มเกลือแร่อาจเข้ามามีบทบาท ทั้งน้ำเปล่าและเกลือแร่ควรแช่เย็นก่อนรับประทานจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความร้อนระอุในร่างกายอันเกิดจากการออกกำลังกาย



อาหารหลังการแข่งขันควรเป็นอย่างไร

การกินอาหารหลังการแข่งขันไม่มีข้อจำกัด เพียงแต่พยายามกินชดเชยพลังงานที่ใช้ไปตลอดจนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปในระหว่างการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น การแข่งขันที่ใช้เวลานาน เช่น วิ่งมาราธอน จักรยานทางไกล ก็ต้องกินอาหารที่มี าร์โบไฮเดรตสูงและมีปริมาณเกลือแร่เพียงพอ โดยเฉพาะโปตัสเซียม ซึ่งมีมากในผลไม้ประเภทส้ม กล้วย และในเมล็ดถั่ว การกินอาหารชดเชยไม่ใช่กินเพียงมื้อเดี่ยวจะได้ แต่จะ ต้องใช้เวลา 2 - 3 วัน กว่าจะมีการสร้างและสะสมไกลโคเจนในกล้ามเนื้อกลับคืนสู่สภาพเดิม

5 ก.ค. 2555

จอร์จ ฮินคาพี ประกาศแขวนล้อแล้ว

|0 ความคิดเห็น
คำพูดว่าต่อให้เก่งแค่ไหนก็ต้องแพ้สังขารเข้าสักวันยังเป็นจริง ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยและกับทุกวงการ หลังจากเพื่อนรัก แลนซ์ อาร์มสตรอง ประกาศเลิกแข่งจักรยานอาชีพไปแล้วก็ถึงตา จอร์จ  ฮินคาพี เพื่อนร่วมทีมที่เคยบุกบั่นฝ่าฟันด้วยกันมาตั้งแต่อยู่ทีม ยูเอสโพสเติล เซอร์วิส ซึ่งประกาศว่าจะเลิกแข่งจักรยานอาชีพแน่ในเดือนสิงหาคมนี้ และตูร์ เดอ ฟร็องที่จะเริ่มในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมปีนี้คงจะเป็นตูร์ฯ ครั้งสุดท้ายของเข้าด้วย


“ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลยครับ ผมต้องเลิกทั้งที่ยังแข่งได้อยู่ การแข่งจักรยานอาชีพได้นานถึงสิบเก้าปีนี้เป็นสิ่งที่ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลย แต่ผมก็อยากจะมีเวลาอยู่กับลูก ๆ บ้าง พวกเขาต้องโตขึ้นมาโดยทีพ่อแทบจะไม่มีเวลาอยู่บ้านเลย ต้องแข่งจักรยานตลอด” ฮินคาพี กล่าวถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ

จากประวัติการแข่งขันจักรยานของเขา จอร์จ  ฮินคาพี เป็นนักจักรยานอเมริกันที่สร้างเกียรติประวัติไว้มากที่สุดคนหนึ่ง ในฐานะลูกทีม เขาเป็นส่วนสำคัญในชัยชนะของ แลนซ์ อาร์มสตรอง ทั้งเจ็ดครั้ง รวมทั้ง อัลแบร์โต คอนทาดอร์ และ คาเดล อีแวนส์ หลังจากการแข่งจักรยานอาชีพมา 19 ปี เขาคือสุดยอดนักจักรยานประเภทคลาสสิค จากการคว้าชัยชนะรายการแข่งขัน เกนต์-เวเวลเฮ็ม ในปี 2001 และคูร์เน่อะ-บรุสเซล-คร์เน่อะ ในปี  2005 ในปีเดียวกันนั้นเช่นกันที่เขาครองที่ 2 จากการแข่งคลาสสิกปารีส์-รูเบและชนะในคริเตเรียม ดู ดอฟีนและตูร์ เดอ ฟร็องซ์ รายการและสองสเตจ เป็นผู้ชนะในไทม์ ไทรอัลประเภททีมสามครั้งจากตูร์ฯ และชนะในสเตจขึ้นเขา ปลา ดา เดต์ ด้วยในปี 2005

เขาเป็นลูกทีมผู้มีส่วนสำตัยในการลาก คาเดล อีแวนส์ จนครองแชมป์ตูร์ฯ ปี 2011 เมื่อเขาพลาดจากเสื้อเหลืองไปเมื่อสองปีก่อนหน้านั้น ฮินคาพีเคยชวนอีแวนส์มาเข้าทีม BMC ในดิวิชั่น 2 ที่กำลังดีวันดีคืน อีแวนส์กล่าวหลังจากทราบข่าวแขวนล้อของฮินคาพีว่าเขาอยากให้เพื่อนตัดสินใจเสียใหม่
หลังจากเพื่อนรัก แลนซ์ อาร์มสตรอง ประกาศแขวนล้อ ฮินคาพีก็ย้ายจากมีมเดิมมาอยู่โคลัมเบีย-ไฮ โรด และ BMC ซึ่งเป็นการกลับมาพบกับ จิม โอโซวิคส์ ผู้นำเขามาสู่ทีมจักรยานอาชีพคือโมโตโรลเมื่อปี 1994 โอโวชิคส์กล่าวถึงฮินคาพีว่า “จอร์จเป็นนักจักรยานระดับดาราคนแรกที่เชื่อมั่นในทีม BMC เขานำเราสู่สามปีแห่งการแข่งประเภทคลาสสิคและในระดับแกรนทัวร์ทั้งในตำแหน่งหัวหน้าและลูกทีม ผมภูมิใจที่เขามาเริ่มอาชีพนักแข่งจักรยานกับผมในทีโมโตโรล่าเมื่อปี 1994 และยังได้เห็นเขาแข่งจนเลิกแข่งไป รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เห็นเขาแข่งตั้งแต่ต้นจนจบ จอร์เป็นสุดยอดนักจักรยานเท่าที่อเมริการเคยมีมาจริง ๆ ครับ”

ถ้าฮินคาพีวางแผนไว้ว่าจะเริ่มตูร์ฯ ในวันที่ 30 มิถุนายน นี้ที่เมืองลิเอจ เบลเยี่ยม นั่นจะเป็นสถิติใหม่ของเขาคือการเริ่มตูร์ เดอ ฟร็องซ์ได้ 17 ครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้ทำสถิติไปแล้วทั้งทัวร์ ออฟ ฟลานเดอร์ส และปารีส์-รูเบ

ที่มาบทความ นิตยสาร Sport Street

น้ำหนักของจักรยาน เรื่องที่มืออาชีพควรใส่ใจ

|0 ความคิดเห็น
สวัสดีครับเพื่อน ๆ วันนี้ผมไปเจอบทความเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักของจักรยาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ที่คิดได้หลายแง่หลายมุม จะว่าซีเรียสก็ใช่ จะว่าไม่ซีเรียสก็ไม่เชิง ซึ่งสำหรับท่าน ที่ปั่นจักรยานเล่น ๆ ออกกำลังกาย ไม่ได้เจาะจงต้องใช้แข่งขันก็คงไม่ซีเรียสหรือคิดมากกับน้ำหนักของจักรยานที่ท่านใช้อยู่ แต่สำหรับมืออาชีพที่เป้าหมายแข่งขันเป็นหลัก ก็คงจะไม่สนใจกับน้ำหนักจักรยานคงไม่ได้แล้ว เพราะสิ่งนี้ก็เป็นตัววัดผลแพ้ชนะได้เช่นเดียวกัน หากฝีมือฝีเท้าใกล้เคียงกัน  ส่วนสำหรับท่านที่มีเงินถุงเงินถังจะอัพไปใช้จักรยานเบา ๆ แพง ๆ ใช้ก็ไม่ว่ากันนะครับ ...


กลับมาเข้าเรื่องน้ำหนักของจักรยานกันดีกว่า สำหรับบทความนี้ต้องยกเครดิตให้กับเวป thbike.blogspot.com ตามมารยาทผมลงลิ้งค์ให้ท้ายบทความแล้วนะครับ สำหรับบทความดี ๆ เชิญอ่านกันได้เลยครับ...

หากเราจะพูดเรื่องน้ำหนักของจักรยาน กันแล้วหลายคนคงนึกถึงจักรยานที่มีราคาแพง ๆ รวมไปถึงชิ้นส่วนต่างๆ ที่ประกอบประกันขึ้นมาเป็นจักรยาน 1 คัน วันนี้ผมจึงมาเล่าถึงประสบการณ์เล็กน้อยๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวครับ



หลายครั้งที่เราออกไปปั่นจักรยาน กับกลุ่มเพื่อนๆ แล้ววันไหนหากเพื่อนในกลุ่มเรา คนใดคนหนึ่ง ซื้อจักรยานมาใหม่หลายคนคงสงสัยว่า จักรยานของเขาจะหนักสัก กี่กิโลกลัม แล้วเขาซื้อมาด้วยราคาเท่าไหล่ (นึกในใจ!! มันชั่งสวยงามอะไรเช่นนี้) หากเราไม่ใช่คนมีฐานะ ร่ำรวย เราคงคงต้องนึกอยู่แล้วครับว่า (หากเราได้จักรยานแบบเขามาขี่สักคัน เราคง ปั่นได้เร็วและแรง น่าดู!!) บางคนไปหาซื้อของมาตกแต่งจักรยานของตน หาอะไรต่อมิอะไร มาเปลี่ยน ทั้งที่ของเดิมที่ใช้อยู่ก็ยังสภาพ เกิน 80% หรือแทบจะไม่มีอะไรสึกหลอเลย แต่ก็อย่างว่าละครับ มันอยู่ที่ความพึงพอใจของแต่ละคน หากท่านไหนพอจะมีฐานะ หน่อยก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ เขาก็ใช้เงินสมกับฐานะทางสังคมของเขา แต่ก็มีอีกหลายคน เช่นกันครับ ที่ตามๆ เขาไปทั้งที่กำลังทางการเงินของตัวเอง ก็เดือนชนเดือน อยู่แล้ว ต่างคนก็ต่างจิต ต่างใจครับ

ผมมีเรื่องเรานิดหน่อยครับ ตอนที่ผมจะประกอบรถของผม คือคันที่ผมใช้ขี่อยู่ทุกวันนี้ สักหน่อยครับ ตอนแรกผมก็หาข้อมูลจากหนังสือ และอินเตอร์เน็ต อยู่นานพอสมควรครับ โดยผมจะค่อยๆ ซื้อมาประกอบทีละชิ้นเลยละครับ คือตอนนั้นผมไม่มีเงินก้อน ที่จะซื้อมาประกอบที่เดียวทั้งคัน ผมเลยซื้อมาเดือนละชิ้น สองชิ้น ก็ใช้เวลาประมาณ 4 เดือนกว่าๆ ครับ กว่าผมจะได้ขี่จักรยานคันนี้ หมดเงินไปประมาณ สี่หมื่นกว่าบาท แต่อะไหล่ทุกชิ้นที่ผมซื้อมา ล้วนแต่คุณภาพสมราคาครับ แถมไปซื้อของเขาบ่อยๆ เขาก็ลดราคาให้แบบผมไม่ต้องต่อลองราคาเลยครับ

เบาะจักรยานเบาๆ

ส่วนเรื่องน้ำหนักของอะไหล่แต่ละชิ้น ยิ่งเบาราคาก็ยิ่งสูงครับ โดยส่วนตัวผมจะเลือก อะไหล่จักรยาน ที่มีราคากลางๆ ไม่สูงเกินไป ผมขอยกตัวอย่างตอนที่ผมจะหาซื้อเบาะจักรยาน คันที่ผมใช้อยู่นะครับ ยี่ห้อ A ราคา 6,000 บาท น้ำหนัก 200 กรัม ยี่ห้อ B ราคา 1,200 บาท น้ำหนัก 250 กรัม เป็นคุณจะเลือกยี่ห้อไหนครับ แต่ตัวผมเลือก ยี่ห้อ B ครับ เพราะว่าผมคิดว่า น้ำหนักต่างกันแค่ 50 กรัม ราคามันไม่น่าจะต่างกันราวฟ้ากับเหว เช่นนี้ ส่วนเรื่องยี่ห้อ ไม่ได้กินผมหลอกครับ เพราะผมไม่สนเลยครับ ผมสนแต่คุณภาพเท่านั้น หลายอย่างของดีไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป ครับ ผมขอยกตัวอย่างเรื่องของดีไม่แพงแล้วกันนะครับ นั่นคือกางเกงสำหรับปั่นจักรยาน ครับ ผมเคยใช้ของนอกยี่ห้อหนึ่ง ผมไม่บอกยี่ห้อแล้วกันครับเดี๋ยวเขาจะได้รับความเสียหาย ผมใช้ไม่กี่เดือนก็ยานแล้วครับ ถ้านึกไม่ออกลองนึกถึงภาพถุงเท้านักเรียน ที่มันหมดสภาพเอาครับ เหมือนกันไม่มีผิดเลยครับ ผมเลยกลับไปใช้ของประเทศเราผลิตเองยี่ห้อ "กุ้งทอง" หลายคนอาจจะงง ครับว่า กางเกงปั่นจักรยาน ยี่ห้อดังกล่าว มันมีอยู่ในโลกนี้ด้วยหรอ ผมขอตอบแบบไม่เขินเลยครับ ว่ามีครับ และหลายคนอาจจะสงสัยอีกว่าแล้ว จะหาซื้อได้ที่ไหนกันหละ!! ไม่ต้องกลัวครับผมบอกเลยแล้วกัน ผมไปซื้อที่ร้าน "โกเหลียง" ครับซึ่งร้านของพี่เขาอยู่แถวลาดพร้าว 101 ครับ ผมใส่ทั้งชุดครับ ยี่ห้อนี้หมด มันถูกใจผมตรงที่ กางเกง 300 บาท เสื้อ 120 บาท (ราคานี้ สมัย 2 - 3 ปีที่แล้วครับ) ความทนไม่ต้องพูดถึงครับใช้กันจมลืมเลยละครับว่าซื้อมาตอนไหน

ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับน้ำหนักของจักรยานนั้น ก็ไม่ใช้เรื่องใหญ่อะไรมากมายครับ เราแค่เลือกน้ำหนักแล้วนำมาเปรียบเทียบกับราคา และคุณภาพครับ ว่ามันเหมาะสมกันหรือเปล่า สุดท้ายแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความพึงพอใจ แล้วก็เงินครับ สุดท้ายครับ จักรยานจะเทพขนาดไหน แต่เจ้าของขี้เกียจฝึกซ้อมเสียแล้ว ดังนั้นน้ำหนักรถเบาๆ จะมีประโยชน์เช่นไรครับ 



ที่มาบทความ thbike.blogspot.com

ประโยชน์ทางการแพทย์จากการขี่จักรยาน

|0 ความคิดเห็น


ประโยชน์ทางการแพทย์จากการขี่จักรยาน

โดยปกติแล้วคนที่มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ถ้าเดินในอัตราส่วนประมาณ 3 กิโลเมตร
ต่อชั่วโมง (เดินเร็ว) จะใช้พลังงานไป 2.3-60 = 138 กิโลแคลอรี่ต่อการเดิน 1 ชั่วโมง 
(เท่ากับการเผาผลาญข้าวกระเพราะไก่ไข่ดาว 1 จาน) แต่ถ้าขี่จักรยานในอัตราประมาณ 
10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็จะเผาผลาญสารอาหารและใช้พลังงานในปริมาณไล่ๆ กับการ
เดิน 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นหมายความว่าประโยชน์จากการขี่จักรยานก็คือการ
เผาผลาญและการใช้พลังงาน ทำให้ลดอัตราการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือด

นอกจากนั้นการขี่จักรยานอย่างต่อเนื่องจึงเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิคที่มีผลทำให้
หัวใจแข็งแรง กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดีขึ้น การออกกำลังกายแบบแอโรบิคต่อเนื่อง
ช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกายดีขึ้น ซึ่งรวมถึงเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยง
กล้ามเนื้อหัวใจและอวัยวะสำคัญในร่างกาย ได้แก่ สมอง ไต ลดการเก็บสะสมตะกรัน
ไขมันในหลอดเลือดทั่วร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถป้องกันภาวะเส้นเลือดตีบตันในอวัยวะ
สำคัญที่กล่าวข้างต้น

นอกจากนั้นการขี่จักรยานยังเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ช่วยระบบการหายใจ 
เพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในถุงลมปอดให้
ดีขึ้นและยังเพิ่มระดับของฮอร์โมนแอนดอร์ฟินอันจะช่วยลดความเครียดในร่างกายให้
ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

การออกกำลังกายโดยการขี่จักรยานเสือภูเขา เป็นกิจกรรมที่เข้าถึงธรรมชาติที่ดี ได้รับ
อากาศที่มีมลพิษน้อยลงซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแน่นอน การขี่จักรยานขึ้นลงเขาถือ
เป็นการออกกำลังแบบแอโรบิคที่หนัก เพราะต้องใช้พลังงานมาก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ
หัวใจในคนที่หัวใจแข็งแรงอยู่แล้วจึงเหมาะที่จะปั่นจักรยานเสือภูเขาจะทำให้หัวใจ
แข็งแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณ คล้ายๆ กับการเล่นเทนนิส ฟุตบอล สมรรถภาพระบบหัวใจ
และปอดจะดีขึ้นอย่างเด่นชัดหากว่าคุณขี่จักรยานเสือภูเขาเป็นประจำ การขี่จักรยาน
เสือภูเขา ปีนเขา ไตรกรีฑา เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคหนัก ผู้ที่สามารถเล่น
กีฬาประเภทนี้ได้ จำเป็นต้องมีสมรรถนะหัวใจและปอดดีเยี่ยมถึงจะมีความปลอดภัย

สำหรับการขี่จักรยานแล้วยังได้ประโยชน์โดยตรงต่อกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพราะได้
ยืดเส้นยืดสาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอว สะโพก ทำให้ป้องกันปัญหาปวดกล้าม
เนื้อขาได้ดี

ผู้ที่เริ่มขี่จักรยานใหม่ๆ มีข้อควรระวังดังนี้


เบาะที่นั่ง(อาน) จะต้องเหมาะกับสรีระของร่างกาย ไม่ควรนิ่มมากเกินไป เพราะจะทำ
ให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นขาได้ แต่ก็ไม่ควรแข็งเกินไปเพราะจะกระแทกกล้ามเนื้อก้น 
อักเสบง่ายและทำให้เมื่อยล้า

ความสูงของเบาะกับขาถีบ ควรมีความสัมพันธ์กับความยาวของขาของผู้ถีบ เมื่อถีบ
จนสุดควรให้องศาของเข่า เท่ากับแนวตรงของขาไม่เกิน 150 องศา ไม่เช่นนั้นจะทำ
ให้ปวดกล้ามเนื้อขาและเมื่อยล้าง่าย 

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today  โดย 
นพ.ชาญวิทย์ โคธีรานุรักษ์ 

4 มิ.ย. 2555

มาทำความรู้จักกับจักรยาน Full-Suspension

|0 ความคิดเห็น
มาทำความรู้จักกับจักรยาน Full-Suspension


เป็นเวลาสามสิบกว่าปีแล้วที่จักรยานเสือภูเขาได้กำเนิดเกิดขึ้นมาในโลก นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาการให้จักรยาน ชนิดนี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทุกปี นอกจากนี้ยังแตกสาขาออกไปเพื่อตอบสนองการขี่แต่ละประเภทให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับการใช้งาน ในเส้นทางแบบต่าง ๆ


จักรยานเสือภูเขาแต่เดิมจะเป็นตะเกียบตายและมีตัวเฟรมไร้ระบบกันสะเทือนซึ่งจักรยานแบบนี้หากนำไปใช้ในเส้นทางขรุขระมาก ๆ จะทำให้ผู้ขี่อ่อนล้าจากแรงกระแทกในเส้นทางต่อมา จึงได้มีการคิดค้นระบบกันสะเทือนแทนตะเกียบขึ้นเพื่อลดแรงกระแทกรวบทั้งเพื่อยืดเกาะเส้นทางได้ดี


ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาวิทยาการด้านวัสดุศาสตร์ ได้ทำให้จักรยาน Full Suspension มีน้ำหนักเบาลงกว่าอดีตมาก นอกจากนี้วิทยาการด้านคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบยังช่วยให้จักรยานชนิดนี้สูญเสียแรงในการปั่นน้อยลง รวมถึงเทคโนโลยีของช็อคอัพจักรยานที่มีประสิทธิภาพสูงในปัจจุบัน ทั้งสามตัวแปรดังกล่าวคือเหตุผลที่ทำให้จักรยาน Full Suspension กลับมาได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าในอดีต


ในเวลาต่อมาได้มีการประดิษฐ์ระบบกันสะเทือนหลัง ติดเฟรมให้จักรยานมีระบบกันสะเทือนทั้งหน้า-หลัง เรียกว่าจักรยาน Full Suspension (นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า Full-sus) ซึ่งเกาะยึดเส้นทางได้ดี และยังสามารถลดแรงกระแทกได้ด้วย ในช่วงแรก ๆ Full sus มีน้ำหนักมาก และสูญเสียแรงในการปั่น ทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิย


ในการแบ่งประเภทของจักรยาน Full Sus จะแบ่งตามลักษณะการขี่ และช่วงระยะยุบตัวของระบบกันสะเทือน โดยทั่ว ๆ ไปจักรยาน Full sus จะมีระยะยุบของระบบกันสะเทือนทั้งด้านหน้าและด้านหลังเท่ากัน เพื่อให้เดความสมดุลในการทำงานของระบบ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อขี่ ปัจจุบันจึงแบ่งประเภทของจักรยาน Full suspension ได้ดังนี้


1. Cross Country : มีระยะการยุบตัวของระบบกันสะเทือนไม่เกิน 4 นิ้ว เฟรมมีท่อบนยาว ใช้สำหรับเส้นทางที่มีค่อนข้างขรุขระ เน้นการขี่ทำความเร็วสูง มีน้ำหนักเบา ระบบกันสะเทือนอาจจะมีระบบล็อคกันยุบตัว เพื่อการขี่บางลักษณะ เฟรมมีความชันของท่อคอประมาณ 70 องศา




2. Trail Bike: มีระยะการยุบตัวของระบบกันสะเทือนประมาณ 5 นิ้ว ใช้ขี่ในเส้นทางขรุขระมากกว่าแบบแรกแต่ยังทำความเร็วได้ดี




3. All Mountain : มีระยะการยุบตัวของระบบกันสะเทือนประมาณ 6 นิ้ว ออกแบมาสำหรับเส้นทางขรุขระมากพอสมควร เฟรมมีท่อบนสั้นเน้นการควบคุมง่ายไม่เน้นทำความเร็วสูง นอกจากนี้ตัวรถยังมีความแข็งแรงมากกว่าสองแบบแรก สามารถกระโดดกระโจนได้บ้าง มีความชันของท่อคอประมาร 67-8 องศา




4. Free Ride: มีระยะการยุบตัวของระบบกันสะเทือนประมาณ 7 นิ้ว ออกแบบมาให้ตัวถังมีความแข็งแรงสูง สามารถขี่โดดกระโจนลงจากที่สูงได้ เน้นความคล่องตัวมีความชันของท่อคอประมาณ 66-77 องศา




5. Down Hill: มีระยะการยุบตัวของระบบกันสะเทือนตั้งแต่ 8 นิ้วหรือมากกว่านั้น โดยทั่วไปจะนิยมใช้ช็อคหน้าแบบสองแผงคอ (Double Crown) เฟรมออกแบบมาให้มีความแข็งแรงสูง รองรับแรงกระแทกได้ดี ทำความเร็วได้สูง และยังควบคุมรถได้ง่าย ความชันของท่อคอประมาณ 65-66 องศา


จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าจักรยาน Full Suspension แต่ละประเภทถูกออกแบบมาให้ใช้กับเส้นทางเฉพาะของแต่ละแบบ ดังนั้นในการเลือกจักรยานจึงต้องคำนึงถึงรูปแบบการใช้งานส่วนใหญ่ของท่าน เพื่อการใช้งานได้อย่างเหมาะสมเต็มประสิทธิภาพ

1 มิ.ย. 2555

Campagnolo เผยโฉมจานหน้าคอมแพคสามใบ

|0 ความคิดเห็น
Campagnolo เผยโฉมจานหน้าคอมแพคสามใบ สำหรับแฟนพันธุ์แท้กรุ๊ปเซ็ตเสือหมอบคัมปันโญโล จากแดนมักกะโรนี ผู้ปรารถนาจะไต่เนินชันให้สบายแรงกว่าเดิม ปี 2013 นี้ 


Campagnolo Athena 2013
Campagnolo ประกาศแล้วว่าท่านจะไม่ต้องรอคอยให้เนิ่นนานอีกต่อไป ด้วยการเปิดตัวชุดจานหน้าคอมแพคสามใบไปแล้วเมื่อกลางเดือน พฤษภาคม


ชุดจานหน้าสามใบใหม่นี้ทางคัมปันโญโลประกาศว่ามี ยู-แฟคเตอร์ (ความกว้างระหว่างขาจานทั้งสองข้าง) และ คิว-แฟคเตอร์ (ความกว้างของตัวขาจาน) น้อยที่สุดในระดับเดียวกัน ทางคัมปันโญโลย้ำด้วยว่าทั้งความเร็วและความแม่นยำในการสับจานไม่แพ้แบบสองใบจานเดิม ๆ เลย


ชุดจานคอมแพคใหม่นี้จะเป็นจานสามใบน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ อัลตราไลต์ สร้างจากอลูมินัมเนื้อเหนียวที่เบาด้วยกรรมวิธีหล่อกลวง (ฮอลโลว์ ฟอร์จ) โดยจะมีชื่อรุ่นตานี้คือ อาธีนา (Athena) สำหรับชุดเกียร์ 11 สปีดในสีดำและสีเงินมัน เซ็นเทาร์ (Centaur) สำหรับชุดเกียร์ 10 สปีดสีดำ ดำด้านและแดง และเวโลเซ (Veloce) สำหรับชุดเกียร์ 10 สปีด สีดำและเงินมัน


เพื่อให้เข้าชุดกัน สับจานหน้าจึงถูกออกแบบใหม่หมดให้รับกับใบจานที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ตีนผีซึ่งมีทั้งแบบขาเฟืองสั้น (55 มม.) กลาง (72.5 มม.) กลาง+ (82 มม. สำหรับชุดอาธีนา เกียร์ 11 สปีดเท่านั้น) หรือขาเฟืองยาว (89 มม. เฉพาะเกียร์ 10 สปีด จะใช้ตัวตีนผีเหมือนกัน) ทั้งแบบ 10 และ 11 สปีดของอาธีนา, เซ็นเทาร์ และเวโลเซ รุ่นขาเฟืองยาวจะใช้ได้กับเซ็นเทารุ่น 10 สปีดที่มีฟันเฟือง 12 – 30 ซี่ เซ้นเทาร์มีเฟือง 10 สปีด ฟันเฟือง 12 -27 ซี่ ให้เลือกด้วยเช่นกันซึ่งชุดเฟืองท้ายดังกล่าวนี้จะใช้งานได้เงียบและทนทานขึ้น ด้วยเทคนิคการชุปแข็งและการรออกแบบสัดส่วนเรขาคณิตใหม่ ประกอบกับใช้เทฟลอนเคลือบในโซ่ของเซ็นเทาร์รุ่น 10 สปีดด้วย


ในชุดจานหน้า 2 ใบสำหรับเฟือง 11 สปีด คัมปันโญโลก็บอกว่าจะทำใหม่ด้วยเช่นกันในแบบฟันเฟือง 38 และ 52 ซี่ ส่วนแบบที่ทำใบจานด้วยคาร์บอนทั้งหมดในสัดส่วนเท่ากันนั้นจะมีจำหน่ายสำหรับเกียร์ 11 สปีด ทั้งหมดคือซูเปอร์เรคคอร์ด, เรคคอร์ด,คอรัส และอาธีนา โดยจะมีความยาวขาจานตั้งแต่ 165 – 175 มม. หนัก 663 กรัม สำหรับอาธีนา คาร์บอน 690 กรัม สำหรับคอรัส สำหรับรุ่นเรคคอร์ดเดิมซึ่งหนัก 650 กรัมและซูเปอร์เรคคอร์ดที่หนัก 607 กรัมนั้นจะเบาขึ้นอีกรุ่นละ 40 กรัม ที่ดียิ่งขึ้นคือชุดจานหน้าสองใบแบบ 36-52 นั้น จะใช้งานร่วมกับชุดเกียร์อีเลคทรอนิค คัมปันโญโลอีพีเอสได้ด้วย...


