ss

29 พ.ค. 2554

หลักการฝึกซ้อมความอดทนของกีฬาจักรยาน ตอนที่ 4

|0 ความคิดเห็น
หลักการฝึกซ้อมความอดทนของกีฬาจักรยาน ตอนที่ 4

Endurance Training

ความยาวของแต่ละระยะเวลาฝึกซ้อมไม่เท่ากัน

ขึ้นอยู่กับว่าในระยะนั้นจะเน้นหนักไปกับการฝึกซ้อมชนิดไหน ซึ่งโค้ชจะต้องวางแผนการฝึกซ้อมและตัดสินใจว่าควรจะฝึกชนิดใดและระยะนั้นควรมีความยาวเท่าใด
ตัวอย่าง: สมมุติว่ามีฤดูการแข่งขันเพียงหนึ่งฤดูในหนึ่งปี ฤดูการแข่งขันยาวประมาณ 2-3 เดือน (บ้านเรามีแข่งจักรยานทุกเดือน)


ระยะของการฝึกซ้อมอาจแบ่งได้ดังนี้

     1. สร้างพื้นฐาน (Base) 16-20 สัปดาห์
     2. ฝึกหนัก (Intensity) 16 สัปดาห์
     3. ขึ้นสู่จุดสุดยอด (Peak) 4-8 สัปดาห์
     4. แข่งขัน (Competition) 8-12 สัปดาห์
     5. ฟื้นฟูร่างกาย (Restoration) 4-6 สัปดาห์
      
     รูปแบบของการฝึกความอดทนที่ใช้ประกอบด้วย


     1.การฝึกด้านความเร็ว (Speed)
เป็นการฝึกให้กล้ามเนื้อมีความสามารถที่จะทำงานที่ความเร็วสูง ๆ การฝึกความเร็วในที่นี้จะมุ่งเน้นหนักไปที่ทำให้ร่างกายทำงานด้วยความเครียดน้อยที่สุดในระหว่างการฝึก โดยออกมาในรูปของการสปริ้นท์แต่ต้องไม่ฝืนร่างกายมากนัก ใช้เวลาประมาณ 30-60 วินาที ติดตามด้วยการพักแบบปั่นเบา ๆอีก 1-2 นาทีสลับกัน
     
     2.การฝึกด้านความอดทน (Endurance)
เป็นการฝึกให้ร่างกายสามารถทำงานหนักได้นาน ๆ การฝึกแบบนี้จะฝึกที่ความเข้มต่ำ ใช้เวลาในการฝึกแต่ละครั้งประมาณ 30-60 นาที จุดประสงค์ก็เพื่อพัฒนาระบบแอโรบิกของร่างกายให้เพิ่มขึ้น
    
     3.การฝึกที่ความเร็วของการแข่งขัน (Race/Pace Speed)
เป็นการฝึกให้ร่างกายเคยชินกับการทำงานที่ความเร็วที่นักกีฬาจะใช้ในการแข่งขันจริง ๆ เพื่อเป็นการตรวจดูว่าแผนการฝึกซ้อมใช้ได้หรือไม่ และเป็นการติดตามผลการฝึกซ้อมไปในตัว นอกจากนี้ยังเป็นการวัดดูความฟิตของร่างกาย การฝึกแบบนี้อาจใช้การจับเวลาแบบไทม์ไทรอับ สำหรับระยะทางหนึ่ง ๆ ที่กำหนดไว้ทุก ๆ 3-4 สัปดาห์แล้วเอามาวิเคราะห์

     4.การฝึกด้านระยะทาง (Over distance)
การฝึกรูปแบบนี้ถือว่าเป็นหัวใจของกีฬาแบบทนทาน (Endurance) โดยเฉพาะการฝึกแบบนี้เป็นการสอนให้ร่างกายเปลี่ยนไขมันไปเป็นพลังงานหลังจากร่างกายใช้น้ำตาลในเลือดหมดแล้ว นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น และเป็นการสร้างพื้นฐานให้ร่างกายสามารถทำงานที่ความเข้มสูง ๆ ได้นาน ๆ อีกด้วย ข้อแตกต่างระหว่างการฝึกด้านระยะทางกับการฝึกความอดทนได้แก่เวลาที่ใช้ โดยมากการฝึกดานวามอดทนใช้เวลาประมาร 1 ชั่วโมง ในขณะที่การฝึกแบบระยะทางใช้เวลามากกว่านั้นอาจจะยาว 2-5 ชั่วโมง นักกีฬาจะฝึกด้านระยะทาง (การขี่ทางไกล) อย่างน้อยเดือนละครั้ง

     5.การฝึกอินเตอร์วัล (interval) หรือนิยมเรียกว่าการลงคอร์ท
เป็นการฝึกที่ความเข้มสูง ระยะเวลาที่ใช้ตั้งแต่ 1-10 นาที ติดตามด้วยการักโดยการปั่นเบา ๆ ทำสลับกันไปหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งการฝึกแบบนี้เป็นการฝึกให้กล้ามเนื้อทำงานที่มีความเข้มสูงและมีความคงทนต่อผลของกรดแลคติคที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อ  นอกจากนี้ยังผลักดันให้ระดับของแอลแอโรบิคเทรสโฮลด์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า AT ให้สูงขึ้นไปอีก AT เป็นตัวดรรชนีชี้ให้เห็นว่า ร่างกายสามารถทำงานที่ความเร็วสูง ๆ ได้นานขนาดไหน นักกีฬาคนไหนมีมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ บางครั้งเรียกว่า “ก๊อกสอง” อินเตอร์วัลสามารถพลิกแพลงได้หลายรูปแบบ ทั้งระยะสั้นและยาวหรือจะเป็นแบบเล่นกับความเร็ว ซึ่งเป็นการฝึกอินเตอร์วัลแบบฟรีสไตล์
    
     6.การฝึกขึ้นเขา (Climbing)
การฝึกแบบนี้เป็นรูปแบบเดียวกันกับการฝึกอินเตอร์วัล ที่เจาะจงอีกนิดคือการฝึกแบบนี้ใช้พื้นที่ชัน เพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับน้ำหนักตัวเองอีกแรงหนึ่ง เป็นการเพิ่มกำลัง ความอดทนของกล้ามเนื้อและระบบแอโรบิกไปพร้อม ๆ กันและเป็นการฝึกกล้ามเนื้อที่ต้องใช้เวลาขี่ขึ้นเขาโดยตรงอีกด้วย

     7.การฝึกด้านความแข็งแรง (Strength)
เป็นการฝึกให้กล้ามเนื้อเกิดความแข็งแรงจะเป็นการฝึกแบบเจาะจง หรือฝึกทางอ้อมก็ได้ ตัวอย่างเช่นการเพิ่มกำลังขาสำหรับนักจักรยาน อาจจะต้องฝึกโดยการขี่จักรยานขึ้นเขาด้วยเกียร์หนัก หรือใช้วิธียกน้ำหนักสร้างกำลังขาก็ได้ สำหรับการยกน้ำหนักนั้นเป็นวิธีที่นิยมที่สุด ได้แก่การยก 20-25 ครั้งต่อเซท นั่นคือยกด้วยจำนวนครั้งต่อเซทสูง ๆ

28 พ.ค. 2554

หลักการฝึกซ้อมความอดทนของกีฬาจักรยาน ตอนที่ 3

|0 ความคิดเห็น
หลักการฝึกซ้อมความอดทนของกีฬาจักรยาน ตอนที่ 3
Endurance Training

นักจักรยานที่จะเก่งได้จะต้องขยันทำการฝึกซ้อม โดยเฉพาะการฝึกความอดทนสามารถฝึกได้ตลอดทั้งปีโดยเริ่มจากการซ้อมเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณและความเข้ม (หนัก-เบา) ขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยกะให้ร่างกายพัฒนาถึงจุดสูงสุดพอดีกับการแข่งขัน (ฤดูการแข่งขัน) แต่พอฤดูการแข่งขันผ่านพ้นไปก็ไม่หยุดซ้อมเลยเสียทีเดียว แต่เปิดโอกาสให้ร่างกายได้พักฟื้นโดยการซ้อมเบา ๆ (Active Rest) หรือหันไปเล่นกีฬาอื่นสลับจนครบวงจรก็เริ่มฝึกซ้อมใหม่อีก หันไปเล่นกีฬาอย่างอื่นสลับ เช่นวิ่ง ว่ายน้ำและเวทเป็นต้น พอครบวงจรหนึ่งปีก็เริ่มฝึกซ้อมจริง ๆ อีก ในการฝึกซ้อมตลอดปีนั้นแบ่งออกได้เป็น 5  ระยะ ดังนี้

     1.สร้างพื้นฐาน (Base)
เป็นระยะการฝึกซ้อมเบา ๆ ที่ความเข้มต่ำ (Low Intensity) เป็นการฝึกซ้อมที่มีปริมาณต่ำและปานกลางเมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร ปริมาณการฝึกก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และจำนวนครั้งของการฝึกที่ความเข้มสูง ๆ (High Intensity) ก็จะมีจำนวนเพิ่มตามไปด้วย

ระยะนี้มีระยะเวลาประมาณ 16-20 สัปดาห์ สำหรับฤดูการแข่งขันที่จัดขึ้นปีละครั้งหรือประมาณ 8-10 สัปดาห์สำหรับฤดูการแข่งขันที่มีขึ้น 2 ครั้งต่อปี หรืออาจจะประมาณแค่ 4 สัปดาห์ ถ้าเราวางแผนการฝึกซ้อมแบ่งออกเป็นระยะสั้น ๆ

จุดประสงค์ของการฝึกในระยะนี้ก็คือการเพิ่มขีดความสามารถด้านแอโรบิก (อดทน) ให้กับร่างกาย ฉะนั้นการฝึกซ้อม 60-70% ของปริมาณการซ้อมเน้นที่การฝึกระยะทาง (ทางไกล) สร้างความอดทนและ 10-20% ของปริมาณการซ้อมเป็นการฝึกด้านกำลัง (Strength) นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มการฝึกด้านความเร็วหรืออินเตอร์วัล หรือฝึกความเร็วของการแข่งขัน

     2.การฝึกหนัก (Intensity)
ระยะที่ฝึกหนักทั้งปริมาณและความเข้มของการฝึกซ้อมจะเพิ่มขึ้นในระยะนี้ ปริมาณการฝึกของระยะที่สองนี้จะสูงกว่าระยะอื่น ๆ ทั้งหมด ระยะเวลาที่ใช้ฝึกมีความยาวระยะเวลาประมาณ 16 สัปดาห์ สำหรับฤดูการแข่งขันต่อ 1 ปี และประมาณ 4-8 สัปดาห์สำหรับการเตรียมตัวลงแข่งขัน 2 ฤดูต่อปี หรือ 4 สัปดาห์ถ้าเราวางตารางการซ้อมทั้งหมดของระยะนี้ จะใช้สำหรับฝึกด้านความอดทนและเน้นระยะทางไกล เพื่อเป็นการรักษาพื้นฐานแอโรบิกที่สร้างขึ้นในระยะที่ 1 ไว้ ที่เหลือเป็นการฝึกด้านความเร็วและอินเตอร์วัล และการฝึกความเร็วที่ใช้ในการแข่งขัน

     3.ขึ้นสู่จุดสุดยอด (Peak)
เป็นระยะที่ร่างกายได้รับการพัฒนามาตามลำดับจนร่างกายมีสมรรถภาพถึงจุดสุดยอด (Peak Performances) ระยะนี้มีระยะเวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์ ลักษณะเด่นของระยะนี้ก็คือปริมาณการฝึกซ้อมจะน้อยลง (Tepering) แต่ความเข้มของการฝึกเน้นไปที่ด้านความเร็ว และอินเตอร์วัล จะยังคงสูงอยู่ เพื่อเป็นการขัดเกลาเทคนิคและระบบการใช้พลังงานที่ความเร็วสูงของร่างกายให้ดียิ่งขึ้น 50% ของปริมาณการฝึก ในระยะนี้จะเป็นความอดทนและระยะทางเพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้พักผ่อนและมีโอกาสสะสมพลังงานเพื่อเตรียมตัวเข้าแข่งขันอย่างเตาที่ถ้าแผนการฝึกซ้อมดีนักกีฬาจะสามารถรักษาจุดสุดยอดนี้ได้ 8-16 สัปดาห์เลยทีเดียว

     4.แข่งขัน (Compeition)
ตามหลักแล้วถ้าแผนการฝึกซ้อมวางไว้ดี นักกีฬาจะสมบูรณ์สุดขีดในระยะนี้ นอกเหนือจากเวลาที่ใช้ในการแข่งขันแล้ว นักกีฬาก็ยังคงฝึกซ้อมปกติในระยะนี้โดยที่ประมาณ 50% ของการฝึกซ้อมจะเป็นด้านระยะทาง เพื่อเป็นการรักษาฐานด้านแอโรบิก และเปิดโอกาสให้ร่างกายได้พักฟื้นแบบปั่นเบา ๆ 10% สำหรับการฝึกอินเตอร์วัล และอีก 10% สำหรับการฝึกด้านความเร็ว

     5.ฟื้นฟูร่างกาย (Restoration)
ร่างกายเมื่อถูกใช้งานหนัก ๆ มาตลอดฤดูการแข่งขันย่อมต้องการฟื้นฟูร่างกาย โดยการขี่จักรยานเบา ๆ ปริมาณและความเข้มในการฝึกซ้อมจะลดลงเหลือระดับต่ำ และเน้นหนักไปในทางเล่นกีฬาประเภทอื่น ๆ บ้านเพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้หลุดพ้นจากความจำเจ กับการฝึกซ้อมในกีฬาที่ตนรัก




(ที่มา : นิตยสาร Race Bicyc บทความโดย อ.ปราจิน  รุ่งโรจน์)

บทความที่เกี่ยวข้อง:

> หลักการฝึกซ้อมความอดทนของกีฬาจักรยาน ตอนที่ 1

21 พ.ค. 2554

หลักการฝึกซ้อมความอดทนของกีฬาจักรยาน ตอนที่ 2

|0 ความคิดเห็น

หลักการฝึกซ้อมความอดทนของกีฬาจักรยาน ตอนที่ 2

Endurance Training 

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยพลศึกษาประเทศเวียดนาม ขณะที่ศึกษาปริญญาโท วิทยาศาสตร์การกีฬา และได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับโค้ชจักรยานเวียดนามชาวรัสเซีย ชื่อคุณยูริ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างนักจักรยานของรัสเซียว่า “ประเทศรัสเซียจะวางแผนการพัฒนานักกีฬาจักรยานระยะยาวโดยการคัดเลือกและรับสมัครนักกีฬาจักรยานที่ต้องการเป็นนักกีฬาจักรยานชั้นยอด เอาเข้ามาฝึกในศูนย์ฝึกจักรยานโดยมีอุปกรณ์จักรยาน มีให้ครบเครื่องจากนักกีฬา 100 คน ใช้การฝึกตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาใช้ระยะเวลา 4-5 ปี จะเหลือนักกีฬาจักรยานชั้นยอด (Excellence Rider) 5-10 คนเท่านั้น นักกีฬาเหล่านี้จะรับใช้ทีมชาติ (เข้าแข่งกีฬาโอลิมปิคฯ นักกีฬาจักรยานรัสเซียจะเก่งประเภทถนนมากโดยเฉพาะการแข่งขันทีม 100 กิโลเมตร ไทม์ไทรอัล (100 TT) ประเทศรัสเซียครองแชมป์มาตลอดและถ้าจำไม่ผิดเป็นทีมจักรยานทีมแรก ๆ ที่ขี่ทีม 100 กิโลเมตร ทำเวลาได้ไม่ถึง 2 ชั่วโมง) หลังจากนั้นก็จะเทินโปรไปเป็นนักจักรยานอาชีพสังกัดทีมจักรยานอาชีพทั่วยุโรป และอเมริกา จะเห็นว่าการวางแผนที่มีเป้าหมายแน่นอนทำให้นักกีฬาจักรยานของเขามีตัวตายและตัวแทนกันตลอดโค้ชยูริ กล่าวว่า นักจักรยานเวียดนามก็จะมีดาวเด่นขึ้นมาชิงตำแหน่งผู้นำด้านจักรยานในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งต่อ ๆ ไปแน่นอน”
ย้อนมาดูกลับมาดูกีฬาจักรยานบ้านเราเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า วิธีการจับเสือมือเปล่า (ไม่ลงทุนสร้าง) แต่เมื่อนักกีฬามีฝีมือ (เก่งเพราะทุน พ่อ+แม่) ก็จะเอามาเข้าทีมของตน ซึ่งขัดกับหลักการสร้างนักกีฬาที่ถูกต้องเพราะเราไม่มีการฟูมฟักให้ค่อย ๆ พัฒนาไปตามขั้นตอน ตามอายุ ตามความสามารถของแต่ละบุคคล เอะอะก็จะเข้าค่ายฝึกลูกเดียว เวลาเตรียมตัวก็มีน้อย พอนักกีฬาเข้าค่ายเก็บตัวก็ว่ากันเต็มที่ ฝึกร่างกายไปให้ถึงที่สุด และยังมีความคิดแปลก ๆ มีแบบฝึกเท่าไรงัดออกมาใช้นักกีฬาฝึกซ้อมให้หมด  วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการเรียนลัดทำให้เราไม่สามารถพัฒนานักกีฬาไปได้ถึงขีดสูงสุด นักจักรยานของเราจะไม่สามารถพัฒนาผ่านระดับที่เป็นอยู่นี้ไปได้ ถ้าเทียบกับนักกีฬา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และมาเลเซีย เรายังอยู่ในชั้นมัธยมอยู่เลย ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียด้วยกันเราน่าจะสู้เขาได้

การฝึกกีฬาแบบจะแข่งทีก็จะซ้อมที แบบนี้เป็นการเอานักกีฬามาทำลาย โดยไม่สนใจนักกีฬาเลยว่าเป็นอย่างไร เสียแล้วเสียไปหาใหม่ได้ แม้ว่าในปัจจุบันความรู้จะสามารถหาได้ไม่ยากจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นยุคสื่อสารไร้พรมแดนแล้วก็ตาม โค้ชจะต้องพิสูจน์ทฤษฎีและหลักการฝึกซ้อมด้วยตนเองแล้วเลือกวิธีการฝึกซ้อมที่เหมาะสมให้กับนักกีฬาแต่ละบุคคลให้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพการปั่นจักรยานไปถึงจุดสูงสุดของตนเองได้ ซึ่งกีฬาจักรยานเป็นกีฬาประเภทอดทน (Endurance sport) จำเป็นต้องใช้เวลานานพอสมควรในการฝึกซ้อมและแข่งขันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการพัฒนาไปสู่การเป็นยอดนักปั่นจักรยานได้ โดยนักกีฬาจะต้องมีความเข้าใจในสี่เรื่องต่อไปนี้

1.       VO2MAX =                  ความสามารถในการใช้ออกซิเจนของร่างกายสูงสุดขณะออกกำลังกาย
2.       AT =                               ค่าความเมื่อยล้าที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้ออย่างหนักจนร่างกายไม่สามารถทำงานในระดับที่ว่านี้ได้ จำเป็นต้องผ่อนงานลงเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัว
3.       MHR =                          อัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจของมนุษย์ (แต่ละบุคคลมีอัตราการเต้นไม่เท่ากัน)
4.       Intensity =                  ความหนักหรือความเข้มที่กำหนดให้ร่างกายต้องออกแรงในขณะฝึกซ้อม แข่งขันกีฬา โดยกำหนดเป็น % จากอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด (MHR)





หลักการฝึกซ้อมความอดทนของกีฬาจักรยาน ตอนที่ 1

|0 ความคิดเห็น

หลักการฝึกซ้อมความอดทนของกีฬาจักรยาน ตอนที่ 1

Endurance Training 

เรื่องของการฝึกซ้อมกีฬาจักรยานเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนมากกว่าที่คนทั่วไปคิดมาก เรื่องของเรื่องก็คือว่าสูตรสำเร็จของการซ้อมกีฬาที่ใช้ได้สำหรับทุกคนไม่มีในโลก ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าร่างกายของคนเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความต้องการของแต่ละคนในการพัฒนาร่างกายย่อมจะแตกต่างกันไป แต่ละคนจะมีวิธีและตารางการฝึกซ้อมสำหรับตัวเองโดยเฉพาะ

คนโดยมากคิดว่าตารางฝึกซ้อมที่เจอในหนังสือหรือตำราที่คนเขาพิมพ์มาขายเป็นตารางสำเร็จรูปเอาไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องดัดแปลงการมองแบบนี้เป็นการมองที่ผิด ๆ เพราะผู้ที่ยึดถือเอาตำราเป็นคัมภีร์ ย่อมจะไม่พยายามที่จะวิเคราะห์ว่าสิ่งที่เขาให้มานั้นเหมาะสำหรับตัวเองหรือไม่ และจะไม่พยายามที่จะเข้าใจว่าที่ซ้อมแบบนั้นแบบนี้ ทำไปเพื่ออะไร เพื่อจะได้หาวิธีซ้อมที่เหมาะสมกับตนเองพูดง่าย ๆ เขาว่าอย่างไรก็เชื่อตามนั้น  ตำราย่อมถูกเสมอ (นักปั่นจักรยานผู้ฉลาดต้องรู้จักประยุกต์ใช้)

เมื่อยึดเอาตำราเป็นหลักแล้วคนเราก็ไม่คิดที่จะประเมินขีดความสามารถของตนเอง รวมทั้งจุดอ่อน จุดแข็งของตัวเอง ซึ่งสิ่งที่เป็นหัวใจของการฝึกซ้อมกีฬาก็ว่าได้ ถ้าไม่รู้ว่าตนเองจะต้องปรับปรุงพัฒนาร่างกายด้านไหน อย่างไร ซ้อมไปก็เสียเวลาเปล่า ๆ ที่ได้ก็ได้ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป นักกีฬาก็พลาดโอกาสที่จะพัฒนาขึ้นไปจนถึงขีดสูงสุด

การฝึกซ้อมคืออะไร ?

การฝึกซ้อม (Training) หมายถึงการนำเอาวิธีการต่าง ๆ ที่มีคุณค่ามีประโยชน์มาใช้กระตุ้นร่างกาย ในขนาดที่พอเหมาะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัว (Training Effect) โดยมีการปรับตัวให้เข้ากับภาวะแวดล้อม การเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย ขึ้นอยู่กับความหนัก (Intensity) ความนาน (Duration) และความบ่อย (Frequency) ครั้งของการกระตุ้น หากกระตุ้นเบาเกิน สั้นเกิน และน้อยเกิน ก็จะไม่เกิดการพัฒนา แต่ถ้าการกระตุ้นหนักเกิน ก้อาจทำให้อวัยวะเสื่อมได้

โค้ชจะฝึกอย่างอย่างไร ?

เรื่องนี้มีความสำคัญมากเมื่อมองในด้านของโค้ช หรือผู้ควบคุมการฝึกซ้อม (เมืองไทยยังไม่มีโค้ชส่วนบุคคล) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า นักกีฬาแต่ละคนมีร่างกาย ขีดความสามารถในการทำงานและรับความเครียด (Intensity) ได้ไม่เท่ากัน มีความต้องการที่จะปรับปรุงในจุดต่าง ๆ ไม่เหมือนกันปัญหาอยู่ที่ว่าทำอย่างไรโค้ชจึงจะสามารถประเมินสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้และวางแผนการฝึกซ้อมให้เหมาะสมกับนักกีฬาจักรยานแต่ละบุคคลได้

โค้ชที่ใช้วิธีการออกแบบให้นักกีฬาทุกคนซ้อมเหมือนกันไม่สามารถที่จะพัฒนานักกีฬาทั้งทีมให้ถึงจุดสุดยอดได้หมดทุกคน ที่อันตรายก็คือ การจับเอานักกีฬาหน้าใหม่ มาลงซ้อมในหลักสูตรเดียวกันกับนักกีฬาหน้าเก่า ซึ่งมีประสบการณ์และชั่วโมงบินมากกว่า การกระทำเช่นนี้อาจะเป็นการทำลายนักกีฬาหน้าใหม่ผู้นั้นอย่างช้า ๆ ได้ เขาอาจจะพัฒนาอย่างรวดเร็วในระยะแรก ๆ ก็ตาม แต่ในระยะยาว 4-5 ปี เขาอาจจะกรอบไปก่อน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองไทยของเรา เพราะใคร ๆ ก็อาจจะเป็นโค้ชได้ทั้งนั้น ไม่ต้องมีประกาศนียบัตรเหมือนกับต่างประเทศเขา ถ้าจะว่ากันจริง ๆ แล้ว โค้ชประเภทนี้ไม่มีความรู้พอแม้แต่จะสอนตนเอง อย่าว่าแต่จะสอนหนักกีฬาเลย ส่วนใหญ่ใช้สูตรผีบอก หรือไม่ก็ใช้สามัญสำนักมาว่ากัน โค้ชจักรยานบางคนไม่เคยขี่จักรยานมาก่อนก็มี เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าที่สอน ๆ เด็กไปนั้นใช้ได้หรือไม่ ส่วนโค้ชอีกประเภทหนึ่งก็ได้แก่โค้ชที่ไม่ยอมติดตามความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์การกีฬา ยึดถือเอาแต่ความคิดเก่า ๆ อย่างเหนียวแน่น ทำให้เกิดความก้าวหน้าได้ยาก

การขาดความรู้และความมั่นใจในการวางแผนการฝึกซ้อมที่ถูกวิธีให้นักกีฬาแต่ละบุคคลยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้น เมื่อมามองถึงระบบการสร้างนักกีฬาในบ้านเรา เราใช้ระบบมองหานักกีฬาเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องส่งเขาแข่งขันเป็นคราว ๆ ไป เท่านั้น ใครดีในขณะนั้นก็จับมาเข้าทีมใครไม่ไหวก็ไม่สนใจ ใครมีแววก็จับมาเขี้ยวเข็ญ (จับเสือมือเปล่า = ไม่ลงทุน) ให้เรียนลัด พอเสร็จการแข่งขันก็แล้วกันไป คราวหน้าค่อยมาว่ากันใหม่ไม่อยากมานั่งรอให้พัฒนาตามธรรมชาติให้เสียเวลา

(ที่มา: นิตยสาร Race Bicycle  บทความโดย อ.ปราจิน  รุ่งโรจน์)
>หลักการฝึกซ้อมความอดทนของกีฬาจักรยาน ตอนที่ 5

>หลักการฝึกซ้อมความอดทนของกีฬาจักรยาน ตอนที่ 6 




16 พ.ค. 2554

จักรยานดาวน์ฮิลล์: เทคนิคการเตรียมตัวฝึกซ้อมเพื่อการเข้าร่วมแข่งขันดาวน์ฮิลล์ ตอนที่ 2

|0 ความคิดเห็น
จักรยานดาวน์ฮิลล์: เทคนิคการเตรียมตัวฝึกซ้อมเพื่อการเข้าร่วมแข่งขันดาวน์ฮิลล์ ตอนที่ 2


สวัสดีครับเพื่อน หลังจากในตอนที่ 1 นั้นเราได้นำเสนอแนวทาง และแนวคิดในการเริ่มต้นเรียนรู้การปั่นจักรยานดาวน์ฮิลล์ไปแล้ว และในตอนต่อไปนี้จะมาแนะนำถึงกระบวนการฝึกการรับรู้สร้างความชำนาญ ซึ่งจะแยกเป็นลำดับดังนี้

    1.จัดทำแผนที่สนามตั้งแต่ต้นจนจบอย่างย่อจดจำจุดที่สำคัญ ๆ ที่จะทำให้เวลาเร็วหรือเวลาช้า แล้ววางแผนการใช้กำลังและการปั่นจนสามารถที่จะมีภาพเส้นทางอยู่ในสมองก่อนจะมีการแข่งขันจริง ต้องฝึกที่จะอ่านภูมิประเทศ แต่ละแบบ และดูเส้นทางที่จะใช้ขี่จักรยานดาวน์ฮิลล์ และ ครอสคันทรี่ ตั้งแต่เส้นทางที่ดีที่สุดถึงแย่ที่สุด ลองขี่สัก 3 ไลน์ เพื่อเวลาแข่งจริงถ้าเกิดข้อผิดพลาดเราก็จะสามารถผ่านพ้นเส้นทางไปได้ด้วยความปลอดภัยและไม่เสียเวลามาก

    2.ฝึกมองไกลและใกล้สลับกันจนเป็นนิสัย แต่โดยปกติเราจะมองไกลไปข้างหน้าเสมอ

    3.ฝึกการควบคุมระบบประสาทการสั่งการในจุดเริ่มต้นปล่อยตัว ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการแข่งขัน ถ้าเราออกตัวได้ดีอาจทำให้โค้งแรกของเราใช้เวลาน้อยลงไป 1-3 วินาที ต้องซ้อมออกตัวอย่างสม่ำเสมอให้ตำแหน่งขาจานอยู่ตำแหน่งที่ถูกการฝึกสภาพระบบร่างกาย
- การฝึกปั่นในเส้นทางที่หลากหลายรูปแบบ โดยใช้รถ Hard Trail หรือ Free Ried สลับกับรถจักรยานดาวน์ฮิลล์ จะดีที่สุดเพราะจะสามารถปั่นได้นานและได้พบเส้นทางที่หลากหลายอย่าซ้อมเส้นทางเดิม ๆ ให้ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดก่อนจะลง ดาวน์ฮิลล์
- ฝึกปั่นสนามดาวน์ฮิลล์ ที่มีระยะทางยาว ใช้เวลานาน ใช้ความอดทนสูง
- ฝึกปั่นสนามดาวน์ฮิลล์ ที่มีระยะทางสั้น ต้องมีการกระชากตื่นตัวอยู่เสมอ


4. การฝึกปั่นให้มีความลื่นไหลตื่นตัวและสนุก มีสมาธิ ขี่ให้ราบรื่นเสมอรักษาให้จักรยานอยู่บนพื้นมากที่สุด เพราะเป็นการแข่งขันทำเวลาไม่ใช่การแข่งขันกระโดดโชว์ท่า คุณจะสามารถทำความเร็วได้ตลอดเส้นทางแตกต่างจากการที่อยู่บนอากาศนาน ๆ อย่าล้ม ใช่แล้วครับคุณต้องฝึกความชำนาญให้มากพอ ไม่กลัว แต่ไม่ประมาท


5. การควบคุมรถเข้าโค้งการเลี้ยว
- เข้าโค้งที่มีความเร็วสูง ฝึกความเร็วต่ำ เส้นทางเลี้ยวที่คับแคบ ฝึกเรียนรู้ในการตัดโค้งเพื่อย่นระยะทาง ฝึกการตัดเนินหลังเต่าคือการไม่กระโดดสูง
- การออกจากโค้งให้เร็ว  คือการเรียนรู้ที่จะเข้าเร็วออกเร็ว

6. ฝึกการผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ
- การฝึกโดดหน้าตัดแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ต่ำ จึงถึงสูง โดดแล้วเหลือพื้นที่มาก เหลือพื้นที่น้อย หลังจากโดนลงมาแล้วเลี้ยวซ้ายขวาหรือตรงไป
- เรียนรู้การปรับแต่งรถจักรยานให้เข้ากับเส้นทางที่แข่งขัน
- ฝึกกระโดดรูปแบบต่าง  ๆ การกระโดดสูง ต่ำ การกระโดดไกล ใกล้หรือไม่กระโดด โดยใช้การ Bunny Hop ข้ามหรือแม้แต่การ Munual การเตรียมตัวก่อนกระโดด การรองรับแรงกระแทก การปั้มรถให้ลื่นไหลส่งต่อเพิ่มความเร็ว
- การปั่นเร่งขึ้นเนินสั้นและเนินยาว ซึ่งจะมีให้เห็นบ่อย ๆ ในรายการแข่งขันปัจจุบัน ซึ่งนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เราได้นักปั่น XC เป็นแชมป์ดาวน์ฮิลล์
- การปั่นในเส้นทางที่เปียกลื่น มีแอ่งน้ำ เป็นโคลน ฝนตก
- การปั่นในเส้นทางที่เป็นพื้นแข็งลื่น หิน หรือกรวดลอย
- หลักการดูแลโดยทั่วไปเรียนรู้หลักโภชนาการที่ร่างกายต้องการ ในการชดเชย การวางโปรแกรมในการฝึกซ้อมและการเล่น เวทเทรนนิ่ง
- การฝึกความคล่องตัวของกล้ามเนื้อ เรียนรู้ว่าตัวเองสามารถที่จะออกแรงปั่นได้ดีที่สุดในระยะขนาดใด 

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเตรียมตัวการฝึกซ้อมเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องที่เรายังทำได้ไม่ดีพอ เมื่อถึงเวลาที่เราไปแข่งขันเราจะพร้อมกับเส้นทางทุก ๆ เส้นทางและเราจะต้องทำการฝึกด้วยความสุข อย่างลืมใส่อุปกรณ์ป้องกันให้ครบ และควรฝึกซ้อมกับเพื่อนหรือผู้ดูแล กรณีเกิดอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง เมื่อเราฝึกมากพอเราจะมีทักษะ เทคนิค และคุณจะสามารถขี่ได้โดยอัตโนมัติ จะทำให้คุณมีการขี่ที่ดีขึ้น ถ้าทำการฝึกฝนบ่อย ๆ รับประกันว่าคุณจะรู้สึกประหลาดใจในการขี่ของคุณ ในตอนต่อ ๆ ไป เราจะได้นำวิธีการขั้นตอนแต่ละหัวข้อมาอธิบายแบบเจาะลึกกันต่อไปครับ

[จักรยานดาวน์ฮิลล์]


ที่มา:นิตยสาร Race Bicycle  บทความโดยคุณ นิกร  เกื้อปัญญา  (อดีตนักกีฬาจักรยานดาวน์ฮิลล์ทีมชาติไทย)

จักรยานดาวน์ฮิลล์: เทคนิคการเตรียมตัวฝึกซ้อมเพื่อการเข้าร่วมแข่งขันดาวน์ฮิลล์ ตอนที่ 1

|0 ความคิดเห็น
จักรยานดาวน์ฮิลล์: เทคนิคการเตรียมตัวฝึกซ้อมเพื่อการเข้าร่วมแข่งขันดาวน์ฮิลล์ ตอนที่ 1


สวัสดีครับ เราจะมานำเสนอแนวทางการเตรียมตัวสำหรับนักปั่นที่กำลังสนใจจะเริ่มในการเล่นจักรยานดาวน์ฮิลล์ เพื่อความสนุกหรือต้องการที่พัฒนาเข้าสู่การแข่งขัน  การปั่นจักรยานดาวน์ฮิลล์จะมีความแตกต่างจากการปั่นจักรยานครอสคันทรี่ อยู่บ้างตรงที่ จักรยานดาวน์ฮิลล์ต้องแข่งขันกับตัวเองและเวลาที่ตัดสินแพ้ชนะกันด้วยเสี้ยววินาที ที่จะต้องมีความเร็วที่สูงกว่ามากทั้งในโค้งและทางลาดชันต่าง ๆ สภาพทางอุปสรรคที่ท้าทายหลากหลาย มีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเสมอเพื่อจะทำเวลาให้ดีที่สุด ผู้ที่มีสมาธิ มีความรวดเร็วความสนุกและมุ่งมั่นเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดจะได้มีโอกาสเป็นผู้ชนะ

ซึ่งในการแข่งขันนั้นความแตกต่างระหว่างผู้ที่ทำเวลาได้ดีที่สุดกับมือใหม่จะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด นั่นเกิดจากการฝึกฝนและประสบการณ์ การแข่งขันที่มากกว่าทั้งเรื่องการปรับแต่งรถแข่งขันการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระหว่างการแข่งขันนักแข่งจะต้องสามารถปั่นได้ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แบบใดก็ตาม เราต้องสามารถที่จะผ่านพ้นไปให้ได้และเช่นเดียวกันในรายการแข่งขันระดับโลกจะต้องมีการทดสอบนักกีฬาในเรื่องนี้ด้วย นักกีฬาต้องสามารถทำการฝึกซ้อมในเส้นทางตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเส้นชัยจนครบได้ 2-3 เที่ยว กรรมการจึงจะยอมให้ร่วมการแข่งขันเพื่อความปลอดภัยของนักแข่งและผู้จัดการแข่งขันเอง ซึ่งกติกาอย่างนี้น่าจะนำมาใช้ในการแข่งขันในประเทศไทยเพื่อเป็นการรักษาป้องกันเยาวชนแลผู้เริ่มต้นแข่งมือใหม่ให้อยู่กับวงการนาน ๆ

การปั่นจักรยานดาวน์ฮิลล์ ให้สนุกและพัฒนาได้อย่างรวดเร็วสิ่งสำคัญมากที่สุดอันดับแรกที่นักแข่งหลายคนอาจจะมองข้ามในการที่จะนำมาใช้เป็นพาหนะสู่ความสำเร็จในการฝึกซ้อมและแข่งขัน ผู้เขียนพูดถึงช่วงนี้แล้วหลายคนอาจจะกำลังคิดตามอยู่และอาจมีจินตนาการไปต่าง ๆ นา  ๆ ว่าจะต้องใช้รถยี่ห้อไหน จะใช้ช็อคหน้าหลังอะไรหรือแม้แต่อุปกรณ์ป้องกันแบบไหนที่ใส่เบาและคล่องตัวหรือแม้แต่อาจจะคิดแบบตลก ๆ ว่าจะนั่งรถอะไรไปแข่งขันดี แต่จริง ๆ แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่ว่ามานั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความฝัน เป้าหมาย แรงปรารถนา อันแรงกล้าของเราเองต่างหาก ที่เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่จะมีในโลกใบนี้เพราะจะเป็นพลังที่มีอานุภาพจะทำให้เรามีศรัทธาและความเชื่อ มีภาพแห่งความฝันที่ชัดเจนในสิ่งที่เราทำอยู่ให้มีความสนุกมากที่สุด ผ่อนคลายที่สุด คิดบวก คิดถึงสิ่งดี ๆ ที่ทำให้มีกำลังใจเสมอ และมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้กับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในการฝึกซ้อมและแข่งขันเพื่อจะได้ประสบความสำเร็จของแต่ละคน เพราะเป้าหมายและความสำเร็จของแต่ละคนแตกต่าง และผมเชื่อมั่นว่าเราทุกคนสามารถที่จะพัฒนาและประสบความสำเร็จได้เพราะคนที่เขาประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ แต่เกิดจากการแสวงหาและพยายามที่จะทำอย่างจริงใจอย่างเหมาะสมมีความรับผิดชอบ หากเราไม่ท้อแท้สักวันต้องประสบความสำเร็จจนได้

การแข่งขันจักรยานดาวน์ฮิลล์หรือ ครอสคันทรี่ ไม่ได้จัดแข่งขันในที่เดิมมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสนามไปเรื่อย ๆ ตามแต่ความถนัดและความต้องการของผู้จัด ซึ่งในการแข่งขันแต่ละครั้งจะต้องมีระยะเวลาในการเดินทางเพื่อไปฝึกซ้อมก่อนวันแข่งจริง ปัญหาที่ตามมาคือไม่สามารถเรียนรู้แก้ปัญหาและจดจำเส้นทางได้ทั้งหมด นี่จึงเป็นสาเหตุที่เราจะต้องฝึกกระบวนการรับรู้สร้างความชำนาญ ซึ่งในตอนต่อไปจะได้มาแนะนำกระบวนการเหล่านี้ให้รับรู้ และลองนำไปปฏิบัติต่อไปครับ




5 พ.ค. 2554

จะเลือกใช้ล้อจักรยานแบบไหนดี

|0 ความคิดเห็น

จะเลือกใช้ล้อจักรยานแบบไหนดี

ด้วยล้อในท้องตลาดที่มีให้เลือกมากมายหลายแบบหลายยี่ห้อ ถึงคราวที่คุณมีเงินพอจะอัพเกรดหรือเปลี่ยนล้อใหม่ให้ตรงกับสภาพการขี่หรือเพื่อวามสะใจส่วนตัว จะเลือกใช้ล้อแบบไหนดีถึงจะคุ้มกับเงินที่จ่าย ในเมื่อทุกวันนี้ล้อแต่ละคู่มิใช่ว่าจะถูก ๆ ล้อเสือหมอบดี ๆ มีตั้งแต่คู่ละหมื่นต้น ๆ ไปถึงเกือบแสน ลองมาดูข้อดีและข้อจำกัดของล้อแต่ละแบบแล้วบางทีคูณอาจจะมีข้อคิดเพื่อตัดสินใจได้ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย โดยเฉพาะมือใหม่ที่อยากได้ของดี

ล้อเบาพิเศษ (Superlight wheels)

ตามปกติจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1,000 กรัม ( 1 กิโลกรัม) หรือบวกลบได้นิดหน่อย วัสดุที่ใช้คงหนีไม่พ้นคาร์บอนไฟเบอร์หรืออลูมินั่มที่เบามาก ๆ แน่ล่ะว่าราคาคงไม่เบาตามน้ำหนัก ข้อสังเกตที่จะรู้สึกได้ชัด ๆ คือจักรยานคุณจะวิ่งฉิวรู้สึกเหมือนจักรยานตัวเองติดเทอร์โบชาร์เจอร์ แต่ข้อเสียคือจักรยานคุณจะมีความเสถียรน้อยลง หน้ามันจะไวมากขึ้นและพร้อมเสมอที่จะเสียการทรงตัวเมื่อโดนลมแรง
ความเบานั้นต้องแลกกับอีกอย่างหนึ่งด้วยคือความแข็งแรง การใช้งานสมบุกสมบันอาจทำให้ล้อถึงกับคด ลวดขาด หรือดุ้ง เบี้ยว ผิดรูปทรงได้  สำหรับล้อที่เบามาก ๆ นั้นคงต้องดูแลกันดี ๆ หน่อย อาจถึงขั้นต้องเอายางทูบูลาร์ ติดกาวเข้ากับล้อเลยก็ได้ (ตัวอย่าง :Reynolds RZR)

ล้อลู่ลม (Aerodynamic wheels)

ล้อลู่ลมคือล้อที่มีขอบสูงกว่าปกติซึ่งเป็นไปได้ทั้งด้วยการเสริมพลาสติก หรือใช้คาร์บอนไฟเบอร์เชื่อมกับล้อซึ่งอาจเป็นคาร์บอนไฟเบอร์เหมือนกันหรืออลูมินั่มน้ำหนักเบาก็ได้ เมื่อขอบสูงขึ้นก็คือมันมีพื้นที่หน้าตัดเพิ่มขึ้นและกันกระแสลมหมุนซึ่งจะทำให้พุ่งตัดอากาศได้ดีกว่าล้อธรรมดาขอบต่ำเล็กน้อย ข้อเสียคืออาจจะแกว่งได้เมื่อถูกลมพัดปะทะด้านข้าง ปัญหานี้จะมีผลกระทบเฉพาะนักจักรยานตัวเล็กและน้ำหนักน้อย ถ้านักจักรยานตัวหนักขึ้นอีกนิดปัญหาด้านความเสถียรของล้อหน้าก็จะลดลง มันพุ่งแหวกอากาศได้ดี เท่ สวยงาม นั่นก็จริง แต่ทำใจไว้เลยว่าคุณต้องจ่ายเงินมากกว่าล้อธรรมดาอาจจะถึงสองเท่าเพื่อแลกับความเร็วที่เพิ่มขึ้น อีกนิดหน่อย และความเท่ห์ที่มากกว่าเดิมอีกมาก ๆ (ตัวอย่าง: Bontrager Aeolus 9.0,Easton EC90,Zipp 404)

ล้อซ้อม (Bombpro of wheels)

ล้อชนิดนี้จะทนเป็นพิเศษ แต่น้ำหนักนับว่ามากทีเดียว หากจะเทียบกับล้อสองประเภทที่กล่าวมา แต่เรื่องความทนทานนั้นหายห่วงเพราะอาจร้อยด้วยซี่ลวดถึง 36 เส้น วงล้ออลูมินั่มเหนียว และแข็งแรงเป็นพิเศษ เหมาะที่จะใช้เป็นล้อซ้อมปั่นถ้าคุณปั่นทุกวันและไม่สนใจว่าจะขี่ไปเจอกับอะไรบ้าง หรือเส้นทางแบบไหน ราคาก็ถูกว่าล้อชุดที่กล่าวมาแบบครึ่งต่อครึ่ง ความหนักทำให้เป็นเหมือนตัวช่วยให้กล้ามเนื้อมีพลังเมื่อปั่นต้านแรง อันที่จริงถ้าไม่ซีเรียสอะไรมาก เราแนะนำว่าใช้ล้อเก่าที่ติดมากับจักรยานนั่นแหละดีพอ ๆ กันคุณสมบัติใกล้เคียงกันด้วย ที่สำคัญคือมันไม่เปลืองตังค์ในกระเป๋าคุณเลย (ตัวอย่าง : ขอบล้อ Mavic Open Pro ประกอบกับชุดดุมของ Dura-Ace จาก Shimano)

ล้อครบเครื่อง (All-round wheels)

ล้อชนิดนี้อาจจะไม่เบามาก ไม่มีขอบสูงเหมือนล้อลู่ลมไม่ได้ใช้วัสดุที่ชื่อแปลก ๆ พิสดารพันลึกนัก แต่คุณก็ใช้มันได้กับทุกสภาพอากาศและทุกพื้นผิวถนนไม่ว่าราบเรียบเป็นกะทะ หรือสูงชันแทบต้องเข็นขึ้น ดูเหมือนกับว่าล้อชนิดนี้จะเป็นแบบที่ใช้คุ้มที่สุดซึ่งก็จริง คุณใช้มันได้ทั้งตอนซ้อมและตอนแข่ง มันอาจจะขึ้นเขาได้ไม่เร็วเหมือนล้อเบา ๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณเสียแรงและเวลาไปมาก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วยังน้อยมาก (ตัวอย่าง : Mavic Ksyrium Elite)

ล้อสำหรับการอัพเกรดครั้งแรก (First Upgrade)

ล้อจักรยานหลายชนิดทีเดียวที่ดูผ่าน ๆ แล้วพบว่ามันคล้ายคลึงกันมาก คือประกอบขึ้นจากขอบล้อทั้งขอบต่ำและสูง ใช้ยางคลินเซอร์ ซี่ลวดโลหะซึ่งมีคุณสมบัติทั่ว ๆ ไปคล้ายกับล้อแบบครบเครื่อง ถึงจะดูเหมือนผลิตออกมาหยาบ ๆ เอาแค่พอให้จักรยานวิ่งได้คุณก็ยังใช้ล้อพวกนี้ซ้อมหรือแม้แต่เอาไปแข่งก็ยังได้ถ้าอยากทำ แต่เมื่อใดที่มีเงินพอให้ซื้อของใหม่ซึ่งดีกว่า ทนกว่า และเบากว่าได้ก็จงทำ เพราะมันจะทำให้การปั่นไม่ว่าจะแข่งหรือปั่นเพื่อออกกำลังของคุณสนุกกว่าเดิม (ตัวอย่าง: American Classic Victory)

เถียงกันไม่เลิก ระหว่างยางธรรมดากับยางฮาล์ฟ

|0 ความคิดเห็น
เถียงกันไม่เลิก ระหว่างยางธรรมดากับยางฮาล์ฟ

ยางฮาล์ฟ หรือ ทูบูล่าร์ (Tubular) ในภาษาอังกฤษนั่นแท้จริงก็คือยางที่เอายางในเชื่อมติดกับยางนอกแล้วทากาวติดกับขอบล้อ ส่วนยางแบบมียางในที่เราใช้กันนั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า คลินเซอร์ จากคุณสมบัติที่พิจารณาอย่างผิวเผินจะทำให้มีแนวโน้มหนักไปในทางที่เชื่อว่า ทูบูล่าร์ดีกว่า เพราะมันเป็นทางเลือกของพวกนักจักรยานมือโปรและพวกที่ชนะอยู่บ่อย ๆ ในการแข่งขันระดับโลก แต่ถ้าหากเอามาเปรียบเทียบกันจริง ๆ อย่างตัวต่อตัวเราจะพบว่าไม่ยุติธรรม หากจะเอายางคลินเซอร์ธรรมดาไปเปรียบเทียบกับยาง ทูบูล่าระดับไฮ-เอนด์

ลองเอายางคลินเซอร์กับทูบูล่าร์ในระดับเดียวกันมาเปรียบเทียบกันเถอะแล้วคุณจะเข้าใจว่ามันแทบไม่ต่างกันเลย ทั้งความรู้สึกที่ได้จากการขี่และประสิทธิภาพของตัวยางเอง ในขณะที่มันไม่ต่างกันในด้านการต้านทานต่อรอยขีดข่วนและของมีคม หลักฐานอันไม่ปรากฏชัดคือการอ้างว่ายางทูบูล่าร์กลับจะทนต่อการรั่วเพราะยางบิดตัวได้ดีกว่ายางคลินเซอร์ เหตุผลที่อ้างเช่นนั้นก็เพราะยางทูบูล่าร์มีอัตราการบิดตัวต่ำมากเมื่อเทียบกับคลินเซอร์ การบิดตัวต่ำจึงทำให้เสียดสีกับขอบล้อได้น้อย โอกาสจะรั่วก็มีน้อยตามไปด้วย

แต่ที่แน่นอนที่สุดคือวงล้อประกอบยางทูบูล่าร์จะเบากว่าแบบคลินเซอร์ แต่ในขณะที่วงล้อเบากว่าอาจจะทำให้รู้สึกเหมือนกับจะตอบสนองต่อแรงปั่นได้ดีกว่า มันกลับทำความเร็วได้ไม่มากกว่า เรื่องนี้วิศวกรของทีมแชร์เวโล คือ ดามอน รินาร์ด ผู้ค้นคว้าวิจัยให้ได้ข้อได้เปรียบเพื่อนำมาใช้กับทีมมากที่สุด แสดงความคิดเห็นว่า “ล้อที่หนักกว่านั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อย่างที่พวกนักจักรยานทั่วไปชอบคิดกัน ผมคำนวณแล้ว แม้ว่าจะมีแรงฉุดจริงแต่ก็มีน้อยมาก”

ดังนั้นพวกนักจักรยานมือโปรจึงเลือกใช้ยางทูบูล่าร์ตามความเชื่อของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อลดน้ำหนักอะไรเลยเพราะเอาจริง ๆ แล้วมันให้ความรู้สึกในการขี่แทบไม่ต่างกัน ที่พวกมือโปรเขาเลือกยางทูบูล่าร์ก็เพราะเขามีรถบริการคอยขับตามไปตลอดทาง ส่วนพวกเราถ้ายางเกิดแตกขึ้นมาคงทำอะไรไม่ได้จริง ๆ นอกจากเดิน ถ้าในกลุ่มไม่มีใครพกยางสำรองติดตัวเลย

ถ้าคุณยังไม่มั่นใจว่าด้วยประสิทธิภาพแล้วมันแทบไม่ต่างกันแต่เราก็มีข้อคิดให้คุณได้อย่างหนึ่งคือ ถ้าหากจะใช้ยางทูบูล่าร์ คนในกลุ่มควรจะมีมันติดตัวไปด้วย หากเกิดปัญหาตรงนี้จะง่ายมากในการเปลี่ยน แต่ถ้าไม่มีมืออาชีพจริง ๆ อยู่ใกล้ตัว ยางคลินเซอร์แบบประกอบยางนอกและยางในเดิม ๆ นั่นก็ใช้ดีทีเดียว ราคาไม่แพง หาซื้อง่าย ประกอบล้อก็ง่าย จะพกยางในติดตัวไปพร้อมกับหลอดคาร์บอนได้ออกไซด์เพื่อเติมลมยางก็ได้ ง่ายกว่าตั้งเยอะ

การเลือกใช้ยางคลินเซอร์หรือทูบูล่าร์จึงน่าจะเป็นเรื่องรสนิยม หรือความชอบส่วนบุคคลมากกว่า เป็นเรื่องของสไตล์มากกว่าประโยชน์ใช้สอยจริง ๆ


บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง