ss

21 ม.ค. 2555

อนาคตของจักรยานเสือภูเขา 29 นิ้ว (29er)

|0 ความคิดเห็น
สวัสดีครับวันนี้จะมานำเสนออุปกรณ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ ในแบบตรงไปตรงมา วิเคราะห์เจาะลึก ให้ผู้อ่านได้รับความรู้และความเพลิดเพลิน ไปพร้อม ๆ กับการตัดสินใจเลือกใช้อุปกรณ์ให้กับจักรยานอันเป็นที่รักของท่านได้อย่างคุ้มค่าที่สุดกันอีกครั้ง
จักรยานเสือภูเขา 29 นิ้ว
10 ปีที่แล้ว 29er (ทเวนตี้ไนเออร์)  ถือกำเนิดจากชายผู้เปรียบเสมือนบิดาของวงการจักรยานเสือภูเขา 10 ปีที่การพัฒนามาถึงจุดที่เรียกว่าดีที่สุดและ 10 ปีที่กระแสการตอบรับจากผู้ผลิตชั้นนำทั่วโลก ต่างเร่งพัฒนารถและผลิตภัณฑ์ของตนให้ขึ้มาเป็นจ้าวของ 29er ให้ได้ หลายคนยังคงสงสัยและตั้งคำถามว่ารถที่ใช้ล้อ 29 นิ้ว จะวิ่งดีกว่ารถที่ใช้ 26 นิ้ว จริงเหรอ หากเป็นเมื่อปี 2002-2004 ซึ่งเป็นยุคการเปิดตัวรถแบบ 29er มีเพียงรถค่าย Gary Fisher เท่านั้นที่ผลิตออกมาสู่ตลาด หลายทฤษฎีที่ นายแกรี่ ฟิสเชอร์ ได้พิสูจน์และทำให้ทั่วโลกเชื่อว่า วงล้อขนาด 29 นิ้ว ของเค้ามีดีกว่า 26 นิ้ว เรามาดูพร้อม ๆ กันครับว่าทฤษีหรือแนวคิดที่ว่า 29 นิ้วมีประสิทธิภาพดีกว่า 26 นิ้ว จะเป็นจริงหรือไม่

วงล้อ 26 นิ้วมีขนาด 559 มม. ส่วนวงล้อ 29 นิ้วมีขนาด 622 มม. เท่ากับวงล้อขนาด 700C ของเสือหมอบ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นของแถม สามารถนำยางขนาด 700x25C , 700x28C หรือ 700x38C มาแต่งเป็นรถเสือภูเขาทางเรียบได้ ในยุคเริ่มต้นหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาของวงล้อขนาด 29 นิ้ว ได้วอย่างน่าสนใจ ซึ่งผมแยกประเด็นหลักที่น่าจะโดนใจผู้อ่าน มาวิเคราะห์เจาะลึกให้ได้รับทราบกันครับ

ความแข็งแรงของรถและขนาดวงล้อ 29 นิ้ว ขนาดล้อหลังที่โตขึ้น ย่อมมีเส้นผ่าศูนย์ใหญ่ขึ้น ประเด็นที่ถูกหยิบมาถกเถียงก็คือ เมื่อล้อหลังใหญ่ขึ้นตะเกียบโซ่ก็ต้องยาวตาม มีผลโดยตรงกับการให้ตัวมากเกินไปของตะเกียบโซ่ โยงใยไปหากะโหลกซึ่งอาจไม่มั่นคง ไหนจะต้องลดความยาวของท่อหน้าให้สั้นลง เนื่องจากล้อหน้าโตขึ้น เลยทำให้บริเวณด้านหน้าของเฟรมขนาดความแข็งแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การควบคุมรถ การเลี้ยวและควบคุมจักรยาน ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ระยะห่างระหว่างกะโหลกและแกนดุมล้อหน้า ในกรณีล้อ 29 นิ้วระยะห่างแกนล้อหน้าและกะโหลกยาวขึ้นเพื่อไม่ให้ล้อเกยกับท่อล่างของเฟรม มีผลทำให้การบังคับเลี้ยงค่อนข้างจะอืดและไม่คล่องตัว

ตำแหน่งการนั่ง นักปั่นจะรู้สึกแปลก ๆ ในตำแหน่งท่านั่งว่าอยู่ห่างจากแกนกลางของล้อหลังมากไปหรือเปล่า ท่าหนักใจปลายรองเท้าอาจไปถูกกับล้อหน้า เวลาเลี้ยวหักศอกในเส้นทางซิงเกิ้ลแทรคทั้ง 3 หัวข้อเป็นทฤษฎี ที่นักวิจารณ์ในยุคนั้นสรุปว่า เจ้าล้อโตเหมาะกับเฟรมขนาดใหญ่และคนตัวโตเท่านั้น ไม่เหมากับคนตัวเล็กเด็ดขาด แต่ แกรี่ ฟิสเชอร์ ไม่หยุดที่จะพัฒนารถและอธิบายให้เห็นขัดถึงข้อดีของงล้อขนาด 29 นิ้วว่า จริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีผลเสียอย่างที่นักวิจารณ์ในยุคนั้นกล่าวอ้างเลย คนตัวเล็กสูงแค่ 160 ซม. กว่า ๆ ก็ขี่ได้

จักรยานเสือภูเขา 29 นิ้ว
ยุติข้อกล่าวหา มุ่งหน้าพัฒนา กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ทฤษฎีของแกรี่ ฟิสเชอร์ได้ผ่านการทดลองและวิจัยอย่างละเอียด ทฤษฎีที่ทำให้โลกต้องตะลึงก็คือ วงล้อขนาด 29 นิ้วสามารถไปได้เร็วกว่าวงล้อ 26 นิ้ว ทั้งที่ออกแรงเท่ากัน ตัวอย่างเช่น ในระยะทาง 40 กม. ถ้าวงล้อ 29 นิ้ววิ่งเร็วกว่า 3% ก็หมายความว่า วงล้อขนาด 29 นิ้วจะไปถึงเส้นชัยก่อนเพราะประหยัดเส้นทางไป 1.2 กิโลเมตรเลยทีเดียว

แค่ทฤษฎีแรกก็ทำให้หลายสื่อเริ่มหันกลับมาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ว่ามีมากน้อยเพียงใด ทฤษฎีที่สอง สาม สี่ตามมาว่าด้วยเจ้าล้อโตนอกจากไปได้เร็วกว่าแล้ว มันยังสามารถผ่านพ้นอุปสรรค อย่างเช่น ก้อนหิน รากไม้ หลุม บ่อ ทราย โคลน ได้ดีกว่าอีกด้วย แค่นั้นยังไม่พอ ยุคโบราณที่เคยบอกว่า ล้อขนาด 29 นิ้วเลี้ยวได้อืดไม่คล่องตัว น่ากลัวจะผิดหมดเสียแล้ว สัดส่วนทางเรขาคณิตของล้อขนาด 29 นิ้ว ถูกพัฒนาให้ออฟเซทของช็อคอัพหน้าที่ 51 มม.ปัญหาเรื่องเลี้ยวให้มุมแคบ ไม่รู้สึกแตกต่างจากล้อ 26 นิ้วแต่อย่างใดเลย อีกทั้งตำแหน่งการนั่งในรถ 29 นิ้ว จะมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง เมื่อคำนวณจากแกนดุมล้อหน้า ผลที่ได้ก็คือ การควบคุมรถที่ดีขึ้นรวมถึงการยึดเกาะถนนและเข้าโค้งดีอีกด้วย

จักรยานเสือภูเขา 29 นิ้ว
ทฤษฎีไหนก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

เพราะปัจจุบัน กลไกทางการตลาดทุกแขนงมุ่งหน้าพัฒนารถจักรยาน 29er ตามแบบที่แกรี่ ฟิสเชอร์ได้วางรากฐานไว้ให้ หลายค่ายยักษ์ใหญ่ เช่น Trek , Specialized , Giant , Cannondale ฯลฯ หรือจะพูดได้เต็มปากก็ได้ครับว่า พ.ศ. นี้ แบรนด์ไหนที่ยังไม่ผลิตรถจักรยานขนาด 29er คงจะลำบากแน่ เนื่องจากผู้ผลิตช๊อคอัพขั้นนำ ผู้ผลิตล้อชั้นเลิศและผู้ผลิตยางระดับแนวน้า ต่างพูดว่า 29er คืออนาคตของวงการเสือภูเขา สำหรับรูปร่างอย่างคนเอเชียเรา ๆ มีโอกาสจะปั่นรถจักรยานเสือภูเขาในแบบ 29er ได้บ้างไหม คำตอบอยู่ที่นักปั่นสาวชาวแคนาดาเอมิลี แบตตี ที่สูงแค่ 159 ซม.  แต่เธอก็สามารถพาเจ้าล้อโต คว้าแชมป์ได้หลายต่อหลายรายการเลยทีเดียว วงการล้อ 29er ในสนามแข่งขันระดับ World cup ว่าที่แชมป์ประจำปีนี้อย่าง ยาโรสลาฟ คูลาฮ์วี ก็ใช้เจ้า 29er ด้วยเหมือนกัน เจ้าล้อโตมาไกลเกินว่าจะถอยหลังและจะก้าวต่อไปถึงแม้ว่าจะเป็นเก้าที่มีสองอยู่ข้างหน้าเสมอ เป้าหมายสำคัญนี้รอการพิสูจน์จากนักปั่นจักรยานเสือภูเขาทุก ๆ คนอยู่แล้ว

จักรยาน KUOTA KOM EVO

|0 ความคิดเห็น
จักรยาน KUOTA KOM EVO

ก่อนอื่นขอเล่าประวัติบริษัทนี้เล็กน้อย ซินทีม่า สปอร์ต เป็นบริษัทแม่ ที่ทำอุปกรณ์เกี่ยวกับคาร์บอนไฟเบอร์ให้รถในอิตาลีมานาน ถึงวันที่ต้องมียี่ห้อของตัวเองสักที จึงเกิดรถ Kuota ขึ้น ควอต้า คือคำอ่านของรถจักรยานยี่ห้อนี้ ภาษาจริงเป็นภาษาอิตาลี สะกดด้วยตัว Quota แปลว่ายอดสูงสุดของภูเขา หรือในเวปของ ควอต้าเอง แปลว่า บินสูง รถยี่ห้อนี้ เดิมเอาดีทางไตรกีฬาด้วยรถจักรยาน  Kalibur คนขี่ได้แชมป์โลกไตรกีฬาไป จึงทำให้รถมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว

จากที่เคยถูกนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็เงียบไป มาวันนี้ทางบริษัท อมร ไบซิเคิล จำกัด ได้นำเข้ามาจำหน่ายอีกครั้ง ด้วยชื่อเสียงและผลงานที่มีอยู่ในระดับแกรนด์ทัวร์ คงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากถึงสรรพคุณของแบรนด์นี้ เพราะที่จริงแล้วเป็นแบรนด์ที่ได้รับความสนใจจากนักปั่นจักรยานมานาน ดูได้จากการที่หลายคนนำเฟรม OEM ที่มีรูปทรงคล้ายกันมาทำสีทำลวดลายจนเกือบแยกไม่ออก

ตอนนี้แฟน ๆ คงไม่ต้องทำอย่างนั้นอีกแล้ว เพราะตัวจริงมาแล้วด้วยราคาที่จับต้องได้ไม่ยาก มากันหลายรุ่นในรุ่น KOM EVO ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุดนั้นมาเป็นแบบเฟรมเซ็ตมีทั้งแบบ Di2 และแบบร้อยสาย นอกจากนี้ยังมีอีก 2 รุ่น ที่มาแบบประกอบสำเร็จนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าจับตามองไม่แพ้แบรนด์ใด

ขี่จักรยานคนเดียวอย่างไร ให้เวิร์กและปลอดภัย

|0 ความคิดเห็น
สำหรับนักจักรยานผู้ไม่ได้มุ่งหวังการพิชิตชัยจากสนามแข่ง ต้องการเพียงแค่ความแข็งแรงของระบบหลอดเลือด ไม่ชอบเข้ากลุ่มเพราะไม่อยากรีบไปให้กับเวลานัด หรืออยากจะทำอะไรเร็ว โดยไม่ต้องรอีให้กลุ่มครบจนออกตัวช้า แดดร้อนเผาผิวเกรียม ถ้าคุณมีวินัยพอและควบคุมตัวเองได้ การขี่จักรยานคนเดียวก็สร้างประโยชน์ได้ไม่แพ้การขี่เป็นกลุ่ม

จักรยานเสือภูเขา
อย่างแรกเลยคือคุณได้วัดความสามารถของตัวเองกับลมปะทะ ไม่สามารถซุกกลุ่มได้ เปรียบเสมือนกับการปั่นแบบหนีเดี่ยวในเปโลต็องเสือหมอบแข่งขัน ยิ่งคงความเร็วในช่วงนั้นได้นานก็ยิ่งแกร่ง เมื่อเข้ากลุ่มจริง ๆ ก็สามารถออมแรงไว้ได้มากกว่าพวกที่ไม่เคยขี่เดี่ยว เอาแต่ซุกกลุ่มอยู่ร่ำไป ข้อดีอย่างที่สองคือ คุณสามารถซ้อมแบบอินเตอร์วัล คือขี่ด้วยความเร็ว, รอบขาสูงสุด สลับกับการขี่แบบผ่อนคลายเพื่อฟื้นสภาพเป็นระยะ คุณทำอินเตอร์วัลได้อย่างเป็นอิสระ ไม่ต้องรอหรือต้องปั่นหนีใครเมื่อเหนื่อยก็หยุดได้โดยไม่ต้องให้ใครมารออีก

แต่ทุกสิ่งในโลกย่อมต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย นั่นคือแม้ว่าจะไม่เสี่ยงต่อการเกี่ยวกันล้มเพราะขี่กลุ่มใหญ่ แต่ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและโรคประจำตัวสูงเท่ากัน ที่พบบ่อย ๆ ก็คือพอขี่มานาน ๆ แล้วจอดก็เกิดอาการวูบ รู้สึกตัวอีกทีมีแต่คนมุงดู หน้าตาถลอกปอกเปิก เนื่องจากหยุดขี่กะทันหันแล้วเลือดไหลคืนไปเลี้ยงสมองไม่ทัน การขี่คนเดียวจึงไม่มีใครช่วยนอกจากชาวบ้านหรือคนเดินถนนในแถบนั้น โชคดีก็ได้รับความช่วยเหลือ โชคร้ายก็ถูกลอกคราบชิงจักรยาน ยังไม่นับที่ถูกรถยนต์เฉี่ยวชน

ดังนั้น ถ้าคุณเป็นเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบขี่จักรยานคนเดียว สิ่งที่คุณต้องระวังให้จงหนักก็คือโรคภัยไข้เจ็บ ต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเอง ยิ่งถ้าเพิ่งเริ่มขี่แล้วมีโรคประจำตัว เช่นหอบหืด ควรจะวนอยู่ในระแวกใกล้ ๆ บ้าน พกบัตรเครดิต เอทีเอ็มหรือบัตรประชาชนเอาไว้พร้อมกับเงินติดตัวจำนวนหนึ่ง และพกโทรศัพท์เคลื่อนที่ ใช้โทรขอความช่วยเหลือจากคนรู้จักในกรณีมีอุบัติเหตุหรือล้มป่วยกลางทาง

แต่ก็ใช่ว่าท่านที่เรี่ยวแรงดีไม่มีโรคภัยจะปลอดภัย แม้จะแข็งแรง แต่หากขาดความระวังก็อาจมีอาการวูบตรงสี่แยกไฟแดงได้ พวกที่วูบหลังจากปั่นหนัก ๆ มาแล้วนั้นต่างไม่มีใครเป็นโรคอะไรเลยสักคน เพียงแต่การหยุดขี่กะทันหันจะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดสู่สมองเท่านั้น การเลือกเส้นทางที่ดีจะยิ่งสำคัญมากเมื่อคุณขี่คนเดียว เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สิน เส้นทางเปลี่ยวไร้ผู้คนอาจอันตรายหากไม่ตระเวนดูด้วยรถยนต์เสียก่อน อันเป็นสิ่งควรกระทำเมื่อเอาจักรยานติดไปขี่ด้วยในการท่องเที่ยวต่างเมือง และพักที่รีสอร์ท

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา การขี่คนเดียวจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการแปรงฟัน อย่างน้อย ๆ คุณต้องคำนึงถึงความสามารถของตัวเอง และอุปกรณ์ช่วยเหลือได้ในยามขับคันเช่น บัตรประชาชน เอทีเอ็ม โทรศัพท์เคลื่อนที่ และการเลือกเส้นทาง ผู้ไม่ประมาทและเตรียมพร้อมจะมีโอกาสประสบกับอุบัติเหตุน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เตรียมตัว

20 ม.ค. 2555

การยืดกล้ามเนื้อของนักจักรยานขาแรง ตอนที่ 1

|0 ความคิดเห็น
มนุษย์เกิดมาพร้อมกับการเคลื่อนไหวและการจืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นคุณสมบัติที่ติดตัวมาแต่กำเนิดตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา ถ้าเราสังเกตให้ดีจะพบว่าในเด็ก ๆทารกมักมีการยืดและบิดตัวไปมาอยู่เป็นประจำ แม้แต่ตัวเอาเองก็เช่นกัน เราก็เคยยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยกันทั้งนั้น แต่มักมาในรูปของการบิดขี้เกียจกันมากกว่า โดยเฉพาะในหน้าหนาวมักทำกันเกือบทุกคน บางคนเวลาบิดขี้เกียจก็ออกเสียงคราง ว่ากันไปตามชอบ แต่หลังจากทำอาการดังกล่าวแล้วคุณจะรู้สึกสบาย เพราะมันจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกายตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ผู้เขียนกำลังพูดถึงการยืดเหยียดกล้ามเนื้อของนักจักรยานขาแรง (ขาไม่แรงก็ยึดได้นะครับ) ในสมัยก่อนการยืดเหยียดกล้ามเนื้อจะรวมอยู่กับการอบอุ่นร่างกาย (Warm-up : การอบอุ่นร่างกายเป็นวิธีการกระตุ้นให้ร่างกายมีการปรับระบบทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรองรับการเคลื่อนไหวหรือการทำงานที่หนักหรือมากกว่าปกติ ซึ่งจะมีผลทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นโดยประมาณ 1-2 องศาเซลเซียสจากอุณหภูมิปกติของร่างกาย มีผลช่วยให้การรับรู้สั่งงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อและปฏิกิริยาตอบสนองการเคลื่อนไหวของร่างกายเร็วขึ้น ทำให้นักกีฬาสามารถควบคุมร่างกายและสามารถปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวได้ดียิ่งขึ้น) แต่ในปัจจุบันการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นส่วนที่แยกออกมาทำโดยเฉพาะตามลักษณะและชนิดของกีฬาแต่ละประเภท การยืดเหยียดกล้ามเนื้อทำต่อจากการอบอุ่นร่างกาย เพราะการยืดเหยียดกล้ามเนื้อไม่ใช่การอบอุ่นร่างกาย แต่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งของการอบอุ่นร่างกาย ที่ช่วยสนับสนุนการอบอุ่นร่างกายให้มีประสิทธิภาพและเกิดความพร้อมมากยิ่งขึ้น ขอให้นักปั่นขาแรงจำไว้เสมอว่า “การยืดกล้ามเนื้อจะได้ผลดี ควรทำในขณะที่กล้ามเนื้อมีอุณหภูมิสูงขึ้นอุ่นขึ้นเท่านั้น และไม่นิยมทำการยืดกล้ามเนื้อในขณะที่กล้ามเนื้อเย็นเพราะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ”

ในขณะที่การยืดเหยียดกล้ามเนื้อจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ส่วนการอบอุ่นร่างกายจะมีจังหวะการเคลื่อนไหวที่เร็วกว่า แต่ทั้งสองอย่างมีจุดประสงค์เดียวกันคือ ต้องการทำให้ร่างกายเกิดความพร้อมมากที่สุด เพื่อการใช้งานในกิจกรรมกีฬาที่คุณรักได้อย่างเหมาะสมกับการฝึกหรือการแข่งขันที่รออยู่

การยืดเหยียดกล้ามเนื้อก็เหมือนกับการอุ่นเครื่องยนต์กลไก เราต้องค่อย ๆ ทำ ใช่ว่าอยู่ดี ๆ (ขณะกล้ามเนื้อเย็น) ก็มาเร่งความเร็วปรี๊ดปร๊าดเครื่องก็พังกันเท่านั้น ร่างกายคนเราก็เหมือนกัน ถ้านักปั่นขาแรงเล่นบทโหดอย่างที่ว่า ไม่ช้าก็พังบาดเจ็บ แต่ก็มีนักปั่นอีกหลาย ๆ คนยังเข้าใจผิดคิดว่าถ้ายืดเหยียดกล้ามเนื้อมาก ๆ แล้วจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเอาง่าย ๆ เดี๋ยวไม่มีแรงปั่นจักรยาน ซึ่งในความเป็นจริงเรื่องตรงกันข้ามเพราะยิ่งคุณสามารถยืดเหยียดกล้ามเนื้อได้มากเท่าใด ย่อมเป็นผลดีต่อกล้ามเนื้อและตัวคุณเองมากเท่านั้น โดยเฉพาะในเรื่องของการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วกว่าคนอื่น ๆ ข้อต่อ เอ็นและระบบต่าง ๆ ได้ถูกพัฒนาให้มีความพร้อมมากกว่านักปั่นคนอื่น ๆ

ฉะนั้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักปั่นขาแรงทุกคนและกีฬาอื่น ๆ ก็เช่นกัน เพราะการยืดเหยียดกล้ามเนื้อจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางร่างกาย (กล้ามเนื้อ,เอ็น,ข้อต่อ) ทางสมองและอารมณ์ ที่ต้องทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน หรือเล่นกีฬาหนักมาตลอด การยืดเหยียดกล้ามเนื้อช่วยป้องกันและลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและส่งเสริมพิสัยในการเคลื่อนที่ของข้อต่อให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ใครควรยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
นักปั่นจักรยานทุกคนสามารถเรียนรู้การยืดเหยียดกล้ามเนื้อได้โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงอายุหรือความอ่อนตัวของร่างกาย และไม่จำเป็นว่าคุณต้องมีสมรรถภาพทางกายอยู่ในระดับสูง หรือต้องเป็นนักกีฬาจักรยานเท่านั้น ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ไม่ว่าคุณจะประกอบกิจกรรมอะไร เช่น นั่งอยู่บนโต๊ะทำงานทั้งวัน ขับรถหรือออกกำลังกาย เทคนิคการยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ใช้ก็ใช้แบบเดียวกัน วิธีการคือทำอย่างเบา ๆ และง่าย ๆ เป็นไปตามความแตกต่างของกล้ามเนื้อและความอ่อนตัวในแต่ละบุคคล ดังนั้นทุกคนที่มีสุขภาพดี ไม่มีปัญหาร่างกายเฉพาะส่วน สามารถยืดเหยียดกล้ามเนื้อได้อย่าปลอดภัยและสนุนกสนานครับ

จะยืดกล้ามเนื้อเมื่อไร
เมื่อนักปั่นขาแรงเกิดความพึงพอใจแล้ว คุณสามารถยืดเหยียดกล้ามเนื้อได้ทุกเวลา เช่นในขณะปั่นจักรยาน ขณะกำลังเดินบนถนน นั่งบนรถประจำทาง ทำงาน นั่งเล่น ก่อนและหลังการปั่นจักรยานหรือเวลาใดก็ตามที่ท่านสามารถทำได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
-ตอนเช้าหลังตื่นนอนก่อนเริ่มวันใหม่
-ขณะทำงานเพื่อผ่อนคลายความเครียด
-เมื่อรู้สึกเจ็บปวดขณะเคลื่อนไหว
-ในเวลาว่าง เช่น ขณะนั่งดูโทรทัศน์ ฟังดนตรี อ่านหนังสือหรือสนทนา

ยืดเหยียดกล้ามเนื้อทำไม
การยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพราะมันช่วยผ่อนคลายด้านจิตใจและปรับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออยู่เสมอจะมีผลดีต่อสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้
-ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อและทำให้ร่างกายผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น
-ช่วยให้การประสานงานการเคลื่อนไหวของร่างกายทำได้สะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น
-ช่วยเพิ่มระยะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและข้อต่อในร่างกาย
-ป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการยืดของเอ็นข้อต่อหรือกล้ามเนื้อที่มากกว่าปกติ
-ช่วยในการทำกิจกรรมหนัก ๆ ได้ดียิ่งขึ้นเช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน สามารถทำได้สะดวก คล่องตัวและรวดเร็วยิ่งขึ้น
-ช่วยกระตุ้นระบบประสาทรับรู้และสั่งงานการเคลื่อนไหวให้มีการตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น
-ช่วยพัฒนาระบบประสาทกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายสามารถรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น
-ช่วยให้จิตใจมีสมาธิในการที่ควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้เกิดความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหว
-ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
-ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสดชื่นและสบายตัว

จะยืดกล้ามเนื้ออย่างไร
การยืดกล้ามเนื้อเป็นกิจกรรมที่ง่ายต่อการเรียนรู้ แต่ก็มีทั้งวิธีที่ถูกและวีที่ผิด วิธีที่ถูกต้องคือต้องผ่อนคลาย ขณะทำการยืดกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยความเอาใจใส่ ส่วนวิธีที่ผิดเราจะพบว่าคนส่วนใหญ่หรือนักกีฬาบางคนนิยมทำคือการกระแทกขึ้นลงขณะยืดกล้ามเนื้อกับส่วนที่รู้สึกเจ็บปวด การปฏิบัติเช่นนี้เป็นอันตรายมากกว่าผลดี

ถ้าคุณเป็นนักจักรยานที่ยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำและทำอย่างถูกต้อง จะรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวนั้น ๆ ง่ายมาก การที่จะลดความตึงของกล้ามเนื้อและกลุ่มกล้ามเนื้อต้องใช้เวลา แต่เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อคุณเริ่มเกิดความรู้สึกที่ดี เพื่อความเข้าใจที่ตางกันนักปั่นขาแรงควรจะปฏิบัติการยืดเหยียดกล้ามเนื้อดังนี้
1.        การปฏิบัติครั้งแรกควรกระทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ช้า ๆ และนุ่มนวล จนกระทั่งมีความรู้สึกตึงที่บริเวณกล้ามเนื้อส่วนที่ทำการยืดเหยียด โดยหยุดนิ่งค้างไว้ ณ ตำแหน่งที่มีอากาตึงกล้ามเนื้อประมาณ 10-30 วินาที จากนั้นจึงผ่อนคลายกลับสู่ท่าเริ่มต้น
2.        การปฏิบัติในครั้งที่สองควรเพิ่มระยะการยืดเหยียดกล้ามเนื้อมากขึ้นกว่าในครั้งแรก จนกระทั่งรู้สึกได้รับความตึงของกล้ามเนื้อที่เพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งแรก ซึ่งอาจจะมีอาการเจ็บปวดเล็กน้อยเกิดขึ้นที่บริเวณกล้ามเนื้อและเอ็นกล้ามเนื้อส่วนที่ได้รับการยืดเหยียด หยุดนิ่งค้างไว้ ณ ตำแหน่งที่มีอาการตึงประมาณ 10-30 วินาที จากนั้นจึงผ่อนคลายกล้ามเนื้อกลับสู่ท่าเริ่มต้น
3.        การปฏิบัติในครั้งที่สามและสี่พยายามเพิ่มระยะของการเคลื่อนไหว หรือพยายามยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้มากยิ่งขึ้นกว่าครั้งที่ผ่านมา และหยุดนิ่งค้างไว้ ณ ตำแหน่งที่มีอาการตึงหรือเจ็บปวดเล็กน้อยประมาณ 10-30 วินาที จากนั้นจึงค่อยผ่อนคลายกล้ามเนื้อกลับสู่ท่าเริ่มต้น
4.        ไม่ควรทำการเคลื่อนไหวร่างกายในส่วนที่ทำการยืดเหยียดกล้ามเนื้อในลักษณะของการกระตุก กระชากหรือเคลื่อนไหวร่างกายเร็ว ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการบาดเจ็บ หรือการฉีกขาดที่เอ็นกล้ามเนื้อ ในส่วนที่ทำการยืดเหยียดได้
5.        ควรทำการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2-3 ครั้ง อย่างมาก 4-6 ครั้ง
6.        ควรเริ่มด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไปสู่กล้ามเนื้อมัดเล็ก
7.        ควรยืดกล้ามเนื้อแต่ละมัดหรือทีละส่วนไม่ควรยืดกล้ามเนื้อหลายส่วนในเวลาเดียวกัน
8.        ควรผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนที่กำลังทำการยืดเหยียด
9.        ควรยืดเหยียดกล้ามเนื้อจนกระทั่งถึงตำแหน่งที่มีอาการตึงหรือเจ็บปวดเล็กน้อย
10.   ควรหยุดนิ่งค้างไว้ประมาณ 10-30 วินาที ณ ตำแหน่งที่มีอาการตึงและเจ็บปวดเล็กน้อย
11.   ควรเน้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อในส่วนที่มีอาการตึงเครียดให้มาก เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อแต่ต้องไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดตามมาในภายหลังเมื่อเสร็จสิ้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
12.   พยายามยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่สำคัญและจำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวหรือจำเป็นที่ต้องใช้ในกีฬาประเภทนั้น ๆ ด้วยการพยายามยืดเหยียดให้เต็มระยะการเคลื่อนไหวของข้อต่อ
13.   ไม่ควรกลั้นลมหายใจในขณะทำการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
14.   ควรหายใจเข้าและหายใจออกอย่างช้า ๆ ในขณะทำกายืดเหยียดกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยให้การผ่อนคลายทำได้ดียิ่งขึ้น
15.   ควรทำการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวันหรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์

การยืดกล้ามเนื้อแบบง่าย ๆ
นักปั่นขาแรงควรเริ่มยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลาประมาณ 10-30 วินาทีกับค่อย ๆ ยืดกล้ามเนื้อแบบง่าย ๆ ไว้ ให้ยืดจนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อส่วนที่ถูกยืดตึงพอสมควรและควรผ่อนคลายความตึงของกล้ามเนื้อ ขณะผ่อนคลายค่อย ๆ เบาลง ถ้าไม่เกิดอาการดังกล่าวให้อยู่ในท่าสบายและหาระดับที่เกิดความตึงที่ต้องการการยืดกล้ามเนื้อแบบง่าย ๆ ช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อและทำให้เนื้อเยื่อพร้อมที่จะทำท่ายืดกล้ามเนื้อในขั้นที่หนักขึ้นได้ต่อไป


การยืดกล้ามเนื้อให้นักขึ้น
หลังจากยืดกล้ามเนื้อแบบง่าย ๆ แล้ว ควรทำกายืดกล้ามเนื้อในขั้นที่สูงขึ้น การปฏิบัติก็เช่นเดียวกันคือ ไม่มีการกระแทกขึ้นลง เคลื่อนไหวร่างกายยืดไกลออกประมาณ 1 นิ้ว จนกระทั้งรู้สึกตึงพอสมควรและพักหรือค้างอยู่ในท่านั้น ๆ ประมาณ 10-30 วินาที ความตึงค่อย ๆ ลดลง ถ้าไม่สามารถทำได้ให้กลับไอยู่ในท่าสบาย การยืดกล้ามเนื้อในขั้นนี้จะช่วยปรับกล้ามเนื้อให้ดีขึ้นและเพิ่มความอ่อนตัวให้มีเพิ่มมากขึ้น

การหายใจ
ขณะทำการยืดกล้ามเนื้อควรหายใจช้า ๆ และเป็นจังหวะ ขณะที่ก้มตัวไปข้างหน้าให้หายใจออกและหายใจช้า ๆ ขณะพัก และค้างอยู่ในท่านั้น ที่สำคัญขณะยืดกล้ามเนื้อไม่ควรกลั้นหายใจ ถ้าหากว่าการยืดนั้นจัดขวางการหายใจแสดงว่าการปฏิบัตินั้นไม่ผ่อนคลาย ให้ปฏิบัติตามสบาย การหายใจก็จะไปไปตามธรรมชาติ

การนับ
มนตอนแรก ๆ เมื่อเริ่มทำการยืดกล้ามเนื้อแต่ละท่าให้นับอยู่ในใจ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้รักษาความตึงของกล้ามเนื้อได้อย่างเหมาะสมในเวลาพอสมควร หลังจากนั้นให้ยืดกล้ามเนื้อตามวิถีทางของคุณโดยไม่ต้องสนใจการนับต่อไป

การตอบสนองจากการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
กลไกที่เรียกว่าการตอบสนองของการยืดกล้ามเนื้อ จะช่วยป้องกันการยืดกล้ามเนื้อที่มากเกินไป (อาจจะด้วยการกระแทกขึ้นลงหรือยืดเกินปกติ) ประสาทสะท้อนกลับจะตอบสนองโดยการส่งสัญญาณไปให้กล้ามเนื้อทำงาน ซึ่งเป็นการป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ดังนั้นเมื่อยืดกล้ามเนื้อมากเกินไป คุณจะเกร็งกล้ามเนื้อที่กำลังพยายามยืดเหยียดอย่างมาก (คล้าย ๆ กับปฏิกิริยาที่อยู่นอกอำนาจจิตใจเมื่อสัมผัสของร้อนโดยบังเอิญ ก่อนที่จะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นก็จะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วให้พ้นจากความร้อนนั้น)

การค้างการยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้ไกลเท่าที่สามารถทำได้ หรือการกระแทกขึ้น ๆ ลง ๆ ทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวเต็มที่และเกิดการตอบสนอง กล่าวได้ว่าเป็นวิธีที่อันตรายและเป็นเหตุของความเจ็บปวดรวมทั้งการบาดเจ็บเนื่องมาจากการฉีกขาดเป็นฝอยละเอียดของเส้นใยกล้ามเนื้อ ก็เป็นอันตรายเช่นกัน การฉีกขาดนี้จะนำไปสู่การเป็นแผลในกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้เสียความยืดหยุ่นไปทะลีน้อย กล้ามเนื้อจะตึงและระบม เราจะยืดกล้ามเนื้อและปั่นจักรยานได้อย่างไร เมื่อวิธีการที่นำมาใช้ทำให้เกิดการบาดเจ็บ ฉะนั้นเราต้องทำการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างระมัดระวังและตั้งใจ

ยังมีความเชื่อที่ผิด ๆ ว่า ไม่มีการพัฒนากล้ามเนื้อถ้าปราศจากความเจ็บปวด การยืดกล้ามเนื้อที่ถูกต้องจะต้องไม่มีอาการเจ็บปวด นักปั่นขาแรงต้องพยายามศึกษาร่างกายของตนเอง (ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักร ต้องการความรักและความเข้าใจจากตัวคุณเอง) และเมื่อไรก็ตามที่มีความเจ็บปวดแสดงว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดเกิดขึ้นในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อนั้น ๆ แล้วก็เป็นไป



การยืดกล้ามเนื้อแบบง่าย ๆ และที่หนักขึ้นซึ่งได้อธิบายมานั้น ไม่มีส่วนกระตุ้นการตอบสนองและไม่เป็นสาเหตุของความเจ็บปวดเลย จากแผนผังต่อไปนี้ จะให้แนวคิดเกี่ยวกับการยืดกล้ามเนื้อที่ดี

ระดับการยืดกล้ามเนื้อ

การยืดกล้ามเนื้อแบบง่าย                       การยืดกล้ามเนื้อขั้นที่ยากขึ้น                  การยืดกล้ามเนื้อที่ค่อนข้างรุนแรง
           (ขั้นแรก)                                                   (ขั้นกลาง)                                                  (ขั้นสูง)
      ค้างไว้ 20-30 วินาที                          ค้างไว้ 30 วินาทีหรือนานกว่า                                ไม่ควรทำ

เส้นตรงในแผนผังแสดงการยืดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง  ๆ อาจจะพบว่าความอ่อนตัวจะเพิ่มโดยธรรมชาติเมื่อทำการยืดกล้ามเนื้อในขั้นแบบง่าย ๆ และหนักขึ้น การยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำสม่ำเสมอเหมาะสมและไม่รู้สึกเจ็บปวด แสดงว่าสามารถทำเกินขีดจำกัดที่มีอยู่และใกล้กับศักยภาพของบุคคลนั้น


อ่านต่อ >> การยืดกล้ามเนื้อของจักรยาน ตอนที่ 2

ที่มา: นิตยสาร Sport street  โดย อ.ปราจิน  รุ่งโรจน์

การยืดกล้ามเนื้อของนักจักรยานขาแรง ตอนที่ 2

|0 ความคิดเห็น

ประเภทของการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ

การฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นการฝึกความอ่อนตัวให้กับข้อต่อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วย มีหลักการ รูปแบบ ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่นิยมปฏิบัติกันอยู่โดยทั่วไป สามารถแบ่งออกเป็นประเภทได้ดังนี้

1.        การยึดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีแรงกระชากหรือแรงดึงกลับ (Ballistic Stretching)
2.        การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวในส่วนที่ต้องการยืด (Dynamic Stretching)
3.        การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบออกแรงกระทำด้วยตนเอง (Active Streching)
4.        การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบใช้แรงจากภายนอกหรือให้ผู้อื่นช่วยกระทำการยืดเหยียดให้ (Passive or Relaxed Stretching)
5.        การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบหยุดนิ่งค้างไว้ในตำแหน่งที่มีอาการตึงหรือเจ็บปวดเล็กน้อยบริเวณกล้ามเนื้อส่วนที่ทำการยืดเหยียด (Static Stretching)
6.        การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบเกร็งกล้ามเนื้อต้านกับแรงต้าน (Isometric Stretching)
7.        การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นประสาทภายในกล้ามเนื้อเพื่อให้เกิดความคล่องตัว (Proprioceptive Neuromuscular Facilitation : PNF Stretching)

กลุ่มกล้ามเนื้อนักปั่นขาแรงที่ควรยืดเหยียดเป็นประจำ
-            กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring)
-            กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps)
-            กล้ามเนื้อสะโพกด้านใน (Hip Adductor)
-            กล้ามเนื้อสะโพกด้านนอก (Hip Abductor)
-            กล้ามเนื้อบริเวณขาหนีบ (Groin)
-            กล้ามเนื้อหลัง (Back)
-            ข้อเท้าและเอ็นร้อยหวาย (Ankle/Achilles Tendon)
-            กล้ามเนื้อน่อง (Calves)
-            กล้ามเนื้อท้อง (Abdominal)
-            กล้ามเนื้อแนวกระดูกสันหลังและเอว (Spine and Waistline)
-            กล้ามเนื้อไหล่และอก (Shoulder and Chest)
-            กล้ามเนื้อต้นแขน (Biceps/Triceps)
-            กล้ามเนื้อที่ปลายแขนและข้อมือ (Forearm/Wrist)
-            กล้ามเนื้อคอ (Neck)

จะอย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านและพี่น้องชาวจักรยานทั้งหลายควรยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนและหลังการฝึกซ้อมหรือแข่งขันทุกครั้ง เพราะการยืดกล้ามเนื้อเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักกีฬาและผู้รักการออกกำลังกายทุกคน การยืดกล้ามเนื้อที่ถูกวิธีช่วยผ่อนคลายความเครียดทางร่างกาย สมองและอารมณ์ ทำให้การประสานงานของกล้ามเนื้อเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพกล่าวคือ สามารถทำงานหรือเล่นกีฬาได้ตลอดเวลา โดยไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเท่าคนอื่น ๆ การเคลื่อนไหวก็รวดเร็วคล่องแคล่วมากขึ้น ต่อไปนี้เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อสำหรับนักปั่นขาแรง

ท่าที่ 1 ยืดกล้ามเนื้อน่องและสะโพก
วิธีฝึกปฏิบัติ : ยืนหันหน้าเข้าหาฝาผนัง เอามือทั้งสองเกาะไว้ที่ฝาผนัง เท้าซ้ายเป็นเท้านำอยู่หน้าเท้าขวา วางเส้นเท้าทั้งสองติดพื้นตลอดเวลาไปในแนวเดียวกัน ค่อย ๆ ดันพลังไปที่สะโพกไปข้างหน้า และดันส้นเท้าลงจนรู้สึกว่าตึงที่บริเวณน่องและสะโพก ค้างเอาไว้ ใช้เวลาข้างละ 30 วินาทีให้ทำสลับกันทั้งสองข้าง

ท่าที่  2 ยืดกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวาย
วิธีฝึกปฏิบัติ :  ยังยืนเกาะฝาผนังอยู่เหมือนเดิม แต่ให้ลากเท้าขวาเข้ามาชิดเท้าซ้ายข้างหน้าให้ระยะห่างกันประมาณ 1 ฟุต แล้วค่อย ๆ กดน้ำหนักตัวลงมาที่ส้นเท้าด้านหลัง จนรู้สึกว่าน่องและเอ็นร้อยหวายตึง ค้างไว้ข้างละ 15 วินาที ทำทั้งสองข้างสลับกัน

ท่าที่  3 ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง
วิธีฝึกปฏิบัติ : ให้นั่งพิงฝาผนัง พับขาขวาเข้าหาทรวงอกโดยใช้มือขวาจับเข่าและมือซ้ายจับข้อเท้าขวาที่พับ ส่วนขาซ้ายให้เหยียดตรงไปข้างหน้าให้ค่อย ๆ ดึงหัวเข่าขวาเข้าหาทรวงอกจนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อขาด้านหลังตึง พยายามให้ลังตั้งตรงดึงขาค้างไว้ละ 30 วินาที ความรู้สึกกล้ามเนื้อบริเวณไข่ปลาถูกยืด ทำทั้งสองข้างสลับกัน

ท่าที่  4 ท่ายืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า
วิธีฝึกปฏิบัติ : นั่งพับขาขวางอมาข้างหลังให้หลังเท้าขวางอเท้าหาสะโพก ส่วนขาซ้ายให้งออยู่ด้านหน้า มือทั้งสองวางไว้ข้างลำตัวด้านหลัง เมื่อเริ่มยืดให้ค่อย ๆ เอนลำตัวไปด้านหลังจนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อหน้าขาตึง ให้ค้างเอาไว้ 30 วินาที ให้ทำทั้งสองข้างสลับกัน

ท่าที่  5 ท่ายืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าขาและก้น
วิธีฝึกปฏิบัติ : ผู้ยืดนั่งอยู่ในท่าเดิมให้พยายามดันสะโพกขวาบิดไปข้างหน้าตามลูกศร ท่านี้เป็นท่าเหยียดกล้ามเนื้อขาด้านหน้า รวมถึงกล้ามเนื้อก้นค้างเอาไว้ข้างละ 15 วินาที ทำสองข้างสลับกัน

ท่าที่  6 ท่ายืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง
วิธีฝึกปฏิบัติ :  นั่งเหยียดขาขวาตรงไปข้างหน้า ปล่อยหัวเข่าตามสบาย ใช้มือทั้งสองจับที่ข้อเท้าขวา หายใจออก ค่อย ๆ ก้มลำตัวลงจนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อต้นข้าด้านหลัง ดึงตัวค้างเอาไว้ 20 วินาที ทำทั้งสองข้างสลับกัน

ท่าที่  7 ให้นักปั่นขาแรงกลับไปทำท่าที่ 3,4,5,6 อีกครั้ง

ท่าที่  8 ท่าเหยียดกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
วิธีฝึกปฏิบัติ : นั่งเอาฝ่าเท้าทั้งสองข้างมาประกบกัน มือทั้งสองจับฝ่าเท้าเอาไว้ให้ติดกัน ค่อย ๆ โน้มลำตัวก้มไปข้างหน้าช้า ๆ หายใจออก หลังแบ สายตามองตรงไปข้างหน้าจนรู้สึกว่ากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานตึงพร้อมกับกล้ามเนื้อหลังส่วนลางดังรูปไข่ปลา ค้างเอาไว้ 30 วินาที ทำทั้งสองข้างสลับกัน (เทคนิค-เวลาทำท่านี้ให้เงยหน้าขึ้นจะทำให้หลังเหยียดตรง)

ท่าที่  9 ท่ายืดกล้ามเนื้อสะโพก ลำตัวและต้นขาด้านหลัง
วิธีฝึกปฏิบัติ : นั่งเหยียดขาขวาออกไปข้างหน้า ไขว่เข่าซ้ายมาคร่อมขาขวาไว้ดังรูป มือซ้ายยันพื้นเอาไว้ เอาศอกขวามาขัดเข่าซ้ายที่งออยู่ตามลูกศร ในขณะเดียวกันให้บิดลำตัวไปทางตรงกันข้ามจนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อข้างลำตัว สะโพก กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังและกล้ามเนื้อก้นตึง ค้างเอาไว้ข้างละ 15 วินาที ทำทั้งสองข้างสลับกัน

ท่าที่  10 ให้ย้อนกลับไปทำท่าที่ 8 อีกครั้ง

ท่าที่  11 ท่ายืดกล้ามเนื้อส่วนหลัง
วิธีฝึกปฏิบัติ : หาพื้นที่นุ่ม ๆ หรือมีเบาะรองก็ได้ นั่งงอเข่าทั้งสองข้างเข้าหาทรวงอก ใช้มือทั้งสองจับเข่าเอาไว้ ก้มศีรษะลงเข้าหาเข่าค่อย ๆ กลิ้งลำตัวลงไปข้างหลัง แล้วค่อย ๆ กลับคืนขึ้นมานั่งเหมือนท่าเริ่มต้น ทำอย่างนี้ 5-6 ครั้ง เป็นท่าเหยียดกล้ามเนื้อส่วนหลังตั้งแต่หัวไหล่ลงมาจนถึงก้นกบ

ท่าที่  12 ท่ายืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง
วิธีฝึกปฏิบัติ : เป็นท่าที่ทำต่อเนื่องมาจากท่าที่ 11 นอนหงายใช้มือทั้งสองยันสะโพกยกขึ้น จับเอาไว้ ให้ขาทั้งสองข้างเหยียดเลยศีรษะไปด้านบนแล้วบังคับให้ค้างอยู่นิ่ง ๆ 25 วินาที

ท่าที่  13 ท่าเหยียดกล้ามเนื้อต้นคอด้านหลัง
วิธีฝึกปฏิบัติ : ให้นักปั่นขาแรงนอนหงายชันเข่าขึ้นทั้งสองข้าง มือทั้งสองข้างประสานกันไว้ด้านหลังศีรษะ ค่อย ๆ ผงกหน้าขึ้นมองดูทรวงอกของตนเองจนกล้ามเนื้อบริเวณด้านหลังต้นคอตึง ค้างเอาไว้ 5 วินาที ทำ 3 ครั้ง

ท่าที่  14 ท่าเหยียดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังและก้น
วิธีฝึกปฏิบัติ : ให้นักปั่นขาแรงนอนหงายราบไปกับพื้น มือทั้งสองค่อย ๆ ดึงหัวเข่าขวาเท้าหาทรวงอกจนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังและก้นตึง ค้างไว้ 30 วินาที ให้ทำสลับกันทั้งสองข้าง

ท่าที่  15 ท่ายืดกล้ามเนื้อข้างลำตัว สะโพกและต้นขาด้านหลัง
วิธีฝึกปฏิบัติ : ให้นักปั่นขาแรงนอนหงาย ยกเข่าซ้ายงอข้ามลำตัวบิดมาทางขวา มือขวาจับเข่าซ้ายค่อย ๆ ดึงมาทางขวาจนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อสะโพก ลำตัวและกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังตึง ให้หันใบหน้าไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับเข่าที่งอ ค้างเอาไว้ 30 วินาที ทำทั้งสองข้างสลับกัน

ท่าที่  16 ท่ายืดกล้ามเนื้อแขนด้านใน
วิธีฝึกปฏิบัติ : ให้นักปั่นขาแรงนั่งคุกเข่ากับพื้น วางมือทั้งสองยันพื้นเอาไว้ ฝ่ามือทั้งสองหันกลับเข้าหาลำตัวดังภาพ ให้ค่อย ๆ โล้ลำตัวมาข้างหลังเบา ๆ จนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อปลายแขนด้านในตึง ให้ค้างเอาไว้ 20 วินาที

ท่าที่  17 ท่าเหยียดกล้ามเนื้อสะบักหลังและหัวไหล่
วิธีฝึกปฏิบัติ : คราวนี้นักปั่นขาแรงมีจักรยานเป็นตัวช่วย ให้เอามือทั้งสองจับอานและแฮนด์จักรยานเอาไว้ ขาทั้งสองยืนแยกห่างกันพอประมาณ ค่อย ๆ กดสะบักหลังลงตามลูกศรจนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อตึง หัวเข่างอเล็กน้อย ปล่อยสบาย ๆ ค้างเอาไว้ 15 วินาที

สรุปว่าการยืดเหยียดกล้ามเนื้อสำหรับนักปั่นขาแรงเป็นวิธีการบริหารร่างกายที่นักจักรยานต้องฝึกปฏิบัติ เพื่อเพิ่มความอ่อนตัวให้กับร่างกาย นอกจาจะช่วยป้องกันการบดเจ็บของกล้ามเนื้อและลดอาการตึงเครียดของกล้ามเนื้อแล้ว ยังช่วยส่งเสริมสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายให้มีมากขึ้น นักปั่นขาแรง จะมีความอ่อนตัวมากกว่านักปั่นคนอื่น ๆ และเป็นข้อได้เปรียบในการปั่นจักรยานเพื่อการแข่งขันที่ต้องอาศัยความเร็วสูงกว่าปกติ ความอ่อนตัวของข้อต่อหรือความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เป็นความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อต่อหรือกล้ามเนื้อที่ได้ระยะทางหรือมุมการการเคลื่อนไหวมากที่สุด โดยอาศัยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อซึ่งเป็นกระบวนการในการช่วยทำให้กล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นยืดข้อต่อ เยื่อหุ้มข้อต่อ และเนื้อเยื้อเกี่ยวพันที่อยู่บริเวณโดยรอบกล้ามเนื้อและข้อต่อส่วนนั้นมีการยืดยาวออก การยืดเหยียดกล้ามเนื้อมีทั้งที่สามารถทำได้ด้วยตนเองและมีผู้อื่นหรืออุปกรณ์เข้ามาช่วยกระทำ การยืดเหยียดให้ความอ่อนตัวเป็นคุณสมบัติเฉพาะของข้อต่อแต่ละข้อต่อในร่างกายของแต่ละบุคคล 


ผู้เขียนเชื่อว่า “ความอ่อนตัว เป็นที่มาของความเร็วในการปั่นจักรยานแข่งขัน” ถ้าวันนี้คุณอยากเป็นนักปั่นขาแรงเหมือนคนอื่น ๆ เขาก็ต้องพยายามยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้ร่างกายเกิดความอ่อนตัวให้มากที่สุดนะครับ


ที่มา: นิตยสาร Spost Street  โดย อ.ปราจิน  รุ่งโรจน์

14 ม.ค. 2555

เทคนิคการปั่นจักรยาน: เทคนิคการเข้าโค้งหักศอก ตอนที่ 2

|0 ความคิดเห็น

วิธีเข้าโค้งสวิทช์แบ็คช่วงขึ้นเขา

ถ้าช่วงลงเขามาเจอโค้งสวิทช์แบ็คว่ายากแล้ว ต้องขึ้นเขาก็ยากไม่แพ้กัน เพียงแต่ว่ายากคนละอย่าง เพราะไม่เพียงแต่ต้องเอาตัวรอดให้ได้จากทางโค้งพับ แต่ยังต้องมีเรี่ยวแรงมากพอจะปั่นขึ้นได้ตลอดด้วย โดยไม่ต้องลงจากจักรยาน ใครเคยปั่นจักรยานทางเรียบขึ้นเนินมาแล้วย่อมรู้ดีว่ามันไม่หมู แต่นี่กลับเป็นเนินซิงเกิลแทรคที่มีโค้งทับไปทับมาซึ่งต้องใช้ทักษะกันขนานใหญ่ แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถหากมือใหม่จะทำ ต้องใจเย็นและทรงตัวให้ดี

มีขั้นตอนต่อไปนี้เริ่มด้วยการเข้าโค้งโดยพยายามถ่ายน้ำหนักไปข้างหน้าให้มากที่สุด เพื่อให้ล้อหน้าเกาะพื้น เนื่องจากตามปกติแล้วเวลาขึ้นเนินเขาในซิงเกิลแทรคนั้น มีแนวโน้มว่าน้ำหนักจักรยานจะถ่วงไปข้างหลังจนล้อหน้าลอย การกดล้อหน้าไว้จึงช่วยให้มันเกาะพื้นและสามารถบังคับทิศทางได้ง่าย ๆ ใช้เกียร์ต่ำเพื่อส่งแรงตะกุยของล้อหลังให้มากที่สุด ไม่ต้องรีบร้อนเพราะถึงอย่างไรก็แทบไม่เหลือความเร็วอยู่แล้ว ที่ต้องคิดให้หนักตอนนี้คือทำอย่างไรให้ทรงตัวได้ดีที่สุดแล้วจึงหักแฮนด์เข้าโค้ง ทรงตัวให้อยู่

เมื่อหักแฮนด์เข้าโค้งได้ถึงกลางโค้งแล้ว คุณจะพบว่าตรงจุดนี้เช่นกันที่ทางเปลี่ยนระดับ จากตรงจุดกลางโค้งนี้ขึ้นไปทางจะยกระดับขึ้น ให้เร่งออกแรงปั่นไปพร้อมกับถ่ายน้ำหนักมาข้างหน้าและขณะเดียวกันต้องคอยระวังล้อหลังให้ยก คุณจะลุกจากอานมาโยกแฮนด์ช่วยก็ได้แต่ต้องระวังไว้เสมอว่าต้องไม่ทิ้งน้ำหนักมาข้างหน้าทั้งหมด ต้องมีส่วนหนึ่งเหลือไปถ่วงหลังด้วย มิฉะนั้นล้อหลังจะหมุนฟรีแล้วตะกุยจนไม่เกาะพื้น ผลลัพธ์คือ ล้ม

กลเม็ดที่จะช่วยให้การเข้าโค้งสวิทช์แบ็คช่วงขึ้นเขาง่ายขึ้นนั้นมีส่วนใหญ่นักจักรยานจุตะกุยฟรีหรือไม่ก็ลงจากจักรยานหรือล้มเสียในช่วงสามโค้งสุดท้าย เพราะล้าแล้วจากการหักแฮนด์และออกแรงอย่างหนักเพื่อปั่นขึ้นเนิน ถึงการล้อมนี้จะไม่รุนแรงเพราะแทบไม่มีความเร็วจากการขึ้นที่สูง แต่คุณก็เก็บทุกโค้งได้โดยไม่ต้องล้มด้วยการหักแฮนด์เลี้ยงตัวให้ถูกต้อง

เราพูดถึงโค้งสวิทช์แบ็คที่เกิดขึ้นตามปกติคือเป็นทางให้คนเดิน แต่สำหรับเส้นทางซิงเกิลแทรคสวิทช์แบ็คให้นักจักรยานวิบากได้สนุกสนานนั้นมีไม่น้อยที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อเมาเท่นไบค์โดยเฉพาะ มันเป็นรูปแบบของทางที่สิ้นเปลืองเวลาสร้างมาก ต้องสรรหาเส้นทางให้ดี ต้องให้ปลอดภัยด้วยเมื่อเผอิญช่วงโค้งนั้นอยู่ใกล้หน้าผา การขี่ให้ท้ายปัดหรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ดินพังทลายเล่นจึงไม่ดีต่อทั้งคนที่สร้างทางนั้นและอันตรายต่อคนที่จะมาใช้มันต่อไปเพราะจะลื่นล้มบนพื้นทางร่วน การเข้าโค้งจึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังถ้ายังคิดว่าจะกลับมาใช้เส้นทางตรงนั้นอีก

เทคนิคการปั่นจักรยาน: เทคนิคการเข้าโค้งหักศอก ตอนที่ 1

|0 ความคิดเห็น
ไม่ว่าคุณจะชอบหรือเกลียดมันก็ตาม โค้งหักศอกแบบยูเทิร์นในซิงเกิลแทรค คือสิ่งที่ต้องเจอในทุกที่ที่เข้าไปขี่เมาเท่นไบค์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงลงหรือขึ้นเขา จะต้องมีทางโค้งแบบนี้ให้เห็นและวัดใจกันทุกครั้ง ถ้าโชคดีคุณอาจจะเจอโค้งที่ทำไว้ให้พอดีกับฐานล้อ 43 นิ้วของเมาเท่นไบค์ แต่ในสภาพที่เป็นจริงคือคุณอาจจะเจอโค้งที่หักได้แหลมกว่านั้นอยู่บ่อย ๆ และมีหลายครั้งที่พื้นทางลดหลั่นเป็นชั้น ๆ จนพวกเราหลายคนอดจะตั้งข้อสังเกตไว้ไม่ได้ว่าน่าจะทำไว้เพื่อให้ชีวิตในซิงเกิลแทรคของเรามันอยากขึ้นอย่างตั้งใจหรือเปล่า ซึ่งนับส่าตลก เพราซิงเกิลแทรคที่พวกเราใช้สนุกกับเมาเท่าไบค์อยู่นี้ตามปกติเป็นทางเดินในป่า ทำไว้ให้เกิดเท้าเท่านั้นโดยส่วนใหญ่ไม่คิดเลยว่าจะมีเมาเท่นไบค์มาขอเส้นทางร่วม จริง ๆแล้วคือพวกทางโค้งหักยูเทิร์นหรือที่เรียกว่าโค้งทบหรือ switchback เหมือนมีดพับนั้นถ้าจะให้ผ่านไปแบบง่ายที่สุดก็คือต้องลงจากจักรยานมาจูง

แต่ไหน ๆ เมื่อเราจะขี่เมาเท่นไบค์กันแล้วจะให้ลงมาเข็นจักรยานมันก็ไม่ใช่ที่ เจ้าทางสวิทช์แบ็คนี่เลยกลายเป็นปัญหาให้แก้ เหมือนกับปัญหาที่นักเมาเท่นไบค์ต้องคอยแก้ไปเรื่อย ๆ ตลอดเส้นทาง เพราะการแก้ปัญหาระหว่างเส้นทางซิงเกิลแทรคนี้คือความสนุกสนานในการขี่เมาเท่นไบค์ เราจึงมาขี่กันเพื่อจะได้ใช้ทักษะและปัญญากันให้เต็มที่ ก่อนจะมีบำเหน็จคือความเร็วและสนุก แต่การจะเข้าและออกจากโค้งชนิดนี้ต้องมีวิธีซึ่งคุณเองก็สามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ถ้าเข้าซิงเกิลแทรคบ่อย ๆ แต่ถ้าไม่ค่อยได้เข้าหรือยังใหม่อยู่เราขอแนะนำเรื่องราวต่อไปนี้เพื่อให้คุณสนุกกับสวิทช์แบ็คได้ง่ายขึ้น เริ่มที่ช่วงลงเขาหรือดาวน์ฮิลล์กันก่อน

วิธีเข้าโค้งสวิทช์แบ็คช่วงลงเขา

เมื่อพูดถึงโค้งสวิทช์แบ็คนั้นมีอยู่สามวิธีที่จะเอาตัวรอดได้คือ เริ่มด้วยการล็อคล้อหลังหยุดตายตอนที่กำลังเข้าโค้งขาลงนั้น พอล้อตายแล้วไถลก็หักล้อหน้าเลี้ยวรถจะไถลท้ายปัดหันหน้าเข้าโค้งช่วงออก พอตัวรถหันตรงดีแล้วจึงปล่อยเบรคแล้วออกแรงปั่นเข้าเส้นทางข้างต่อไป ถ้านึกภาพตามทันที่เราเล่าแล้วคุณจะพบว่ามันเป็นวิธีที่เท่และเทพมาก แต่ลองไปทำดูในโค้งดินร่วน ๆ มีแต่กรวดหลวม ๆ เถอะแล้วจะรู้ว่านรกมีจริง รับรองได้ว่าแหกโค้ง ล้มลูกเดียว

วิธีที่สองเพื่อเอาตัวรอดจากโค้งสวิทช์แบ็คได้ คือ ต้องใช้ทักษะกันสุด ๆ คุณอาจจะต้องทรงตัวให้ดีมาก ๆ และต้องประสาทแข็งสุด ๆ คือ จะเริ่มด้วยการหักเลี้ยวแต่พอประมาณช่วงกลางโค้ง ตามด้วยการเกร็งตัวและข้อแขน แล้วบีบเบรคหน้าเพื่อให้ล้อจิกก่อนจะยกท้ายขึ้นเพื่อให้เหลือล้อหน้าเพียงล้อเดียวที่เกาะพื้น ใช้ล้อหน้าเป็นจุดหมุนแล้วยกล้อหลังให้ท้ายหมุนไปตรงทางออกโค้ง ปล่อยน้ำหนักลงให้ล้อทั้งคู่เกาะพื้นแล้วจึงปั่นเข้าทางต่อไป ใครที่อ่านตั้งแต่ย่อหน้าแรกคงเข้าใจล่ะว่านี่มันบีเอ็มเอ็กซ์ชัด ๆ นั่นหมายความว่าคุณต้องขี่เมาเท่นไบค์แล้ว หัดยกล้อหลังจนเชี่ยวชาญแล้วเท่านั้นถึงจะสนุกกับการ ยกหาง แล้วเลี้ยวแบบนี้ได้ หรือไม่ก็ต้องเป็นเซียนบีเอ็มเอ็กซ์มาก่อนถึงจะทำท่าแบบนี้ได้ เพราะบีเอ็มเอ็กซ์กับเรื่อยกล้อทั้งหลายนั่นคุ้นเคยกันดี

วิธีที่สามนี้ถือว่าเป็นภัยต่อสุขภาพน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสองวีแรกที่ท้ายปัดและยกล้อหลัง ในเมื่อสวิทช์แบ็คส่วนใหญ่นั้นถ้าคุณจะเอาตัวรอดให้ได้โดยไม่เจ็บตัว สามารถขี่ผ่านมันไปได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ลวดลายอะไรมาก กุญแจสำคัญคือต้องใช้เบรกหน้าและหลังให้เป็นแต่ข้อสำคัญคือต้องให้ล้อหมุนเสมอ การล็อคล้อตายไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องเพราะเมื่อใดที่ล้อตายคุณจะบังคับทิศทางไม่ได้ โดยเฉพาะถ้ามันเป็นล้อหน้า

วิธีการคือเริ่มด้วยการบีบเบรกแรงพอประมาณเมื่อรู้ตัวว่าจะเข้าโค้งขาลง หักแฮนด์เข้าโค้งขณะความเร็วลดลงและเมื่อล้อหน้ามาถึงจุดกึ่งกลางโค้งก็ปล่อยเบรกออกแรงปั่นออกจากโค้ง ไม่ต้องไปสนใจล้อหลังเพราะมันจะหาทางลงของมันเอง ข้อสำคัญคือคุณต้องบังคับล้อหน้าให้ได้แนวอยู่เสมอแล้วทุกอย่างจะจบลงได้ด้วยดีเอง ด้วยวิธีนี้ความเร็วของจักรยานจะลดลงได้ก่อนเข้าโค้งจนถึงระดับที่ปลอดภัย ต้องระวังให้มากหากทางตรงกลางโค้งนั้นเป็นหน้าผาที่คุณอาจตกลงไปเจ็บตัวหรือถึงกับตายได้ถ้าไม่มีราวกั้น

กลเม็ดอย่างหนึ่งของการเข้าโค้งช่วงลงเขาคือต้องพยายามลดความสูงของจุดศูนย์ถ่วงให้มากที่สุด ถ้าไม่มั่นใจก็ควรจดปรับลดอานลงได้เลยตั้งแต่อยู่บนยอดเขาไม่ต้องรอให้มาเห็นโค้งก่อนแล้วค่อยปรับ จะเสียทั้งเวลาและหมดความตื่นเต้น

จักรยาน Polygon Helios 900X

|0 ความคิดเห็น
จักรยาน Polygon Helios 900X

Polygon ก้าวขึ้นมาลุยตลาดบนอย่างเต็มตัวแบบไม่กลัวใคร จากประเทศอินโดนีเซีย ถึงจะเป็นแบรนด์น้องใหม่แต่ด้วยประสบการณ์ที่สะสมมานานกับการเป็นมือปืนรับจ้างทำงานให้กับแบรนด์ดังมามากมาย ถึงเวลาสร้างชื่อของตัวเองบ้างแล้ว Polygon มีความพร้อมทุกด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรงงานที่มีขนาดใหญ่ เทคโนโลยีอันทันสมัยที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของการขึ้นรูปคาร์บอนไฟเบอร์ การออกแบบรูปทรงของตัวเฟรมการผลิตที่ได้มาตรฐานและคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

Polygon Helios 900X เป็นรุ่นที่สูงที่สุดของจักรยานถนน ตัวเฟรมและตะเกียบเป็นคาร์บอน Act SI เอกสิทธิ์หนึ่งเดียวของ Polygon ใช้กะโหลกแบบ BB90 Shimano Pressfit เฟรมถูกออกแบบมาเพื่อชุดขับเคลื่อน Shimano Di2 โดยเฉพาะเก็บสายระบบไฟฟ้าอย่างปราณีต สายเบรกก็ถูกออกแบบให้ซ่อนไว้ในเฟรม ตามข้อมูลบอกไว้ว่าเฟรมเปล่ามีน้ำหนักตัวที่ 1170 g. อะไหล่ที่ใส่มากับรถคันนี้เรียกได้ว่าสุด ๆ  ระดับไฮเอนทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นล้อ Fulcrum Racing Speed สเตม/แฮนด์/หลักอาน เป็นของ Ritchey WCS ครบเซ็ท Fizik ออกแบบผ้าพันแฮนด์กับเบาะรุ่น Antares carbon สีขาวดำเข้ากันกับเฟรมสีขาวมุก น้ำหนักรวมทั้งคันอยู่ที่ 6.92 Kg. เรียกได้ว่าทำน้ำหนักได้เบาสุด ๆ กันเลยทีเดียว

จักรยาน LAPIERRE XELIUS 400

|0 ความคิดเห็น
จักรยาน LAPIERRE XELIUS 400

เวลาที่เราดูการแข่งขันจักรยานของต่างประเทศ เราจะได้เห็นจักรยานมากมายหลายแบรนด์ และก็หลายแบรนด์ไม่มีจำหน่ายในบ้านเรา ทั้งที่มันถูกนำมาแข่งในรายการใหญ่ ๆ แต่ทำไมถึงไม่เห็นตามร้านจักรยาน ตอนนี้มีปรากฏในบ้านเราอีกหนึ่งแบรนด์ใหม่คือ Lapierre แบรนด์ดังจากประเทศฝรั่งเศสรายนี้ลงสู้ศึกในรายการล่าสุดอย่าง Tour de France ในชื่อทีม FDJ (Francaiss dess jeux)

กว่า 60 ปีที่ Lapierre ได้รวมนวัตกรรมเทคโนโลยีสุนทรียศาสตร์ใส่ใจรายละเอียดและประสบการณ์ในการแข่งขัน ที่สำคัญที่สุดเพื่อจะนำเสนอจักรยานที่สวยงามและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่ว่าการปั่นของคุณจะเป็นประเภทถนนหรือแบบ MTB Lapierre เป็นผู้นำของกลุ่ม MTB ระดับสูงในตลาดฝรั่งเศส

Lapierre ได้ถูกนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา 2 รุ่นด้วยกัน  ซึ่ง XELIUS 400 และ SENSIUM 300 ถึงแม้ทั้ง 2 รุ่นนี้ยังไม่ใช่รุ่นสูงสุดของค่ายนี้ก็ตาม แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าต่อไปเราอาจได้สัมผัสรุ่นที่สูงสุดก็เป็นได้ XELIUS 400 จัดเป็นรุ่นกลางที่องศาเดียวกับตัวสูงสุด จะต่างกันที่อะไหล่เท่านั้น ตัวเฟรมขึ้นรูปชิ้นเดียว ใช้ซิลิโคนเป็นแบบแม่พิมพ์ทำให้เนื้อคาร์บอนเรียบเนียนและแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีรุ่น SENSIUM 300 ที่เป็นรุ่นรองลงมารูปแบบการใช้งานก็ต่างไปนิดหน่อย ตัวเฟรมออกแบบมาให้มีความนุ่มนวลกว่า

4 ม.ค. 2555

จักรยาน TCR Advanced SL ISP

|0 ความคิดเห็น
จักรยาน TCR Advanced SL ISP

GIANT แบรนด์ของผู้ผลิตจักรยานยักษ์ใหญ่จากไต้หวัน ก่อตั้งในปี 72 เริ่มจากรับจ้างผลิตจักรยานแบบ OEM ให้แบรนด์ดัง ๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา จนเริ่มมีผลิตภัณฑ์ออริจินัลเป็นของตัวเองในปี 81 มีสินค้าหลากหลายตั้งแต่รถใช้งานไปจึงถึงรถแข่งท็อปโมเดล ความแข็งแกร่งของแบรนด์นี้อยู่ที่ Cost Performance ด้วยราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ใคร ๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของเฟรมที่ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีระดับสูงและมีคุณภาพในระดับที่ทั่วโลกยอมรับ นอกจากนี้ GIANT ยังเป็นผู้บุกเบิกการนำ Sloping Frame มาใช้ในรถจักรยานถนนจนเป็นที่นิยมเช่นในปัจจุบัน

GIANT TCR Advanced SL ISP พี่ใหญ่สุดสำหรับสายการผลิตรถถนนของ GIANT ความต่างของรุ่น TCR Advanced SL กับรุ่นที่มี ISP ต่อท้ายคือตัวหลักอาน รุ่นที่มี ISP จะมีหลักอานแบบกระโดงอาน ส่วนในรุ่นที่ไม่มี ISP ต่อท้ายจะเป็นหลักอานแบบสวมปกติ สำหรับเรื่ององศาและวัสดุที่ใช้สร้างเฟรมเป็นแบบเดียวกัน เรื่องประสิทธิภาพไม่เป็นรองใครลงสนามในระดับ Pro Tour ในนามทีม Robobank  สู้ศึกเล็กศึกใหญ่ให้เห็นกันชินตา มีจำหน่ายทั้งแบบประกอบสำเร็จและเฟรมเปล่า มีขนาดให้เลือก 6 ขนาด ตั้งแต่ 43.0-58.5 cm เป็นแบรนด์ที่มีระดับตัวท็อปขนาดท่อนั่งเล็กที่สุดในตลาดในขณะนี้

จักรยาน FUJI ALTAMIRA LTD

|0 ความคิดเห็น
จักรยาน FUJI ALTAMIRA LTD


จักรยาน FUJI มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1899 โดยบริษัท นิชิเบฟูจิ ประเทศญี่ปุ่นได้ก่อตั้งและผลิตจักรยานภายใต้เครื่องหมายการค้าว่า FUJI หลังจากนั้นจักรยาน FUJI เป็นที่นิยมมากในประเทศญี่ปุ่น และในขณะที่จักรยาน FUJI เริ่มมีชื่อเสียงมีผู้คนเริ่มสนใจมากขึ้น ทาง FUJI ได้แนะนำ Shimano Dura ace มาใส่ในรถ จักรยาน FUJI และทำให้ Shimano มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน และจักรยาน FUJI ก็ได้ขยายตลาดไปที่อเมริกาจนได้รับการกล่าวขานกันในเรื่องคุณภาพจาก Consumer Reports ของประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 1974,1976 และ 1980 ในปัจจุบันอเมริกาเข้าบริหารงาน จึงทำให้จักรยาน FUJI เป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมนอกจากนี้ยังมีทีมแข่งอยู่ในระดับ Pro Tour อีกด้วย

FUJI ALTAMIRA LTD เป็นรุ่นสูงสุดในสายการผลิตตัวเฟรมออกแบบมาให้ใช้กับชุดขับเคลื่อนของ Shimano รุ่น Di2 โดยที่ตัวเฟรมยังมีหูร้อยสายมาให้ด้วยมีหลักอานในตัวหรือกระโดงอานเหมาะกับการใช้ขี่ทางไกล ไต่เขาได้ดี ตัวเฟรมทำจากคาร์บอน ด้านการออกแบบเริ่มที่ส่วน Head Tube ให้มีทรงเรียว การออกแบบหลักอานแบบเป็นชิ้นเดียวกับเฟรมซึ่งตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมในเฟรมระดับ Hi-end กะโหลกแบบ Press-in Bearing System Chain stay ขนาดใหญ่ เพื่อการส่งถ่ายกำลังอย่างมีประสิทธิภาพ Drop-out Carbon ซึ่งจำหน่ายในบ้านเราแบบเฟรมเซต สำหรับผู้ที่ชื่นชอบจักรยานแบรนด์ FUJI สามารถหาจับจองเป็นเจ้าของกันได้แล้วครับ

บทความจักรยานที่เกี่ยวข้อง