อีกไม่นานเกินรอ สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของกรุ๊ปเซ็ตสัญชาติอิตาเลียนแบรนด์นี้ คงจะนำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย รอเสียตังค์กันได้แล้วครับ...


ที่มา นิตยสาร Sports Street

30 พ.ค. 2555

รีวิว Trek SuperFly 100 Elite

|0 ความคิดเห็น
รีวิว Trek SuperFly 100 Elite

Trek Super Fly 100 Elite
เราทราบดีว่าผู้ริเริ่มวงล้อจักรยานเสือภูเขาขนาด 29 นิ้ว หรือ 29er ที่มีเส้นรอบวง 622 mm. ซึ่งเป็นขนาดเดียวกันกับวงล้อ 700c ของจักรยานเสือหมอบ เขาเปรียบเสมือนบิดาแห่งวงการจักรยานเสือภูเขา ใช่แล้วครับเรากำลังหมายถึง Gary Fisher ผู้บุกเบิกวงการเสือภูเขาและยังเป็นผู้บุกเบิกขนาดล้อ 29 นิ้วอีกด้วย ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา Gary Fisher ได้ร่วมงานกับ Trek พัฒนารถ 29er มาถึงจุดที่เรียกว่าหมดข้อสงสัย

Super Fly 100 Elite

OCLV Mountain Carbon Main Frame & Swingarm, Carbon Armor, ABP Convert Flow Mold Carbon Swing link G2 Geometry E2 Tapered head tube สรรพคุณยาวจริง ๆ สรุปสั้น ๆ จับใจความได้ว่า ท่อหลัก ๆ รวมถึงหางหลังทำจากคาร์บอน OCLV เอกสิทธิ์ของ Trek เองที่พัฒนาในแบบฉบับสำหรับ Mountain โดยเฉพาะ ABP (Active Braking Pivot) ระบบจุดหมุนที่พัฒนาจาก Four Bar ไปอีกระดับ รอยต่อที่ฉีกกฎช่วยลดปัญหาในขณะได้รับแรงกระแทก และเพิ่มความแข็งแรงให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย กะโหลกแบบ BB 95 ก้าวหน้าขึ้นมาเต็มระดับ สามารถทดแรงบิและแรงกระชากได้ดียิ่งขึ้น

ระบบ G2 เป็นการออกแบบที่เรียกชื่อเฉพาะให้เหมาะสำหรับองศา Geometry ของรถ 29er ดังนั้น G2 สำหรับ 29er จึงได้ถูกพัฒนาให้มีระยะออฟเซทของช็อคอัพหน้าที่ 51 มม. เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการเลี้ยงในมุมแคบทำได้ดีจนแทบจะให้ความรู้สึกเหมือนกับการขี่จักรยานขนาดล้อ 26 นิ้วเลยทีเดียว
E2 คือการพัฒนาอีกขึ้นจากท่อหน้าที่รองรับถ้วยคอขนาด 1-1/8” แบบดั้งเดิม ให้เป็นแบบ Tapered ซึ่งมีขนาดของชุดลูกปืนบนและล่างที่มีขนาดต่างกันรวมไปถึงซางช็อคอัพหน้าและชุดถ้วยคอด้วยชุดท่อคอแบบ E2 จะมีขนาดของลูกปืนคอชุดล่างขนาด 1.5” เพื่อให้มีความแข็งแรงรองรับแรงกระแทกและการบิดตัว ทำให้เลี้ยวและเข้าโค้งได้อย่างมั่นคง ในขณะที่ลูกปืนคอชุดบนยังคงขนาดเดิมไว้คือ 1-1.8”
Trek Super Fly 100 Elite
ช็อคอัพหน้า

ในเมื่อคอและระบบเป็น G2/E2 ช็อคที่ใช้ก็ต้องเป็นระบบเดียวกัน Fox 32 Float 29 FIT RLC ช่วงยุบ 100 mm แกนปลด 15 mm สีสันและกราฟฟิกถูกออกแบบมาให้เข้ากันได้ดี ช็อคอันหลัง Fox Float RP-23 ปรับได้ 3 ระดับ ชุดขับเคลื่อน Shimano XT 10 Speed จานหน้า 2 ใบ ขนาด 38/26 ระบบติดตั้งสับจานหน้ามากับเฟรมถูกพัฒนาเรียกว่า Direct-mount ช่วยให้การปรับตั้งเกียร์ได้ง่ายขึ้นและแม่นยำโดยเฉพาะรถ Full Suspention ที่มีการขยับตัวของสวิงอาร์มขึ้นลงตลอดเวลา

10 เกียร์ เคลียร์ตลอดเส้นทางด้วยอัตราทด 11-36 T ระบบเบรกจัดชุด Shimano XT เข้าคู่กับชุดล้อ Bontrager Race lite TLR Disc 29er Tubeless ระบบดุมล้อหน้า 15mm ระบบดุมล้อ Fcc แบริ่งขนาด Oversized ปีกดุมกว้าง เพิ่มความแข็งแรงและความมั่นคงให้กับคอลโทรล ส่วนดุมล้อหลังขนาด 12 mm. 142x12 mm ลูกปืนแบริ่ง ยาง Bontrager XL 31.8 mm. แฮนด์ Bontrager RXL Carbon Big Seep หลักอาน Bontrager RXL 31.9 5mm offset เบาะ Bontrager Evoke 3 Titanium

ขนาด Size 15.5 ของเจ้า Super Fly 100 Elite ออกแบบมาได้อย่างลงตัวสำหรับคนเอเชีย ถึงแม้จะเป็นวงล้อขนาด 29 นิ้ว แต่ก็ไม่เพิ่มระยะความสูงของรถไปมากมายเท่าไหร่นัก...

ที่มา นิตยสาร Race Bicycle

ในตอนต่อไปจะเป็นบทการทดสอบการใช้งานจริง ในสภาพเส้นทางจริงกันครับ โปรดติดตาม...

20 พ.ค. 2555

สุดยอดจักรยานไม้ไผ่

|0 ความคิดเห็น
วันนี้ผมนำเอาจักรยานที่ทำมาจากไม้ไผ่ หรือมีส่วนประกอบที่ทำมาจากไม้ไผ่ มาให้เพื่อน ๆ ได้ชมกันครับ ผมไม่รู้ว่าในบ้านเรามีใครริเริ่มทำบ้างไหม ดูแล้วก็สวยงามใช่ย่อยเลยนะครับ 





Eco Idea เด็ด ๆ ตัวนี้ เป็น 10 ตัวอย่างสุดยอดจักรยาน ซึ่งทั้งสวยงาม ทันสมัย เปี่ยมประสิทธิภาพ และแน่นอนว่ามันช่วยลดโลกร้อนได้ การเอาไม้ไผ่มาเป็นวัสดุในการผลิตจักรยานนั้น นอกจากช่วยลดการใชัวัสดุประเภทอื่นที่ต้องผ่านกรรมวิธีมากมาย ทั้งเชื่อม เจาะ ทำสี หรือการหลอม ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีขั้นตอนหนึ่งที่ส่งผลกระทบผลเสียต่อโลกใบนี้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงมาใช้วัสดุที่แข็งแรงและย่อยสลายง่ายเป็นส่วนประกอบ นั้น จึงช่วยคงความสวยงามของโลกใบนี้เอาไว้อีกทางหนึ่ง

อีกทั้งยังเป็นที่รู้กันว่า การใช้จักรยานเป็นพาหนะเวลาไปไหนมาไหน จะช่วยลดเจ้า CO2 ตัวร้าย ที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกอีกด้วย อยากชวนกันหันปั่นจักรยานกันเยอะ ๆ เพราะนอกจากจะดีต่อสุขภาพเราแล้ว ยังดีต่อสุขภาพโลกนี้ด้วย...ใครสนใจรายละเอียดการออกแบบ...




















เป็นไงบ้างครับ เพื่อน ๆ สนใจอยากถอยมาลองปั่นสักคันไหมครับ.... ขอบอกว่าทั้งสวย และน่าจะใช้งานได้ดีนะ ว่าไหมครับ ...

อัตราทดเกียร์สำหรับ จักรยาน

|0 ความคิดเห็น
สวัสดีครับ วันนี้ผมไปเจอบทความดี ๆ เรื่องอัตราทดเกียร์สำหรับจักรยาน จึงขอนำบทความนี้มาเผยแพร่ในบล็อกแห่งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ สู่ชาวจักรยานมือใหม่ ที่ยังไม่เข้าใจในใช้เกียร์หรือการทดเกียร์ในสภาพเส้นทางต่าง ๆ  เพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าของบทความผมจะไม่ตัดทอนบทความออกนะครับ ...






ระบบเกียร์ของรถจักรยาน นั้นหากเราทำความคุ้นเคย และนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และชำนาญแล้วนั้น จะทำไห้เรามีความได้เปรียบ ในการแข่งขันอย่างแน่นอน ครับ หากคุณใช้เกียร์ ให้เหมาะสม กับสภาพภูมิประเทศ และความแข็งแรงของร่างกาย แล้วละก็ โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จ ในการแข่งขัน ไม่ว่า จะแข่งขันจักรยานทางเรียบ หรือ ทางที่มีภูเขาเยอะๆ ดังนั้น คุณต้องเลือกใช้เกียร์ให้เป็นด้วยครับ (ไม่ใช่โชว์เทพ ใส่ใหญ่ 1 ขึ้นภูเขา อันนี้ผมเคยเจอมาแล้วครับ แต่แล้วสักพัก เขาก็ไปไม่รอดครับ โดนสวน แล้วค่อยๆ หายออกจากกลุ่มไป มันเป็นประสบการณ์ ตอนยังเด็กๆ ครับ!!) ปล. "ใหญ่ 1" ในที่นี้หมายถึง ใช้จานหน้า อันใหญ่สุด และใช้เฟืองหลังอันเล็กสุด นั่นแหละครับ มันเป็นภาษาของชาว จักรยาน ที่เรียกกันมานานแล้วครับ ไม่รู้เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่าอะไร แต่เมื่อก่อนเขาเรียกกันแบบนี้จริงๆ ครับ

วันนี้ผมเลยนำ ตารางอัตราทดเกียร์สำหรับ จักรยาน มาฝากครับ

อัตราทดเกียร์ จักรยาน

จากรูปตารางข้างบน (Ring หมายถึง จำนวนฟันของจานหน้า) ส่วน (Cog หมายถึง จำนวนฟันของเฟืองหลัง) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว จักรยานเสือหมอบ ใบจานหน้าจะมี 2 ใบ คือ 39 และ 53 หรือ หากเป็นรุ่น คอมแพค จะเป็น 39 กับ 50 ส่วนเฟืองหลังนั้น จะเริ่ม ตั้งแต่ 11 ไปจนถึง 25 ครับ โดยเฟืองหลังของจักรยาน เสือหมอบทั่วไป จะมีประมาณ 10 - 11 ใบ แล้วแต่ยี่ห้อครับ สมัยผมขี่นั้น แค่ 7 ใบก็หรูแล้วครับ เดี๋ยวนี้ มีเยอะจริงๆ จักรยานของผมมีแค่ 10 ใบ ผมยังใช้ไม่ทั่วถึงเลยครับ เข้าเรื่องดีกว่าครับ สังเกตุจากตัวเลขนะครับ ตัวเลขยิ่งเยอะ ยิ่งหนักครับ คือ เราต้องออกแรงปั่นเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

ผมขอยกตัวอย่าง การใช้เกียร์ ในการฝึกซ้อมจักรยานของผมเลยนะครับ คือ ผมจะปั่นเพื่ออบอุ่นร่างกาย ก่อน ประมาน 10 กิโลเมตร โดยเริ่มใช้ เกียร์ 39/17 ซึ่งอัตราทดเกียร์ จะอยู่ที่ 2.3 และ ผมจะค่อยๆ เปลี่ยนเกียร์ให้หนักขึ้นเลยเลื่อย โดยผมจะรักษาระดับรอบขาให้อยู่ระหว่าง 85 - 90 RPM จนกระทั่ง ผมเปลี่ยนเกียร์ไปจนถึง 39/12 อัตราทดเกียร์ คือ 3.3 โดยแต่ละช่วงของอัตราทดนั้น ผมจะใช้เวลาในการอยู่ในช่วงนั้นประมาณ 2 - 3 นาที เพื่อนให้กล้ามเนื้อได้มีการปรับตัว โดยหลังจากนี้ผมจะเปลี่ยนไปใช้ อัตราทด 53/15 คือ ผมเปลี่ยนไปใช้จานหน้าอันใหญ่นั่นเองครับ โดย อัตราทด จะหนักขึ้นมาเป็น 3.5 ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 3.3 ซึ่งพอเราขึ้นจานใหญ่แล้ว พยายามรักษารอบขาไว้ อย่าให้ต่ำกว่า 70 RPM นะครับ ในช่วงแรกๆ สำหรับนักปั่นจักรยาน มือใหม่ ควรจะค่อยฝึกซ้อมโดย ค่อยๆ เพิ่มอัตราทดขึ้นเลื่อยๆ โดยรักษารอบขาไว้ อย่าให้ต่ำกว่า 70 RPM หากเราฝึกไปนาน เราจะสามารถใช้อัตราทด 53/11 ได้เองครับ ซึ่งมันเป็นอัตราที่หนักที่สุดแล้ว ยิ่งถ้าหากคุณใช้อัตราทด 53/11 และยังสามารถรักษารอบขาไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 70 RPM ได้ ตลอดระยะทางการฝึกซ้อม ผมถือว่าคุณนั้นหาตัวจับได้ยากแล้วครับ
อัตราทดเกียร์มีผลต่อความเร็วของ จักรยาน

ส่วนตารางที่ 2 เป็นตารางที่แสดงให้เห็นถึง ระดับความเร็วของจักรยาน ที่เราได้จากการใช้เกียร์ในแต่ละระดับ ที่รอบขา 90 RPM ยกตัวอย่างเช่น ผมใช้อัตราทด 53/11 ความเร็วที่ได้ คือ 54.6 กิโลเมตร/ชั่วโมง ครับ หากเพื่อนๆ คนไหน อยากคำนวนเองก็ไม่ยากครับ เว็บที่ให้บริการนี้เป็นของฟรั่งครับชื่อเว็บ www.bikecalc.com ลองไปใช้บริการกันได้ครับ ไม่เสียเงินครับ
ซึ่งการเลือกใช้เกียร์จักรยานให้เหมาะสม นั้น มันมีปัจจัยหลายอย่าง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ เช่น
  • ลักษณะภูมิประเทศ หรือเส้นทางที่เราจะไป ทำการฝึกซ้อม หรือ แข่งขันจักรยาน จะมีความลาดชันแตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราควรเลือกใช้อัตราทดเกียร์ ให้เหมาะสมกับ สภาพความลาดชัน คือพยายามรักษารอบขา (RPM) ให้อยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่เราขี่บนเส้นทางเรียบๆ ครับ
  • ความแข็งแรงของร่างกาย พละกำลังของนักปั่นจักรยาน แต่ละคนนั้น มีความแตกต่างกัน อยู่แล้วครับ ซึ่งจะส่งผลให้ แต่ละคนใช้อัตราทดเกียร์จักรยาน ที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น นักปั่นจักรยาน ระดับโปร หรือ ระดับอาชีพ พวกเขาเหล่านั้นส่วนใหญ่ จะมีกำลังขาที่แข็งแรงมากๆ ซึ่งจะส่งผลให้เขาเหล่านั้นสามารถ ใช้อัตราทดเกียร์ ที่หนักๆ ในรอบขาที่สูงๆ ได้ ถ้าหากเราอยากจะทำได้แบบเขาเหล่านั้น การฝึกซ้อมเป็นสิ่งสำคัญครับ รวมไปถึงผู้ฝึกสอนหรือโค้ช กีฬาจักรยาน ต้องมีความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์การกีฬา และโภชนาการ สำหรับนักกีฬา ด้วยครับ จึงจะทำให้นักกีฬามีพัฒนาการที่ดีขึ้น ประกอบกับนักกีฬาเหล่านั้นต้องมีใจรักใน กีฬาจักรยาน ด้วยครับ จึงจะประสบความสำเร็จได้ครับ
ขอบคุณบทความดี ๆ จาก thbike.blogspot.com

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง