ss

9 ก.ย. 2553

Fixgear Corner : ประเภทของจักรยาน Fixgear

|0 ความคิดเห็น
          นักจักรยานหลาย ๆ ท่านอาจจะยังงงและสงสัยกับจักรยาน Fixed gear ว่ามันคืออะไร ถ้าหากจะลองซื้อมาขี่ดูบ้างแต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันมีกี่ประเภทบางทีก็เห็นขี่กับแบบสวยงาม บางทีก็เห็นที่เล่นท่าแบบผาดโผน ถ้าซื้อมาแล้วอาจจะไม่เหมาะสมกับการใช้งาน ต่อไปนี้เราจะมาแนะนำให้ท่านที่กำลังเมียงมองอยากลองหรือเริ่มมีใจให้กับ Fixed gear เจ้าเสน่ห์ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการไปสู่ขอมาไว้ครอบครองกันสักคัน ก่อนอื่นเราจะพาท่านไปรู้จักความเป็นมากันก่อนสักเล็กน้อยพอเป็นน้ำจิ้ม จักรยาน Fixed gear นั้นเป็นจักรยานแบบแรกที่กำเนิดเกิดมีขึ้นบนโลกเฟืองหลัง 1 เฟืองจานหน้า 1 ใบ เฟืองหลังหรือสเตอร์หลังฟรีไม่ได้ ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาระบบการทำงานของเกียร์ให้มีเพิ่มมากขึ้นโดย Bianchi เป็นผู้คิดค้นขึ้นจึงทำให้ Fixed gear ได้ถูกกลืนหายไปกับกาลเวลาจะคงเหลืออยู่แต่เฉพาะในการแข่งขันจักรยานบางประเภทเท่านั้น ในบ้านเราจักรยาน Fixed gear ที่ใช้ในการแข่งขันจักรยานประเภทลู่ รถ Fixed gear ที่ใช้ในการแข่งขันจะไม่มีเบรกเมื่อใดที่เราหยุดปั่น ล้อมันก็จะหยุดหมุนเราจะใช้การเกร็งขาเพื่อทำการชะลอความเร็วและหยุดรถต้นกำเนิดที่เป็นกระแส Fixed gear ในบ้านเราขณะนี้มันได้ก่อตัวขึ้นที่ อเมริกาใจกลางมหานครนิวยอร์กโดยเด็กส่งเอกสาร Massenger ที่ใช้จักรยาน Fixed gear เป็นพาหนะ ทำให้เอกสารส่งได้ตรงเวลาท่ามกลางสภาพการจราจรที่ติดขัด ต่อมาได้มีการนำรถจักรยาน Fixed gear มาขี่เล่นท่า จึงทำให้เกิดกระแสขึ้นและได้รับความนิยมในเวลาต่อมาทำให้คนได้รู้จักกับจักรยานชนิดนี้มากขึ้น จักรยาน Fixed gear นั้นจะมีด้วยกันสองแบบ



- แบบแรกใช้ขี่ทั่ว ๆ ไป หรือเล่นท่าบ้างเล็กน้อยเรียกขานกับในหมู่ผู้นิยม Fixed gear แนวนี้ว่า สายปั่น


- แบบที่สอง ผู้ที่นิยมแนวนี้จะขี่เล่นท่าผาดโผน แนวนี้จะเรียกว่า “สายทริค”


ต่อไปเราจะมาดูกันต่อว่าสายปั่นกับสายทริคนั้นเขาเอาอะไรเป็นตัวแบ่งประเภท


ส่วนที่ 1 ตัวถัง


- สายปั่น นั้นจะมีโครงสร้างของตัวถังที่มีรูปทรงเพรียวบางใช้พื้นฐานของรถเสือหมอบประเภทลู่มีทั้งแบบ คอแบบเสียบ คอแบบนิ้วหุน และแบบ Overside


- สายทริค นั้นโครงสร้างของตัวถังจะดูบึกบึนเป็นจุดเชื่อมต่อต่าง ๆ จะมีการเสริมเพิ่มความแข็งแรงของตัวถัง เพื่อรองรับการบิดตัวจากแรงเค้นที่เกิดจากการเล่นท่าผาดโผนและการกระโดดมาจากที่สูง ที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ตัวถัง รูปทรงของตัวถังจะมีลักษณะผสมผสานกับระหว่างจักรยานเสือหมอบและเสือภูเขา ช่วงระยะห่างจากกะโหลกจนสุดตะเกียบหลัง (Chain stay) จะมีขนาดยาวกว่าสายปั่น เพื่อรองรับขนาดของยางที่ใหญ่ขึ้นช่วงตะเกียบหน้าก็มีขนาดยาวขึ้นด้วยเช่นกัน


ส่วนที่ 2 ด้ามจับบังคับเลี้ยว ( Handle Bar)


- สายปั่นจะมีด้วยกัน 3 แบบ แบบแรกเรียกว่า บลูออน มีลักษณะเหมือนเขาควาย แบบที่สอง เรียกว่า แฮนด์ดรอป ลักษณะเหมือนแฮนด์เสือหมอบ แบบที่สาม ด้ามจับบังคับเลี้ยวแบบสั้น


- สายทริคด้ามจับบังคับเลี้ยวจะมีลักษณะยกขึ้นสองนิ้วขึ้นไป ซึ่งจะช่วยให้การดึงด้ามจับบังคับเลี้ยวในการยกล้อเล่นท่าทำได้ง่าย ลักษณะของด้ามจับบังคับเลี้ยวจะมีโลว์บาร์อยู่ด้านบนเหมือนจักรยาน BMX


ส่วนที่ 3 วงล้อ (Whell)


- สายปั่น ขนาดของลงล้อจะใช้พื้นฐานของจักรยานเสือหมอบได้เลยคือ ขนาด 700 C ขนาดของยางเบอร์ 28 หรือ 700 x 28


สายทริคเล่นท่า นั้นขนาดของวงล้อจะมีด้วยกัน 3 แบบ


- แบบแรก วงล้อขนาด 700C ของรถเสือหมอบทั่วไปมีทั้งล้อแบบซี่ลวดและแบบล้อแม็ก


- แบบที่สอง วงล้อขนาด 650 ซึ่งวงล้อขนาดนี้จะใช้ในจักรยานไตรกีฬาซึ่งเฟรมรุ่นใหม่บางยี่ห้อใช้ล้อขนาด 700C เวลาหมุนคอเล่นท่าจะทำให้ยางติดท่อเฟรมด้านล่าง จึงต้องใช้ขนาดของวงล้อลดลงเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว


- แบบที่สาม วงล้อขนาด 26 นิ้ว ขนาดเท่าเมาเท่นไบค์จะใช้กับฟิกซ์เกียร์รุ่นใหม่ในบ้านเรายังไม่เป็นที่นิยมซึ่งคาดว่าในอนาคตจะได้รับความนิยมโดยเฉพาะสายเล่นท่าเพราะหายางง่ายกว่ารถฟิกเกียร์ในรุ่นใหม่ ๆ ที่ออกมาตอนนี้ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้อะไหล่ร่วมกับจักรยาน BMX ได้อีกด้วย


         มาถึงตรงนี้แล้วก็คงจะพอเข้าใจและแยกออกแล้วใช้ใหม่ครับว่ารถ Fixed gear แบบใดที่จะเหมาะกับการใช้งานและการขี่ของเรา ในบ้านเราตอนนี้รถฟิกซ์เกียร์ก็มีตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆ นำรถเข้ามาขายหลายยี่ห้อของแต่งก็มีมากมายเท่าที่เคยเข้าไปตามร้านขายจักรยานต่างอย่างน้อยก็มี 1 คัน ต่อหนึ่งร้านก็ลองซื้อหามาเล่นกันดู จะได้ไม่ตกเทรนด์ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นแนวที่ตัวเองกำลังค้นหาอยู่ก็ได้
[Fixed gear,ฟิกซ์เกียร์,Fixed gear,ฟิกซ์เกียร์,Fixed gear,ฟิกซ์เกียร์,Fixed gear,ฟิกซ์เกียร์,Fixed gear,ฟิกซ์เกียร์,]


บทความที่เกี่ยวข้อง :

>> ทิศทางรถฟิกซ์เกียร์ (Fixed Gear) ปี 2011
>> แนะนำอุปกรณ์ตกแต่งจักรยานฟิกซ์เกียร์ (Fixed Gear)
>> การเลือกซื้อตัวถังให้พอดีกับขนาดร่างกาย [ฟิกซ์เกียร์ Fixed Gear]
>> VDO เทคนิคการปั่นจักรยานฟิกซ์เกียร์ (Fixed Gear)
>> Fixed Gear แหกกฎเซ็ตรถเล่นทริก
>> Fixed Gear Corner : Fixed Gear Development
>> จักรยาน Fixed Gear MASI ต้นตำรับแห่งความคลาสสิค

>> แนวทางการเลือกตกแต่ง รถ FIXED GEAR อย่างมีสไตล์

6 ก.ย. 2553

คำถามถามบ่อยและความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับฮาร์ทเรทมอนิเตอร์ (ตอนที่ 2)

|0 ความคิดเห็น

เรามาต่อกันกับคำถามและปัญหาเกี่ยวกับการใช้ฮาร์ทเรทมอนิเตอร์ครับ

6. ผมต้องการเพียงแค่ค่า HR เฉลี่ย
มีหลายคนที่ใช้ HRM แล้วตั้งคำถามว่า “ผมทราบค่า HR เฉลี่ยระหว่างการฝึกทำอินเตอร์วัล แต่ค่าที่อ่านได้มันรวมค่า HR ทั้งในช่วงวอร์มอัพและคูลดาวน์เข้าไว้ด้วย จะทำยังไงเพื่อให้ได้ค่า HR เฉลี่ยโดยไม่บิดเบือนเพราะมีค่า HR ต่ำ ๆ จากสองช่วงต้นและท้ายเข้ามาปะปนด้วย ?”
คำตอบของก็คือให้คุณสวมนาฬิกาไว้กับข้อมือแต่ติดหน้าปัดของ HRM ไว้กับแฮนด์ ให้ใช้นาฬิกาธรรมดาที่มีฟังก์ชั่นจับเวลาไว้จับเวลาในแต่ละช่วง เริ่มใช้ฟังก์ชั่นจับเวลาบนมอนิเตอร์เมื่อเฉพาะหลังจากการวอร์มอัพเสร็จและก่อนการคูลดาวน์ทุกครั้ง เพราะ HRM จะเริ่มวัดอัตราชีพจรเมื่อนาฬิกาจับเวลาเริ่มเดิน ทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณดูค่าในเวลาแต่ละช่วงได้ โดยแบ่งเป็นส่วน ๆ ทั้งวอร์มอัพ-ออกกำลังและช่วงคูลดาวน์ รวมไปถึงช่วงที่ทำอินเตอร์วัลด้วย

7. จะใช้ HRM วัดพลังงานได้อย่างเดียวกับเครื่องมือวัดพลังงาน หรือเพาเวอร์เอาท์พุทได้ไหมครับ ?
จะเป็นประโยชน์มากถ้าได้รู้ว่าตอนขี่จักรยานไปนั้นใช้พลังงานไปเท่าไร การจะวัดพลังงานดังกล่าวให้ได้คุณต้องมีเครื่องวัดพิเศษ บางครั้งมันจะถูกติดตั้งไว้ที่ดุมหลังจักรยาน เครื่องมือชนิดนี้แพงมาก มีราคาตั้งแต่ 600 ดอลลาร์ไปจนถึง 1,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามเครื่องมือ HRM นี้ถ้ามันถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้กับจักรยาน ซึ่งจะบอกได้ทั้งค่าความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ค่า HR ระยะทางที่ขี่และความเร็ว ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการให้ข้อมูลที่จำเป็น อันเกี่ยวข้องกับการขี่จักรยานของคุณ มันช่วยให้คุณพัฒนาฝีมือตัวเองได้ แม้ว่าจะไม่วัดพลังงานออกมาเป็นวัตต์ก็ตาม มันไม่สามารถวัดพลังงานเป็นวัตต์ได้ ถ้าต้องการแบบนี้จริง ๆ ก็ต้องใช้เครื่องวัดพลังงานโดยเฉพาะ ตามที่กล่าวแล้วข้างต้น

8. ไม่รู้จะเลือก HRM ไว้ใช้อย่างไรดี
คนส่วนใหญ่พบว่าฮาร์ทเรท มอนิเตอร์มีคุณสมบัติครบถ้วนเท่าที่ตอนต้องการ แต่ปัญหาคือเมื่อใดที่คุณซื้อมันใช้งานเป็นครั้งแรกในชีวิต คุณอาจไม่รู้ว่าพวกฟังก์ชั่นต่าง ๆ นั้นมันมีไว้เพื่ออะไร พวกเราส่วนใหญ่อยากจะใช้มอนิเตอร์เป็นเหมือนนาฬิกาข้อมือ ปัจจุบันนี้ผู้ผลิตต่าง ๆ ก็ลดขนาดของมันลงให้เล็กจนสามารถสวมใส่ติดตัวไปได้ทุกวัน รวมทั้งทำให้สวยพอจะเป็นเครื่องประดับได้อย่างไม่เก้อเขิน วิธีเลือกที่ดีที่สุดก็คือการขอคู่มือการใช้งานจากร้านค้าอ่านเสียก่อน เพื่อให้ทราบวิธีการทำงานของมัน เพื่อให้เข้าใจว่าฟังก์ชั่นต่าง ๆ นั้นเหมาะสมกับสภาพการใช้งานที่คุณต้องการหรือไม่ จำไว้อย่างหนึ่งว่าบางฟังก์ชั่นที่ไม่จำเป็นก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ การเลือกใช้ HRM ที่มีฟังก์ชั่นจำเป็นต่อการใช้งานนั้นจะประหยัดเงินกว่าการซื้อของดี ๆ ซับซ้อนกว่ามาใช้ แต่ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

9. พบว่าค่าตัวเลขที่แสดงนั้นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมามากภายในหนึ่งวัน
HRM ของคุณคือสิ่งที่บ่งบอกถึงสภาพทางร่างกายและความกดดันทางอารมณ์ได้ในชั่วขณะหนึ่ง ถ้ามันทำงานได้เป็นปกติแต่มีความเปลี่ยนแปลงมาก นั่นย่อมหมายความว่าตัวคุณเองตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ดีในแต่ละวัน
ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใน HR นั้นมีอยู่หลายอย่าง เช่นการใช้ยา ความเครียดทางอารมณ์ นอนน้อย พักผ่อนน้อย การได้อยู่ในสถานที่ซึ่งภูมิอากาศแตกต่างไปจากเดิม การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนอนหรืออยู่ในที่ซึ่งสูง – ต่ำ ต่างจากที่เคยเป็นอยู่ ทั้งหมดนี้ก็ทำให้ค่า HR เปลี่ยนแปลงได้

10. ผมดาวน์โหลดข้อมูลจากตัวมอนิเตอร์เข้าคอมพิวเตอร์ได้ แต่ก็ไม่เข้าใจถึงความหมายของข้อมูลพวกนั้น
ถ้าคุณมีปัญหาเช่นนี้ ขอบอกได้เลยว่าคุณไม่ได้เจอมันคนเดียว เพราะมีอยู่หลายครั้งทีเดียวที่ซอฟต์แวร์เป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจ พวกวิศวกรชอบสร้างซอฟต์แวร์โดยยึดตามความสามารถของเครื่องจักรที่กระทำได้โดยไม่สนใจล่ะว่าคนใช้เครื่องมือนั้นจะเข้าใจข้อมูลที่มันแสดงหรือเปล่า ทางออกของคุณก็คือถ้าต้องการใช้งานข้อมูลไหน ก็เลือกรับรู้แต่ข้อมูลนั้นไม่ต้องไปสนใจเรื่องอื่น ต่อไปถ้ามีเวลาค่อยมาดูอีกทีก็ยังไหว รับรองได้เลยว่าถ้าคุณมีความพยายามพอ ก็จะเข้าใจการทำงานเกือบทั้งหมดของข้อมูลที่มันแสดงออกบนจอคอมพิวเตอร์
คิดว่าคุณที่ใช้ HRM อยู่แล้วน่าจะเข้าใจเครื่องมือของตัวเองดีขึ้น และใช้งานมันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่วนคนที่ยังไม่ได้ใช้ HRM น่าจะเป็นเครื่องมืออีกชนิดที่น่าจะลงทุน การขี่จักรยานของคุณจะสนุกว่าเดิมเมื่อใช้มัน

คำถามถามบ่อยและความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับฮาร์ทเรทมอนิเตอร์ (ตอนที่ 1)

|1 ความคิดเห็น
ฮาร์ทเรทมอนิเตอร์หรือ HRM อาจจะเป็นอุปกรณ์ที่คุ้นเคยสำหรับบางคนหรืออาจเป็นของแปลกที่ไม่เคยคิดว่าจะมีมันอยู่ในโลก แต่เมื่อมันเป็นเครื่องจักรนิดหนึ่งและมีขั้นตอนการใช้ ก็เป็นธรรมดาอยู่ที่มนุษย์จะเข้าใจการทำงานและจุดประสงค์การใช้งานแตกต่างกันไป ทั้งถูกและผิด ต่อไปนี้จะเป็นการรวบรวมปัญหาการใช้งานและไขข้อข้องใจบางประการเกี่ยวกับการใช้ HRM ลองอ่านดูแล้วคุณจะเข้าใจเครื่องมือชนิดนี้มากขึ้น บางทีอาจจะพบด้วยว่าตัวเองก็เคยเจอปัญหาทำนองเดียวกันมาก่อน


คำตอบปัญหาเหล่านี้มาจากคุณ แซลลี่ เอ็ดเวิร์ด และแซลลี่ รีด ผู้เขียนหนังสือ “ฮาร์ทเรทมอนิเตอร์ บุ๊ค ฟอร์ ไซคลิสต์”

1. HRM ของผมคงพังแน่ ๆ เพราะตัวเลขแสดงอัตราชีพจร (HR) ของมันสูงผิดปกติ
เราเคยทราบความคิดเห็นนี้จากคนที่ชอบซ้อมปั่นในย่าน HR สูง ๆ เป็นกลุ่มนักจักรยานที่รู้แต่การอัดลูกบันไดเร่งความเร็วสูง ๆ เอาแต่ลากคนอื่นอยู่หัวขบวน ไม่คุ้นเคยกับการปั่นเพื่อฟื้นสภาพ หรือพูดให้ถนัด ๆ ว่าไม่สนใจจะหย่อนฝีเท้าเลย เอาแต่จะกระทืบลูกบันไดอย่างเดียว ตามปกติก็คือ HRM มันทำงานได้ดีแล้ว เพียงแต่พวกนักจักรยานแรงดีพวกนี้ควรจะรู้จักทั้งการเร่งฝีเท้าและชะลอฝีเท้า เพื่อให้ร่างกายฟื้นสภาพบ้างเท่านั้น ค่า HR ของเขาก็จะไม่สูงเกินไปตามที่เข้าใจผิด คิดว่ามันพังแล้ว

2. ยิ่งผมขี่จักรยานด้วยความเร็วคงที่นาน ๆ ค่า HR ของผมก็ยิ่งสูงขึ้นไม่หยุด
ปรากฎการณ์นี้ถูกเรียกกันวา “คาดิแอก ดริฟต์” หมายความว่าเมื่อใดก็ตามที่คุณขี่จักรยานท่ามกลางอากาศร้อน ความร้อนจะทำให้สูญเสียน้ำในกายมาก น้ำที่สูญเสียไปมากนี้จะทำให้ปริมาณน้ำในเลือดน้อยลงเช่นกัน ส่งผลให้หัวใจต้องบีบรัดเพื่อสูบฉีดเลือดแรงขึ้น เว้นแต่คุณจะดื่มน้ำเข้าไปทดแทนเพื่อรักษาปริมาณน้ำในเลือดให้คงที่ เมื่อใด ที่คุณรู้สึกดังที่ถามมาก็ต้องย้อนมาพิจารณาตัวเองเสียก่อนว่าดื่มน้ำเข้าไปพอหรือยัง เมื่อหิวน้ำขณะปั่นจักรยานแล้วยังทนหิวอยู่หรือเปล่า ถ้าพบว่าตัวเองไม่ชอบดื่มน้ำทดแทนขณะปั่นจักรยานสาเหตุแห่งหัวใจเต้นแรงจนค่า HR สูงก็มาจากการขาดน้ำนั่นเอง

3. เมื่อผมเริ่มปั่นจักรยาน ค่า HR ของผมพุ่งสูงขึ้นถึง 150 กว่าครั้งต่อนาทีแต่ความรู้สึกของตัวเองบอกว่ามันไม่น่าจะเต้นแรงได้ขนาดนั้น ความรู้สึกของผมถูกต้องหรือไม่
เหตุการณ์เช่นนี้อาจจะตอบได้ยากหน่อย เราเองมักจะขี่จักรยานกับเพื่อน ๆ ที่มีประสบการณ์ทำนองเดียวกับคุณเสมอ ๆ ในเบื้องต้นนี้ถ้าหากยังไม่คิดว่าตัวเองผิดปกติในด้านใดด้านหนึ่ง อยากให้ลองแก้ปัญหาที่น่าจะเกิดจากตัวแพบรัดหน้าอกก่อน ด้วยการรัดมันให้แน่นกว่าเดิม เพราะถ้าหลวมก็มีโอกาสแสดงตัวเลขเพี้ยนได้มาก หรืออีกอย่างหนึ่งคือการขี่จักรยานใกล้กับคนใช้ HRM เหมือนกันการส่งคลื่นของเขาเข้ามารบกวนเครื่องของคุณอาจทำให้ค่า HR สูงผิดปกติได้ พอปรับสายรัดหน้าอกเสร็จแล้วอยากให้ใจเย็น ๆ รอให้มันปรับสภาพการทำงานให้เข้ากับร่างกายคุณสักสองสามนาที ถ้าใช้แล้วหลาย ๆ ครั้งแม้จะขี่คนเดียวแต่ยังเกิดเรื่องเช่นนี้อยู่ อาจเป็นไปได้ว่าเกิดความผิดปกติขึ้นแล้วกับ HRM ของคุณ


4. บางครั้ง HRM ของผมก็ไม่แสดงค่า
ตามปกติปัญหานี้น่าจะเกิดจากระยะทางการส่งสัญญาณของ HRM ตามปกติทั้งจอแสดงผลและแถบรัดหน้าอกจะต้องห่างจากกันไม่เกิน 32 นิ้ว เพื่อให้สัญญาณที่ส่งมาแม่นยำชัดเจน พอจะแสดงค่าตัวเลขบนจอได้ ถ้าหากแอโรบาร์กับมอนิเตอร์บนข้อมือของคุณมีระยะไกลเกิน 32 นิ้ว จากหน้าอก มันอาจไกลเกินไปสำหรับการส่งสัญญาณชีพจรมาบนจอภาพ ในเบื้องต้นนี้แก้ไขด้วยการเลื่อนมอนิเตอร์ให้เข้าใกล้จุดส่งสัญญาณคือแถบรัดหน้าอกมากขึ้น สาเหตุที่จอไม่แสดงค่ายังอาจมาจากการมีน้ำเข้าไปทำให้ชอร์ตการทำงานของเครื่อง หรือแถบรัดหน้าอกปิดฝาไม่สนิทตอนที่เปลี่ยนถ่านจนทำให้น้ำซึมเข้าไปก็ได้ ต้องดูที่สองสาเหตุนี้ด้วย

5. ผมไม่สามารถกดปุ่มเพื่อการใช้งานอย่างถูกต้องได้ รู้สึกว่ามันเป็นเครื่องมือที่ใช้ยาก
ไม่แปลกหรอก เพราะตามปกติพวกเราก็ปวดหัวกันอยู่แล้วเวลาเรียนรู้วิธีการโปรแกรมเจ้า HRM นี้ คำตอบก็คือถ้าคุณรู้สึกว่ามันใช้งานยาก ก็จงหาเวลาให้ได้สักวันเพื่อทุ่มเทอ่านคู่มือและทดลองใช้งานมันให้คล่อง พยายามจำขึ้นตอนที่ปรากฏในคู่มือให้ได้ แนะนำได้เลยว่าสำหรับพวกมอนิเตอร์ราคาแพงและมีระบบการทำงานซับซ้อนนั้น คุณต้องเสียเวลากับการอ่านคู่มือและทดลองใช้งานประมาณ 3 ชั่วโมง เชื่อว่าในเวลาเพียงสามชั่วโมงนี้น่าจะเพียงพอสำหรับการเรียนรู้การใช้ปุ่มฟังก์ชั่นต่าง ๆ แล้วหลังจากนั้นก็พยายามใช้มันบ่อย ๆ ภายใน 2 สัปดาห์คุณน่าจะใช้ HRM ได้คล่องแคล่ว

ยังมีคำถามอีกหลายข้อ โปรดติดตามตอนที่ 2 ครับ

เทคนิคการโดดเนินขั้นพื้นฐาน

|0 ความคิดเห็น
ทักษะการขี่จักรยานที่หลากหลาย คงไม่แตกต่างจากการเดินทางที่ได้พบปะพูดคุยกับผู้คนมากหน้าหลายตา เรียนรู้กันไปตามครรลองของวัฒนธรรมใจแต่ละท้องถิ่น ภูเขาแต่ละแห่งที่ท่านได้สัมผัสขับผ่านขึ้นลง ตามภูมิประเทศ สร้างโจทย์ท่านนักปั่นเสือภูเขาได้ขบคิดแก้ปัญหา เกือบตลอดเส้นทาง ซึ่งทำให้นักปั่นรู้สึกอ่อนล้าบ้าง หากแต่ว่าเปี่ยมไปด้วยความสุข ในรูปแบบของกีฬา Extreme ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้นิยมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของจักรยานเสือภูเขาประเภทดาวน์ฮิลล์



ต่อไปนี้เราจะเสนอเทคนิค การโดดเนินขึ้นพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการฝึกฝนบังคับรถคู่กาย ผ่านเส้นทางที่ท้าทายอยู่เบื้องหน้าได้อย่างปลอดภัย แต่เร้าใจตลอดเส้นทาง


การโดดเนิน ก็คือ การใช้ความเร็วของรถพุ่งชน สิ่งกีดขวางที่เป็นรูปทรงลิ่ม ส่งให้รถลอยสู่อากาศชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นจึงตกลงมาตามแรงดึงดูดของโลก สำหรับท่านที่เริ่มหัดโดด ขอแนะนำว่าควรจะเริ่มจากเนินที่มีขนาดเล็กเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย อีกทั้งยังสร้างความคุ้นเคย ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดความมั่นใจ และเกิดทักษะในเบื้องต้น และกล้าที่จะเล่นเนินโดดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นต่อไป


ดังนั้น จึงขอแบ่งเทคนิคการโดดเนิน ออกเป็น 6 ขั้นตอน คือ


1. เริ่มต้นจุดสตาร์ทให้มีระยะห่างจากเนิน ให้มีระยะที่ไกลพอที่จะมีแรงส่งให้รถวิ่งชนเนิน แล้วลอยได้


2. เมื่อได้ระยะความห่าง จากจุดสตาร์ทจนถึงเนินเรียบร้อยแล้ว เมื่อปั่นออกจากจุดสตาร์ทมาแล้ว ก่อนถึงเนินประมาณ 2-3 เมตร ให้หยุดนิ่งแล้วย่อตัวเล็กน้อย คุมรถให้นิ่ง (เปิดศอกเล็กน้อย) สายตามองไปที่ปลายเนิน หรือหัวเนิน


3. จากนั้นปล่อยให้รถไหล วิ่งชนเนิน พอรถไต่ถึงปลายเนินหรือหัวเนินให้ท่านดึงหน้า หรือหิ้วหน้ารถเล็กน้อย จะช่วยป้องกันไม่ให้หน้าลง อันอาจทำให้หัวทิ่ม ตีลังกาได้ครับ


4. อย่าลืมว่าในขณะที่อยู่บนรถ ก่อนจะโดดเนินขาบันไดทั้ง 2 ข้าง จะต้องขนานกับพื้นเสมอ โดยใช้เท้าข้างที่ถนัดอยู่ด้านหน้าครับ


5. ท่านจะรู้สึกสนุกเมื่อรถลอยสู่อากาศ ซึ่งตอนลงก็ไม่เป็นปัญหาเพียงแต่ขอให้ท่านคุมแฮนด์ และให้ล้อหน้าตรงเข้าไว้ รับรองว่าการลงสู่พื้นสวยงามแน่นอน ภาษารถเรียกว่า “มุมพอดี...เนียน”


6. สำหรับรถที่มีโช้คหลัง เวลาลงสู่พื้นจะรู้สึกนุ่มนวล สบายมากแต่หากเป็นพวกหางแข็ง (Hard tail) เวลาลงสู่พื้นคงจะกระแทกมาก หากไม่ย่อตัวช่วย ดังนั้นจึงควรย่อตัวเวลารถลงสู่พื้นด้วย ภาษารถเขาเรียกว่า “อุ้มรถ” ช่วย จะทำให้การลงสู่พื้นนุ่มนวลขึ้น


สำหรับเทคนิคการโดดเนินเบื้องต้น ก็มีเพียงเท่านี้ หวังว่าคงจะพอเป็นประโยชน์ให้เพื่อน ๆ ได้เพิ่มดีกรีความระห่ำ ปั่นเจ้าสองล้อคู่กาย ท้าทายอุปสรรคที่อยู่เบื้องหน้า อย่าลืมว่า “ใคร ๆ ก็บินได้” ครับ

4 ก.ย. 2553

เทคนิคการขี่เสือภูเขาฝ่าดงหิน

|0 ความคิดเห็น
คาดว่าชาวเสือภูเขาทั้งครอสคันทรี่และดาวน์ฮิลล์คงต้องเคยเจอบริเวณที่เต็มไปด้วยหินก้อนเขื่อง ๆ บ้างระหว่างทางที่พากันไปขี่เล่นหรือแข่งขัน เจ้าหินพวกนี้ฝรั่งเขาเรียกว่า “หินหัวเด็ก” (baby head) นับว่าเป็นคำเปรียบเปรยที่ใช้ได้เลยสำหรับภาพของก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ ที่ต้องเคลื่อนที่ผ่านไป ซึ่งขนาดใหญ่พอ ๆ กับหัวเด็กทารก บางคนที่มีทางเลือกเพราะวางเส้นทางเอาไว้อย่างดีแล้วก็จะหลีกเลี่ยงบริเวณเหล่านี้ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่หลีกเลี่ยงทั้งที่จงใจและไม่ได้ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะพบกับมันด้วยความตั้งใจหรือเพราะด้วยความเร็วที่พุ่งมาจนหมดทางเลี่ยง ควรจะรู้วิธีเอาตัวรอดจากมันเอาไว้เพื่อความสนุกสนานยามได้แก้ปัญหา และเพื่อลดอุบัติเหตุจากการล้ม ซึ่งสามารถทำให้บาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ไปจนถึงแข้งขาหัก หัวร้างข้างแตก


ถ้าคุณยังไม่เคยพบกับสถานการณ์แบบนี้ เรามีวิธีแก้ปัญหามาฝาก หรือถ้าคุณพบกับมันบ่อย ๆ ระหว่างการสนุกในซิงเกิลแทรก ก็ลองเปรียบเทียบดูว่าวิธีการแก้ปัญหาจะเหมือนกับที่เราเสนอหรือไม่


1. จงสร้างแรงส่งด้วยแรงเฉื่อย


ถ้าเคยควบจักรยานเสือภูเขาฝ่าดงหินมาแล้ว คุณจะรู้ว่าต้องใช้พลังงานมากกับการฝ่ามันไปให้ได้ และจะยิ่งใช้พลังงานมากขึ้นอีกถ้าแรงส่งจากระยะทางก่อนหน้านี้มีน้อยหรือไม่มีเลย เมื่อเข้าใจที่มาแห่งปัญหาแล้วก็ต้องแก้ด้วยวิธีการตรงกันข้าม นั่นคือถ้าทราบว่ามีดงหินอยู่ข้างหน้าก็ต้องสร้างความเร็วให้ได้ระดับหนึ่งก่อนจะฝ่ามันไป พึงระลึกไว้เสมอว่าความเร็วนั้นต้องไม่มากพอจะทำให้ตัวเองตีลังกาข้ามแฮนด์เอาตัวไปฟาดหิน แต่ต้องมากพอที่จะส่งให้รูดล้อผ่านมันไปได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะด้วยการออกแรงปั่นมากกว่าปกติหรือด้วยการลื่นไหลลงมาจากที่สูงก็ตาม


การปั่นจักรยานเสือภูเขาระหว่างดงหินนั้นควรใช้ความเร็วไม่มากไปกว่าการวิ่งจ็อกกิ้ง คุณควรเห็นมันได้ในระยะไกลพอสมควร ไกลพอที่จะเร่งความเร็วจนเมื่อถึงบริเวณแล้วความเร็วนั้นกลายเป็นแรงเฉื่อยส่งรถไปได้ พอถึงตรงนั้นจึงเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำ ตามที่ผู้มีประสบการณ์ได้แนะนำเอาไว้คือควรจะใช้เฟืองหลังประมาณตัวกลาง ๆ กับจานหน้าใบเล็กสุด


การใช้เฟืองหลังใบกลางจะช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วเมื่อสถานการณ์ตรงนั้นเปลี่ยนไป ท่าทางที่เหมาะสมคือนั่งอยู่บนอาน ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นยืนโยกซึ่งจะทำให้เสียหลักพลาดท่าได้ง่ายกว่า ในการนี้รถแบบฟูลซัสฯ จะได้เปรียบกว่าพวกฮาร์ดเทล เพราะมันลดแรงสั่นสะเทือนและเกาะเส้นทางได้ดีกว่า


2. ใช้ทางตรงดีที่สุด


ทิศทางที่ดีที่สุดจะรอดจากตรงนี้คือเส้นตรง คุณต้องหมายตาบริเวณนี้ไว้ก่อนจะมาถึง ต้องมองไกลก่อนจะเข้าพื้นที่ ถ้าขี่เป็นเส้นตรงไม่ได้ก็ควรให้คดเคี้ยวให้น้อยที่สุด ถึงดงหินเมื่อไหร่ให้มองข้างหน้าในระยะอย่างน้อย 10 ฟุตหรือประมาณ 5 เมตร วางแผนเอาไว้ในใจอย่างรวดเร็วก่อนจะปั่นข้ามมันไปตรง ๆ พยายามหลีกเลี่ยงหินก้อนใหญ่มาก ๆ ให้ได้ หลุดไปตรงนั้นเมื่อไหร่มีสิทธิ์จอดหรือไม่ก็จานหน้าพังเอาง่าย ๆ เพราะมันปีนไม่พ้น พยายามฝ่าหินก้อนเล็กเท่าที่หาได้ในเส้นตรงนั้นแล้วปั่นข้ามมันไปอย่างต่อเนื่อง พยายามให้รอบขาปั่นเป็นวงกลมทั้งผลักและยกเหมือนเป็นมอเตอร์ซึ่งเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา การพยายามเคลื่อนที่อยู่ตลอดนั้นจะทำให้บางครั้งสามารถผ่านบริเวณที่ยากที่สุดไปได้ด้วยแรงเฉื่อย ในดงหินแบบนี้หยุดเมื่อใดหมายถึงจอดเมื่อนั้น

3. หมอบเข้าไว้ ผ่านได้สะดวก


การวางตำแหน่งของตัวเองนับว่าสำคัญมากในการฝ่าดงหิน สาเหตุที่นักจักรยานเสือภูเขาล้มกันมากในบริเวณนี้เพราะส่วนใหญ่ลืมความสำคัญของจุดศูนย์ถ่วงไป เป็นที่ทราบกันอยู่นานแล้วในกฎของวิทยาศาสตร์ที่ว่าจุดศูนย์ถ่วงของวัตถุนั้นยิ่งต่ำวัตถุนั้นก็ยิ่งล้มยาก คุณจะเลื่อนจุดศูนย์ถ่วงของตัวเองให้ต่ำลงได้ก็ต้องด้วยการพยายามทำตัวให้ต่ำที่สุด ด้วยการโน้มตัวไปข้างหน้ามาก ๆ ขณะเดียวกันก้นยังติดอยู่กับอาน ลดแรงสะเทือนด้วยการงอแขนเล็กน้อย ไม่เกร็งร่างกายท่อนบนปล่อยให้เคลื่อนที่เพื่อรักษาสมดุลได้อย่างอิสระ ให้นึกภาพว่ากำลังบดก้อนหินตรงหน้าให้แหลกด้วยล้อหน้า ไม่จำเป็นต้องเร่งเครื่องหรือลุกขึ้นโยกให้ความเร็วสูงขึ้นเลย ทำอย่างนั้นมีแต่จะล้มลูกเดียว และจะเบี่ยงเบนตัวคุณออกจากแนวตรงที่วางไว้ในใจด้วย


เทคนิคที่จะรอดได้ตรงนี้คือปั่นด้วยรอบขาสม่ำเสมอเกียร์ต่ำพอประมาณ สายตาจับจ้องมองอุปสรรคข้างหน้า อย่ามองล้อ ปล่อยให้ตะเกียบราคาแพงของคุณได้ทำงานเต็มที่สมราคาที่จ่ายเพื่อมัน แล้วจะผ่านตรงนี้ไปได้

4. ขี่จักรยานเสือภูเขาให้เหมือนจูงหมา


ถ้านักจักรยานเสือภูเขาท่านใดเคยเลี้ยงหมาอยู่แล้วพามันไปเดินเที่ยงบ้างเป็นครั้งคราว จะทราบดีว่าบ่อยครั้งที่คุณอยากพามันเดินตรง ๆ แต่เจ้าหมากลับพาเฉไฉออกนอกเส้นทางบ่อย ๆ คุณอาจจะยอมให้มันลากไปทางนั้นทางนี้ได้บ้างแต่ในที่สุดก็ต้องตะล่อมมันกลับมาในแนวทางที่คุณต้องการเหมือนเดิม


การขี่จักรยานเสือภูเขาฝ่าดงหินนี่ก็เหมือนกัน แม้คุณจะพยายามวางแนวขี่ให้ตรงแล้วก็ตาม แต่สภาพของหินแต่ละก้อนก็สามารถบังคับให้ไถลออกนอกเส้นทางนั้นได้ ไม่ต้องตกใจถ้าจะถูกแนวหินบังคับให้เฉไปได้เป็นครั้งคราว ที่สำคัญคือคุณต้องทรงตัวบนอานให้ดีที่สุด โยตัวเพื่อรักษาสมดุลเอาไว้เพื่อให้กลับมารักษาแนวไว้ได้เหมือนเดิม ถ้าต้องไถลออกนอกแนวบ้าง เพราะแนวหินบังคับก็ไม่เป็นไร รักษาสมดุลให้ได้เป็นพอ

5. ต้องเชื่อมั่นในจักรยานเสือภูเขาของคุณ


ถ้าทำได้ทั้งสี่ข้อที่กล่าวมาแล้วรอดตัวไปได้ ตอนนี้ก็มาถึงข้อสุดท้ายแล้วคือคุณต้องเชื่อมันในประสิทธิภาพของจักรยานตัวเอง ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวกับราคาค่างวดหรือวัสดุที่ถูกนำมาสร้างเลย มันเป็นเรื่องของการกะยะยะทางเรขาคณิตล้วน ๆ


ขณะที่คุณกำลังเพลิดเพลินกับการไต่ก้อนหินใหญ่น้อยอย่างเมามันอยู่นั้น อยู่ ๆ ก็ปรากฏว่ามีก้อนหินใหญ่โผล่ขึ้นสายตา มันใหญ่กว่าทุกก้อน ใหญ่จนมองผ่าน ๆ ไม่คิดว่าจะพาตัวเองข้ามไปได้ เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วทางเลือกของคุณคืออะไรล่ะ จะยอมลงจากจักรยานแล้วจูงผ่านไป หรือว่าจะหลีกเลี้ยวอ้อมมันไปทางด้านข้าง ทำทั้งหมดสองอย่างนี้มีแต่จะทำลายแรงเฉื่อยที่ส่งมาจากต้นทางทั้งนั้น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือปั่นข้ามมันไป แต่ด้วยข้อแม้ว่าเจ้าหินหัวเด็กก้อนนั้นต้องไม่สูงเกินกว่าระดับหัวกะโหลกหรือดุมล้อ


ด้วยความสูงเท่านี้ถ้าข้ามไปได้ อย่างไรเสียมันก็ไม่กระแทกกับฟันเฟืองจานหน้าแน่นอน แรงเฉื่อยที่ส่งมาประกอบกับแรงปั่นในช่วงต้น ๆ จะช่วยให้ล้อหน้าหมุนข้ามมันไปได้ อย่าพยายามยกล้อหน้าเพราะจะเสียหลักล้ม ให้พากเพียรปั่นไปก่อนในอันดับแรก ถ้าข้ามไม่ได้จริง ๆ แล้วค่อยหาทางทำอย่างอื่น ทางเลือกหลังจากนี้มีมากมายแม้แต่ต้องลงจากอานเพื่อเข็นถ้าหมดหนทางจริง ๆ


นักจักรยานเสือภูเขาทั้งหลายที่ยังไม่เคยเจอดงหินแบบนี้เราหวังว่าคุณคงพอจะนึกออกว่าจะจัดการยังไงกับมัน ถ้าคุณอ่านก่อนทำแล้ว ปรากฎว่ายังพาตัวเองข้ามมันไปไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราเขียนมั่วหรือว่าคุณเองนั้นไร้ความสามารถเพราะความสามารถนั้นจะเกิดได้จากการทำซ้ำ ๆ เพื่อให้เกิดประสบการณ์ ยิ่งมีประสบการณ์มากเท่าใดคุณก็จะยิ่งเอาตัวรอดได้มากเท่านั้น แล้วความสนุกสนานกับความภูมิใจก็จะตามมา

เสือหมอบ : เฟรมกับตัวต้องพอดี เพื่อปั่นไกล (เสือหมอบ)

|0 ความคิดเห็น


ระหว่างขี่จักรยานแต่ละครั้งไม่ว่าไกลหรือใกล้ เคยนับตัวเลขบ้างหรือเปล่าทั้งจำนวนระยะทาง แคลอรี่ จำนวนรอบยางที่บนพื้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเลยอะไรคงไม่ปฏิเสธ ว่าหากไม่ใช้เครื่องมือใด ๆ แล้วตัวเลขรอบขานั้นง่ายที่สุด ลองสมมุติดูว่าถ้าคุณขี่จักรยานนานหกชั่วโมงจึงแน่นอนละว่าต้องไกลถึง 160 ก.ม. คุณปั่น 90 รอบต่อนาทีสม่ำเสมอตลอดทาง ทั้งหมดนี้คุณจะทำตัวเลขได้ถึง 64,800 รอบ เห็นไหมว่ามันมากมหาศาลเมื่อคิดมาเป็นตัวเลข นั่นคือค่ารอบขาจากการขี่เพียงครึ่งชั่วโมง แต่ยังนับว่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับที่คุณขี่ไกลตลอดฤดูกาล เอ็ด พาเวลกา นักจักรยานสหรัฐผู้เข้าแข่งในรายการแข่งข้ามประเทศ RAAM (Race Across America) บอกว่ามันเป็นตัวเลขน้อยมาก เพราะในฤดูกาลที่เขาปั่นหนัก ๆ เล่นกันทีละไกล ๆ นั้นจำนวนรอบขารวมได้ 13,340,000 ครั้ง


อาจมีใครบอกได้เช่นกันว่า “ปั่นมาก ๆ อย่างนี้ไม่กลัวบาดเจ็บบางหรือ ?” ถ้าปั่นหนักขนาดนี้แล้วต้องเจ็บ พวกนักจักรยานทางไกลน่าจะมีโอกาสเสี่ยงสูงสุด โดยเฉพาะถ้าไม่ขี่ให้ถูกวิธี หรือจะพูดให้ละเอียดลงไปอีกคือ ถ้าขี่ด้วยท่าทางไม่เหมาะสม ด้วยเกียร์ผิด ใช้เฟรมผิดขนาดและอื่น ๆ อีกหลายข้อที่ไม่ถูกต้องกับสรีระ ถ้าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ เราบอกได้เลยว่าต้องคิดว่าคนกับจักรยานต้องเข้ากันได้พอดี ทั้งคนและจักรยานต้องไปด้วยกันได้เหมือนเสื้อผ้าสั่งตัด จักรยานต้องกลายเป็นแขนขาของคุณแบบ “สั่งได้” ตลอดการเดินทาง ยิ่งคุณขี่ไกลขี่มากเท่าใดยิ่งต้องให้ตัวเองและจักรยานเป็นหนึ่งเดียวกันได้มากเท่านั้น ต้องเป็นจักรยานที่ขี่สบายด้วย ในระยะไกลนั้นอะไร ๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ เช่นถ้าคุณไม่เปลี่ยนท่าทางการขี่เลยตลอดเส้น ผลตามมานั้นสามารถเป็นไปได้ตั้งแต่ปวดคอไล่ไปจนถึงเอว ,สะโพก


ในเมื่อจักรยานมีสองประเภทหลัก ๆ ที่ใช้ขี่ทางไกล คือจักรยานถนนหรือเสือหมอบกับเมาเท่าไบค์ เราจะมาดูกันทีละประเภทว่าต้องวางท่าทางอย่างไรถึงจะขี่ได้ไกล สบายตัวตลอดระยะทาง

เสือหมอบ


เมื่อพูดถึงท่าทางการขี่แล้ว นับว่าโชคดีของเราที่มันไม่ยากหากจะวางท่าทางให้ดี แต่จะทำให้ดีได้พอสำหรับการขี่ไกล อาจต้องใช้เวลาเพื่อลองผิดลองถูก อย่างแรกคือต้องได้จักรยานเฟรมถูกขนาดเสียก่อน คำว่า “ถูกขนาด” นี้กล่าวรวมได้ถึงอุปกรณ์ประกอบเฟรมด้วย คือทั้งขาบันได หลักอานและคอแฮนด์ (Stem) ได้เฟรมจักรยานที่เข้ากับสรีระของตัวคุณก็ถือว่าสบายตัวไปมากกว่าครึ่ง อุปกรณ์ราคาแพงที่สุดก็คือเฟรมนี้แหละ ซื้อผิดขนาดแล้วคงเปลี่ยนใหม่ไม่ได้ แต่คอแฮนด์ หลักอาน และอุปกรณ์อื่น ๆ น่าจะพอพูดกันได้เพราะราคาไม่หนักเหมือนเฟรม


เมื่อเฟรมถูกขนาดแล้วไม่นานท่าทางการขี่ของคุณก็จะถูกต้องไปเอง การขี่และการซอยเท้าจะกลมกลืน แต่กว่าจะถึงตอนนั้นคุณคงตัดสินใจซื้อจักรยานใหม่ทั้งคันหรือเฉพาะเฟรม หรือเปลี่ยนรองเท้าขี่จักรยานและอื่น ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อตัวเองและจักรยาน ที่ต้องพูดเช่นนี้เพราะปัจจัยที่ทำให้ขี่สบายไม่ได้เกิดกับเฟรมและอุปกรณ์ประกอบเฟรมอย่างเดียว รองเท้าขี่จักรยานก็มีส่วน ถ้ามันคับหรือหลวมเกินก็จะทำให้เจ็บเท้าหรือปวดเมื่อย ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงช่วงขา หัวเข่า สะโพก ลามถึงกล้ามเนื้อหลังตอนล่าง พูดไปแล้วการปรับจักรยานให้เข้ากับตัวนั้นง่ายกว่าปรับตัวเองให้เข้ากับจักรยาน ใครที่ไม่ให้ความสำคัญกับการวัดขนาดตัวและเฟรมจักรยานหรือ ไบค์ ฟิตติ้ง เมื่อขี่ไกลก็จะพบทั้งความเจ็บปวดและบาดเจ็บโดยตัวเองไม่ทราบสาเหตุ เฟรมจักรยานที่ดีจึงต้องเป็นเฟรมที่ “พอดี” เท่านั้น การเลือกขี่เฟรมขนาดใหญ่หรือเล็กกว่าและไม่เข้ากับขนาดตัวจึงเป็นความคิดที่ผิด 100 % ใครที่ชอบไปตอบในเว็บบอร์ดจักรยานว่า “ต้องขี่คร่อมไซส์” หรือต้องขี่เฟรมที่ใหญ่หรือเล็กกว่าตัวนั้น เราขอบอกว่าคุณกำลังใช้ความเขลาของตัวเองยัดเยียดความคิดผิด ๆ ให้คนอื่น เป็นการทำลายความสนุกสนานเพลิดเพลินจากการขี่จักรยานโดยไม่รู้ตัว เมื่อได้เฟรมถูกขนาดแล้วต่อไปนี้จะเป็นการวางท่าทางที่ถูก ไล่ตั้งแต่มือและแขนไปจนถึงเท้า


1. แขน : ต้องให้ข้อศอกงอตลอดเวลาเพื่อดูดซับแรงกระแทก ต้องผ่อนคลายโดยเฉพาะเมื่อขี่ทับอุปสรรคที่ทำให้จักรยานกระดอน พยายามให้แขนแนบลำตัวเพื่อให้ลู่ลม การไม่ต้านลมช่วยคุณให้ประหยัดพลังงานได้


2. ลำตัวและไหล่ : สิ่งที่มือใหม่หลายคนไม่รู้คือการโยกตัวไปมานั้นทำให้เสียพลังงานโดยใช่เหตุ จะให้พลังงานต้องสิ้นเปลืองไปเพราะโยกตัวทำไม ทำไมไม่เก็บเอาไว้ปั่นไกล ๆ ล่ะ จะขี่จักรยานให้ถูกท่ารักษาพลังงานไว้ใช้นาน ๆ ลำตัวต้องนิ่งปล่อยให้เคลื่อนที่เฉพาะช่วงสะโพกลงไปเท่านั้น จะลุกยืนโยกบ้างเป็นครั้งคราวก็ได้เมื่อรู้สึกเมื่อยเอวและหลัง ช่วยบรรเทาอาการเจ็บก้นได้ด้วย


3. ศรีษะและคอ : หลีกเลี่ยงการก้ม ตรงนี้เป็นกันมากสำหรับพวกเสือหมอบเวลาเหนื่อยมักจะก้ม ผลเสียคือจะมองไม่เห็นทาง และเชื่อหรือไม่ว่าถ้าขี่ไกล ๆ อาจไม่ถึงกับชนเสาไฟฟ้าตาย เหมือนรถยนต์แต่ก็เจ็บตัวล่ะ จะไม่ให้ศีรษะตกก็ต้องขยันเปลี่ยนท่าทางจับด้านล่างสุดของแฮนด์แล้ว ก็เปลี่ยนมาจับเบรกหรือด้านบนสุดบ้างเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แต่ที่สำคัญคืออย่างปล่อยให้ก้ม


4. มือ : เมื่อวางมือลงบนแฮนด์ น้ำหนักตัวจะกดลงตรงฝ่ามือทำให้เลือดไม่เดินหรือเดินได้ลำบากในส่วนนั้น การกำแฮนด์แน่นไม่ได้ให้ผลดีอะไรนอกจากสิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์เมื่อเสือหมอบมีแฮนด์ให้วางมือได้หลายตำแหน่งคุณจึงควรเปลี่ยนท่าทางให้บ่อยเพื่อให้เลือดเดินไปเลี้ยงมือได้สะดวก มือที่ชาจะทำให้ขี่จักรยานได้ยาก ไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างเปลี่ยนเกียร์และจะทำให้เครียดลามถึงลำแขนและไหล่ แฮนด์ต้องกว้างเท่ากับไหล่เพื่อสะดวกต่อการหายใจ


5. ความสูงของคอแฮนด์ : คอแฮนด์ที่ความสูงเหมาะสมสำหรับเสือหมอบ ต้องอยู่ต่ำกว่าอานประมาณ 1 นิ้ว ใครจะให้แฮนด์ต่ำกว่านั้นก็ได้ถ้าคิดว่ามันจะช่วยให้ลู่ลมขึ้น แต่มาตรฐานคือ 1 นิ้ว ต่ำมากกว่านี้คงต้องถามกระดูกสันหลังคุณว่าจะทนหมอบได้นานแค่ไหน สูงเกินกว่านี้อาจต้านลมเกินจนดูไม่เหมือนกำลังขี่เสือหมอบอยู่


6. ลำตัว : เมื่อขี่เสือหมอบโดยจับหัวเบรกและข้อศอก งอเล็กน้อย หลังคุณควรโน้มไปข้างหน้าด้วยมุมประมาณ 45 องศา เมื่อจับล่างสุดของแฮนด์หลังต้องวางตัวขนานพื้นโดยยังขี่ได้ด้วยสะโพกวางตำแหน่งปกติ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ให้กังวล นักจักรยานบางคนหลังงอแต่บอกว่าขี่สบายก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสรีระของแต่ละคน ตราบใดที่คออานสูงได้ขนาดกับช่วงขาและคอแฮนด์ยาวได้ขนาดกับท่อบนและลำตัวคุณ


7. มุมกระดกของอาน : นี่คือปัจจัยสำคัญที่ละเลยไม่ได้ เพราะมันรับน้ำหนักตัวคุณโดยตรง อานที่ดีขี่สบายคือหลังอานต้องขนาดกับพื้น เมื่อปรับความสูงของอานได้ที่แล้วต่อมาคือมุมกระดกของอานซึ่งต้องไม่กดทับเป้ากางเกงจนอวัยวะสำคัญของคุณชา วิธีเปรียบเทียบดูว่าอานขนานกับพื้นหรือไม่ ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการเทียบมุมกับขอบหน้าต่าง หรือจะให้ละเอียดกว่านั้นก็ด้วยระดับฟองน้ำของช่างก่อสร้าง เพียงวางบนอานก็จะทราบระดับ


8. เท้า : นอกจากรองเท้าที่สวมสบาย การวางเท้าบนบันไดเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม วิธีที่ดีที่สุดในการติดคลีตคือ ย่ำน้ำพอเปียกแล้วยืน คนเท้าปกติรอยเท้าจะแบะออกเล็กน้อยและเมื่อว่าเท้าบนบันได้คลิปเลสก็ต้องคงสภาพเดียวกัน เป็นสภาพธรรมชาติที่จะช่วยให้คุณขี่ได้ไกล ไม่ฝืน ไม่บาดเจ็บ ลามถึงหัวเข่าและสะโพก


นี่คือหลักการในการปรับแต่ง อุปกรณ์และท่าทางการปั่น เพื่อให้การปั่นไกลเกิน 100 ก.ม.ของคุณไม่มีปัญหาบาดเจ็บ หรือหมดสนุกไปเสียก่อน หวังว่านี่จะเป็นสาระดี ๆ ให้คุณ ๆ กันไม่มากก็น้อยครับ ...

เสือภูเขา “Mountain Bike” คุณรู้จักมันดีแค่ไหน ?

|0 ความคิดเห็น

เมื่อเห็นจักรยานยางใหญ่ ๆ ดอกหนา ๆ มีช็อคหน้าและหลังเรามักจะเรียกมันว่า “เมาเท่นไบค์” หรือ “เสือภูเขา” ไว้ก่อน โดยแทบไม่สนใจเลยว่ามันเป็นเมาเท่นไบค์จริง ๆ ตามความต้องการของผู้ผลิตหรือไม่ และจักรยานที่ถูกเรียกว่าเมาเท่นไบค์นั้นก็ถูกแบ่งแยกอกไปได้อีกหลายประเภทย่อย ๆ ไม่ได้มีแค่แบบมีตะเกียบช็อคอันเดียวคือฮาร์ดเทลและฟูลซัสเพนชั่นซึ่งมีช็อคหน้า – หลัง แต่มันถูกแบ่งประเภทตามวิธีการใช้งานได้ถึง 6 ประเภท และน่าจะมีแค่ 6 ประเภทนี้ไปอีกนานตราบเท่าที่มนุษย์ยังนึกไม่ออกว่าจะสร้างเมาเท่นไบค์ประเภทไหนขึ้นมาอีก ลองมาดูกันว่าตัวเองขี่เมาเท่นไบค์ประเภทไหนอยู่ หรือไม่แน่จักรยานที่คุณขี่อาจจะไม่ใช่เมาเท่นไบค์เลยก็ได้ ถึงแม้ว่ามันจะยางใหญ่ก็ตาม
Cross Country

Cross country
วัตถุประสงค์ : จักรยานแข่งวิบากหรือ “ครอส คันทรี่” นี้จุดเด่นคือต้องน้ำหนักเบา มีตะเกียบช็อคหน้าเพียงคู่เดียวหรือมีช็อคกันสะเทือนหน้าหลังก็ได้ ช่วงชักของช็อคที่กำหนดไว้ให้จักรยานแบบนี้คือ 4 นิ้ว หรือน้อยกว่านั้นเนื่องจากไม่ได้รับแรงกระทบกระแทกหนักหนาสาหัส เมื่อจักรยานครอส คันทรี่ไม่ได้ถูกขี่ลุยทางวิบากยาว ๆ ที่ไม่ได้เตรียมการไว้ก่อน (trail) ซึ่งเทรลไบค์เข้ามารับช่วงไป นักออกแบบจักรยานจึงสร้างมันให้ตรงกับงานเฉพาะกิจมากขึ้น


ครอส คันทรี่ถูกสร้างให้เบา ไต่ที่สูงได้ง่าย นักจักรยานที่มีประสบการณ์จะใช้มันขี่ในลู่แข่งที่ถูกเตรียมสภาพเอาไว้แล้ว ขี่บนถนนดินและเส้นทางที่ไม่โหดเกินไป น้ำหนักของจักรยานประเภทนี้คือเรื่องใหญ่ ดังนั้น ครอส คันทรี่เก่ง ๆ จึงตองมั่นใจในความเบาของตัวรถ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคอยระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดจากการใช้งานด้วย เช่นกระโจนสูงเกิน ลงพื้นกระแทกจนชิ้นส่วนทนไม่ไหว การปรนนิบัติดูแลเป็นประจำไม่ใช่คำแนะนำ แต่เป็นข้อต้องปฏิบัติกันเลยทีเดียวสำหรับ ครอส คันทรี่


น้ำหนัก : ตั้งแต่ 8.50 – 11.25 ก.ก.


ระดับความโหดที่รับได้ : ทำบันนี่ฮ็อปข้ามสิ่งกีดขวางในเส้นทาง เหินได้ระดับเตี้ย ๆ สู้กับทางโหดได้พอประมาณ ไม่ใช่ลุยดงหินกันตลอดเส้นทางหรือมีเนินให้โดดบ่อย ๆ


สิ่งที่มันไม่ใช่ : ความสบายและความทนทาน ล้มเมื่อไรโอกาสพังย่อมสูง จะขี่แบบโหดมาก ๆ ก็รับไม่ไหวอีก
Jump


วัตถุประสงค์ : “จัมพ์” ชื่อบอกอยู่แล้วว่าใช้โดด มันจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนอากาศ จะใช้เพื่อเดินทางไปไหน ๆ ทุกวันหรือเอาไปขี่ในเส้นทางวิบากที่ไม่ได้เตรียมการไว้ก็ได้ แต่มันถูกสร้างมาให้เหินจากเนินส่งหรือจะเอาไปตีลังกากลางหาวในสเก็ตพาร์คก็ยังได้ ดูจากสภาพแล้วคงเข้าใจว่าไม่ใช่จักรยานที่สร้างมาให้ขี่นาน ๆ น้ำหนักเบา ๆ จึงไม่เน้นแต่เน้นที่ความทนทาน เกือบทั้งหมดเลยคือฮาร์เทลเฟรมอลูมินั่นและโคร-โมลี เสริมตรงจุดนั้นจุดนี้มากมาย มีระยะห่างมากสำหรับยางหน้ากว้าง ๆ อานค่อนข้างต่ำเพื่อให้คนขี่โยกตัวถ่ายน้ำหนักซ้ายขวาหน้าหลังได้ง่ายเมื่อเหิน เล่นท่าได้สวย ส่วนใหญ่อีกเช่นกันที่ราคาของมันสูง คุณคงไว้ใจอุปกรณ์ราคาถูกไม่ได้เพราะมันคงทนแรงกระแทกจากการกระโดยไม่ไหว


น้ำหนัก : ตั้งแต่ 13.50 -18 ก.ก.


ระดับความโหดที่รับได้ : อะไรก็ได้ที่คนขี่ทนได้ จักรยานทนได้เหมือนกัน ผู้ผลิตจักรยานโดดแทบทั้งหมดไม่ยอมรับประกันชิ้นส่วนของมันนานเพราะธรรมชาติการใช้งานอันสุดโหดของมันนั่นเอง


สิ่งที่มันไม่ใช่: ความสะดวกสบายสำหรับการขี่ในเส้นทางวิบาก และการโดดสูง ๆ โหด ๆ ตลอดเส้นทางแบบดาวน์ฮิลล์
Slalom / 4X


วัตถุประสงค์: มันถูกสร้างให้นักแข่งสองคนแข่งกันลงเนินมาตามช่องทางไม้ปัก (gate) ต้องสาดโค้งตรงดินถม (Berm) ต้องเปลี่ยนทิศทางได้รวดเร็ว เฟรมต้องแข็งเพื่อการสปรินต์ด้วยความเร็วสูง อุปกรณ์ก็ต้องทนไปตามกันแต่ไม่เน้นที่น้ำหนักน้อย ๆ ใช้วัสดุสร้างเฟรมได้ทั้งอลูมินั่มและเหล็กกล้า ต้องเป็นแบบอาร์เทลและมีช่วงชักของข็อค 4 นิ้วหรือน้อยกว่า มันต้องถูกนักแข่งสปรินต์เร่งฝีเท้าสาดโค้งหรือบางครั้งก็ต้องโดดช่วงสั้น ๆ ตลอดเส้นทาง อานจึงสูงพอประมาณ ระดับอานสูงกว่าจักรยานโดด แต่ไม่สูงเท่ากับครอส คันทรี่เพราะต้องการศูนย์ถ่วงต่ำเวลาเข้าโค้งและโดด พวกนักแข่งเก่ง ๆ อาจจะใช้อุปกรณ์เบา ๆ ได้แต่ก็ต้องมีช่างคอยอยู่ปลายทางเพราะมันอาจพังพร้อมกับการแข่งเสร็จ


น้ำหนัก : 12 – 14 ก.ม.


ระดับความโหดที่รับได้ : อะไรก็ตามที่มีในสนามที่ถูกเตรียมการเอาไว้แล้วเช่นในสนามสลาลอม พร้อมตารางเวลาการดูแลเฟรมและอุปกรณ์สม่ำเสมอ


สิ่งที่มันไม่ใช่ : การขี่อย่างดาวน์ฮิลล์ที่บินสูง กระแทกหนัก หักกระจาย โดดแบบจักรยานโดด และไม่น่าจะมีอายุการใช้งานนานกว่า 2 ปี
Trail Rider


วัตถุประสงค์ : จักรยานประเภทนี้ถูกสร้างมาเพื่อลุยทางวิบากโดยเฉพาะ เป็นจักรยานในดวงใจของใคร ๆ หลาย ๆ คนเพราะซื้อมาแล้วคุ้ม จักรยานเทรลมีแบบเดียวเท่านั้นคือ ฟูลซัสเพนชั่นมีช็อคหน้า-หลัง ช่วงชักมากกว่าครอส คันทรี่ 2 นิ้ว คือ 6 นิ้ว เพื่อให้รองรับสภาพเส้นทางที่วิบากเองโดยธรรมชาติ (ย่อมโหดกว่าที่มนุษย์ทำ) บางครั้งเทรลไบค์อาจมีฮาร์ดเทลเข้ามาปะปนแต่นั่นไม่ใช่คำตอบแท้ ๆ ของเส้นทางวิบาก ความสามารถในการไต่และอัตราเร่งช่วงทางเรียบคือกุญแจสำคัญของเทรลไบค์ แต่คนขี่ยังต้องบังคับทิศทางจักรยานอยู่ได้อย่างคล่องแคล่วไม่เสียการทรงตัว เพราะสภาพจักรยานที่รองรับภารกิจวิบากปานกลางได้กว้าง บริษัทผลิตจักรยานจึงนิยมผลิตรถชนิดนี้ออกมามาก มันไม่ต้องเบามากแต่ต้องทนและทรงตัวดี ทุกเส้นทาง ระบบกันสะเทือนต้องดี ทน เกาะเส้นทางพอประมาณ เทรบไบค์แพงที่สุดใช้เฟรมสร้างจากคาร์บอนไฟเบอร์ ในขณะที่อลูมินั่มยังคงเป็นวัสดุยอดนิยม


น้ำหนัก : 11 – 14.50 ก.ก.


ระดับความโหดที่รับได้ : การขี่แบบลุยแหลกพอประมาณ เช่นการโดดจากเนินลงเนินรองรับและทิ้งดิ่งได้ไม่เกิน 3 ฟุต มันสามารถลุยได้สบาย ๆ แบบครอส คันทรี่ ทะยานด้วยความเร็วสูงได้ในพื้นที่ดงหินก้อนเตี้ย ๆ ตะปุ่มตะป่ำแบบที่ครอส คันทรี่รับไม่ไหวแต่มันเอาอยู่เพราะช่วงชักของช็อคยาวกว่า


สิ่งที่มันไม่ใช่ : ขี่โดดตลอดทางแบบดาวน์ฮิลล์หรือวิบากสุดขั้วแบบแบล็คไดมอนด์ การขี่โดดตลอดเวลาหรือสตั้นต์ในสเกตพาร์ค


Black Diamond


วัตถุประสงค์ : ถ้าคุณอยากจะทดสอบความสามารถของตัวเองล่ะก็ใช่เลย แบล็คไดมอนด์เกิดมาเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ ชื่อแบล็คไดมอนด์นี้กำเนิดจากเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ในรีสอร์ทหลาย ๆ ที่ เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกไว้ว่าต้องมือโปรเท่านั้นจึงจะผ่านเส้นทางโหดขนาดนี้ไปได้แบบครบสามสิบสอง


เมื่อเน้นให้รับมือกับเส้นทางสุดโหดมันจึงไม่เน้นเรื่องน้ำหนัก จักรยานแบล็คไดมอนด็สามารถเป็นได้ทั้งฮาร์ดเทล น้ำหนักมากถึง 13.50 ก.ก. ใช้เฟรมเสริมความแข็งแกร่งตลอดทั้งคันและช็อคช่วงชักยาว ที่นิยมที่สุดคือช่วงชักยาว 6 – 8 นิ้ว แลกกับน้ำหนักอีกเล็กน้อยที่อาจจะทำให้ปั่นทางเรียบได้ช้าลง แต่มันจะช่วยให้คุณมั่นใจยิ่งขึ้นตลอดเส้นทางวิบากสาหัส ไม่ต้องกลัวเฟรมร้าวหรืออุปกรณ์พังจากการกระแทก ต้องมีดุมธรู-แอ็กเชียลร้อยแกนใหญ่ ล้อทั้งหน้าและหลังต้องใช้ดิสก์เบรกใหญ่เพื่อหยุดได้มั่นใจไม่ว่าจะย่านความเร็วไหนก็ตาม


น้ำหนัก : 16 – 20 ก.ก.


ระดับความโหดที่รับได้ : อะไรก็ตามที่ตัวนักจักรยานทนได้ มันก็ทนได้เหมือนกัน เมาเท่นไบค์แบบแบล็คไดมอนด์ โคตรทนและแข็งแกร่งสุด ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะไม่พัง ถ้าขี่กันแบบไม่บันยะบันยังของทนแค่ไหนก็พัง ถ้าเปรียบจักรยานชนิดนี้เป็นเครื่องบิน คนขี่ก็ไม่ต่างอะไรจากนักบินทดสอบที่ต้องเค้นสมรรถนะของตัวเองและจักรยานออกมาให้หมด รีดมันออกมาให้ถึงที่สุด และเมื่อทำได้เช่นนั้นก็จงระวังให้ดีเถิดว่าอาจมีการแตกหักเสียหายของทั้งเฟรมและอุปกรณ์ อาจจะมีตัวคุณเป็นของแถมด้วยก็ได้


สิ่งที่มันไม่ใช่ : การขี่แบบสบาย ๆ ชิว ๆ ที่ไหน ๆ ก็ตาม ถ้าต้องการแบบนี้ให้ไปใช้ครอส คันทรี่หรือเทรลไบค์จะดีกว่า หรือจะให้กระแทกกระทั้นกันตลอดทางแบบดาวน์ฮิลล์ยังถือว่าแรงไป


Downhill


วัตถุประสงค์ : ถ้าคิดว่าจักรยานอะไรก็ได้จะมาร่อนลงเนิน แล้วยังเป็นคัน ๆ ครบสามสิบสองทั้งคนทั้งรถตอนปลายทางคุณคิดผิด จักรยานดาวน์ฮิลล์ต้องเป็นดาวน์ฮิลล์ที่สร้างมาเพื่อดิ่งลงเขาโดยเฉพาะ มันต้องมีเฟรมแข็งแกร่งถึงจะหนักหน่อยก็ไม่เป็นไร มีระบบกันสะเทือนที่มั่นใจได้ มีช็อคช่วงชักยาวสุด ๆ เพราะต้องกระแทกกระทั้นกันตลอดทางรวมทั้งการโดดเหินสูง ๆ ที่ตอนลงเป็นได้ทั้งนิ่มนวลแบบมีเนินรองรับและตูมเดียวกระจายทั้งคนทั้งรถ


พวกนักจักรยานดาวน์ฮิลล์ หลายคนใช้อุปกรณ์เบากว่าแบล็คไดมอนด์ เพราะพิจารณาแล้วว่ามันพังแน่ เมื่อพังก็เปลี่ยนใหม่แบบไม่ต้องซ่อม ดังนั้นจึงเล่นของเบาไปเสียเลย เป็นจักรยานแบบเดียวที่ต้องปรับแต่อุปกรณ์กันตามภูมิประเทศสนามแข่งขัน นักจักรยานที่คว้าถ้วยในสนามหนึ่งอาจจะเดี้ยงได้ในอีกสนามแบบเห็น ๆ และเป็นจักรยานประเภทเดียวอีกเหมือนกันที่คุณต้องทำการบ้านให้มาก ๆ หาข้อมูลให้ละเอียดก่อนจะควักกระเป๋าซื้อมาไว้เหินหาวเล่นสักคัน เพราะมันพังง่ายมาก มีแต่ของดีเท่านั้นที่จะอยู่กับคุณได้ (นานขึ้นอีกนิด)


น้ำหนัก : 16 – 22.5 ก.ก.


ระดับความโหดที่รับได้ : โหดแบบดาวน์ฮิลล์ระดับมืออาชีพไงล่ะ แต่ถึงจะรับได้ก็ยังพังถ้าเหินสูงแล้วลงพื้นกระแทกแรงเกิน เป็นจักรยานหนึ่งในไม่กี่ประเภทที่ต้องดูแลกันราวลูกอ่อน เพราะแทบวางใจในความปลอดภัยไม่ได้เลยหลังจากแข่งแต่ละครั้ง


สิ่งที่มันไม่ใช่ : ทางเรียบหรือวิบากใด ๆ ที่ไม่ใช่ดาวน์ฮิลล์ ลองเอาจักรยานดาวน์ฮิลล์ไปขี่ในทางเรียบแบบนั้นจะรู้ว่านรกมีจริง มันไม่ใช่ของเล่น ใช้ทิ้ง ๆ ขวาง ๆ คุณอาจไม่มีวันชนะ หรือร้ายกว่านั้นคืออาจเจ็บตัวแบบถาวร


แล้วจักรยานเสือภูเขาของคุณอยู่ในประเภทไหนกันครับ....

2 ก.ย. 2553

ปฏิทินข่าวการแข่งขันจักรยาน เดิอน กันยายน 2553

|0 ความคิดเห็น
- วันที่ 19 กันยายน 2553

เชิญนักแข่งทุกท่านเข้าร่วมการแข่งขันจักรยาน สาธารณสุขเชียงรายเสือภูเขา สนามที่ 2



"หิรัญนครเงินยาง เสือภูเขา" ครั้งที่ 2


1.สาธารณสุขเชียงราย MTB ณ ทะเลสาบเชียงแสน สนามที่ 2 ประจำปี 2553


วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน 2553 ลงทะเบียน 07.00 น. – 08.30น. ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน


2.วัตถุประสงค์


1.รณรงค์ การใช้จักรยานแทนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เนื่องในวันปลอดรถ ลดโลกร้อน (20 กันยายน 2553) CAR FREE DAY 2010 “ร่วมทางทั่วไทย ร่วมใจลดโลกร้อน“


2. เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรสาธารณสุข และประชาชนทั่วไป สนใจ และให้ความสำคัญในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โดยการปั่นจักรยาน


3.ประเภทการแข่งขัน


3.1 ประเภทประชาชนทั่วไป แบ่งออกเป็น 15 รุ่น - ระยะทาง 10 กม. ต่อรอบ


1. อายุไม่เกิน 12 ปี ชาย (รหัส A1) จำนวน 2 รอบ
2. อายุไม่เกิน 15 ปี ชาย (รหัส A2) จำนวน 3 รอบ
3. อายุไม่เกิน 18 ปี ชาย (รหัส A3) จำนวน 3 รอบ
4. ทั่วไป ชาย (รหัส A4) จำนวน 3 รอบ
5. อายุ 30 – 34 ปี ชาย (รหัส A5) จำนวน 3 รอบ
6. อายุ 35 – 39 ปี ชาย (รหัส A6) จำนวน 3 รอบ
7. อายุ 40 – 44 ปี ชาย (รหัส A7) จำนวน 3 รอบ
8. อายุ 45 – 49 ปี ชาย(รหัส A8 จำนวน 3 รอบ
9. อายุ 50 – 54 ปี ชาย (รหัส A9) จำนวน 3 รอบ
10. อายุ 55 – 59 ปี ชาย (รหัส A10) จำนวน 3 รอบ
11. อายุ 60 ปีขึ้นไป ชาย (รหัส A11) จำนวน 3 รอบ
12. น้ำหนัก 85 กก. ขึ้นไป (รหัส A12) จำนวน 2 รอบ
13. อายุไม่เกิน 15 ปี หญิง (รหัส A13)จำนวน 2 รอบ.
14. ทั่วไป หญิง (รหัส A14) จำนวน 2 รอบ
15. อายุ 35 ปีขึ้นไปหญิง (รหัส A15) จำนวน 2 รอบ


3.2 ประเภทบุคลากรสาธารณสุข แบ่งออกเป็น 6 รุ่น ระยะทาง 9 กม.


1. ทั่วไป ชาย (รหัส B1) จำนวน 2 รอบ
2. อายุ 30 – 39 ปี ชาย (รหัส B2) จำนวน 2 รอบ
3. อายุ 40 - 49 ปี ชาย (รหัส B3) จำนวน 2 รอบ
4. อายุ 50 ปี ชายขึ้นไป (รหัส B4) จำนวน 2 รอบ
5. ทั่วไป หญิง (รหัส B5) จำนวน 2 รอบ
6. อายุ 35 ปีขึ้นไป หญิง (รหัส B6) จำนวน 2 รอบ.

3.3 ประเภทเสือท้องถิ่น เฉพาะคนเชียงแสนเท่านั้น มี 5 รุ่น ระยะทาง 9 กม.


1. ชายทั่วไป รหัส C1
2. หญิงทั่วไป รหัส C2
3. รุ่นเยาวชน ชาย - หญิง รหัส C3
4. รุ่นหญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป รหัส C4
5. รุ่นชายอายุ 50 – 59 ปี รหัส C5
6. รุ่นชายอายุ 60 ปีขึ้นไป รหัส C6

4.รางวัลการแข่งขัน
4.1 ถ้วยรางวัล ลำดับที่ 1 – 5 ทุกประเภท และทุกรุ่น
4.2 เหรียญรางวัล ผู้ที่ลงทะเบียน 300 คนแรกจะได้รับเหรียญรางวัล


5.ค่าสมัคร ประเภทบุคลากรสาธารณสุข และ ประเภทประชาชนทั่วไป 200 บาท รุ่นท้องถิ่น 150 บาท


6.ระเบียบการแข่งขัน
6.1 จักรยานต้องเป็นจักรยานเสือภูเขาเท่านั้น การนับอายุใช้ปี พ.ศ.ปัจจุบัน ลบปี พ.ศ.เกิด
6.2 ใช้ระเบียบการแข่งขันของจักรยานเสือภูเขา หากเกิดปัญหาใด ๆ ให้การตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันเป็นอันสิ้นสุด


7.กำหนดการ


วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน 2553 ลงทะเบียน ณ.หน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน
- 07.00-08.30 น. สมัคร และลงทะเบียน ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน
- 08.00 พิธีเปิดการการรณรงค์การใช้จักรยานแทนการใช้รถยนต์ เนื่องในวันปลอดรถ ลดโลกร้อน CAR FREE DAY 2010 พร้อมกันทั่วประเทศ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน และร้องเพลงชาติพร้อมกัน
- 09.00 ปั่นฟรีรันไปที่สนามแข่ง ทะเลสาบเชียงแสน
- 09.30 น. ปล่อยตัวนักกีฬา
-11.30 มอบรางวัลการแข่งขัน


8.การบริการ
8.1บริการอาหารกลางวันแก่นักกีฬาที่ลงทะเบียนแข่งขันทุกคน
8.2 ต่างจังหวัดบริการสถานที่กางเต้นท์


9. ติดต่อสอบถาม
- คุณวิเชียร สุวรรณรัตน์ สาธารณสุข อ. เชียงแสน 08-7296-6209
- คุณผจญ ใจกล้า สาธารณสุข อ. แม่จัน 08-1993-6342
- คุณอุดม ไชยชมภู สสอ.เชียงแสน 08-1796-8553 คุณวันชัย พุทธวารินทร์ 08-9759-4708


หมายเหตุ ประเภทบุคลากรสาธารณสุข หมายถึง ข้าราชการ , ลูกจ้างประจำ , ลูกจ้างชั่วคราว ,เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทั่วประเทศ (แสดงบัตร)


สนับสนุนและดำเนินการโดย เครือข่ายบริการสุขภาพเชียงแสน-ดอยหลวง, สาธารณสุขอำเภอเชียงแสน, ชมรมจักรยานเสือสุขภาพเชียงราย-เชียงแสน
-----------------------------------

- วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน 2553
ชมรมจักรยานไดโนไบค์กาฬสินธุ์และหอการค้าจังหวัดกาฬสินธุ์
ขอเชิญรวมพลคนจักรยานร่วมแข่งขันรายการ ร่วมใจลดโลกร้อน KALASIN CAR FREE DAY 2010

การแบ่งรุ่นการแข่งขัน
1. รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี (ชาย หญิง)
2. รุ่นทั่วไป (ชาย หญิง)
3. รุ่นอายุ 30-39 ปี (ชาย หญิง)
4. รุ่นอายุ 40-49 ปี (ชาย หญิง)
5. รุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไป (ชาย หญิง)

รางวัลการแข่งขัน
- คู่ชนะเลิศรุ่นทั่วไปอันดับที่ 1-20 รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ (1 ทีม 2 ถ้วย)
- คู่ชนะเลิศรุ่นทั่วไปอันดับที่ 1-7 รับเงินรางวัล 2,000-1,500-1,200-1,000-800-600-500
- คู่ชนะเลิศรุ่นอื่น ๆ อันดับที่ 1-10 รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ (1 ทีม 2 ถ้วย)
- คู่ชนะเลิศรุ่นอื่น ๆ อันดับที่ 1-5 รับเงินรางวัล 1,000-700-500-400-300

สอบถามรายละเอียดได้ที่ : คุณ Ped-Kalasin โทร. 087-2222349
---------------------------------------------

- วันที่ 24-26 กันยายน 2553
ขอเชิญร่วมการแข่งขันจักรยานสชิงแชมป์ประเทศไทยสนามที่ 4 ที่จ.อุบลราชธานี
- วันศุกร์ที่ 24 ก.ย. 53 เป็นการแข่งขันจักรยานเสือหมอบประเภท Individual Time Trial
- วันเสาร์ที่ 25 ก.ย. 53 ช่วงเช้าเป็นการแข่งขันจักรยานเสือภูเขา ประเภทดาวน์ฮิล ช่วงบ่ายเป็นการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาประเภท ครอสคันทรี่
- วันอาทิตย์ที่ 25 ก.ย. 53 เป็นการแข่งขันจักรยานเสือหมอบประเภท Inline Race โดยการแข่งจักรยานเสือหมอบ Inline Race มีการเพิ่มรุ่นอายุ 30-39 ปี , รุ่น 40-49 ปี และรุ่น 50 ปีขึ้นไป
สอบถามรายละเอียดที่ 02-7193340-2

1 ก.ย. 2553

เทคนิคการปั่นจักรยาน : เทคนิคล้มไม่เจ็บ จากมือโปรฯ ตอนที่ 2 (จบ)

|0 ความคิดเห็น


เรามาต่อกันกับเทคนิคการล้มไม่เจ็บ จากมือโปรท่านอื่นกันบ้างครับ


เอริค คาร์เตอร์


เขาบอกไว้ชัดเจนว่าจงทำตัวสบาย ๆ เวลารู้ว่าตัวเองจะล้มเพราะตื่นเต้นหรือเครียดไปก็หยุดล้มไม่ได้ ยิ่งเกร็งตัวนั่นและยิ่งจะทำให้ล้มได้ง่ายเข้าไปอีก พวกคนเมาแล้วขับมักไม่ค่อยเจ็บตัวในอุบัติเหตุ (หากชนไม่หนัก) เพราะคนพวกนี้อ่อนปวกเปียกขณะมีแรงประทะนั่นเอง


ถ้าคุณเล่นดาวน์ฮิลล์หรือขี่มาด้วยความเร็วจนเหิน ให้มองที่ลงไว้ดี ๆ รวมกับว่าตัวเองตั้งใจว่าจะกลิ้งไปบนนั้น พยายามหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็จงระมัดระวังตรงนั้นให้มากที่สุดอย่าให้ตัวติดจักรยานตลอดเวลายามคับขันและอย่ากลัวหากต้องกระเด็นข้ามแฮนด์บ้าง ผมเองก็ปลิวข้ามแฮนด์มาแล้วบ่อย ๆ ทั้งที่ยังปลอดภัยอยู่ถ้ารู้จักทำให้เป็น หมายความว่าคุณต้องปรับคลีตและบันไดคลิปเลสให้ดี มีองศาพอเหมาะจนบิดมันออกได้ทุกครั้งที่ต้องการ


จงอย่ากลัวจักรยานพัง เมื่อถึงคราวต้องสละมันจริง ๆ ก็ต้องสละ ลองคิดดูเถอะว่าจะยอมให้จักรยานพังหรือหัวร้างข้างแตกแขนขาหัก เปลี่ยนชิ้นส่วนจักรยานยังไงก็ยังง่ายกว่ามานั่งซ่อมแขนขาตัวเองนะครับ


ผมฝึกกับโค้ชและเน้นเรื่องการล้มนี่ด้วย ผมจึงล้มได้บ่อยโดยไม่เจ็บตัว เราฝึกล้มกันบ่อยในโรงพลศึกษาให้สมองจดจำจังหวะการล้ม เพื่อให้ยื่นมือออกไปทันแล้วใช้มันยันเพื่อกลิ้งตัวเป็นก้อนกลมตามแนวสันหลัง คุณต้องรู้โดยสัญชาตญาณว่าเมื่อใดจะล้มเพื่อจะได้ล้มได้ถูก และถ้าต้องขี่ในที่ล้มได้ง่ายคุณต้องมีเครื่องป้องกันเพื่อความมั่นใจ มันเป็นได้ทั้งหน้ากาก หมวกกันกระแทก สนับแขน สนับเข่าและเกราะป้องกันลำตัวถ้าคุณเล่นดาวน์ฮิลล์


ในการแข่งเมาเท่นไบค์ครั้งแรกที่เมือง เวล รัฐโคโลราโด ผมล้มหนักจนต้องเอาเหล็กดามกะโหลกไว้และเย็บปิดแผลอีกสามสิบเข็ม ถ้าคุณล้มถึงหมดสติจงอย่าปล่อยไว้เพราะคิดว่าไม่ร้ายแรง คุณต้องพบหมอให้ดูและถ้าจำเป็นก็ต้องเอ็กซ์เรย์เพื่อหาสิ่งผิดปกติ สิ่งที่เห็นด้วยตาแต่ภายนอกว่าไม่มีอะไรนั้นบางครั้งอาจร้ายแรงอยู่ภายใน เช่น สมองบวมหรือเลือดคั่งในสมอง เวลาล้มแรงถึงกระดูกหักผมจะเชื่อหมด ไม่เคยทำลายหรือตัดเฝือกออกด้วยตัวเองเลย สำหรับผมแล้วมันไม่ดีเลยกับการจะกลับมาขี่อีกจนกว่าจะให้หมดรับรองเสียก่อนว่าขี่ได้จริง ๆ

แคเมรอน ซิงค์


แคเมรอน ซิงค์ เป็นที่รู้จักมากในอเมริกาในฐานะนักจักรยานดาวน์ฮิลล์ การเป็นนักเมาเท่นไบค์จอมระห่ำที่สุดทำให้เขาจบการแข่งขันติดอันดับท็อปเท็นเป็นประจำในรายการแข่งอย่างแครงค์เวิร์กซ์ และเทวา เมาเท่นไบค์ เกมส์ แคเมรอนรู้วิธีการล้มและต้องทำอย่างไรให้ล้มแล้วเจ็บตัวน้อยที่สุด วิธีการของเขาคือมันดีกว่าหากจะปล่อยจักรยานไถลไปแทนที่จะดึงเท้าออก เขาสรุปเช่นนี้หลังจากยื่นเท้าออกมาข้างหนึ่งเพื่อหยุดการสไลด์แต่ผลที่ได้คือเอ็นหัวเข่าฉีก ต้องให้หมอผ่าตัดจึงจะช่อมแซมความเสียหายตรงนี้ได้ ถ้าคุณกำลังกระโดดไม่รอดและรู้แน่ว่าจะยังไงก็ล้ม ขณะลอยอยู่กลางอากาศนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ ถีบจักรยานออกห่างตัวจะได้โดดลงพื้นได้ปลอดภัย ให้ขาหรือก้นลงแล้วปล่อยให้ร่างไถลลงเนิน แทนที่จะเอาตัวหรือหัวกระแทกพื้น หรือถ้ากำลังจะโดดแล้วรู้ว่ายังไงคงไปไม่พ้นแรมพ์ การล้มลงให้ท่อนแขนยันแล้วรูดพื้นยังดีกว่าเอามือยันเพราะมีโอกาสหักได้ง่าย เนื่องจากข้อมือมีกระดูกชิ้นเล็ก ๆ ยึดไว้ด้วยเส้นเอ็นและหักแตกได้ง่ายหากกระทบกระเทือนรุนแรง


ถ้าคุณล้มแรงและคิดว่ายังโอเค บางทีมันอาจไม่ใช่อย่างที่คิดเนื่องจากความเสียหายภายในนั้นมองกันไม่เห็น ยิ่งถ้ารู้สึกแย่ตอนจะออกตัวครั้งต่อไปด้วยแล้วจงอย่าฝืนขี่ ให้เข้าพบแพทย์ทันที เพราะในกรณีของแคเมรอน ซิงค์นั้นเขาเองก็รู้สึกว่าไม่เป็นอะไร แต่เมื่อปล่อยตัวในรอบต่อไปเขารู้สึกแย่มาก ๆ เจ็บภายในลำตัวมากจึงไปหาหมอซึ่งตรวจพบว่าเลือดตกภายใน ลองคิดดูก็แล้วกันว่าถ้าไม่ให้หมอตรวจเสียก่อนอาการต่อมาจะเลาร้ายรุนแรงแค่ไหน


นักจักรยานภูเขาที่ฉลาดจะรู้จักดูแลรักษาตัวเอง รู้ขีดจำกัดว่าทำได้แค่ไหนและสิ่งใดควรหรือไม่ควรเสี่ยง พวกเขาจะตรวจสอบจักรยานหลังจากล้มเพื่อให้แน่ใจว่ามันยังดี ปลอดภัยอยู่หรือเปล่า พร้อมขี่ในอีเวนต์หน้าหรือไม่ แต่ในที่สุดแล้วสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดก็คือตัวคุณเอง มีแต่จักรยานแต่เจ้าของจักรยานนั่งรถเข็นคงไร้ประโยชน์

เทคนิคการปั่นจักรยาน : เทคนิคล้มไม่เจ็บ จากมือโปรฯ ตอนที่ 1

|0 ความคิดเห็น

คงไม่ต้องใช้คนถึงขนาดเป็นศัลยแพทย์สมอง ก็บอกได้ว่าการขี่จักรยานพุ่งไประหว่างหมู่ต้นไม้ ขอนไม้ล้ม พุ่งลงจากหน้าผาและไต่ลัดเลาะไปตามทางริมหน้าผานั้นเสี่ยง บรรดามือโปรฯ ผู้ช่ำชองต่างฝากคำแนะนำไว้แล้วในเรื่องนี้ เพื่อให้คุณล้มแล้วไม่เจ็บหรือไม่ก็เจ็บน้อยที่สุด

เน็ต โอเวอร์เอนด์


เน็ต โอเวอร์เอนด์ ขณะที่มีอายุ 54 ปีแล้ว แต่อดีตแชมป์เมาเท่นไบค์แห่งชาติสหรัฐฯ และแชมป์โลกปี 1990 ยังเกาะกลุ่มนักจักรยานกลุ่มไหน ๆ ก็ได้ในโลกโดยไม่มีวันถูกทิ้งห่างขณะกำลังดังด้วยสถานภาพสุดยอดนักจักรยานเมาเท่นไบค์ประเภทคอรส คันทรี่ เน็ตมักจะสนุกกับการขี่แบบดาวน์ฮิลล์เป็นครั้งคราวในรายการแข่งรายการเล็ก ๆ ใกล้บ้านเขาในเมืองดูแรงโก รัฐโคโลราโอ


เขาไม่เพียงแค่รู้ว่าจะขี่เมาเท่นไบค์ยังไงให้ชนะเท่านั้น ยังมีหนังสือเป็นของตัวเองด้วยในชื่อ Mountain Bike Like a Champion เขาก้าวเข้ามาให้แง่คิดเรื่องการล้มเป็นคนแรก ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้แม้แต่มือใหม่หัดขี่ก็ตาม


เน็ตแนะนำว่าวิธีที่ดีที่สุดไม่ให้ล้มแล้วเจ็บก็คือหลีกเลี่ยงการล้ม หนึ่งในหลายวิธีที่ดีเพื่อให้ห่างจากการล้มคือคุณต้องมีสมดุลร่างกายที่ดี เพราะสมดุลนี่แหละที่ครอบคลุมทุกเรื่องเกี่ยวกับการขี่จักรยาน เขาแนะนำว่าควรฝึกขี่จักรยานเป็นวงกลมเล็ก ๆ บนพื้นเรียบให้ได้เพื่อจะปรับปรุงทักษะด้านการทรงตัว การปรับปรุงทักษะด้านนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ล้มในเส้นทางช่วงยาก ๆ และการไต่เส้นทางชัน ๆ การทรงตัวที่ดียังมีประโยชน์ตอนคุณใช้ความเร็วสูงด้วย


อันต่อมาคือหัดทรงตัวนิ่ง ๆ โดยจักรยานเคลื่อนไหวน้อยที่สุด หมายความว่าพยายามทรงตัวบนจักรยานให้สองล้อตั้งอยู่เฉย ๆ ให้นาน ตรงนี้จะช่วยได้ในการไต่เส้นทางชันและไม่ว่าขณะใดก็ตามที่จักรยานหยุดลงหรือชะลอดความเร็วลงเป็นช้าแทบไม่ขยับ ยิ่งทรงตัวได้นานเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสจะปรับตัวพุ่งไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นเท่านั้นก่อนจะถึงจุดที่ล้ม


นักจักรยานผู้ปลดเท้าออกจากบันไดไม่เร็วพอจะล้มได้บ่อย คุณกำลังจะขี่ขึ้นเส้นทางชัดสุด ๆ และดึงเท้าออกได้ไม่เร็วพอแบบนี้ล้มแน่ ถ้าคุณใช้บันไดแบบคลิปเลสอยู่ก็ควรจะหล่อน้ำมันไว้ก่อนขี่ ตัวคลีตถูกปรับตัวไว้ดีแล้วจนมั่นใจว่าไม่ขยับเคลื่อนและอยู่ในองศาที่ดี ดึงออกจากบันไดคลิปเลสได้ง่าย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผิวสัมผัสระหว่างตัวคลีตกับบันไดประกบแนบแน่นกันดีแต่ไม่แน่นจนถึงยาก หรือหลวมจนหลุดได้ง่าย


ถ้าพบว่าเท้าวางตัวใกล้บันไดเกินไปทั้งที่ปรับออกจนสุดแล้ว ทางแก้คือต้องใช้แหวนรองช่วงต่อระหว่างบันไดกับขาจานเหตุที่เท้าไม่ควรวางใกล้ขาจานมาก เพราะจะเสียดสีและฝืด ปั่นไม่ค่อยออกแล้วยังปลดขาจากบันไดได้ยากด้วยเพราะไม่มีพื้นที่ว่างพอให้บิดเท้า แต่ในทางกลับกันถ้าตั้งบันไดคลิปเลสไว้หลวมมันจะคลอนแคลนไม่มั่นคง ขาดความมั่นใจเมื่อหมุนลูกบันไดและนั่นจะทำให้คุณช้าลงด้วย


เน็ตแนะนำว่าควรจะฝึกการสวมและถอดเท้าจากบันไดในตำแหน่งต่าง ๆ กันของขาจาน ไม่ว่าจะเป็นจังหวะยก ถอย ไปข้างหน้าตรงไหนก็ได้ คุณต้องถอดเท้าได้รวดเร็วทุกครั้งที่ต้องการโดยไม่ต้องหมุนขาจานมาอยู่ตำแหน่งที่สะดวก ให้ระวังเป็นพิเศษในเส้นทางที่ “หมิ่นเหม่” ทั้งหลาย เช่น ทางริมเขาเลียบหน้าผา บนสุดของกองซุงหรือในที่ใดก็แล้วแต่ที่เสี่ยงต่อการล้มตกลงมาจากที่สูง ๆ ถ้ามีเวลาพอให้ถอดเท้าจากคลิปเลสได้เร็วก็จะใช้ได้เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรืออีกอย่างคือถ้าตรงนั้นมันจะเสี่ยงมากจนไม่น่าขี่หรือขี่ได้ไม่สนุก ลงจากอานมาจูงเสียดังดูดีกว่าขี่ขึ้นไปแล้วตีลังกาหัวทิ่มลงมา จะฝึกไว้จนเก่งแค่ไหนก็ตามถ้าที่ตรงนั้นมันขี่ไม่ได้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะดันทุรังขี่ไปทำไม


นักจักรยานมากมายที่ล้มในโค้งเมื่อล้อหน้าเริ่มไถล วิธีการหลีกเลี่ยงการล้มตรงนี้คือให้ปล่อยเบรกหน้าไปเลยไม่ต้องจับเพราะจับเมื่อไรรถไถลเมื่อนั้น แทนที่จะเบรคคุณต้องเข้าโค้งด้วยการเอนตัวหนี้จากในโค้ง หมายความว่าให้พยายามทำตังให้ตั้งฉากกับพื้นโลกมากที่สุดแทนที่จะปล่อยตัวเอนตามแรงเหวี่ยงยิ่งเอนตัวเข้าหาด้านในโค้งเท่าไรยิ่งไปเพิ่มแรงไถลล้มให้มากเท่านั้น ถ้าคุณเริ่มจะสูญเสียความควบคุมขณะขี่ คุณมักจะมีช่วงเวลาก่อนจะล้มหรือไม่ล้มเพื่อคิดหาที่ลงให้เหมาะ ถ้าหลีกเลี่ยงการล้มได้ก็ดี แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องมีท่าทางการล้มที่ปลอดภัย เน็ตบอกว่าต้องหลีกเลี่ยงการล้มโดยแขนเหยียดตรงและข้อศอกล็อค ทำอย่างนั้นจะเจ็บตัว และวิธีที่ล้มจะขึ้นอยู่กับชนิดของภูมิประเทศที่จะล้มลงไปด้วย ถ้าล้มตรงพื้นนิ่มจงชูมือออกแล้วชักกลับมาม้วนตัวให้กลิ้งเป็นลูกกลม ในการล้มแต่ละครั้งไม่มีกฎเกณฑ์ใดช่วยให้ปลอดภัยได้แบบตายตัว การล้มแต่ละครั้งไม่เหมือนกันแม้ว่าจะเป็นสนามเดียวกันก็ตาม แต่ตัวแปรคือสภาพร่างกายของนักจักรยาน สภาพรถจักรยาน ความเร็ว ทั้งหมดนี้จะทำให้การล้มเปลี่ยนแปลงไป คุณต้องเลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุดทันทีที่จะล้ม จะทำได้เช่นนั้นต้องฝึกขี่และฝึกล้ม

ยังมีเทคนิคจากโปร อีกหลายท่าน ปรดติดตามตอนที่ 2 ครับ

ดาวน์ฮิลล์ คอนเนอร์ : การเลือกซื้อโช๊คหน้าสำหรับคนชอบเบา ..แต่งบประมาณจำกัด

|0 ความคิดเห็น

สมมุติว่าถ้าเราประกอบรถดาวน์ฮิลล์ สักคันเมื่อมาถึงขั้นตอนการเลือกโช๊คหน้า หรืออากจะเปลี่ยนโช๊คหน้าใหม่ในกรณีของเก่าเราเบื่อ ล้าสมัย หรืออื่น ๆ อีกหลายร้อยเหตุผล (ก็คนมันจะเปลี่ยนใหม่) ถ้าเรามีงบประมาณจำกัดบวกับการตามกระแสรถเบาของ DH โลก จะเลือกอะไรดี ก็เลยจัดมาให้เพื่อน ๆ สำหรับโช๊คหน้าปี 2010 ของค่าย Big 3 (Fox, Marzocchi, Rockshox)


เอาข้อมูลในแบบราคาไทย ๆ โดยประมาณก็แล้วกัน ราคาจริงสอบถามกันเองที่ตัวแทนจำหน่าย

สำหรับเจ้า FOX 40 ปี 2010 ข้อมูล Specifications ไม่ได้เปลี่ยนจากปีที่แล้วมาก กระบอกโคตร 40 ม.ม. ว่ากันที่ตัว Top ให้มาครบทั้ง Low, High spedd compression และ Rebound กับสปริง Titanium ราคาแบบไทย ๆ ป้วนเปี้ยนแถว ๆ 4 หมื่น กับอะไหล่และบริการที่น่าเชื่อถือ น้ำหนักน่าลองที่ 3.09 ก.ก.








ตัวต่อมา Marzocchi 888 อันลือชื่อ จะหามาครอบครองได้คงต้องลงทุนสั่งมาเองผ่านเว็บไซต์ หรือลงทุนฝากคนหิ้วเข้ามา อย่าลืมสอบถามผู้ขายถึง Stem Direct ที่แถมมาให้ในกล่องด้วยนะครับ เพราะรุ่นนี้จะแถมมาให้เลย ซึ่งก็แถมมาตั้งแต่รุ่นแรกปี เอาเป็นว่าแถมทุกตัวแบบ After Market แต่สำหรับ Oem หรือแบบติดรถ ใหม่ถอดรถ ไม่มีให้นะครับ


สำหรับตัว 2010 ได้ตัดตัว ata หรือตัวลมออก ตัว Top เหลือเพียง สปริง Titanium เบาหวิว กับอ๊อพชั่นต่าง ๆ ที่เคยมีในปี 2009 มาให้หมด กระบอก 38 ม.ม. เคลือบนิลเกิลเงาวับ ราคาแบบไทย ๆ หิ้วมาก็น่าจะใกล้เคียง Fox40 ที่แถว ๆ 4 หมื่น กับความเสี่ยงเรื่องบริการอะไหล่แบบไม่มีตัวแทนจำหน่าย แต่ได้ความโดดเด่น ไม่เหมือนใคร กับดีไซน์เฉพาะตัว และคอนเฟิร์มว่า ช่างไทย ซ่อมได้ แน่นอน กับน้ำหนักที่น่าสนกว่าที่ 2.99 ก.ก.

Boxer Race 2010 เพิ่งจะปรับปรุงใหม่เอี่ยม แบบ All New ในปีนี้เอง (ที่จริงมีขายตั้งแต่ปลายปี 2009) ขยายกระบอกจาก 30 ม.ม. เป็น 35 ม.ม. มีตัวแทนจำหน่าย ราคาแบบไทย ๆ ที่ 2.5 หมื่น สำหรับ Race


Spec ทั่วไปพอใช้งานได้ มีรีบาวน์และคอมเพลสไว้ให้ปรับได้พอสมควรต่อการใช้งาน แต่ที่ทำให้มันน่าสนในอยู่ที่ น้ำหนัก 2.862 ก.ก. และราคาที่เบากว่าข้างต้น แต่ก็มีเสียงบ่นว่า ตระกูล Boxer ไม่ค่อยจะเนียนสักเท่าไร ก็ขอบอกว่า ผู้ขี่ได้ Set ระยะ Seg ถูกต้องตามคู่มือหรือยัง ถ้าได้ 50 ม.ม. ตามคู่มือ ก็คงจะไม่ได้ยินเสียงบ่น หลาคนอาจสงสัยว่าทำไม ถึงนำตัว Race มาเปรียบเทียบกับพวกตัว Top ข้างต้นเนื่องจากเราต้องการตัวเลือกที่เหมาะสมกับการทำรถเบาในงบประมาณที่จำกัด จึงได้เลือกตัวเบาที่สุดของแต่ละค่าย ซึ่งตัวที่เบาสุดของ Fox 40 ต้องเป็นตัว Top Sping Titanium และเบาสุดของ Marzocchi ก็ต้องเป็นตัว Top sping titanium เช่นเดียวกัน แต่ตระกูล Boxer ตัว Top ที่เป็นระบบ Air ก็เบาสุดแต่ในที่นี้ได้นำตัว Race สปริงธรรมดา มาเปรียบ ซึ่งถือเป็นตัวต่ำสุดของ Boxer แต่มันกลับเบากว่าพวก Hi-end ทั้งหลาย ซึ่งส่วนต่าง ของราคาที่ต่างกัน 1 หมื่นขึ้นไป กับน้ำหนักตัวที่เบากว่า Fox และ Marzocchi มากกว่า 100 กรัม ถามคุณว่าน่าสนมั้ยล่ะ


นี่ก็เป็นแนวทางในการเลือกโช๊คหน้า สำหรับผู้ที่ต้องการทำรถเบาแต่งบประมาณมีจำกัด แต่ก็อีก ถ้าไม่จำกัดด้านงบประมาณก็เลือกได้ตามความชอบและพอใจของแต่ละคนได้เลย เพราะยังไงสุดท้ายแล้วคุณก็คือคนใช้ บางทีความพอใจก็มีมากกว่าราคา ซึ่งถ้าชอบอะไรก็ใช้อันนั้น แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่จะต้องไม่เดือดร้อน และที่สำคัญต้องปิดเป็นความลับไม่ให้ ผบ.ที่บ้านทราบได้ว่าซื้อมาเท่าไร เดี๋ยวพาลจักรยานจะทำให้เกิดปัญหาครอบครัวได้ แล้วอย่าหาว่าไม่เตือนก็แล้วกัน...

บทความที่เกี่ยวข้อง:


>> การฝึกพื้นฐานการขี่รถดาวน์ฮิลล์



บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง